9. เรื่องกายสิทธิ์พระจักรพรรดิ

กายสิทธิ์ (กายจำลอง)
แห่งพระจักรพรรดิ

ฉบับ D2

โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ และ พิทยา ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org


[1] กายสิทธิ์ มีหลายระดับ ได้แก่ (1) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนพระดาบส-ฤาษี แต่กายสิทธิ์ก็ไม่ใช่วิญญาณของพระดาบส-ฤาษีนั้นๆ (2) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกายทิพย์หรือกายพรหม แต่กายสิทธิ์ก็ไม่ใช่เทวดาและไม่ใช่พรหม และ (3) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์เป็นกายพระจักรพรรดิ คือพระพุทธรูปทรงเครื่อง (เครื่องประดับของพระจักรพรรดิมีไว้ประกอบการ “เดินวิชชา” หรือ “เข้าวิชชา” และส่งพลังต่างๆ) แต่กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ ไม่ใช่ “พระเจ้าจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นจอมราชาของมนุษย์ แต่ก็มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิเป็นของ “ทิพย์ธรรม” แต่ที่เรียกจักรพรรดิเหมือนกัน เพราะมี รัตนะ 7” ได้แก่ จักรแก้ว (ก่อให้เกิดอำนาจ) แก้วมณี (ก่อให้เกิดสะอาดสว่างรอบรู้) ขุนพลแก้ว (มีกำลังพลสนับสนุน) ขุนคลังแก้ว (มีกำลังทรัพย์สมบัติ) นางแก้ว (ก่อให้เกิดความสุขความสบายใจ) ช้างแก้ว (ก่อให้เกิดความสะดวกเอื้ออำนวยต่องานการ) ม้าแก้ว (ความรวดเร็วว่องไว) เป็นทีมงานบริวารช่วยงาน และเป็นเครื่องมือในการทรงอยู่และทำงาน พระเจ้าจักรพรรดิ มีรัตนะ 7 ของหยาบที่จับต้องได้ ส่วน กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ มีรัตนะ 7 ของละเอียดที่เป็น “ทิพย์ธรรม” ส่วนมนุษย์ที่เป็น “พระจักรฯ” หรือ “พระจักรพรรดิ” ก็คือมนุษย์ที่มี “ต้นสายธาตุสายธรรม” หรือ “ต้นขั้วแห่งตัวตน” เป็น “กายต้นกายสิทธิ์” หรือ “กายพระจักรพรรดิ” คอยควบคุมดูแลมนุษย์แต่ละคนนั้นๆ ซึ่งต้นสายธาตุสายธรรมของมนุษย์แต่ละคน ก็ไม่ใช่พระจักรพรรดิเสมอไป บางคนมีต้นสายธาตุสายธรรมเป็น “พระธรรมกาย” เป็น “พระพุทธเจ้า” แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “กายสิทธิ์” ที่คล้ายๆ กายทิพย์ของเทวดา หรือกายพรหม ซึ่งมีอ่อนมีแก่แตกต่างกันไป ซึ่งมนุษย์คนใดที่เป็น “ภาคพระ” (ฝ่ายดี) หรือ “ภาคมาร” (ฝ่ายชั่ว) ก็ดูกันตรงนี้ ว่า “กายต้นขั้ว” เป็น พระพุทธเจ้า พระธรรมกาย พระจักรพรรดิ หรือ กายสิทธิ์ ฝ่ายพระ หรือฝ่ายมาร ถ้าเป็นฝ่ายพระก็จะเป็นกายขาวใสสะอาด สว่างมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นฝ่ายมาร ก็จะเป็นกายสีดำ ยกเว้นกรณีที่มนุษย์ผู้นั้นเป็นคนของภาคอื่นๆ เช่นภาคทอง, ภาคเงิน (ทองคำขาว), ภาคทองแดง (ทองชมพู) ภาคเทา (อัพยากฤต)  หรือ เป็นจักรพรรดิ และ/หรือ กายสิทธิ์ สีต่างๆ ตามสายธาตุสายธรรม เช่น สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีชมพู สีม่วง สีส้ม และสีอื่นๆ ก็จะมีกายต้นขั้วเป็นสีนั้นๆ ตามภาคที่มาแห่งตน ซึ่งต้นสายธาตุสายธรรม ส่งมนุษย์ท่านนั้นๆ มาทำงานภารกิจของธาตุธรรม มาสร้างบารมี และเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ให้สรรพสัตว์ เป็นต้น ดังเช่นพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย จะอยู่ในกรณีนี้เป็นส่วนมาก

พระจักรพรรดิก็คือกายสิทธิ์ระดับสูง

[2] กายสิทธิ์มีทั้งแบบที่บำเพ็ญพัฒนาตนขึ้นไปเป็นพระจักรพรรดิ โดยมักจะเริ่มจากรูปลักษณ์เหมือนฤาษีชีไพร ซึ่งฤาษีชีไพรท่านมีวิชาอัดตัวเองเข้าไปเป็น “กายสิทธิ์” หรือ “กายจำลอง” ของตน สถิตอยู่ในวัตถุ เช่นคดหินต่างๆ เพราะต้องการบำเพ็ญบารมีต่อ หรือเพื่อให้ตนสามารถอยู่ต่อไปยืดยาวได้อีก ในสภาพนั้น จนกว่าจะพบอมตธรรม และ/หรือได้ทำงานที่แท้จริง และ/หรือ พบผู้ทรงคุณที่มีวาสนาบารมีแก่กล้า เป็นการเปิดโอกาสให้กายสิทธิ์มีส่วนช่วยงานการ ที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดสังสารวัฏ ฤาษีชีไพรที่มีญาณแก่กล้า บ้างก็ทราบว่า ธรรมเบื้องต้นนั้น ยังไม่เป็นที่สุดอย่างแท้จริง นี่คือการบำเพ็ญจาก “ล่างขึ้นบน” ซึ่งมีส่วนดีที่ความแก่กล้าจากการส่งสมอบรมอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฌานที่แก่เข้มข้น โดยมากแล้ว ฤาษีชีไพรที่ใช้วิชาอัดตัวเองเข้าไปเป็นกายสิทธิ์สถิตอยู่ในวัตถุแล้ว หรือเมื่อหมดอายุขัยแล้ว จิตวิญญาณของท่านก็ไปเกิดใหม่ โดยส่วนใหญ่จะไปอยู่พรหมโลกกัน เหลือเพียงกายสิทธิ์ที่สถิตอยู่ในวัตถุทิ้งเอาไว้ในโลกมนุษย์ สามารถทำงานแทนตนเองได้ต่อไป โดยฤาษีชีไพรที่สำเร็จเป็นพรหมนั้น จะควบคุมดูแลกายสิทธิ์ของตน ที่ฝากเอาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อให้ทำงานจนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คือการ “หมดสิ้นสังสารวัฏ” นั่นเอง ซึ่งเจ้าของกายสิทธิ์ประเภทนี้สามารถที่จะเรียกกายสิทธิ์ของตน กลับคืนมารวมกับตนเองได้ในภายหลังจากที่งานสำเร็จแล้ว ซึ่งพระดาบสและฤาษีชีไพร รวมถึงผู้รู้วิชชาบางท่าน นิยมทำกายจำลอง อัดเป็นกายสิทธิ์ไว้ในวัตถุต่างๆ อย่างเช่น คดหิน มีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก ฝากเอาไว้แด่ชนรุ่นหลังได้พึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์ และเพื่อทำภารกิจของธาตุธรรมคือการทำที่สิ้นสุดแห่งวัฏสงสาร คล้ายๆ กับพระเกจิอาจารย์ในปัจจุบัน ที่นิยมสร้างพระเครื่อง และเครื่องราง ของขลัง ในวาระโอกาสต่างๆ เพื่อให้ลูกศิษย์และผู้ที่นับถือ ได้พึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์ โดยกายสิทธิ์จะมีวิชชายืนพื้นตามเดิมของผู้จำลอง และมีพลังหรือกำลังมากน้อยตามกำลังของผู้จำลองที่เติมเอาไว้ รวมถึงมีความสามารถ ความชำนาญ ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ตามอย่างของผู้จำลองด้วย เช่นกายสิทธิ์บางชนิด เก่งเรื่องคุ้มครองป้องกันภัย บางชนิดเก่งเรื่องรักษาโรค บางชนิดเก่งเรื่องโภคทรัพย์สมบัติ ฯลฯ

[3] กายสิทธิ์อีกชนิดคือ กายสิทธิ์ที่ผลิตขึ้นจากภพศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีพระจักรพรรดิผู้ใหญ่ เป็นผู้ปกครอง ซึ่งภพศักดิ์สิทธิ์นี้ มีเครื่องผลิตกายสิทธิ์ อุปมาได้กับโรงงานผลิต “แอนดรอยด์” ในเมืองมนุษย์ โดยอาศัยบุญศักดิ์สิทธิ์ในการผลิต และตั้งยนตร์กลไกขึ้น เมื่อผลิตแล้ว ก็กระจายส่งไปอยู่ตามที่ต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ ให้ความสุขแก่มนุษย์ ซึ่งภพมารเขาก็มีการผลิตกายสิทธิ์ในทำนองเดียวกันนี้ เพื่อให้กายสิทธิ์มารก่อให้เกิดทุกข์เกิดโทษแก่เหล่าสัตว์ ซึ่งกายสิทธิ์ที่ผลิตขึ้นจากภพศักดิ์สิทธิ์นี้ ปกติแล้วจะ “เบา” กว่ากายสิทธิ์ที่บำเพ็ญตนขึ้นมาตามลำดับ

กายสิทธิ์ที่บำเพ็ญหรือแก่กล้าขึ้นจนเป็น “กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ” แล้ว มีลำดับขั้นดังนี้ (1) พระจุลจักรพรรดิ (2) พระมหาจักรพรรดิ (3) พระบรมจักรพรรดิ (4) พระอุดมบรมจักรพรรดิ (5) พระเดชอุดมบรมจักรพรรดิ หรือ พระอเนกอุดมบรมจักรพรรดิ (6) พระไพบูลย์จักรพรรดิ (7) พระไพศาลจักรพรรดิ ซึ่งกายสิทธิ์จะอบรมบ่มบารมีในตัวเรื่อยมา หรือเมื่อมาอยู่กับวิชชาจารย์ หรือมนุษย์ผู้ทรงคุณ ที่สั่งสมบุญสร้างบารมี หรือทำกิจการงานอันเป็นภารกิจของธาตุธรรม กายสิทธิ์ก็มีส่วนช่วยเอื้ออำนวยให้เจ้าของอยู่ดีมีสุข มีความปลอดภัย บำเพ็ญภาวนาได้ดีขึ้น และกายสิทธิ์ก็จะได้บุญบารมีเพิ่มเติม ไปพร้อมๆ กับเจ้าของ หรือถ้าเจ้าของเจริญภาวนา เข้าญาณ เข้าวิชชา ศึกษาวิชชา กายสิทธิ์ก็จะได้วิชชาเพิ่มเติมตามเจ้าของไปด้วย ถ้าหากทำวิชชาร่วมกัน เมื่องานสำเร็จตามลำดับขั้น หรืองานสร้างบารมี เจริญภาวนา ก้าวหน้า กายสิทธิ์ก็เลื่อนขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ มีความเก่งกล้า มีความแก่กล้า มากยิ่งขึ้นไปด้วย เป็นคุณประโยชน์ต่อวิชชาจารย์ หรือเจ้าของกายสิทธิ์ด้วยกันยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ซึ่งจักรพรรดิยังแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามภพภูมิ คือ (ก) จักรพรรดิของมนุษย์ (ข) ทิพยจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลภพเทวดา (ค) พรหมจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลภพของพรหม/อรูปพรหม และ (ง) พุทธจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลเมืองพระนิพพาน (จ) ประเภทอื่นๆ

มีกายสิทธิ์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่ง “ภพศักดิ์สิทธิ์” ส่งลงมาอยู่ในโลกมนุษย์แล้วหล่อเลี้ยงไว้มาเรื่อยๆ พร้อมทั้งปลูกเรือนหยาบ บ่มจนเติบโตเป็นกายสิทธิ์แก่กล้าขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หินแร่ และแก้วผลึกต่างๆ ทั้งนี้ เพราะทางธาตุธรรมเจ้าของกายสิทธิ์ ต้องการลองหลายๆวิธี เพื่อทำงานการที่จะนำไปสู้การหมดสิ้นวัฏสงสารได้ โดยกายสิทธิ์ประเภทนี้ จะมาเป็นกำลังให้กับวิชชาจารย์ท่านต่างๆ ในการประกอบวิชชา ให้มีกำลังและสรรพคุณต่างๆ พร้อมพรั่งขึ้น

[4] วิชชาจารย์สามารถ (1) เชิญกายสิทธิ์มาซ้อนในวัตถุ อย่างเช่นลูกแก้วหลอม หรือพระของขวัญ (2) ใช้วิชชาของตนสร้างกายสิทธิ์แล้วอัดลงไปในวัตถุ อย่างเช่นลูกแก้วหลอม หรือพระของขวัญ ซึ่งในกรณีนี้ วิชชาจารย์จะต้องมีวิชชาแก่กล้าพอสมควร แต่ส่วนใหญ่แล้ว กายสิทธิ์ที่วิชชาจารย์สร้างขึ้นได้ มักจะเป็นกายสิทธิ์อ่อนแก่ตามกำลังของวิชชาจารย์ หรือเป็นพระจักรพรรดิชั้นต้นๆ (3) หากวัตถุมีกายสิทธิ์สถิตอยู่แล้ว วิชชาจารย์ก็กลั่นกายสิทธิ์ให้สะอาดบริสุทธิ์ และสอนวิชชาให้กับกายสิทธิ์เพื่อทำงานต่างๆ มีการคุ้มครองป้องกันภัย, ตามสมบัติ, รักษาโรค เป็นต้น รวมถึงเติมบุญบารมีให้กายสิทธิ์นั้นๆ ซึ่งกายสิทธิ์มักจะก่อให้เกิดลางสังหรณ์กับเจ้าของ เมื่อจะมีเหตุสำคัญประการหนึ่งประการใดเกิดขึ้น ในกรณีที่เจ้าของยังไม่มีวิชชาหรือไม่มีรู้มีญาณ แต่ถ้ามีแล้ว ก็จะมาแจ้งให้ทราบโดยตรง

[5] กายสิทธิ์ มีทั้งที่อยู่ในวัตถุ และที่อยู่ในตัวมนุษย์ และสัตว์ เมื่อมีกายสิทธิ์อยู่มาก วัตถุนั้นก็มีกำลังมาก ถ้ามนุษย์ หรือสัตว์ มีกายสิทธิ์สถิตอยู่ในตัวมาก ก็จะมีกำลังความสามารถต่างๆ มากขึ้นไปตามลำดับ บางคนมีกายสิทธิ์มาแต่เดิมไม่มาก แต่เมื่อมีวิชชา หรือรู้จักวิชชาจารย์ ก็ “ทับทวี” กายสิทธิ์ในตัวให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งปริมาณกายสิทธิ์จะมากขึ้นจริง แต่ว่า “เบา” หรือกำลังไม่แรงมากเท่ากายสิทธิ์ที่มีขึ้นจากการสั่งสมเอง ซึ่งกายสิทธิ์ที่สั่งสมเอง ก็เกิดจาก การใช้สติปัญญาความสามารถทำการต่างๆ ภพศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละภาคก็จะส่งกายสิทธิ์มาเติมเก็บไว้ที่ศูนย์กลางกาย (ทำดี หรือการงานที่ชอบ ก็ได้กายสิทธิ์ฝ่ายดี ทำชั่ว หรือการงานที่มิชอบ ก็ได้กายสิทธิ์ฝ่ายชั่ว) ถ้าหากคนเรามีกายสิทธิ์ฝ่ายดีสถิตอยู่มาก ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม เป็นผู้ทรงคุณ มีคุณธรรม แต่ถ้าหากคนเรามีกายสิทธิ์ฝ่ายไม่ดี สถิตอยู่มาก ก็มักจะมีแนวโน้มที่ทำให้เป็นคนทุศีล นิสัยใจคอเป็นพาลเสียส่วนใหญ่  

คณะผู้รจนาบทความนี้ ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ กายสิทธิ์ (กายจำลอง) แห่งพระจักรพรรดิ โดยคร่าวแต่เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียด เพิ่มเติม ขอให้ท่านวิชชาจารย์ และผู้มีรู้มีญาณ ได้ตรวจสอบดูด้วยญาณทัสนะ เพื่อให้เกิดความชัดแจ้งด้วยตนเอง ประดับสติปัญญา และเพื่อประโยชน์ในการขยายความ สั่งสอนศิษย์ และกัลยาณชนทั้งหลายให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงสืบต่อไป อนึ่ง ถ้าหากท่านมีข้อสงสัยแต่ประการใด กรุณาติดต่อ www.dhammakaya.org

หากท่านสงสัยว่า ความรู้ที่คณะผู้รจนานำมาเผยแพร่นี้ อยู่นอกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ผู้รจนาขออ้างอิงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสว่าธรรมที่พระองค์นำมาสั่งสอนนั้นเป็นประดุจใบไม้ในกำมือ เมื่อเทียบกับธรรมทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งเป็นประดุจใบไม้ในป่า อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมด แต่ก็เป็นองค์ความรู้ ที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องตกแต่งขึ้นเพื่อหลอกลวง ซึ่งบางท่านอาจจะได้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่งจากองค์ความรู้นี้ ไม่มาก ก็น้อย และถ้าหากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใด ผู้รจนาขอน้อมรับไว้ด้วยดี ขอขอบพระคุณครับฯ

จบบรรพ์