11. ประกาศิต เพื่อการสร้างบารมี

 

ประกาศิต” 
เพื่อการสร้างบารมี
 
ฉบับที่
 3

โดย พิทยา ทิศุธิวงศ์

วันที่ 19 มกราคม 2561

 

 

 

ประกาศิต ว่ากันคร่าวๆ ก็คือดวงตราสัญลักษณ์ (Logo or Emblem) หรือ แบรนด์ประจำห้างร้านค้า กิจการธุรกิจ ตำแหน่ง ยศ ศักดิ์ ลำดับขั้น ทั้งที่เป็นของกลาง หรือเป็นของส่วนตัว ส่วนใหญ่แล้ว ดวงตราประกาศิตจะมีลักษณะรูปแบบที่บ่งบอก ถึงลำดับขั้น ชั้นของประกาศิตนั้นๆ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป

[1]  ผู้ที่ควบคุมดูแลการใช้ประกาศิตในเมืองมนุษย์ และเมืองสวรรค์ ก็คือเหล่า มหาพรหมซึ่งทรงฤทธิ์ ทรงเดช ด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติ และบางองค์ก็เป็นพระอริยบุคคล เมื่อว่างจากการเข้าฌาน และกิจการงานอื่นๆ มหาพรหม ซึ่งมี มหาพรหมประธานเป็นผู้นำ ก็จะแบ่งกำลังกันมาดูแลรักษา ส่งพลัง ให้กับประกาศิตของมนุษย์และเทวดา นอกจากนี้ การส่งกำลังยังสัมพันธ์กันกับ “เจ้าสี” ซึ่งใช้ในดวงตราสัญลักษณ์ และ “ผู้เลี้ยงผู้รักษา” ประจำองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคล

[2]  โดยเริ่มแรกสุดในการ ตราประกาศิต ขึ้น เจ้าของประกาศิต ซึ่งอาจจะเป็นองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคล ก็จะต้อง จ้างวานให้ นายช่างเป็นผู้รังสรรค์ออกแบบให้ ตามความชอบ และพึงพอใจ ของผู้เป็นเจ้าของประกาศิตนั้น ซึ่งความสวยงามของตราประกาศิตโดยมากแล้วขึ้นอยู่กับกำลังที่ส่งมาจาก “นางแก้ว” ซึ่งเป็นกายสิทธิ์ประจำจักรพรรดิ หรือผู้เลี้ยงผู้รักษา ที่ดูแลเรื่องความสวยงาม  ผนวกกับความรู้ความสามารถของนายช่าง เมื่อตราประกาศิตขึ้นมาแล้ว เจ้าของประกาศิต ก็ต้องทำการประกาศใช้ ประกาศิตนั้นๆ ด้วยการนำมาสำแดงให้สาธารณชนได้ทราบ หรือ “จดทะเบียน” ดวงตรานั้นอย่างเป็นทางการ ตามกฎหมายในหลายๆ ประเทศ ยกเว้นแต่จะใช้เป็น ตราลับก็ไม่ต้องสำแดง

[3]  ประกาศิตมีลำดับขั้น ชั้น ชนิด และประเภทต่างๆ เช่น “สยมภู” (ศักดิ์อันเป็นใหญ่ในหมู่พระพุทธเจ้า) “สยุมภา” (ศักดิ์อันเป็นใหญ่ในหมู่จักรพรรดิ) สุริยะ” “จันทระ” “ดารา” “เดชา” “จักรา” “วิเชียร” “รัตนา” “ประภา” “อาภา” “มณี” “ฤทธา” “วิไล” “พิไล” “ประไพและอื่นๆ ซึ่งลำดับขั้นเหล่านี้ ผูกอยู่กับดวงตรา หรือ ประกาศิตนั่นเอง  และชื่อลำดับขั้น ชั้น ชนิด และประเภทเหล่านั้น จะบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าของดวงตราประกาศิต เช่น ถ้าหากเจ้าของประกาศิต เป็นเทวดาที่มีรัศมีสีสันสวยงามแผ่กว้างออกไปมากกว่าเทวดาเหล่าอื่น ก็อาจได้ตำแหน่งชั้น เจ้ารังสีหรือ เจ้ารังสิยาหรือถ้าหากเป็นเทพที่มีความหอมแผ่ออกมาเป็นพิเศษ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่ทำไว้ในขณะเป็นมนุษย์ (เทวดาทั่วๆ ไปก็มีกลิ่นกายหอมอยู่แล้ว) ก็อาจจะมีชื่อกับตำแหน่งเป็น สุวคนธ์หรือ สุคันธาแต่ถ้าหอมในระดับที่อยู่ในอันดับหอมที่สุดในบรรดา 3 หรือ 7 อันดับแรก ก็จะได้รับตำแหน่ง เจ้าเป็น เจ้าสุวคนธ์หรือ เจ้าสุคันธา”  แต่ถ้ากลิ่นกายหอมด้วย และทรงคุณพิเศษด้วย ก็อาจจะได้ตำแหน่งเป็น เจ้าสุคันธราชเป็นชั้นพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่า เจ้าสุคนธาด้วยกัน

[4]  เมื่อเจ้าของ ประกาศิต ใช้ประกาศิต ทำงานต่างๆ หรือใช้ร่วม ใช้ประกอบ การบุญ การกุศล และการงานต่างๆ ซึ่งสำแดงประกาศิต ประกอบอยู่ด้วย เช่นถวายตาลปัตรแด่พระสงฆ์ในงานพิธี โดยมีดวงตราประกาศิตปักอยู่บนตาลปัตร หรือทำธุรกิจ หรืองานราชการ มีการประทับตราประจำองค์กร หรือประจำตำแหน่ง ประกอบกับคำสั่งหรือประกาศแจ้งตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้แล้ว “มหาพรหม” ซึ่งแบ่งงานกันแล้วในหมู่ของพวกท่าน ก็จะส่งฤทธิ์มาหล่อเลี้ยงดวงตราประกาศิต ให้มีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นที่น่านิยมชมชอบ ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลไปถึงกิจการขององค์กร หรือบุคคล ที่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ในทางอ้อม

[5]  เทวดาก็เช่นเดียวกันกับมนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่มีดวงตราประกาศิตประจำตัว ถ้ามี ก็มักจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญในบางสิ่งบางอย่าง หรือในงานที่ทำ บางท่านก็เป็นผู้ที่นิยมชมชอบในเรื่องนี้ จึง เล่นประกาฯเป็นงานอดิเรก คือออกแบบดวงตราประกาศิต แล้วก็ใช้ในโอกาสต่างๆ จนกระทั่งจากประกาศิตที่ไม่มีกำลังหรือความสำคัญใดๆ เป็นพิเศษ ก็กลับเป็นดวงตราที่มีพลัง ถูกสำแดงใช้ในงานต่างๆ จนกระทั่งผู้อื่น รู้จักกันดีรวมถึง ชื่นชมชื่นชอบและรู้สึก มั่นใจและเชื่อถือในดวงตราประกาศิต และรวมถึงตัวเจ้าของประกาศิตนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่นดวงตราประกาศิต ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งติดไว้หน้าสำนักงาน พิมพ์ไว้บนซองจดหมาย กระดาษจดหมาย ใบปลิว แผ่นพับ และหน้าเว็บไซท์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เห็นดวงตราประกาศิตขององค์การสหประชาชาติ ก็จะรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ นับถือ และเป็นองค์กรที่สำคัญ และถ้าหากผู้มีตาทิพย์ มีญาณทัสนะ ก็จะสามารถมองเห็นหรือสัมผัสพลังที่แผ่ออกมาจากดวงตราประกาศิตนั้นได้ ซึ่งเป็นพลังที่มหาพรหมส่งมาหล่อเลี้ยงเอาไว้ ดวงตราประกาศิตบางดวง ก็มีกำลังมาก สำแดงไปได้ทั่วโลก อย่างเช่นแบรนด์ร้านอาหาร แบรดน์สินค้า แบรนด์ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ แบรนด์แอพพลิเคชั่น เครื่องอุปโภค บริโภค ต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

[6]  สำหรับเหล่าเทวดา จะมีการแบ่งชนชั้นวรรณะของเทวดา ตามตำแหน่งลำดับขั้น ซึ่งมีความสำคัญในภพเทวดา เช่น เวลาประชุมใหญ่ เหล่าเทพ (ทั้งพรหม และเทวดา) ก็จะจัดอันดับแท่นนั่งประชุม เรียกตามลำดับขั้นนั้น ซึ่งอาจจะผูกอยู่กับดวงตราประกาศิตหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของเหล่าเทวดา ว่าใครจะนั่งหน้า ใครจะนั่งหลัง ใครนั่งอันดับใด เหมือนงานราชพิธีในเมืองมนุษย์ เจ้าพนักงานราชพิธีจะจัดเก้าอี้ให้ตามลำดับแห่งยศฐานันดร และยศถาบรรดาศักดิ์ นอกจากนี้ยังมีผลต่อสังคมเทวดา เช่นเวลาเข้าประชุมในเทวสภา จะมีการประดับประดาธงซึ่งมีดวงตราประกาศิตของ “บุคคลสำคัญ” ที่เข้าร่วมประชุม ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เทพพรหม หรือเทวดา (ถ้าท่านมีดวงตราประกาศิตประจำตัว) นอกจากนี้เวลาเทวรถ ผ่านมาประจันหน้ากันบนเส้นทาง เทวดาที่ศักดิ์น้อยกว่า ก็จะต้องหลบทางให้ หรือเวลาสมาคมกัน เขาก็จะให้เกียรติตามลำดับชั้น ลองจินตนาการบรรยากาศคล้ายๆ งานสโมสรสันนิบาต ว่ามีเหล่าผู้มีบรรดาศักดิ์มาสมาคมกัน เขาก็จะให้เกียรติกันตามยศ และเป็นที่นับหน้าถือตากันอย่างนั้น ดังที่กล่าวมานี้ เป็นงานของเทวดา แต่ถ้ามนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ลำดับศักดิ์ของเทวดา ไม่ว่าจะเพราะเป็นผู้ที่ทรงคุณ และ/หรือ ใช้ประกาศิตหรืออื่นๆ  เทวดาเขาก็จะเคารพนับถือกัน ถ้าหากมีงานพิธีที่เทวดาจะเข้าร่วมด้วย อย่างเช่นการหล่อพระพุทธรูป ที่มีการอัญเชิญเทวดาต่างๆ เมื่อเทวดามาถึงก็จะแสดงความเคารพมนุษย์ผู้ทรงคุณที่ได้ลำดับศักดิ์นั้น หรือเมื่อผ่านไปยังวัดวาอารามที่มีเทวดาเฝ้าดูแลรักษา เทวดาส่วนใหญ่ก็จะถวายความเคารพ ดังนี้ เป็นต้น

[7]  ตำแหน่งชั้นสูงของเทวดา ซึ่งอาจผูกอยู่กับดวงตราประกาศิตหรือไม่ก็ได้นั้น ยกตัวอย่างเช่น เจ้าอำไพ” “เจ้าประภา” “เจ้ารังสี” “เจ้าดารา” “เจ้าจักรา” “เจ้าสุวคนธ์ซึ่งแต่ละตำแหน่งอาจมีการจำกัดจำนวนผู้ที่จะได้ยศขั้นนั้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่ครอบครองกันได้อย่างไม่มีจำกัด

[8]  สำหรับคนที่เล่นหรือใช้ประกาศิต เวลาสำแดงประกาศิตในขณะทำความดี สร้างบุญกุศล เช่น ซองใส่ปัจจัยถวายพระ เป็นซองที่มีดวงตราประกาศิตขององค์กร หรือบุคคลอยู่ ทิพยจักรพรรดิซึ่งคอยควบคุมดูแลสมบัติอันเป็นทิพย์ ก็จะปรุงแต่งสมบัติทิพย์ของผู้ทำบุญกุศล และสำแดงประกาศิตนั้น ให้สมบัติทิพย์มีลวดลายดวงตราประกาศิตติดอยู่ด้วย ราวกับว่าเป็น Signature หรือลักษณะเฉพาะตัวอย่างนั้น

[9]  การใช้ดวงตราประกาศิตมีความสัมพันธ์กันทั้งในโลกทิพย์และโลกมนุษย์ เมื่อเจ้าของประกาศิตใช้ดวงตราประกาศิตบ่อยเข้า กำลังก็สะสมมากขึ้น จนสำแดงไปได้ทั่วโลก ส่วนหยาบๆ ก็มีผลทางจิตวิทยา ตามองค์ความรู้ในเรื่องแบรนด์ คือเราสร้างแบรนด์ ถ้าโลโก้เราสวย สะดุดตา จำง่าย และมีผลต่อจิตใจในแง่บวกหรือลบ นั่นก็คือใจที่รับรู้ได้ขอรับ และเมื่อเราใช้โลโก้ในการทำผลงาน ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่มีคุณภาพ คนก็จะจดจำติดใจ ว่า เมื่อเห็นแบรนด์นี้ คือบริการ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ ที่ดีมีคุณภาพ หรือไม่ดี ไม่มีคุณภาพขอรับ โดยย่อคือ นอกจากลักษณะของโลโก้หรือประกาฯ แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

[10]  ถ้าหากจะว่าตามหลักวิชาการของมนุษย์ ประกาศิตก็คือ แบรนด์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยในการจดจำให้แก่ผู้พบเห็น และผู้ใช้ก็ต้องมีการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ใช้สำแดงเวลาทำความดีให้บ่อยครั้ง เพื่อให้ผู้พบเห็นมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ และจดจำได้  รวมถึงหลีกเลี่ยงในการใช้ประกาศิต ในอกุศลกรรมต่างๆ หรือ ใช้แบรนด์ในทางที่สร้างความเสื่อมเสียด้วย ดังนี้แล้ว ประกาศิตจะ เอื้ออำนวยกิจการงานของเจ้าของประกาศิต ไม่ว่าจะเป็นงานทางโลก หรืองานทางธรรม  รวมถึงความเป็นที่นับถือเชื่อถือ ทั้งในสังคมมนุษย์ และสังคมเทวดา ถ้าหากเราตั้งองค์กร มูลนิธิ สมาคม ชมรม หน่วยงาน หรือกลุ่มคณะบุคคล เพื่อร่วมทำกองการบุญกุศล เราก็ควรจะตราและประกาศใช้ ประกาศิตที่เหมาะสม อันจะเป็นกำลังเสริม ให้กิจการงานสร้างบารมีของเรานั้น ก้าวหน้าขึ้น ดีขึ้น โดยทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย ถ้าอยากให้องค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของประกาศิตเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ก็ต้องหมั่นทำงานให้ก้าวหน้า แล้วสำแดงประกาศิต ไปด้วยเรื่อยๆ ควบคู่กันไปอย่างนี้

[11]  ถ้าหากท่านมีความสนใจเรื่องประกาศิต ปรารถนาที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม ขอเชิญติดต่อได้ที่ www.dhammakaya.org หรือถ้าหากว่าท่านเป็นผู้ที่มีรู้มีญาณ ก็ลองสังเกตดูว่าเวลาเทวดาประชุมกัน ใครนั่งอยู่ลำดับต้นๆ ของที่ประชุม มียศ มีตำแหน่ง มีประกาศิต ว่าอย่างไร ยศใดสูงกว่ายศอื่น ยศใดด้อยกว่า ดังนี้ สำหรับกระผม พิทยา ทิศุธิวงศ์ ผู้รจนาความนี้ พอมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ประกาศิตอยู่บ้าง แต่ก็ต้องขออภัยหากยังขาดความสมบูรณ์ ซึ่งท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะมีความรู้มากกว่านี้ ก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย และหากมีข้อชี้แนะแต่ประการใด ผู้รจนาขอน้อมรับเอาไว้ ณ โอกาสนี้

 

จบบรรพ์