23. นานาวิพากษ์ ประเทศไทย (Critique) โดย Pittaya Wong

นานาวิพากษ์ (Critique)

โดย Pittaya Wong


นานาวิพาก์ประเทศไทย ตอน ขึ้นทะเบียนดวงจันทร์เป็นมรดกโลก
กระผมขอเสนอต่อองค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนดวงจันทร์เป็นมรดกโลก ซึ่งจะอยู่ภายใต้การคุ้มครอง เพื่อป้องกันสงครามอวกาศครับ
- พิทยา ทิศุธิวงศ์
www.meditation101.org
22 มิถุนายน 2561

นานาวิพากษ์ประเทศไทย ตอน ป่าโพธิ์ ป่าไทร
ผมสังเกตเห็นว่าตามถาวรวัตถุของวัดและถนนหนทาง มักจะมีต้นโพธิ์เติบโตแทรกอยู่มาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาแก่สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ผมจึงขอเสนอว่า ให้ทาง ก.ท.ม. และ อ.บ.ต. เก็บต้นโพธิ์เหล่านี้ มาปลูกพักฟื้นในกระถาง โดยตัดกิ่ง ตัดใบ เพื่อให้รอดอยู่ได้ จากนั้นจึงย้ายจากกระถางไปปลูกตามป่าเสื่อมโทรม หรือกันชนป่า เพื่อฟื้นฟูผืนป่าครับ โดยนัยนี้ เราจะได้แก้ปัญหา และสร้างประโยชน์ไปพร้อมๆ กันครับ ต้นโพธิ์มีใบดก เป็นที่อยู่แก่นกและสัตว์ ทนต่อสภาพอากาศ และมีผลให้นกและสัตว์จิกกินได้ครับ

- พิทยา ทิศุธิวงศ์

นานาวิพากษ์ประเทศไทย ตอน นกสร้างป่า

จากที่ผมเคยโพสไปแล้วว่าการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมควรมีการเลี้ยงผึ้ง เพื่อให้ผึ้งทำหน้าที่ผสมเกสรดอกไม้ มาวันนี้ผมเสนอเพิ่มเติมให้เลี้ยงนกเสริมเพื่อสร้างระบบนิเวศน์ โดยปลูกต้นไม้ที่ทนและแพร่ขยายได้เร็ว มีเมล็ดผลให้นกมาจิกกินได้อย่างต้นโพธิ์และต้นไทร แล้วเราก็ทำบ้านนกติดไว้ตามต้นไม้ เพื่อให้นกอยู่ได้อย่างปลอดภัยและน่าอยู่ ในพื้นที่ป่ากำลังฟื้นฟู เมื่อนกจิกกินเมล็ดผลแล้วก็ไปถ่ายรดตามที่ต่างๆ ป่าก็จะค่อยๆฟื้นฟูขึ้นเองครับ
Critique by Pittaya Wong

20 May 2018


นานาวิพากษ์ประเทศไทย.. ตอน.. ใช้ทองคำในการซื้อขาย

ใครๆ ก็บอกว่า เศรษฐกิจไม่ดี ผมเลยคิดสะระตะ ว่าเป็นเพราะอะไรเศรษฐกิจจึงไม่ดี ถ้าว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็คือ ตอนนี้ Supply หรือทั้งผลผลิตและการบริการโดยรวมของไทย มี Supply ที่มากกว่า Demand ซึ่ง Demand นี้ก็มีทั้ง Demand ภายในประเทศ และ Demand จากต่างประเทศ โดยในการเปลี่ยนผ่านระหว่าง Demand กับ Supply นั้น "เงิน" เป็นตัวการกลาง และมีปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ค่าเงินแข็งและอ่อน ส่งผลถึง Demand จากต่างประเทศ

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราจะซื้อขายกันโดยไม่ใช้เงินบาทบ้าง ก็น่าจะดี เช่นว่า ซื้อขายกันด้วย "โลหะทอง" หรือ "โลหะเงิน" (อันนี้เหมาะกับระหว่างประเทศ) หรือใช้ "ข้าวสาร" แทนเงิน (สำหรับในประเทศ) เช่นว่า วันนี้ทำงานได้ข้าวสาร 10 ก.ก. เอาข้าวสารไปแลกแชมพูสระผม แชมพูมีมูลค่าข้าวสาร 2 ก.ก. ในทำนองเดียวกันกับต่างประเทศ เราไม่ใช้เงินบาทในการแลกเปลี่ยน แต่เราใช้ "ทอง" หรือทรัพยากรอื่นๆ ที่มีค่า และมีเสถียรภาพมากกว่า หรือถ้าหากเราขายข้าวให้แอฟริกา เราไม่เอาเงินตรา เพราะเงินตราของเขาไม่มีเสถียรภาพ แต่เราเอา "โลหะทอง" หรือ "โลหะเงิน" หรือ "โลหะทองแดง"

จะว่าไปทำแบบนี้ก็คล้ายๆ ระบบบาร์เทอร์ซิสเต็ม เหมือนสมัยโบราณ ที่เอาของมาแลกของกันในตลาด แต่เราไม่แลกของกับอะไรก็ได้ เราแลกเฉพาะกับสิ่งที่มีค่าเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจครับ

ส่วนว่าการเล่นกับ Demand และ Supply ปัญหาคือมันเปลี่ยนแปลงได้อย่างช้าๆ และเป็นไปตามกลไกของตลาด คือ เมื่อ Supply ของผลผลิตและการบริการ มีมากกว่า Demand ในประเทศและต่างประเทศ กลไกของตลาดก็จะทำให้ Supply ค่อยๆ ลดลงไปเอง จนกว่าจะมาพบกันที่จุดสมดุล ซึ่งมันเป็นไปอย่างช้าๆ กว่าเจ้าของธุรกิจจะถอนตัวออกจากตลาด ซึ่งภาครัฐคงจะต้องแทรกแซงเพื่อให้เปลี่ยนผ่านอย่างนุ่มนวล ภาครัฐทราบอยู่แล้วว่าในประเทศไทยมี Supply อะไร และต้องรู้ให้มากพอว่า ต่างประเทศมี Demand อะไร และในประเทศมี Demand อะไร

ภาครัฐต้องมีประสิทธิภาพมากพอในการควบคุม Supply กับ Demand โดย "จับแพะชนแกะ" ให้ Supply กับ Demand ตอบสนองกันอย่างสมดุล ทั้งภายในประเทศ และกับต่างประเทศ ปัญหาของไทยผมเห็นว่า อย่างเรื่องยางพารา เรารู้ทั้งรู้ว่าราคายางตกต่ำ ราคาข้าวตกต่ำ แต่เราก็ควบคุม Supply ข้าวและยาง ให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ เรารอกลไกของตลาดให้ทำงาน และนั่นก็คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ คือชาวไร่ชาวนาก็รายได้ลดลง ภาครัฐก็ต้อง subsidize หรือชดเชยราคา ก็เสียอีก..

ดังนั้น ในเรื่องของการจับแพะชนแกะให้กับ Supply และ Demand เพื่อให้พบกันที่จุดสมดุล ภาครัฐควรมี "เซลล์แห่งชาติ" คือเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทรับเหมาต่อที่จะเสาะแสวงหา Demand จากต่างประเทศ เพื่อให้มาซื้อสินค้าและการบริการของไทย ตาม Supply ที่มีอยู่ หรือมิฉะนั้นก็เปิด Government Auction ประมูลขายผลผลิตและการบริการที่ล้นตลาด ในราคาที่ไม่ขาดทุน แต่อย่างไรก็ตาม เราคำนึงถึงว่า ประเทศต่างๆ ที่มี Demand เขาก็มี Trade Barrier หรือกำแพงทางการค้า กันอยู่ ผมจึงขอเสนอว่า สำหรับประเทศที่มี Trade Barrier ก็ให้เราซื้อขายแลกเปลี่ยน ในมูลค่าของผลผลิตและการบริการที่มีค่า "เท่าๆ กัน" เช่น ไทยซื้อของจากจีน 3 หมื่นล้านบาท ไทยก็ขายของให้จีนแค่ 3 หมื่นล้านบาท ไม่มีใครเกินดุลใคร ดังนี้แล้ว ก็จะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจด้วยกันทุกฝ่าย จะเกิดสภาพคล่องมากขึ้นทางการค้า ดังนี้.. เอาไว้จะมาสะระตะกันต่อนะครับ

ตามกลไกของตลาด เมื่อ Supply มีมากกว่า Demand ราคาผลผลิตหรือการบริการจะลดลง ดังนั้นแล้ว Supply ก็จะลดลงเองโดยอัตโนมัติ เพราะ Price Sensitivity หรือความอ่อนไหวราคา ดังนี้แล้ว Supply กับ Demand ก็จะมาพบกันที่จุดสมดุล


หมายเหตุ: แต่ในประเทศไทยของเรานั้น ยกตัวอย่างเช่น ข้าว กับ ยางพารา ขนาดว่าราคาตกต่ำแล้ว ชาวนาชาวไร่ ก็ยังทู่ซี๊ทำนาและกรีดยางกันต่อไป การถอนตัวออกจากตลาดก็เป็นไปอย่างช้าๆ ยิ่งภาครัฐ subsidize ชดเชยราคาให้ ก็ทำให้ชาวนาชาวไร่ ไม่ถอนตัวออกจากตลาด ก็ยังทำนาข้าว ทำสวนยางกันต่อไป.. มันจึงไม่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติของตลาด และไม่ใช่เสมอไปว่า ราคาตกต่ำแล้ว Supply จะลดลง ผลผลิตและการบริการจึงเป็น Supply ส่วนเกินของตลาดอยู่อย่างนั้น ฝากมาดังนี้ครับ


by Pittaya Wong
22 March 2018

www.meditation101.org


นานาวิพากษ์ประเทศไทย ตอน: ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย

วานนี้ผมได้ดูคลิปวีดีโอเกี่ยวกับหอจัดการแสดงของมหาวิทยาลัยมหิดล หรือ “มหิดลสิทธาคาร” ซึ่งสวยเด่นเป็นสง่า เป็นสนามจัดแสดงของวงดนตรีต่างๆ และวงดนตรีของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ทำผลงานได้ดี สามารถผลิตนักดนตรีคุณภาพได้มากในแต่ละปี ผมก็มาคิดเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผมเคยเรียน ธรรมศาสตร์ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านดนตรี แม้จะมีวงดนตรี แต่ธรรมศาสตร์มีสนามกีฬาระดับเอเชียนเกมส์ อยู่ที่วิทยาเขตรังสิต

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงคิดว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งในประเทศไทย น่าจะมียุทธศาสตร์ หรือ Strategic Positioning เป็นของตนเอง โดยเลือกที่จะ “โดดเด่น” ด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษเฉพาะตน สามารถทำผลงานระดับโลกได้ไปเลย เหมือนอย่างที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตนักดนตรีคุณภาพระดับอัจฉริยะทางดนตรี และมี infrastructure อย่าง “มหิดลสิทธาคาร” เป็นสถานที่เปิดการแสดงในระดับสากล  ถ้าหากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะวางยุทธศาสตร์ให้ตนเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศด้านกีฬา และมีสนามกีฬาเอเชี่ยนเกมส์เป็นที่แข่งขัน และฝึกซ้อมกันอย่างคึกคัก เปิดรับอัจฉริยะทางกีฬามาเป็นนักศึกษา ตั้งทีมฟุตบอลสัก 3 ทีม ทั้งแข่งกันเองในบ้าน และแข่งกับทีมอื่นนอกบ้าน ทั้งซ้อม ทั้งเรียน ทั้งเป็นเจ้าภาพจัดแข่งอยู่เสมอๆ ไม่ปล่อยให้สนามกีฬารกร้างทรุดโทรม ก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆ อาจจะวางยุทธศาสตร์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านงานศิลปะ มีหอศิลป์อยู่ภายในมหาวิทยาลัย จัดการแสดงงานศิลป์ในระดับสากลเป็นระยะๆ หรือจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศด้าน ไอที, ด้านการออกแบบแฟชั่น, ด้านจิตอาสาสังคมสงเคราะห์, ด้านวัฒนธรรม, ด้านการต่างประเทศ, ด้านภาษา, ด้านวิทยาศาสตร์, ด้านนวัตกรรม, ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ เป็นต้น แทนที่จะเปิดสอนหลายๆ อย่าง แต่ไม่มีด้านใดโดดเด่นในระดับสากลได้ ให้ลองทุ่มเทกับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน และชาวต่างประเทศ จนถึงขนาดขึ้นชื่อว่า ถ้าจะเก่งกีฬาต้องไปที่ธรรมศาสตร์ ถ้าจะเก่งดนตรี ต้องไปมหิดล ถ้าจะเก่งสิ่งแวดล้อม ต้องไปมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าจะเก่งภาษาต้องไปจุฬาฯ เป็นต้น

Critique by Pittaya Wong

15 March 2018

www.meditation101.org


นานาวิพากษ์ประเทศไทย: ตอน คุณบิลเกตส์

สมัยอยู่สหรัฐฯ ผมเคยไปเยือนบริษัทไมโครซอฟท์ครับ และศึกษาหาลู่ทางจะบอกบุญคุณบิลเกตส์ เพื่อหาเงินให้กับวัดพระธรรมกาย (ตอนนี้ผมลาขาดจากวัดพระธรรมกายแล้วนะครับ) แล้วผมก็พบสิ่งดีๆ เกี่ยวกับคุณบิลเกตส์ ที่อยากจะเล่าให้ฟังในวันนี้ครับ คือ คุณบิลเกตส์มีทรัพย์สินเยอะมากมหาศาลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และคุณบิลเกตส์ ก็ทำโครงการการกุศลมากมายหลายอย่าง โดยเน้นเรื่อง "สุขภาพ" ของมวลมนุษย์โลก โดยเฉพาะประเทศยากจนอย่างในทวีปแอฟริกา

ส่วนที่ผมอยากจะเล่าและนำมาใช้บ้าง คือการที่คุณบิลเกตส์ เคยเปิดโอกาสให้พนักงานในบริษัทไมโครซอฟท์ ทำโครงการการกุศล หรือบริจาคเข้าองค์กรการกุศล แบบ "สมทบ" คือถ้าหากว่าพนักงานบริษัททำ 1000 ดอลล่าร์ คุณบิลเกตส์ ก็จะสมทบให้อีกประมาณ 1000 ดอลล่าร์ ถ้าโครงการผ่านการอนุมัติ

ผมจึงได้ไอเดียดีๆว่า ถ้าหากเรามีเงินมากพอ ก็น่าจะเปิดรับโครงการพัฒนาคุณธรรม วัฒนธรรม และสังคม จากน้องๆ มหาวิทยาลัย และประชาชนทุกภาคส่วน ใครที่อยากจะทำโครงการดีๆ เพื่อการกุศล หรือโครงการเพื่อธรรมะ และพระพุทธศาสนา ให้สมัครกันเข้ามาได้ โดยผู้สมัครต้องระดมทุนเองครึ่งหนึ่ง แล้วเราสมทบให้อีกครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ให้ผู้สมัครไปดำเนินการ เช่นสร้างโรงอาหาร สร้างโรงเรียน จัดอบรมธรรมะในเรือนจำ จัดอบรมเยาวชน หรือทำสิ่งดีๆ อะไรก็แล้วแต่ ทั่วทั้งแผ่นดินไทย หรือจะขยายไปทั่วโลก

เมื่อทำโครงการแบบจิตอาสาดังนี้แล้ว ก็ทำรายงานสรุปผลส่งมา แล้วเราก็จะมีเจ้าหน้าที่ audit ไปตรวจสอบดูว่าทำจริงหรือไม่ ทำมีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วก็อาจจะมีการประกวดโครงการจิตอาสา โครงการใดที่มีผลงานยอดเยี่ยม ก็จะได้รับรางวัล... น่าสนุกไหมครับ? 

Critique by Pittaya Wong
14 March 2018

www.meditation101.org


นานาวิพากษ์ประเทศไทย ตอน เสริมสร้างวินัยเยาวชน

บ่ายวันนี้ผมเห็นรถโรงเรียนวิ่งผ่านไป ทำให้ผมคิดว่า การไปรับ ไปส่งเด็กนักเรียนทุกวัน ทั้งเช้าและเย็นนั้น ทำให้เกิดปัญหารถติดมากน้อยแค่ไหน และเด็กจะต้องใช้เวลาเท่าไรบนท้องถนนในแต่ละวัน อย่างน้อยก็ 2 ชั่วโมง ทั้งเช้าเย็นรวมกัน

ทำให้ผมนึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ที่อยู่หอนักเรียนใกล้ๆ โรงเรียน เดินไปกลับใช้เวลาไม่นาน เจ้าของหอคือคุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียน ตอนเช้าก็แบกกระเป๋าเดินออกไปไม่ไกล
ตอนเที่ยงก็ไปรับคูปองจากครูเจ้าของหอ เพื่อแลกอาหารที่โรงอาหาร ตอนเย็นเดินกลับหอ นั่งทำการบ้านกับเพื่อนๆ นักเรีัยนที่อยู่ในหอ ภายใต้การควบคุมของคุณครูเจ้าของหอ พอค่ำลง คุณครูก็อนุญาตให้เล่นกันตามสะดวก จนถึงสองทุ่ม จึงสวดมนต์ แล้วก็เข้านอน เสื้อผ้า มีบริการซักให้ อาหารมีบริการหุงหาให้ อยู่อย่างมีระเบียบวินัยกันอย่างนี้หลายปีการศึกษา จนเป็นเด็กโต จึงย้ายกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 หอบกระเป๋าใบโตหนัก 4 ก.ก. ขึ้นรถเมล์นานหนึ่งชั่วโมง ไปถึงโรงเรียน

ผมมาคิดดูว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราเปิดโรงเรียนแบบมีหอพัก กิน-อยู่ ให้กับเด็กนักเรียน และจัดสิ่งแวดล้อมให้ดี มีการบริหารระเบียบวินัยที่ดี ประหยัดเวลาจากการเดินทางบนท้องถนนไปโรงเรียน ไปใช้เป็นเวลาทำการบ้าน เล่นดนตรี
ทำงานศิลปะ และเล่นกีฬา หรือเรียนพิเศษในกลุ่มเด็กที่เรียนตามไม่ทัน โดยโรงเรียนกินนอนแบบนี้ อาจจะมีไว้สำหรับเด็กโตสักหน่อย ตั้งแต่ 10 ขวบ ถึง 18 ปี ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ให้กลับไปอยู่กับผู้ปกครองที่บ้าน

ถ้ามีโรงเรียนกินนอนแบบนี้มากๆ จำนวนเด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนก็น้อยลง การจราจรก็จะติดขัดน้อยลงครับ และเด็กๆ ก็น่าจะมีโอกาสได้รับการฝึกวินัยชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

สำหรับในกรุงเทพฯ พื้นที่มีอยู่จำกัด อาจขยับขยายโรงเรียนให้เป็นแบบมีหอพักเป็นโรงเรียนประจำได้ยาก แต่ในต่างจังหวัดนั้นยังพอจะสร้างกันได้ทันครับ

โรงเรียนประจำสาธิตนานาชาติมหิดล
โรงเรียประจำสาธิตนานาชาติจุฬา
โรงเรียนประจำสาธิตนานาชาติธรรมศาสตร์
โรงเรียนประจำสาธิตนานาชาติเกษตรศาสตร์
โรงเรียนประจำเตรียมอุดมนานาชาติเชียงใหม่

ฯลฯ ฟังแล้วน่าเรียนไหมครับ 

Critique by Pittaya Wong
13 March 2018

www.meditation101.org


นานาวิพากษ์ประเทศไทย เรื่อง แรงงานต่างด้าว

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันนี้ มีแรงงานต่างด้าวไหลบ่าเข้ามาประเทศไทยเป็นจำนวนมาก บางจังหวัดมีนับแสนคน ภาครัฐก็มีมาตรการต่างๆ ในการกีดกันไม่ให้แรงงานต่างด้าว ตั้งรกรากถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นการถาวรได้โดยสะดวก แต่มาตรการต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ แล้วเราก็หยุดการไหลบ่าของแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศไทยได้ไม่ดีพอ

ผมคิดว่าภาครัฐคง target ไว้แล้ว ว่าต้องการให้แรงงานไทยทำงานแบบไหน เงินเดือนเท่าไร และแรงงานต่างด้าวก็เป็นแรงงานกรรมกร ซึ่งอาจจะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าแรงงานไทย ถ้ากำหนดค่าแรงไว้ชัดเจน ก็จะทำให้ควบคุมตลาดแรงงานได้ดีขึ้น ถ้าแรงงานต่างด้าวทราบว่าทำงานในประเทศไทยได้เงินเดือนน้อย ก็จะไม่อพยพเข้าไทยกันมากนัก แต่โดยมากก็อยากจะอยู่ในเมืองไทยกัน เพราะบ้านเมืองเจริญมากกว่า แล้วก็ยังมีวัฒนธรรมกับศาสนาที่ใกล้เคียงกัน แรงงานในอินโดจีนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะทำงานในเมืองไทย

คำถามคือ ประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวไหลบ่าเข้ามาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หรือไม่? และภาครัฐฯ สามารถ "ควบคุม" สถานการณ์แรงงานต่างด้าวได้ดีพอหรือไม่?

ถ้ายังไม่ได้ ผมอยากจะเสนอ โมเดล ของสหรัฐฯ คือสหรัฐฯ ก็มีแรงงานจากอเมริกาใต้ โดยเฉพาะแม็กซิโก ไหลบ่าเข้ามามาก สุดท้ายจึงต้องใช้นโยบาย พัฒนาการลงทุนในประเทศแม็กซิโก เพื่อให้ชาวแม็กซิโกมีงานทำ มีรายได้ และไม่ต้องอพยพหนีเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ ถ้าประเทศไทยจะไปลงทุน ตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลาว, พม่า, และกัมพูชา จะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ infrastructure การคมนาคม และสาธารณูปโภค ก็เป็นข้อจำกัด.. แต่ถ้าเราทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ที่คนไทยเป็นเจ้าของ มีโรงงานคนไทยไปลงทุนเปิดอยู่ที่นั่นได้ ก็จะดึงแรงงานในพื้นที่เข้าไปทำงาน โดยไม่ต้องอพยพเข้าประเทศไทย

หรืออีกโมเดลหนึ่ง คือโมเดลของเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ คือสร้างนิคมอุตสาหกรรมไทย ที่แนวชายแดน แล้วให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมนั้น โดยไม่ต้องอพยพเข้าประเทศไทย ทำงานเสร็จก็อยู่ในนิคมฯ วันหยุด ก็เดินทางกลับเข้าไปในประเทศของตน ไม่ต้องข้ามเข้าฝั่งไทย และไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าทำงานในนิคมฯ

ส่วนแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายในประเทศไทย ก็จำกัดให้ทำงานเฉพาะอย่างไป ที่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เช่นงานแม่บ้าน และงาน SME ต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าไปตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมได้

นอกจากนี้ ผมยังขอเสนอให้นำเงินประกันสังคมส่วนหนึ่ง ที่แรงงานต่างด้าวจ่ายไว้ นำไปจัดสวัสดิการที่สมควรต่างๆ เช่นตั้งโรงเรียนสำหรับบุตรของแรงงานต่างด้าว และบริการด้านสาธารณสุขต่างๆ ครับ

Critique by Pittaya Wong
12 March 2018

www.meditation101.org



นานาวิพากษ์เรื่องแม่น้ำโขง

วันนี้มีข่าวที่น่าหยิบยกมาคุย ก็คือเรื่องแม่น้ำโขง ซึ่งหลายท่านคงทราบดีว่า ทางประเทศจีน สร้างเขื่อนหลายแห่งในบริเวณต้นน้ำ ทำให้ระดับน้ำ ในแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านเขตประเทศไทยและลาว มีระดับน้ำที่ไม่แน่นอน ผมคิดว่าเราน่าจะปรึกษากับทางประเทศจีน และหาทางออกร่วมกัน โดยที่ทางจีนน่าจะปล่อยน้ำ หรือเก็บน้ำ ในระดับที่พอจะตกลงกันได้ และดูแลสภาพน้ำ ไม่ให้เป็นพิษ หรือมีมลภาวะใดๆ ตลอดสายแม่น้ำ ส่วนทางไทย และลาว ก็น่าจะขุดลอกคลองแล้วทำฝายทดน้ำ หรือชะลอน้ำ เป็นระยะๆ พร้อมกับประตูน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำขังอยู่ในแม่น้ำมากพอสำหรับทำการสัญจร และระบายลดหลั่นไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้น้ำขังเน่าเสีย โดยประตูน้ำ ก็เปิดให้เรื่อสัญจรผ่านตลอดสายแม่น้ำได้ (อาจทำประตูน้ำหรือ "ลิฟท์น้ำ" แบบคลองปานามาเพื่อให้เรือผ่านเข้าออกได้ระหว่างฝายกั้นน้ำ) โดยนัยนี้ อาจจะต้องตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแม่น้ำโขงขึ้นร่วมกันเป็นระบบครับ

Critique by Pittaya Wong
9 March 2018

www.meditation101.org


นานาวิพากษ์ประเทศไทย หายไปหลายวัน วันนี้อยากจะคุยเรื่อง "รำไทย" ซึ่งผมมีแรงบันดาลใจจากการชมยูทูปการรำอัปสราของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมาดูการรำของไทย ต้องยอมรับเลยว่า ของประเทศเพื่อนบ้านรำสวยกว่า ผมก็มาคิดดูว่าเราจะปรับปรุงอะไรได้บ้าง ก็แยกออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. การแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์แบบคมเข้มของเพื่อนบ้าน ของไทยจะลองแต่งแบบหุ่นกระบอกเป็นเอกลักษณ์ของนางรำได้หรือไม่

2. เครื่องแต่งกายนางรำ ของไทยก็คล้ายเพื่อนบ้าน แต่ของไทยจะดูคล้ายกันเกือบจะทุกเรื่อง ถ้าเครื่องแต่งกายนางรำจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละเรื่อง มีสี ลายผ้า และเครื่องประดับ ที่ดูเป็นกำเนิดไทย คล้ายเรื่องอโยธยาจะได้หรือไม่ ที่สำคัญคือผ้านุ่ง ไม่ควรมีรอยพับ

3. การรำ ของเพื่อบ้านอ่อนช้อยกว่า จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบท่ารำ ที่ยักย้ายเรือนร่าง เศียร ไหล่ บ่า ลำตัว สะโพก แขน ขา มือ นิ้วมือ นิ้วเท้า ส้นเท้า เข้าเป็นจังหวะ และการทำมุมองศาของข้อต่อต่างๆ ทำให้ดูท่วงท่าสวยงาม ขยับโยกย้ายแบบสั้นๆ และยาวๆ เข้าจังหวะดนตรี ทั้งแบบช้า และแบบเร็ว การรำมีการ "ดัดกาย" ที่ดี คล้ายบัลเล่ต์ที่ต้องฝึกดัดตัว รำหมู่ก็พร้อมเพรียงดีมาก แต่เท่าที่ดู ส่วนใหญ่การรำแบบของเรายัง "รำจังหวะชั้นเดียว" ค่าท่วงท่าเหมือนกันเป็นองค์คณะ ถ้ารำเป็น 2-3 ชั้นจังหวะของคณะรำ ก็จะดีกว่า และยากกว่า ของเพื่อนบ้าน

4. เสียงขับร้องของไทยดูจะดีกว่าของเพื่อนบ้าน

5. ดนตรี ใกล้เคียงกันมาก ของเพื่อนบ้านเป็นแบบโบราณกาล ของไทยประยุกต์บ้าง มีผสมผสานบ้าง ถ้าของไทยประยุกต์เข้ากับภาคอื่นๆ ด้วยเช่นอิสานและล้านนา ก็น่าจะได้เสียงบรรเลงดนตรีที่น่าสนใจ

6. การแสดงออกของสีหน้า และสายตา ของนางรำเพื่อนบ้านนั้นดีมาก การชายตาก็เข้ากับท่ารำ

7. ของเพื่อนบ้าน เครื่องดนตรีมีน้อยชิ้น แต่มีจังหวะช้าเร็ว เร้าใจไปกับจังหวะรำ ทำให้ดูเพลิน ไม่เบื่อหน่าย

8. เครื่องประกอบฉากของไทยดูสวยประณีตกว่า ดังนี้..

by Pittaya Wong
8 มีนาคม 2561


นานาวิพากษ์ประเทศไทย ตอน "รัฐบาลเงา"

วันนี้ผมฟังวงดนตรีของมหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่งทราบว่ามีอยู่หลายวงในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระหว่างฟังดนตรีเพลินๆ ผมก็คิดได้ว่า ถ้ารัฐบาลมีรัฐบาลเงาก็คงจะดี โดยรัฐบาลเงาเป็นเสมือนทีมครีเอทีฟและที่ปรึกษาและเป็นตัวตายตัวแทนในคราวเดียวกัน เวลาปรับ ค.ร.ม. เราจะเห็นว่า ร.ม.ต. และ ร.ม.ช. ใหม่อาจจะต้องเริ่มต้นใหม่ กว่าจะคุ้นเคย กว่าจะมากประสบการณ์ ถ้ามีรัฐบาลเงาคอยแบ็คอัพให้ ก็จะเสถียรภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ ทีมรัฐบาลเงาสามารถสลับปรับเปลี่ยนไปช่วยกระทรวงอื่นที่เป็นจุดอ่อนได้ ทั้งนี้ก็เพราะ ร.ม.ต. และ ร.ม.ช. มีความสามารถในการบริหารไม่เท่ากัน แต่เราต้องการคนที่ไว้ใจได้ ก็ต้องให้ท่านดำรงตำแหน่งออกหน้าครับ นอกจากนี้ เรายังสามารถตั้งทีมหลายๆทีม เพื่อแข่งกันทำผลงาน เหมือนมหาวิทยาลัยมหิดลมีวงดนตรีหลายวง ถ้ามีทีมเดียวอาจจะเฉื่อยชา ต้องแข่งกันพอสนุก แต่ไม่ทะเลาะกันครับ อย่างไรก็ตาม คอนเซพท์รัฐบาลเงาของผม ไม่ใช่เพื่อให้รัฐบาลเงามาทำเกินหน้าเกินตารัฐบาลจริงนะครับ คนบางคนเก่งมาก แต่ไม่ชอบออกหน้า หรือไม่ก็เก่งแต่ไม่มีเครดิตหรือเป็นที่รู้จักพอจะเรียกคะแนนความเชื่อมั่นได้ ดังนี้ ครับ

Critique by Pittaya Wong

10 March 2018


นานาวิพากษ์ประเทศไทย เรื่องระบบการศึกษาไทยยุค 4.0


ห่างหายไปหลายวัน วันนี้ขอชดเชยด้วยประเด็นสำคัญคือระบบการศึกษาของไทยครับ จากข่าวที่ภาครัฐพยายามจะจัดสรรงบประมาณมาลดช่องว่างทางการศึกษาให้เยาวชน แต่งบประมาณไม่พอกับภารกิจ ผมเห็นว่า เป็นไปได้ไหมครับ ที่บ้าน วัด โรงเรียน จะอยู่คู่กันไป และสนับสนุนกันต่อไป

โรงเรียนวัดทั้งหลาย สามารถอาศัยเงินบริจาค จาก "วัด" ซึ่งคนจำนวนมากทำบุญเพราะอยากได้บุญ ถ้าบริจาคให้โรงเรียนโดยตรง เขาก็คิดว่าได้บุญน้อย ใครๆ ก็ยังอยากทำบุญกับวัด ถ้าเช่นนั้น ก็ให้ประชาชนทำบุญผ้าป่าหรือกฐินการศึกษา แล้ววัดก็ส่งเงินให้โรงเรียนเอาไปพัฒนาการศึกษา พร้อมกันนี้ วัดก็ส่งพระมาสอนศีลธรรมภายในโรงเรียน โรงเรียนก็ส่งนักเรียนมาบวชเณรช่วงฤดูร้อน จัดกิจกรรมกันไป ทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน "ผูกปิ่นโต" กันไปอย่างนี้ครับ แล้วผู้บริจาคกฐินผ้าป่าการศึกษา ก็สามารถ "หักภาษี" ได้.. แล้วก็ได้บุญมากด้วย

ถ้าเราจะเชื่อวิทยาศาสตร์ในการศึกษาอย่างเดียว หรือแยกวัดออกจากโรงเรียน ผมขอให้ดูอเมริกาเป็นตัวอย่างครับ ที่มีเหตุการณ์คนกราดยิงบ่อยครั้ง นั่นคือประเทศที่การศึกษาพัฒนาก้าวหน้าไปมากจริงๆ แต่ขาด "ศีลธรรม" ในการศึกษา เพราะเขาพึ่งพา "ตรรกะ" ทางความคิดเกือบจะล้วนๆ โดยที่นักกฎหมายและนักปกครองก็คิดระบบบ้านเมืองบนพื้นฐานทางความคิดที่เชื่อว่า ประชาชนจะมีตรรกะที่ดีเหมือนตน อเมริกาเขามีนโยบาย church & state ที่แยกการบริหารของภาครัฐออกจากศาสนาอย่างชัดเจน จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นครับ

สำหรับการศึกษาของไทย ผมอยากให้มองว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงวัย ประชาชนนิยมมีบุตรกันแค่ครอบครัวละ 1-2 คน อีกหน่อยเยาวชนจะน้อยลง (ไม่นับรวมคนต่างด้าว) ส่วนผู้สูงอายุจะมีมากกว่า ฉะนั้น โรงเรียนก็จะมีเด็กน้อยลง เราจึงมองว่า โรงเรียนที่เหลืออยู่ (survivor) ควรจะเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเด็กนักเรียน รวมถึงครู ที่มีน้อยลง ก็ควรจะคุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

ผมอยากให้ภาครัฐดูการศึกษาแบบครบวงจร คือดูตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงอุดมศึกษา ว่าเยาวชนมี "ทางเลือก" อะไรได้บ้าง และ "มีโอกาส" มากน้อยแค่ไหนในเส้นทางการศึกษา โดยที่มาตรฐานคือ คนไทยทั่วประเทศควรจบการศึกษาอย่างน้อยชั้น ม. 3 - ม. 6 ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า บางคนเขาไปไม่ไหวจริงๆ แต่เราก็อาจจะมีโรงเรียนประถม มัธยม อาชีวะ ที่สอนวิชาชีพ สอนการเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ เราต้องจัดการศึกษาที่ตอบสนองคนหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่ วิทย์ ไม่ใช่ ศิลป์ แค่นั้นครับ

นอกจากนี้ ผมอยากให้ดูโมเดล โรงเรียนคาทอลิค ที่จัดการศึกษาได้ดีมาก มีโรงเรียนในเครือ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งแบบหญิงล้วน ชายล้วน และสหะ คำถามผมคือ เราจะจัดระบบการศึกษาโรงเรียนวัดแบบนี้บ้างได้หรือไม่ เช่นว่า มีโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ประจำจังหวัด มีโรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ หรือสาธิตจุฬา ประจำจังหวัด อยู่ทั่วประเทศ มีโรงเรียนวัดอินเตอร์.. มหาวิทยาลัยอินเตอร์... โดยมีจำนวนโรงเรียนที่พอเหมาะ กับจำนวนเยาวชนที่มีอยู่ในยุค 4.0 หรือยุคผู้สูงวัย และมีประเภทของโรงเรียน ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับ เยาวชน ที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ สายเดี่ยว สายไวโอลิน สายอาชีพ ว่ากันไปครับ 

28 Feb 2018

 

เงินเฟ้อ.. ท้องอืด.. และฟองสบู่.. เศรษฐศาสตร์สำหรับวัยรุ่น

เงินเฟ้อก็คือสถานการณ์ราคาของสินค้าและการบริการที่มีค่าตัวเลขของเงินสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ควรจะเป็นตามอัตราค่าครองชีพในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ ลองจินตนาการดูว่า เจ้าของสินค้าและการบริการต่างก็พยายามจะขึ้นราคาให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้กำไรมากกว่าเดิม และผู้ผลิตผู้ให้บริการก็แห่กันขึ้นราคาตามๆ กัน ดังนี้แล้ว ทรัพยากรที่มี “มูลค่าทางทรัพยากรเท่าเดิม” กลับมี “ราคาตามค่าเงิน” ที่สูงกว่าเดิม แล้วก็ทำให้เงินมี “มูลค่าถูกลง” คือต้องใช้เงินที่มีค่าตัวเลขสูงขึ้น ในการซื้อสินค้าและบริการที่เท่าเดิม

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เงิน 1000 บาท สมัยเมื่อแบงค์พันออกมาใหม่ๆ เราสามารถซื้ออะไรได้เยอะกว่า เงิน 1000 ในปัจจุบันนี้ และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเงินจ๊าดของเมียนมาร์ ที่มีค่าตัวเลขนับแสนๆ สามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ไม่มาก เมื่อเทียบกับเงินที่มีค่าตัวเลขนับแสนบาทของไทย

ผมก็มานั่งคิดดูว่า ทำยังไง เราจะลดปัญหาเงินเฟ้อได้ ก็พบว่า ภาครัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการ ตรึงค่าตัวเลขราคาของสินค้าและบริการ ให้เท่าๆ เดิม ยกเว้นแต่จะมี “ปัจจัยส่งผลที่ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของสินค้าและบริการสูงขึ้น” ณ จุดขาย เช่นค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าน้ำมัน และเทคโนโลยี วิธีควบคุมราคาของภาครัฐอาจไม่ได้อยู่ที่การกำหนดเพดานราคาแต่เพียงอย่างเดียว

ภาครัฐสามารถแทรกแซงตลาดได้ด้วยการ จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคพื้นฐานเอง ในราคาที่เหมาะกับค่าครองชีพ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำยาซักผ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม สบู่ ยาสีฟัน โดยอาจทำแบรนด์ เป็นแบรนด์ธงฟ้า จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดีพอควรให้กับประชาชน หรือภาครัฐ อาจซื้อกิจการบริษัทเอกชน ที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ มาทำเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือบรรษัท หรือบริษัทมหาชน ที่ภาครัฐถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้แล้ว ภาครัฐจะสามารถควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานในตลาดได้ ถ้ามีแบรนด์อื่นต้องการจะขึ้นราคา เขาก็จะไม่กล้าขึ้น เพราะราคาจะสูงกว่าแบรนด์ของรัฐจนเกินไป ทำให้ขายไม่ได้ ดังนี้แล้ว ก็พอจะสามารถตรึงราคาเอาไว้ได้ โดยภาครัฐจะต้องมี “สูตรราคา” ที่คิดตาม “สัดส่วน” ของค่าครองชีพ, รายได้ หรือ ราคาทองคำ (มูลค่าทองเท่าเดิม แต่ราคาทองคำสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ ที่อ้างอิงกับสกุลเงินหลักของโลก ดังนี้ ราคาค่าสินค้าและบริการของไทย จะมีค่าตัวเลขของเงินที่สูงขึ้นไปด้วยตามอัตราเงินเฟ้อของโลกด้วย แต่ความ “ผันผวน” จะไม่มากนัก)

สำหรับคนที่คิดว่า ทำงานเก็บเงินก้อน ฝากธนาคารเอาดอกเบี้ยไว้กินตอนแก่ ก็ควรเข้าใจด้วยว่า เงินเฟ้อ จะทำให้เงินที่ฝากธนาคารในวันนี้ มีค่าน้อยลงในอีกสิบปีข้างหน้า ส่วนดอกเบี้ยที่ได้ ถ้าน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็ไม่พอจะชดเชยมูลค่าของเงินที่ลดลงครับ คนส่วนใหญ่จึงนิยมนำเงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำกำไรครับ ดังนี้..

Critique by Pittaya Wong

9 Feb 2018

www.meditation101.org


พูดเรื่องอวกาศ ผมต้องการคำมั่นจากประเทศเจ้าของเทคโนโลยีอวกาศทั้งหลายว่า โลกของเราจะไม่ย้อนกลับไปสู่ "ยุคล่าอาณานิคม" ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่ายึดครองดวงดาวหรือพื้นที่อวกาศในลักษณะที่ "ไปถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน" แต่ตัวแทนทุกประเทศทั่วโลกจะ "ตกลงร่วมกัน" ในการพัฒนางานค้นคว้าวิจัยและการเดินทางไปสู่อวกาศ ด้วยความรับผิดชอบร่วมกันทั้งโลกครับ

- Pittaya Wong
8 Feb 2018
www.meditation101.org

 

Regarding the space and planet issue, I wish to ask for a reassurance from nations who own the space technology that our world will not go back to the ‘colony era’ where nations with more advanced spacing technology can take it for granted to colonize planets or space areas as ‘first come first serve’ basis, but every nation on earth will make a mutual agreement to permit or join the space research and study as well as journey with mutual responsibility, making sure that humans’ space activities will not be spoiled until leading to harms and damages to humans on earth, other planets, and the space environment.

 

- Pittaya Wong

8 Feb 2018

www.meditation101.org

 

Peter Dhammavidhu

20 นาที · 

"ปัญหาชาวโรฮิงญา กับมหกรรมขโมยซีนบนเวทีโลก"
The Rohingyan Problem and World-Class Spotlight Stealing

ปัญหาชาวโรฮิงญาเป็นที่ทราบกันดีมาพอสมควร เราก็ได้เห็นว่ามีนักการเมืองระดับต่างๆ ในแต่ละประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น US หรือจะเป็น EU เข้ามาต้มยำรัฐบาลเมียนมาร์เป็นการใหญ่ และลงโทษรัฐบาลเมียนมาร์ ด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ โดยอ้าง "ความชอบธรรมในสิทธิมนุษยชน หรือมนุษยธรรม"

ผมเห็นแล้วรู้สึกว่า "นี่เป็นมหกรรมขโมยซีนพระเอก" กันยกใหญ่ ในขณะที่เมียนมาร์ต้องรับบทผู้ร้ายไปอย่างเสียมิได้ แล้วมันแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง? ถ้านานาชาติตั้งใจจะช่วยจริงๆ ก็แค่รับชาวโรฮิงญา ไปอยู่ในประเทศตนเอง แบ่งกันไป ประเทศละห้าพันคน ก็จบ.. กล้าไหมล่ะครับ?

พูดตรงๆ ก็ไม่มีใครอยากให้ชาวโรฮิงญาเข้าประเทศอยู่ดี แต่ที่ผมเสนอก็คือ ให้ประเทศที่นับถือศาสนาเดียวกับชาวโรฮิงญา รับชาวโรฮิงญาอพยพเข้าไปอยู่ในประเทศตน แล้วก็ให้นานาชาติช่วยกันบริจาค หรือช่วยเหลือ จัดการศึกษา จัดการฝึกงาน และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวโรฮิงญา ที่อพยพไปอยู่ในแต่ละประเทศ อย่างเช่นบังคลาเทศ ให้เขาอยู่ดีมีสุข

ใจเขาใจเราครับ เมียนมาร์เขาเป็นประเทศชาวพุทธเข้มข้น เขาก็ไม่อยากให้ชาวโรฮิงญาอยู่ อยู่แล้วมีปัญหากันยังไง เราก็ไม่รู้ทั้งหมด ก็เหมือนกับเมืองไทยที่มีปัญหาแบ่งแยกดินแดนภาคใต้นั่นแหละครับ ที่ต้องสู้ต้องรบกัน ก็ต้องมีเหตุ มันถึงเป็นอย่างนี้..

แม้แต่สหรัฐฯ มีปัญหากับผู้ก่อการร้าย ก็ส่งกำลังไปรบในตะวันออกกลาง จนเสียหาย ตายกันไปมากต่อมาก แต่เขาก็ยังอ้างความชอบธรรมของเขาไป ซึ่งในสายตาของผมแล้ว มันก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไรครับ

แน่นอนว่า ผมไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ไม่สนับสนุนสงคราม ถ้าเราเลือกที่จะแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี มันก็พอมีทางอยู่ครับ

- Pittaya Wong
8 Feb 2018

www.meditation101.org

Peter Dhammavidhu

1 ชม.

A Dig Deal for Small-Talk...

ผมอยากจะเสนอให้การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถเป็นวาระแห่งชาติครับ ในสมัยก่อนที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ "มือถือ" เป็นแบบกดปุ่มยาง ประชาชนก็มี small talk หรือ bluetooth คือหูฟัง ไม่ว่าจะแบบมีสายหรือไร้สาย เอาไว้เชื่อมต่อ คุยโทรศัพท์มือถือ ขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน หรือรถเมล์ รถบรรทุก

แต่มายุคนี้ เป็นยุค smart phone โทรศัพท์ขนาดใหญ่ขึ้น แล้วต้องเขี่ยหน้าจอไปมา เพื่อรับโทรศัพท์ บางคนโทรศัพท์มีรหัสแรกเข้าเสียอีก กว่าจะรับสายได้ เขี่ยแล้วเขี่ยอีก มือหนึ่งก็ถือพวงมาลัย อีกข้างก็เขี่ยโทรศัพท์ ยิ่งพวกใช้โซเชียลมีเดีย หรือโต้ตอบไลน์ ยิ่งแล้วใหญ่

ถ้าเราจะตามใจประชาชน เราก็ต้องหาเทคโนโลยี ที่มาแก้ไขปัญหาตรงนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบมีสายหรือไร้สาย ที่จะช่วยให้ผู้ใช้รับสายได้ โดยไม่ต้องเขี่ยหน้าจอ หรือ "เชื่อมต่อเข้ากับคอนโซลของรถยนต์" เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย เพื่อให้ผู้ขับสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก มีหูฟัง มีไมโครโฟน คล้ายๆ ที่รถแท็กซี่เขาทำกัน เวลาเชื่อมต่อหาผู้โดยสารออนไลน์ครับ

แต่ถ้าเราจะไม่ตามใจประชาชน เราก็ต้องเข้มงวดกับการห้ามคนขับยานพาหนะใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ถ้าตรวจจับบนถนนแล้วทำให้เกิดรถติด ก็ใช้กล้องส่องตามทางแยกนี่ล่ะครับ ตรวจจับทางกล้องเอา แล้วก็ส่งใบสั่งไปทางไปรษณีย์ ให้เข็ดหลาบกันไปครับ

ผมทึ่งมาก เวลาเจอคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ใส่หมวกกันน็อค มือข้างหนึ่งถือแฮนด์ อีกข้างก็เขี่ยโทรศัพท์มือถือ เปิดลำโพงมือถือให้ดัง แล้วก็เอาด้านที่เป็นไมค์ของมือถือจ่อปาก เพื่อสนทนาโต้ตอบ แล้วอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นหลายครั้ง ก็เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือนี่เองครับ..

Critique by Pittaya Wong
7 Feb 2018

www.meditation101.org

Peter Dhammavidhu

"ค่าแรงขึ้น ธุรกิจร่วง"

จากที่ผมเคยโพสไปก่อนหน้านี้แล้วเรื่อง "ผูกค่าแรงไว้เป็นสัดส่วน (%) กับราคาทองหรือค่าครองชีพ" ดังนี้แล้ว หากแรงงานไม่มีคุณค่าเพิ่มเติม ค่าแรงจะขยับขึ้นตามอัตราค่าครองชีพ หรือ "เงินเฟ้อ" โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมาเดินขบวนชุมนุมเรียกร้องอะไรกันให้มากมายครับ

แต่ถ้าแรงงานมีคุณค่าหรือคุณภาพสูงขึ้นเพราะการศึกษา การฝึกฝน หรือประสบการณ์ เพิ่มเติม ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้นได้ ตาม "คุณภาพที่สูงขึ้น" ของแรงงาน ดังนี้ ประเทศไทย ก็จะ shift จากประเทศแรงงานคุณภาพต่ำ เป็นประเทศแรงงานคุณภาพดี ซึ่งจะส่งผลทำให้ อุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างประเทศ ที่ต้องการแรงงานคุณภาพดี ก็จะมาลงทุนที่เมืองไทย ส่วนอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่ไม่ต้องมีคุณภาพสูงนัก ก็จะสู้ค่าแรงไม่ไหว และถอยกันไปเอง แต่ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านก็น่าจะหลายปีอยู่ครับ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ ภาครัฐได้กำหนดค่าแรงตาม zoning โดยระบุว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ มีค่าแรงขั้นต่ำเท่าไร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีครับ สามารถควบคุมการถ่ายโอนแรงงานเข้าสู่พื้นที่ และกำหนดยุทธศาสตร์ได้ดีกว่า ว่าต้องการให้อุตสาหกรรมไปรวมอยู่จังหวัดใด แต่อย่าลืมคำนึงถึงแรงงานต่างด้าวด้วยนะครับ ถ้าเราให้ค่าแรง คนต่างด้าวเท่ากันคนไทย คนต่างด้าวจะถ่ายโอนเข้าเมืองไทยจำนวนมาก เงินได้ค่าแรง ก็จะถูกแบ่งส่งกลับประเทศอีกส่วนหนึ่ง ถ้าเจ้าของโรงงานเป็นชาวต่างประเทศ แรงงานเป็นคนต่างด้าว คิดๆ ไปแล้ว ประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก

สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมคือ "กำหนดค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะสาขาอาชีพหรือวิชาชีพ" และ position ให้คนไทย เป็นแรงงานสาขาอาชีพ และวิชาชีพ ในขณะที่แรงงานต่างด้าว เป็นแรงงานแบบทั่วๆไปครับ แบบนี้แล้ว จะดีกว่าการขึ้นค่าแรงแบบรวม เพราะเราคำนึงถึงความจำเป็นมากน้อยในการขึ้นค่าแรง ของแต่ละอาชีพและวิชาชีพ ซึ่งมีต้นทุนและผลกระทบไม่เท่ากันครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าหากเยาวชน หรือนักเรียนไทย พอจะทราบล่วงหน้าว่า เมื่อตนตั้งใจเรียนสาขานั้น สาขานี้ ในระดับ ปวส ปวช วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย จะได้เงินเดือนขั้นต่ำประมาณเท่าใด เมื่อจบการศึกษาและเข้าทำงาน มันจะดีกว่าหรือเปล่าครับ และสาขาที่มีรายได้ขั้นต่ำสูง ก็จะเป็นที่แข่งขันมากกว่า

สำหรับการขึ้นค่าแรงแบบรวมๆ อย่างทุกวันนี้ (โดยที่คุณภาพแรงงานไม่ได้สูงขึ้น) มันก็จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น ดังนี้ ต้นทุนการทำธุรกิจก็เพิ่ม ในที่สุดผู้ผลิต ก็จะขึ้นราคาสินค้า แล้วค่าครองชีพก็จะขยับสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าแรง กับค่าครองชีพ เปลี่ยนแปลง แล้วผู้ใช้แรงงาน ก็ต้องมาเรียกร้องขึ้นค่าแรงกันอีกรอบ โดย loop ระยะเวลาของวัฏจักรนี้อาจจะใช้เวลาสัก 6-9 เดือน ผู้ใช้แรงงานก็ดูเหมือนจะมีรายได้มากขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเองครับ ดังนี้

Critique by Pittaya Wong
7 Feb 2018

www.meditation101.org


ดาวเทียมของไทย... วันนี้มีข่าวที่น่าคุย ก็คือเรื่องโครงการดาวเทียมของไทยครับ หลายๆ ท่านคงทราบอยู่แล้วว่า ประเทศไทยมีดาวเทียมของบริษัทเอกชน ซึ่งใช้ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนับร้อยช่อง แต่ค่าติดตั้งและค่าใช้รายเดือนก็แพงสมกับที่ลงทุนไปมหาศาล อย่างไรก็ตามวันนี้จะมาพูดถึงดาวเทียมของภาครัฐฯ ซึ่งมีชื่อว่า Theos "ธีออส" ดาวเทียมธีออสหมายเลขหนึ่ง เคยสร้างและยิงขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกแล้ว และหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ขณะนี้กำลังจะขออนุมัติจ้างบริษัทต่่างชาติ (แอร์บัสของฝรั่งเศส) สร้างดาวเทียม ธีออส หมายเลขสอง มูลค่าเจ็ดพันกว่าล้านบาท ใช้งานได้ประมาณเจ็ดปี เฉลี่ยแล้วค่าดาวเทียมปีละหนึ่งพันล้าน นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีแผนที่จะสร้างดาวเทียมอีกดวงแบบที่ไม่ซับซ้อนมากนักภายในประเทศไทย โดยใช้ชิ้นส่วนนำเข้า และดาวเทียมนี้มีมูลค่าประมาณหนึ่งพันล้านบาทเท่านั้น สำหรับทำหน้าที่ Security Monitoring หรือ "สอดส่องด้านความมั่นคงปลอดภัย"

จากข่าวที่นำเสนอมานั้น รอบโลกของเรามีอุปกรณ์ดาวเทียมและวัตถุประดิษฐ์ต่างๆลอยอยู่ประมาณ หนึ่งแสนชิ้น ทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนอะนิเมชั่นเรื่อง Wall-E ที่ในอนาคตจะมีขยะอวกาศลอยเต็มไปหมด คำถามของผมคือ "แล้วใครมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลขยะอวกาศและโครงการอวกาศต่างๆ เหล่านี้? ใครเป็นเทศบาลอวกาศ?"

ณ จุดนี้ จุดที่คนไทยต้องโดน "ชาติที่พัฒนาแล้ว" ตามไล่จี้ เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องขบวนการค้ามนุษย์ เรื่องยาเสพติด ฯลฯ จนเราดูเหมือนเป็น "ประเทศที่ไม่ฉลาด ไม่มีวินัย และไม่รับผิดชอบมากพอ" ต้องเสี่ยงต่อการโดนคว่ำบาตร เสี่ยงต่อการโดนลงโทษทางเศรษฐกิจ ตัดสิทธิ์โน่นนั่นนี่... ถึงเวลาหรือยังที่เมืองไทยจะพลิกบทบาทตัวเอง "มาจัดระเบียบโลกกับเขาบ้าง" องค์การสหประชาชาติจะต้องมีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องอวกาศ และรับผิดชอบร่วมกัน อย่าปล่อยให้นาซ่าทดลองไปทั่ว ส่งยานอวกาศไปที่นั่นที่นี่ เสร็จแล้วก็ปล่อยให้ยานอวกาศถูกทำลายในชั้นบรรยากาศของดาวดวงอื่น ถ้าหากมีมนุษย์ต่างดาวอยู่ที่นั่น แล้วเขาไม่พอใจขึ้นมา เราจะทำยังไง?

ประเทศไทยจะต้องเล่นบทพระเอกกับเขาบ้าง เราต้องเสนอในเวทีโลก ให้นานาชาติมีวิธีการกำจัดขยะอวกาศที่ดี ไม่ใช่ปล่อยลอยไปมาอยู่อย่างนั้น และต้องมีการ "จัดระเบียบ" โครงการอวกาศของทุกประเทศทั่วโลก โดยสหประชาชาติต้องเป็นหลักในเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะทำอะไรก็ทำ แล้วก็ต้องระมัดระวังกันล่วงหน้าเรื่อง "สงครามอวกาศ" อีกต่างหาก

ถ้าประเทศตะวันตก หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่จัดระเบียบโครงการอวกาศให้ดี ประเทศไทยจะ sanction ตัดสิทธิ์ หรือลดสิทธิ์ การให้วีซ่า เข้าประเทศไทย เพื่อท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจ อะไรก็ตามแต่... ให้ชาวโลกรู้กันไปว่า ประเทศไทยก็ฉลาดพอ และมีความรับผิดชอบต่อโลก นอกจากเรื่องอวกาศแล้ว ก็มีเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อีก เอาไว้ผมจะมาคุยต่อวันหลังครับ

Critique by Pittaya Wong
6 Feb 2018
www.meditation101.org

 

ผมกำลังคิดว่า ให้นักเรียนไทยมีชั่วโมงเรียนในแต่ละวันน้อยลง เลิกเรียนบ่ายสาม กลับบ้านทำการบ้าน เข้าห้องสมุด เล่นกีฬา หรือซ้อมดนตรี หรือติวพิเศษ หรือจับกลุ่มทำการบ้าน และติวกัน หรือกลับไปทำงานบ้าน ส่วนระยะเวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อนให้สั้นลงเหลือหนึ่งเดิอนครึ่ง เพื่อชดเชยเวลาเรียนครับ

Proposed by Pittaya Wong 
5 Feb 2018
www.meditation101.org

 

Buddhist Monks’ Welfare Package
แพ็คเกจสวัสดิการพระสงฆ์ ในกรณีที่ไม่ให้พระสงฆ์รับเงินไว้ส่วนตัว (รับแล้วเข้าส่วนกลางของสงฆ์) สวัสดิการของพระสงฆ์ควรจะดีมากๆ ครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนดีเข้ามาบวชตลอดชีวิตกัน ส่วนคนไม่ดีที่บวชเข้ามาสร้างปัญหาให้พระศาสนาควรมีบทลงโทษทางโลกที่หนักกว่าคนทั่วไป (หลังถูกจับสึก) ครับ

(1) ค่ารักษาพยาบาลฟรี เบิกจ่ายได้เหมือนข้าราชการ สำหรับพระภิกษุที่บวชมาแล้ว 1 ปี เป็นอย่างน้อย ถ้าบวชไม่ถึง 1 ปี ให้ใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค
(2) ทุนการศึกษา เบิกได้ทั้งหมด ทุกระดับ ทั้งสายพระบาลี/สายสามัญ และระดับปริญญา ถ้าจบการศึกษาแล้วลาสิกขา ใช้ทุน 10 เท่า หรือทำงานชดเชย
(3) ค่าภัตตาหาร กรณีทำกิจนอกสถานที่ เบิกได้ตามจริง ไม่เกิน 500 บาท ต่อเดือน
(4) ค่าเดินทาง เบิกได้ตามจริง ไม่เกินเดือนละ 1000 บาท
(5) ค่าบำรุงสุขภาพ ยาและอาหารเสริม ไม่เกินเดือนละ 1000 บาท
(6) ค่าบำรุงบุพการี บิดา 1000 บาท มารดา 1000 บาท ต่อเดือน
(7) ค่าทัศนศึกษา เบิกได้ตามจริง ไม่เกิน 1000 บาท ต่อปี
(8) ค่าแสวงบุญสังเวชนีสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย/เนปาล ฟรี สำหรับพระที่บวช 10 พรรษาขึ้นไป ตลอดชีพเบิกได้ครั้งเดียว โดยใช้บริการบริษัททัวร์หรือคณะแสวงบุญที่ได้รับอนุญาต
(9) ปัจจัยสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว 3000 บาท ต่อเดือน
(10) ที่ปรึกษาทางกฎหมาย ฟรี
(11) ที่ปรึกษาการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม ฟรี
(12) ที่ปรึกษาการบัญชี ฟรี
(13) ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ฟรี
(14) ถ้ามีเจ้าภาพออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ สามารถรับได้ (แต่ไม่ได้รับเป็นเงิน)

Proposed by Pittaya Wong
5 Feb 2018
www.meditation101.org

 

"ข่าวพระหรือข่าวแพะ?"

(1) ปัญหาเรื่องสื่อมวลชนกับพระสงฆ์ เป็นปัญหาที่มีหลายมิติครับ โดยนัยหนึ่ง อาจเป็นเหตุที่เกิดจากพระจริง ทำผิดจริง หรือเป็นเหตุที่เกิดจากพระปลอม มาทำผิด หรือบางที ก็เป็นพระจริงที่ไม่ได้ทำผิด แต่ถูกใส่ร้าย มันก็เป็นได้หลายอย่าง

(2) อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข่าวพระถูกจับ สายข่าวเขาก็ไปทำข่าว หรือโซเชียลก็ถ่ายรูปมาลง รายงานเสร็จสรรพ ตัดสินกันไปเรียบร้อยโดยศาลเตี้ย โดยที่ "ความจริงยังไม่ชัดเจน" ยกตัวอย่างเช่น พระเสพยาเสพติด พอเป็นข่าว ก็ถูกจับสึก โดยที่ประชาชนยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว เป็นพระที่บวชชั่วคราว บวชหน้าไฟ หรือเป็นเพียงสามเณร ที่มาบวชพึ่งพระศาสนาหรือไม่

(3) สื่อมวลชนในปัจจุบัน ได้หากินโดยออกข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระดังนี้มาโดยตลอด ส่วนพระที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ก็ไม่ค่อยนำมาออกข่าว เพราะข่าวอื้อฉาวขายดีกว่า เป็นที่นิยมของตลาดมากกว่า ถึงแม้กระนั้น ประชาชนก็เริ่มชิน และมี stereotype หรือความคิดฝังใจไปแล้วว่า พระมีทั้งพระจริงพระปลอม แยกแยะได้ยาก บ้างก็ไม่กล้าทำบุญ เพราะกลัวโดนหลอก อย่างไรก็ตาม ศรัทธาของชาวพุทธไทย ก็ดูเหมือนจะ "อยู่ตัว" แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์อยู่เนืองๆ ชาวพุทธไทยยังแห่ไปทำบุญกันในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยส่วนใหญ่ไปทำกับวัดที่รู้จัก กับพระที่คุ้นเคย หรือพระครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง หรือวัดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จัก

(4) ทีนี้.. หน้าที่ของสื่อมวลชน เมื่อพาดหัวข่าวไปแล้วตอนตำรวจจับพระ พระศาสนาก็เสียหายไปด้วย แต่เมื่อพิสูจน์ทราบกันแล้วในภายหลัง โดยพระผู้ปกครองก็ตาม ว่ารายละเอียดความเป็นมาเป็นอย่างไรกัน สื่อมวลชน ควรมีหน้าที่ในการรายงานปิดท้ายนั้นด้วย ประชาชนจะได้ทราบความจริงครบถ้วน แล้วรู้แน่ชัดว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอมมาบวชกันแน่ ถ้าปลอมมา ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ ใครส่งมาปลอมบวช ฯลฯ ถ้าเป็นพระจริง อยู่ในความดูแลและความรับผิดชอบของใคร?

(5) โดยนัยนี้แล้ว ควรมีกฎหมายและระเบียบ กำหนดให้สื่อมวลชน นำเสนอข่าวที่ครบถ้วนกระบวนการ ไม่ใช่แค่ พาดหัวข่าวเพื่อขายข่าวเกี่ยวกับพระแย่ๆไปวันๆ แล้วก็จบไป โดยไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรเลย โดยผมขอเสนอให้สำนักพุทธฯ เป็นตัวแทนพุทธศาสนิกชนชาวไทย ในการดำเนินการทางกฎหมาย กับสื่อมวลชน ในกรณีที่สื่อมวลชนออกข่าวไม่ตรงความจริง หรือชี้นำไปในทางที่ผิด สร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา หรือทำงานร่วมกันกับสื่อมวล ในการให้ข่าวที่ถูกต้องครบถ้วน และถ้าหากมีข่าวที่ดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ทางสำนักพุทธฯ ก็ควรทำงานเชิงสร้างสรรค์ และเชิงรุก โดยแถลงให้สื่อมวลชนทราบ

(6) นอกจากนี้ อาจมีการออกกฎหมาย ห้ามมิให้สื่อมวลชนออกข่าวเกี่ยวกับพระ ที่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการพิจารณาตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ พิพากษา หรือตัดสินคดีความหรือนิคหกรรม ไม่ว่าจะโดยการคณะสงฆ์ (คดีธรรม) หรือศาล (คดีโลก) ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ก่อนเริ่มกระบวนการ ต้องเป็นไปตามคำแถลงข่าวของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเท่านั้น โดยนัยนี้ พระสงฆ์เป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษตามกฎหมาย แต่เมื่อพิสูจน์แล้วว่าพระสงฆ์ทำผิดจริง โดยพิสูจน์โดยการคณะสงฆ์ และศาลยุติธรรม และพิสูจน์พิเศษโดย "คณะกรรมการผู้ทรงญาณ" และ "คณะพระธรรมธรและพระวินัยธร" สืบแน่ชัดว่าผิดจริงแล้ว บทลงโทษของพระสงฆ์ที่ทำผิดถึงขั้นถูกจับสึก แล้ว ควรมีโทษหลังถูกจับสึก หนักกว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนี้ ครับ

Critique by Pittaya Wong
5 Feb 2018
www.meditation101.org

 

"สงครามแบ่งแยกดินแดนใต้" ผมเคยแอบสงสัยว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราหรือเปล่านะ ที่แอบสนับสนุนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย "เพื่อให้ไทยไม่กล้าขุดคอคอดกระ" บริเวณ จ. ระนอง

เพราะเมื่อผมดูลักษณะของการก่อการร้าย ไม่ใช่ระเบิดพลีชีพตามสไตล์อาหรับดั้งเดิม แต่เป็นการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่ "ระเบิดแล้วเผ่นหนี" แล้วยังฆ่าชาวมุสลิมด้วยกันอีก

ผมก็เลยคิด "ดัดหลัง" ด้วยการขุดคลองตามแนวชายแดนใต้ ของจังหวัดยะลา กับนราธิวาส เพื่อให้เรือสินค้าผ่านแบบ One Way จากอ่าวเบงกอล ลัดเข้าสู่อ่าวไทย ออกทะเลจีนใต้ (สร้างท่าเรือที่ฝั่งยะลา) แบบนี้ก็ไม่ต้องขุดกว้างมาก โดยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนก่อน เพื่อไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านใช้คลองของเราได้ แล้วเว้นระยะแผ่นดินสัก 5 เมตร ก่อนขุดเป็นคลอง ส่วนด่านระหว่างสองประเทศก็ทำเป็นอุโมงค์มุดใต้คลองไป หรือจะสร้างสะพานข้ามก็ตามแต่

อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ทราบสภาพพื้นที่ ว่าเป็นภูเขาหรือพื้นที่เช่นไร จะขุดได้ยากมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าว่ากันตามหลักวิศวกรรม วิศวกรเขาก็ทำได้ทั้งนั้นล่ะครับ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสูงของยุคนี้ แต่เราอาจเสียดายพื้นที่สักหน่อยครับ

 

การท่องเที่ยวคิดมูลค่าเป็น 10% ของ GDP ประเทศไทย.. แต่ก่อนผมยังไม่เห็นตัวเลขนี้ ผมเฝ้าคิดคำนึงอยู่ว่า "ประเทศไทยเอาเงินจากไหนมาซื้อไอโฟน กระเป๋าหลุยส์ สินค้าแบรนด์เนมแพงๆ จากต่างประเทศ" หรือเราจะต้องปลูกข้าว ปลูกมัน กรีดยาง อย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วขายสิ่งเหล่านี้เป็นตันๆ เพื่อแลกกับไอโฟนสักเครื่อง

ในตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ที่ผมพอรู้บ้างนั้น เงินไทยที่ถูกนำไปซื้อสินค้านำเข้า ก็คือเงินที่จะถูกแปลงกลับคืนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เก็บเข้ากระเป๋าชาวต่างประเทศ หรือเขาจะนำเงินต่างประเทศ มาซื้อสินค้าไทย... แล้วคนไทยเก็บเงินต่างประเทศนั้นไว้ หรือ แลกกลับมาเป็นเงินไทย เก็บเข้ากระเป๋าคนไทย (ส่วนใหญ่ถ้าจะเก็บเงินสกุลต่างประเทศ เขาก็จะเก็บเงินสกุลหลักๆ อย่างดอลลาร์ หรือยูโร ไม่เก็บเงินสกุลทั่วๆไปเว้นแต่จะต้องค้าขายกับประเทศเจ้าของเงินสกุลนั้นเป็นประจำ) พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราจ่ายเงินไทยไปซื้อของต่างประเทศ เงินไทยนั้นก็ถูกใช้กลับมาซื้อของไทย หรือไม่ก็ถูกใช้ "แลกเงิน" กลับไปเป็นเงินสกุลต่างประเทศที่เขาใช้ แล้วความ "ผันผวน" หรือ "เปลี่ยนแปลง" ของสกุลเงินก็จะอยู่ที่ตรงนี้ล่ะครับ เมื่อ เขามีเงินไทยมากหรือน้อยกว่าความต้องการ

สำหรับหลักการ Pittaya's win-win economy ก็คือ "เรามีมูลค่าสินค้านำเข้า เท่ากับ มูลค่าสินค้าส่งออก" ทั้งนี้คำนึงถึงรายได้จากภาคบริการต่างๆ อย่างการท่องเที่ยวด้วยครับ ดังนี้แล้ว เงินเข้ากับเงินออก ก็จะพอๆ กัน ค่าเงินสกุลบาท ก็น่าจะไม่ผันผวนมากนัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตัวอย่างของประเทศจีน ประเทศจีนได้เงินเกินดุลย์ประเทศอื่นๆ อยู่มาก คือ ประเทศจีนทำงานผลิตสินค้าให้กับประเทศอื่นๆ ได้เงินจากประเทศอื่นๆ เยอะมาก มากกว่าที่ประเทศจีนใช้เงินซื้อสินค้าหรือบริการจากประเทศอื่นๆ ดังนี้แล้ว จีนก็มีเงินเกินดุลย์ และมีเงินสกุลอื่นๆ สะสมไว้เยอะมาก (ถ้ายังไม่แลกกลับ) ดังนี้แล้ว จีนก็เอาเงินที่เกินดุลย์เหล่านี้ ไปซื้อหุ้นบริษัทต่างประเทศ รวมถึง พันธบัตร และอื่นๆ

แต่การที่จีนทำอย่างนั้นได้ คนจีนก็ต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ขยันขันแข็ง ใช้ทรัพยากรไปมาก และเกิดปัญหามลภาวะของสิ่งแวดล้อมพอสมควร เพื่อแลกกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้

สำหรับประเทศไทย เราก็ต้องมาคิดกัน อย่างที่ผมเคยเสนอแล้วว่า ถ้าเรามีลักษณะทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศมาก หรือเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง เวลามีปัญหากับต่างประเทศ มันก็กระทบเศรษฐกิจมากไปด้วยครับ ให้ลองคำนึงถึงประเทศอื่นๆ ที่เศรษฐกิจไม่เปิดกว้างมากนัก หรือประเทศที่เศรษฐกิจเป็นแบบค่อนข้างปิด พึ่งพาตนเอง มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่เท่าไร อุปสงค์ อุปทาน ภายในประเทศมีเท่าไร ผลิต และซื้อขาย กิน ใช้ กันเองภายในประเทศได้ไหม อย่างนี้จะอยู่ได้ไหม.. เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้กันครับว่า จะเปิดปิดมากน้อยแค่ไหนกัน

Critique by Pittaya Wong
5 Feb 2018
www.meditation101.org



 

"มิติใหม่ของใบอนุญาต" ภาครัฐจะออกมาตรการใหม่ ลดการใช้ใบอนุญาตสำหรับภาคธุรกิจเอกชน จากใบอนุญาตเจ็ดแสนประเภท ลดให้เหลือประมาณหนึ่งพัน นี่เป็นข่าวดีทีเดียวครับ และเป็นนโยบายที่สร้างสรรค์มาก ทุกท่านคงพอจะมีประสบการณ์เวลาเข้าไปติดต่องานราชการเพื่อขอใบอนุญาต เอกสารต้องครบ ลายเซ็นต้องเหมือน ไอ้โน่นขาด ไอ้นี่หายไป ถ้าวันนี้ไม่สำเร็จ ก็ต้องมาใหม่คราวหลัง สุดท้ายต้องใส่ซอง.. แล้วงานติดต่อก็ผ่านพ้นไปได้ เฮ้อ..

รัฐบาลจะลดงาน paper work ลง ซึ่งผมคิดว่า ยังไงก็คงหนีไม่พ้น ระบบ E-Government จะเข้ามาแทนที่ แม้ผมจะไม่สนับสนุนสังคมระบบดิจิทัลเต็มร้อย แต่มันก็คงหนีไม่พ้นล่ะครับ เรื่องใบอนุญาตที่รัฐบาลจะทำนี้ดีอยู่แล้วครับ แต่แม้จะไม่ออกใบอนุญาต ก็คงจะมีการ "ลงทะเบียน" หรือ Registration กันอยู่ดี เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และติดตามตรวจสอบได้ ผมลองจินตนาการดูว่า ถ้าหากบริษัท องค์กร ห้างร้าน มี "บัตรประจำตัวสมาร์ทการ์ด" คล้ายๆ บัตรประชาชน ที่มีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนั้น และสามารถทำธุรกรรมงานราชการได้อย่างครอบคลุม ก็คงจะดีไม่น้อย แทนที่จะออกเอกสาร หรือใบทะเบียนอย่างเดียว ภาครัฐสามารถออก "บัตรบริษัท" หรือ "บัตรห้างหุ้นส่วน" หรือ "บัตรมูลนิธิ" อย่างนี้ น่าจะง่ายขึ้นครับ

Critique by Pittaya Wong
5 Feb 2018
www.meditation101.org

 

Wisdom is objective
Faith is subjective
Faith from wisdom is unnaive
Avoid faith from delusion when we believe

- Pittaya Wong
www.meditation101.org

 

หัวใจบารมี
The Heart of 10 Virtue Perfections
ทาน = ใจกว้าง
ศีล = ใจสำรวมระวัง
ปัญญา = เข้าใจ
เนกขัมมะ = ใจสันโดษ
วิริยะ = ใจมุ่งมั่น
ขันติ = ใจแกร่งทน
สัจจะ = ใจจริง
เมตตา = ใจอ่อนโยน
อธิษฐาน = ใจแน่วแน่
อุเบกขา = ใจละวาง

by Pittaya Wong
21 Aug 2017, revised on 4 Feb 2018
www.meditation101.org

 

คนไทยมีวินัยในการดำเนินชีวิตที่ย่อหย่อน อยู่ภายในกรอบความคิดที่จำกัดพอควร คนญี่ปุ่นมีวินัยในการดำเนินชีวิตที่เข้มงวด อยู่ภายในกรอบความคิดกว้างๆที่จำกัด คนอเมริกันมีวินัยในการดำเนินชีวิตมากพอควร อยู่ในขอบเขตทางความคิดที่กว้างไกล ถ้่าเราพัฒนาคนไทยให้มีความคิดที่กว้างไกล ด้วยวินัยพอสมควรก็จะเป็นการดีครับ

- Pittaya Wong
4 Feb 2018
www.meditation101.org

 

 

Keep our 'heart drive' clean and spacious, so we can install and run more good mindware where the Law of Karma is operation system.

- Pittaya Wong
3 Feb 2018
www.meditation101.org

 


ผมเคยคิดเล่นๆนะครับว่า ในเมืองไทยเนี่ย กว่าจะได้เป็นศาสตราจารย์มันก็ยากเหลือเกิน พอศาสตราจารย์มีน้อย ก็ทำให้ profile ของคณาจารย์ดูด้อยลง น่าจะลองให้นักเรียนทุนที่เก่งๆ จบต่างประเทศแล้วกลับมาสอนเมืองไทยสักสองปีแล้วส่งไปสอนหรือทำวิจัยที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยในสหรัฐ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และโอเชียเนีย จนได้เป็นศาสตราจารย์ที่นั่น แล้วค่อยย้ายกลับมาเมืองไทย เทียบเป็นศาสตราจารย์ในเมืองไทยได้เลยโดยให้เงินเดือนและสวัสดิการเป็นพิเศษครับ หากไม่กลับมาก็ใช้ทุนสิบเท่าและติดแบล็กลิสต์ครับ

by Pittaya Wong
3 Feb 2018
www.meditation101.org


Peter Dhammavidhu

23 ชม.

บทวิพากษ์ของผมก่อนหน้า เกี่ยวกับสถาบันระดับอุดมศึกษาของไทยที่รั้งอันดับท้ายๆ ของเอเชีย อีกทั้งข้อเสนอเรื่องการแปลงานวิจัยเกรด เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน รวมถึงเรื่องการเปิดโอกาสให้อาจารย์ไทย ไปสอนและทำวิจัยต่างประเทศจนได้เป็นศาสตราจารย์ (Professor) แล้วกลับมา "เทียบ" เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองไทย ยังมีผู้ฝากเสนอมาอีกว่า ถ้าอาจารย์ไทยจะแต่งหนังสือ หรือตำราเรียน น่าจะแต่งเป็น "ภาษาอังกฤษ" ไปเลยครับ สู้ๆ ครับ!

 

เมื่อไม่กี่วันนี้ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนอยู่ว่า ทำไม ranking ของมหาวิทยาลัยไทยนั้นต่ำมาก ทั้งๆ ที่เราก็คิดว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศแล้ว และนักศึกษาก็มีความรู้ความสามารถอยู่ไม่น้อย ขนาดว่านักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ประสบความสำเร็จ ได้ปริญญาโท ปริญญาเอก ทำเกรดดีๆ กันมาก กลับมาเป็นอาจารย์ และทรัพยการบุคคลให้กับประเทศเป็นอย่างดี จากประสบการณ์ของผมเอง เมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่สหรัฐ (ป.ตรี) กับมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย (ป.โท) ผมก็ยังสรุปว่า ที่สหรัฐฯ ดีกว่าอยู่พอสมควร (ดีกว่ายังไง? การเรียนการสอนอยู่ที่อาจารย์ 50% อยู่ที่ตัวนักศึกษาอีก 50% อาจารย์สอนให้เรารู้จักวิเคราะห์ และมอบหมายให้ไปอ่านตำราค้นคว้าเอาเอง เวลาสอนไม่ได้สอนตามตำราโดยตรง แล้วก็เปิดโอกาสให้เราคิดวิเคราะห์เพิ่มเติมเอาเอง ยิ่งคิดได้แปลกใหม่ ดีกว่าอาจารย์เท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น) อาจารย์ที่สอนส่วนใหญ๋ อย่างน้อยเป็นด็อกเตอร์กันหมด และไม่น้อยที่เป็น Professor หรือศาสตราจารย์กันทั้งนั้น ส่วนที่ผมคิดว่าทำให้ ranking ของไทยต่ำมาก น่าจะอยู่ที่ผลงานทางวิชชาการหรืองานวิจัยต่างๆ ที่ยังใช้ภาษาไทยอยู่ (ทั้งของอาจารย์และนักศึกษา) ผมคิดว่า งานวิจัยน่าจะตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนด้วย โดยอาจใช้วิธีแปลเป็นหลายภาษา เพื่อให้ชาวต่างชาติมีโอกาสเรียนรู้ และทราบเกี่ยวกับผลงานวิชาการของเรา อย่างไรก็ตาม ผมคำนึงด้วยว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยไทย เริ่มมี "วิทยาลัยนานาชาติ" หรือ สาขาอินเตอร์ ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนมากขึ้นแล้วครับ ซึ่งถ้าหากมีระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ก็น่าจะมีงานวิจัยทางวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ครับ

Critique by Pittaya Wong
3 Feb 2018
www.meditation101.org

 

"เงินล่องหน" ข่าวบางกอกโพสต์วันนี้ มีเรื่องภาครัฐ จะเปิดรับชำระเงินด้วยบัตร แทนที่ธนบัตร แบบเดิมๆ ตามที่ผมเคยโพสต์มาก่อนหน้านี้แล้วว่า เมื่อยุคดิจิทัลมาถึง เราอาจจะมีโอกาสจับธนบัตรน้อยลง เมื่อทุกอย่างกลายเป็น "ตัวเลข" ที่เคลื่อนย้ายถ่ายเทไปมา ซึ่งเราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เกี่ยวกับ "โทษภัย" ในการใช้เงินล่องหนแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็น "คนละประเด็นเดียวกัน" กับ บิทคอยน์ หรือเงินดิจิทัล ซึ่งมีปัญหาถูกปล้นออนไลน์นับร้อยล้านพันล้าน และสูญเสียความน่าไว้วางใจไปมาก

พูดถึงเงินล่องหน ผมคิดถึงประเทศสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้ใช้ทองคำเป็นหลักประกัน "เงินดอลลาร์สหรัฐ" เหมือนอย่างประเทศอื่น แล้วสหรัฐฯ อยู่ได้อย่างไร เมื่อเงินดอลลาร์ถูกใช้ไปทั่วโลก และเป็นสกุลเงินอ้างอิง ผมคิดของผมว่า สหรัฐฯ มีหลักและมาตรการเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแกร่งมาก เชี่ยวชาญ ชำนาญ และรอบรู้มากพอ ที่จะทำอย่างนี้ ประกอบกับ "ความเชื่อมั่น" ที่ทุกคนมีให้กับสหรัฐฯ ความเชื่อมั่น คือมูลค่าทางเศรษฐกิจอันสำคัญ ความเชื่อมั่นมาจากไหน ไม่ว่าจะนวัตกรรม ล้ำเลิศ หลากหลาย ของชาวอเมริกัน เหรียญทองโอลิมปิค ดาราฮอลลีวู้ด นักร้องอเมริกันที่มีชื่อเสียง โครงการอวกาศ นาซ่า ที่ประสบความสำเร็จ และการรบในต่างประเทศ ที่สหรัฐฯเป็นฝ่ายชนะ ระบบการเมืองที่มั่นคงทั้งภายใน และกับต่างประเทศ รวมถึง American Standard ที่ชาวโลกยกย่อง
ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ คือ "ความเชื่อมั่น" ที่ทำให้ชาวโลกยังคิดว่า เงินดอลลาร์มีค่า ทั้่งๆ ที่ไม่มีทองคำแท่งรับประกันครับ นี่คือ Monetary Magic ของสหรัฐฯ ที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ เศรษฐกิจของสหรัฐฯมีขนาดใหญ่ เรียกได้ว่า sizable และตั้งอยู่บนระบบที่ชัดเจน มีตลาดมืดอยู่น้อย หลายๆ ครั้งที่ใครๆ บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯแย่ แต่ที่ว่าแย่ของเขา มันก็ยังดีกว่าประเทศอื่นมากครับ แล้วรัฐบาลสหรัฐฯก็สามารถ "ควบคุมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ" เอาไว้ได้ทุกครั้ง สหรัฐฯจึงไม่เคยพบกับวิกฤตรุนแรงทางเศรษฐกิจเหมือนประเทศอื่นๆ

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจของไทย ผมคิดว่า บางอย่างเราพอจะทำอย่างสหรัฐฯได้บ้าง อันไหนดี ก็เอามาใช้ แม้แต่เรื่องเงินล่องหน ซึ่งเราอยากได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องระวังโทษภัยที่อาจเกิดขึ้น

ยุคต่อไป ตัวเลขจะยักย้ายถ่ายโอนไปมา ตัวเลขวิ่งออกมาจากคลัง มาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารรัฐ ธนาคารเอกชน ตัวเลขจากธนาคาร โอนเข้าบัญชีของบริษัท ตัวเลขจากบริษัทโอนเข้าบัญชีบุคคล บัญชีบุคคล โอนเงินใช้จ่าย กลับสู่ภาครัฐ และเอกชน ตัวเลขวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งวิ่งออกนอกประเทศหรือวิ่งเข้ามา... เราต้องเรียนรู้ ที่จะควบคุม "ตัวเลข" แบบนี้กันแล้วครับ

Critique by Pittaya Wong
3 Feb 2018
www.meditation101.org

 

ทิ้งท้ายก่อนพักผ่อนช่วงหยุดสุดสัปดาห์ ผมขอหยิบยกประเด็นเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นข้อวิพากษ์ระหว่างนโยบายท่านนายกฯ กับท่านอาจารย์จุฬาฯ โดยขอผูกโยงกับเรื่องการศึกษาของเก่าที่ผมเคย critique เอาไว้แล้ว ว่าโดยนโยบายของท่านนายกฯ ที่อ้างถึงในเอกสาร ก็เป็นแนวทางกว้างๆ ส่วนที่ท่านอาจารย์จุฬาฯว่าไว้ก็มีเหตุผลที่ดีทีเดียวครับ ในทัศนะของผม จากที่เคยกล่าวมาก่อนหน้าแล้ว เรื่องแบบสอบถามทางจิตวิทยาที่จะประเมินบุคคลว่าเหมาะสมกับสาขาการศึกษาแขนงใด และเหมาะกับงานประเภทใด...

ผมเห็นว่าประชาชนเป็นจำนวนมาก ต้องเสียทรัพยากรไป กับการเรียน ไม่ตรงสายและทำงาน ไม่ตรงสาขาที่เรียนคือต้องจ่ายค่าหน่วยกิต และเสียเวลาไปกับการเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก และเมื่อจบมาแล้วไม่ได้ใช้ ก็เกิดอาการ คืนครูกันไป แต่ในกรณีอย่างนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยเสียทีเดียว เพราะการศึกษาวิชาความรู้ สามารถให้ประโยชน์ทางอ้อม เช่นเสริมสร้างหลักการทางความคิด ทัศนคติ และอุปนิสัย ตามหลักการของวิชาสายนั้นๆ เช่น คนเรียนบัญชี เป็นคนที่มีความรอบคอบ คนเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นคนมีเหตุผล คนเรียนเศรษฐศาสตร์ เป็นคนที่พยากรณ์หรือคาดการณ์ได้ดีจากปัจจัยส่งผลต่างๆ คนเรียนวิศวกรรม มองโลกอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น ซึ่งแม้เขาเหล่านี้จะไปทำงานที่ไม่ตรงกับสายที่เรียน แต่ก็ยังได้ใช้ประโยชน์ทางอ้อมแบบนี้ครับ แต่ถ้าถามว่า เรียนตรงสายเดียวกับที่ทำงาน หางานได้ แล้วเป็นสิ่งที่ชอบ และถนัด จะดีกว่าไหม?” คำตอบก็คือ ย่อมดีกว่าแน่นอนครับ

แต่ถ้ามีความกังวลว่า เรียนสาขาที่ตอบสนองต่อตลาดมากเกินไป คนที่มีความรู้ทางสาขาบางสาขาจะน้อยลงและสังคมขาดประโยชน์ตรงนี้ไป เราอาจจะเปิดให้นักศึกษาเรียนวิชาเหล่านี้ เป็นวิชาเสริม ที่นอกเหนือจากวิชาบังคับ หรือเปิดทางเผื่อเลือกว่านักศึกษา สามารถ "ต่อปริญญาโท" หรือ "ทำ วิชาเอก วิชาโท" ในสาขาอื่นๆ ที่ชอบ

เพื่อนผมคนหนึ่ง จบฟิสิกส์ ปัจจุบันทำงานก็คือเล่นหุ้นเล่นทอง ถ้าถามว่าอย่างนี้เรียนพาณิชย์มาแต่แรกจะไม่ดีกว่าหรือ ตรงนี้ก็เลยมาเป็น solution คือ ภาครัฐฯ โดยท่านนายก ท่านก็มองปัญหาของท่านเฉพาะหน้าในขณะนี้ คือ การที่ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ดี เป็นทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ถ้าคนตกงาน จบมาหางานทำไม่ได้ ท่านนายกฯก็เดือดร้อน ต้องหาทางแก้ ส่วนท่านอาจารย์มหาวิทยาลัย ท่านก็มองปัญหาในมิติของการศึกษามาก่อนเป็นอันดับแรก แต่เหตุผลที่ท่านให้มันก็จริง คือเราต้องการคนที่เรียนสาขาต่างๆ แม้จะไม่ใช่สาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด แล้วจะเป็นหน้าที่ของใคร ที่จะช่วยนักศึกษาจบใหม่หางานทำได้ จะเป็นมหาวิทยาลัย หรือรัฐบาล ร่วมมือกันก็ได้ครับ อาจจะเปิด Job Fair ที่มหาวิทยาลัย โดยเชิญภาคเอกชน และภาครัฐ มา Recruit คนถึงมหาวิทยาลัย จองตัวกันตั้งแต่ยังไม่จบเลยก็ได้ครับ หรือว่า นักศึกษาควรจะทราบตั้งแต่ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ว่าสาขาที่ตนกำลังจะเรียนนั้น เป็นที่ต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน และมีความเป็นไปได้อย่างไรในการประกอบอาชีพ หลังจบการศึกษา

เราต้องการ Solution แบบนี้ในภาคปฏิบัติ และผมมองว่าข่าวที่เกิดขึ้นนี้เป็นการ ทำปฏิกิริยากันในเชิงนโยบาย” (Reaction at Policy Level) ท่านนายกฯ และภาครัฐ ก็คงต้องทำงานหนักขึ้น ในการ สร้างงานหรือ หางานเพื่อรองรับนักศึกษาจากสาขาต่างๆ ส่วนมหาวิทยาลัย และนักศึกษา ก็ต้องเข้าใจว่าสังคมต้องการคนที่จบสาขาใด โดยผมขออ้างถึงโพสต์ก่อนหน้าเกี่ยวกับสังคมในยุคดิจิทัลนี้ ว่าบางอาชีพมีบทบาทน้อยลงมาก ในขณะที่บางอาชีพ ก็เป็นกระแสใหม่ของตลาด แต่ถ้าเราวิ่งตามกระแส แล้วเทคโนโลยีเปลี่ยนอีก อาชีพการงานก็อาจจะไม่มั่นคงอยู่ดีครับ

ผมขอเสนอความเห็นว่า เยาวชน ควรจะได้รับการแนะแนวที่ดี ผ่านองค์ความรู้ในการแนะแนว และการทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อค้นพบว่า เยาวชนแต่ละคนนั้นถนัดอะไร วิทย์ หรือ ศิลป์ แล้วมีความเป็นไปได้ ที่จะทำอาชีพใดได้ดี ถ้าเราสามารถประเมินได้อย่างนี้แต่แรกๆ เยาวชนจะสามารถ เลือกเรียนได้ตรงทางมากที่สุด เมื่อจบมาแล้ว ทำงานในสิ่งที่ชอบ และถนัดมากที่สุด และทำในสิ่งนั้นๆ ได้ดี.. ส่วนเรื่องการ หางานให้กับนักศึกษาที่จบการศึกษาแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันครับ ถ้าได้งานที่ตรงกับสาขาที่เรียนก็ดีกว่า แต่ถ้าไม่ได้ จะมีงานอื่นใด ที่รองรับได้บ้าง ก็ต้องมาช่วยกันคิด ช่วยกันหา ช่วยกันทำ ร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน รวมถึงตัวนักศึกษาเองด้วยครับ ดังนี้..

Critique by Pittaya Wong
2 Feb 2018
www.meditation101.org

 

"หุ้นส่วนแห่งชาติ" ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจไทยก็เป็นอย่างที่ทราบกันอยู่ บริษัทห้างร้านทยอยปลดพนักงาน บ้างก็ปิดตัวไป ไม่ว่าบริษัทใหญ่หรือเล็ก

ถ้าประเทศไทยสามารถก่อให้เกิดรายได้ก้อนใหญ่ได้ (เช่นจากนวัตกรรมมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่ฝ่ายผมคิดขึ้น) เราสามารถ "อัดฉีดเม็ดเงิน" เข้าสู่เศรษฐกิจในทุกระดับ โดย

(1) ภาครัฐขายไลเซนส์มอเตอร์หรือนวัตกรรมอื่นๆ ให้ประเทศต่างๆ รับเงินโอนเข้าคลัง
(2) คลังอัดฉีดเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ ที่ปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ
(3) ภาคธุรกิจขายหุ้นส่วนให้กับรัฐฯ ประมาณ 30 - 45 % โดยขายผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ตนใช้บริการสินเชื่ออยู่
(4) ภาครัฐอุ้มภาคธุรกิจ เพื่อให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ พร้อมกับปรับตัวให้กับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมยุคดิจิทัล
(5) ธนาคารพาณิชย์ได้เปอร์เซ็นต์ค่าบริการนี้ 3-5% 
(6) เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว บริษัทเอกชนต้องซื้อหุ้นคืนจากภาครัฐ 30 - 45 % นั้น 
วิธีเดียวกันนี้อาจใช้กับเกษตรกรผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตร เช่นกัน ครับ

by Pittaya Wong
2 Feb 2018
www.meditation101.org

 

"เท่าทันสังคมยุคดิจิทัล" นับตั้งแต่บริษัทแอปเปิลเปิดตัว "ไอแพด" ก็นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีกระดับหนึ่ง จนกระทั่งไอแพดและแท็บเล็ท ได้วิวัฒนาการตัวเองกลายเป็น "สมาร์ทโฟน" ผู้คนสามารถเข้าถึงโลกไซเบอร์ผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างสะดวกรวดเร็วง่ายดาย ค่ายนิตยสาร และสำนักพิมพ์หลายแห่งเริ่มปิดตัว และเปลี่ยนไปทำสื่ออิเล็คทรอนิคส์ แต่คนก็ติดโซเชียลเน็ทเวิร์ค มากกว่า ที่จะสนใจหนังสือแบบเดิม ไม่ว่าจะแบบรูปเล่มหรือ e-book อาชีพหลายอย่างกำลังจะหายไปหรือสำคัญน้อยลงในสังคม และอาชีพใหม่ๆ กำลังจะเกิดขึ้น หรือโดดเด่นมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนในสังคมแบบ "โดยตรง" พนักงานหลายตำแหน่งถูกปลดออก และแทนที่ด้วยระบบออนไลน์ เช่นพนักงานธนาคาร ที่ถูกแบงค์กิ้งแอพพลิเคชั่นเข้ามาแทนที่ ผู้คนซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น เพราะสามารถสืบหาราคาที่ถูกกว่าได้ ในขณะที่ค่าส่งพัสดุสินค้า เป็นเพียงอุปสรรค แล้วอาชีพอะไรที่จะอยู่รอดได้ในยุคสังคมดิจิทัล รัฐบาลเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบมากน้อยแค่ไหน สามารถช่วยประชาชนรับมือกับความเปลี่ยนแปลง บรรเทาปัญหาจากรายได้ที่น้อยลง หรือจัดหางานใหม่ให้ได้อย่างไร เราคงต้องศึกษาและวิเคราะห์ทั้งในระดับมหภาค และจุลภาค เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาให้ประชาชน วิธีที่ง่ายและลัดที่สุดคือการศึกษากรณีตัวอย่างจากประเทศที่เข้าสู่ยุคสังคมดิจิทัลแล้ว ว่าเขาได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ มีคุณ มีโทษ กันอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ระบบดิจิทัลหรืออิเลคทรอนิคส์ ไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ทั้งภาครัฐ และเอกชน เราสามารถศึกษาจากสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเทคโนโลยีเร็วกว่าไทยประมาณ 5-10 ปี แล้วดูว่า เราจะได้ประโยชน์จากยุคดิจิทัล และป้องกันโทษภัย รวมถึงปัญหาต่างๆ ได้อย่างไรบ้างครับ

 

"กระโดดขึ้นหลังเสือ".. ผมอ่านข่าวยึดทรัพย์คุณยิ่งลักษณ์ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพิ่งจะได้มารีวิวข่าววันนี้ ผมมองว่านี่เป็นการกระโดดขึ้นหลังเสืออีกครั้งของรัฐบาล.. เพราะอะไรหรือครับ? คราวก่อนที่คุณทักษิณถูกยึดทรัพย์สี่หมื่นกว่าล้าน เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ได้มาเป็นนายกฯ เขาก็ถอนทุนคืนไปจนหมด ในรูปแบบต่างๆ มาคราวนี้คุณยิ่งลักษณ์ถูกยึดทรัพย์อีก แล้วดูเหมือนว่ามันจะมีผลทางจิตวิทยาต่อคนไทยมากกว่าแต่ก่อน เพราะ ความเป็นครอบครัว ความเป็น Home มันถูกจี้ตรงจุดอ่อนไหวของคนในสังคม คุณยิ่งลักษณ์อาจจะได้คะแนนสงสารไม่น้อย แต่รัฐบาลก็ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ว่าใครก็ตามที่มาเป็นนอมินีการเมืองให้คุณทักษิณ ก็ต้องพบกับจุดจบอย่างนี้... ใครที่ไหนเสนอหน้าออกมาเล่นการเมืองให้คุณทักษิณอีก ก็คงจะเห็นเป็นตัวอย่าง ถึงขนาดนี้แล้ว ผมบอกว่ามันเป็นการขึ้นหลังเสือ เพราะถ้าเลือกตั้งแล้วฝ่ายเสื้อแดงกลับมากุมอำนาจได้เมื่อไหร่ ฝ่ายคุณทักษิณตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ เขาก็จะกลับมาถอนทุนคืน ที่ยึดไปทั้งหมดอยู่ดี (อาจจะแอบคิดดอกเบี้ยเอาไว้แล้ว) แล้วด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ก็คงต้องมีการ "เช็คบิล" เอาคืนกันอย่างแน่นอน ตัวผมเองสนับสนุน รัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นเกมวิน-วิน สำหรับทุกฝ่าย แต่ผมก็เข้าใจดี ว่ามาตรฐานทางความคิดของผม มันอาจใช้ไม่ได้กับคนอื่นๆ ผมเผื่อใจไว้เสมอว่า ความคิดเห็นของเรา มันอาจไม่ใช่กระแสของสังคม หรือกระแสของตลาด (ในมุมมองนักธุรกิจ)

ผมเองก็เห็นใจคุณยิ่งลักษณ์ แต่ผมยืนหยัดอยู่ในฝ่ายของผมชัดเจน ขอตั้งข้อสังเกตุว่าเกมนี้ขึ้นหลังเสือแล้ว ถ้าลงก็จะมีปัญหาครับ

 

พิทยาคิดยังไงกับปัญหา "ชาวโรฮิงญา" ? ผมคิดว่าถ้าชาวโลกต้องการความเป็นธรรมให้กับชาวโรฮิงญา ก็ให้ประเทศที่มีรัฐะศาสนาเดียวกับชาวโรฮิงญา แบ่งรับเอาผู้อพยพชาวโรฮิงญาเข้าประเทศของตนไปครับ ศาสนาเดียวกัน ก็ควรจะอยู่ด้วยกัน ถูกไหมครับ? แต่ถ้าจะให้ชาวโรฮิงญา อพยพเข้าประเทศชาวคริสต์ หรือชาวพุทธ ก็ให้เปลี่ยนศาสนา ถ้าตกลงดังนี้ได้ ก็โอเคครับ แต่ถ้าเพื่อนๆ ศาสนาเดิมของชาวโรฮิงญาไม่เห็นด้วย พวกคุณก็รับเขาไปอยู่.. ไม่ต้องปัดภาระให้ประเทศศาสนาอื่น เท่านี้่ก็จบครับ

 

"เป็นธรรม" และ "มีมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชน" ที่สูงเกินไป... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดมาพอสมควรแล้วครับ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และยุโรป เมื่อมีประชาชนจากศาสนาหนึ่งอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสหรัฐและยุโรป ซึ่งสหรัฐฯและยุโรป ก็พยายามที่จะให้ความเป็นธรรม และใช้มาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนกับชนเหล่านี้ โดยพยายามจะยกให้เทียบเท่ากับชาวอเมริกันหรือยูโรเปี้ยนทั่วๆไป และมีเสรีภาพทางศาสนาเหมือนคนอื่นๆ แต่สิ่งนี้กลับเป็นช่องโหว่สำหรับผู้ก่อการร้าย เมื่อมีเหตุการณ์ก่อการร้าย ซึ่งตรวจพบภายหลังว่าบ้างก็เป็นคนต่างด้าวที่ถือสัญชาติอเมริกันหรือยุโรปแล้ว อพยพมาจากดินแดนต่างศาสนา จนถึงขั้นประธานาธิบดี สั่งห้ามคนจากประเทศดังกล่าวเข้าประเทศ ศาลของมลรัฐ ก็มีคำสั่งในทางตรงกันข้าม ด้วยตรรกะทางกฎหมายที่ "เป็นธรรมเกินไป" ซึ่งดูแล้วก็เป็นเรื่องตลกสำหรับชาวต่างศาสนานั้น ในขณะที่ประธานาธิบดีสั่งอย่างหนึ่ง ศาลก็มาสั่งแก้ไปอีกทาง โดยนัยนี้ ก็ยากที่จะแก้ปัญหาจากต้นเหตุได้ ทำได้เพียงส่งกองทัพ ไปรบกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งดูเหมือนยุติได้ยาก เพราะพอปราบไปได้กลุ่มหนึ่ง มันก็มีกลุ่มใหม่ขึ้นมาอีก แล้วเขาก็สืบทอดเจตนารมณ์กันต่อไปอีก.. แล้วพอโดนปราบ เขาก็ยิ่งแค้น ตั้งใจจะเอาคืนอีก การก่อการร้ายทั้งในสหรัฐฯและยุโรปจึงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ต้องอาศัยการข่าวที่ชำนาญ ในการป้องกัน... ในขณะที่ชาวต่างศาสนาที่อพยมถิ่นฐานเข้ามาอยู่ก็ขยายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็เป็นคนดีตามกฎหมาย บ้างก็ถูกชักนำพาไปสู่การก่อการร้าย กลายเป็นวังวนที่สหรัฐฯและยุโรป ต้องหาทางแก้ไขต่อไป บนหลักความเป็นธรรม และมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนอันสูงกว่าชาวโลกทั่วๆไป ซึ่งมองจุดหนึ่งก็คือจุดแข็ง แต่มองอีกมุมหนึ่งก็คือจุดอ่อนไปในตัว ดังนี้...

 

มีคนฝากบอกมาว่าชอบบทความ อ่านประกาฯหรือ ตีความดวงตรา ที่ผมเคยโพสต์มาก่อนหน้านี้ (แอปเปิ้ล กับ สตาร์บั๊คส์) วันนี้ก็เลยหยิบยกเอา โลโก้ ของ ไมโครซอฟท์ วินโดวส์มาเล่าสู่กันฟัง เท่าที่ผมจะอ่านได้ นั่นคือ วินโดวส์ มีจุดสำคัญที่อิงอยู่กับ เจ้าสีคือ มี 4 สี หลัก ด้วยกัน คือ แดง เขียวอ่อน เหลือง ฟ้าน้ำเงิน โดยแต่ละสีแสดงเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมโค้ง และแบ่งระยะแยกออกจากกันโดยชัดเจน ด้วยความโค้งของแผ่นสี บ่งถึงความ ยืดหยุ่นบ้างของงาน และสีที่แสดงเป็นสีพื้นเรียบๆ ไม่มีลวดลาย บ่งบอกถึงความเป็น Background Platform ของตัวงาน ที่ไม่ค่อยมีความเป็น ศิลปะและแผ่นสีที่ประกอบเข้าด้วยกัน บ่งถึงความเป็น องค์ประกอบส่วนต่างๆ ที่แยกต่างหาก แต่ต่อเข้าด้วยกันได้โดยมีระยะห่าง ส่วนคำว่า วินโดวส์แปลว่าหน้าต่าง บ่งชี้ถึงรูปลักษณ์ และลักษณะของ อินเทอร์เฟสสี่เหลี่ยม อย่างชัดเจน ซึ่งไมโครซอฟท์ก็รักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ด้วยดีมาโดยตลอดในตัวงาน โดยคำว่าวินโดวส์นี้เป็นภาษาอังกฤษที่จดจำง่าย เป็นคำง่ายๆ ที่คนทั่วไปเกือบทั้งโลกที่เรียนภาษาอังกฤษก็รู้จักกัน ทำให้จดจำและเรียนรู้ได้ง่าย จึงส่งผล ให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปทั่วโลกโดยง่าย ส่วนสีทั้ง 4 สี ของโลโก้ ก็ส่งกำลังจากเจ้าสี ทำให้เกิดความ หลากหลายในตัวงาน กล่าวคือ วินโดวส์เป็นระบบปฏิบัติการกลาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโปรแกรมที่หลากหลายต่างๆ สร้างโปรแกรมมาติดตั้งและใช้งานในระบบปฏิบัติการนี้ วินโดวส์จึงรักษาความเรียบง่ายยืดหยุ่นบ้างแต่มีสีสัน (variety) พอสมควร ดวงตราของไมโครซอฟท์วินโดวส์นั้น มีส่วนที่คล้ายกันกับแอปเปิลบ้าง คือเจ้าของดวงตราต้องทุ่มเททำงานพัฒนาผลงานที่ใช้ประกอบการประกาศประกาฯหรือโลโก้ ให้เป็นที่แพร่หลาย เพราะตัวโลโก้เอง ไม่มีเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์อื่นใด อย่างเช่นรูปดาว ดวงจันทร์ หรือรูปลักษณ์อิเลคทรอนิคส์ใด ที่จะส่งผลหนุนเสริม แต่เด่นกว่าแอปเปิ้ลตรงที่มีกำลังจากเจ้าสีถึง 4 สี ส่งกำลังหล่อเลี้ยง ตามความสำคัญแทบจะเท่าๆ กัน ดังนี้ ไมโครซอฟท์ก็สร้างสรรค์ผลงาน พร้อมกับสำแดงประกาฯ โลโก้มาโดยตลอด โดยผู้เลี้ยงผู้รักษาก็หล่อเลี้ยงมาจนกระทั่งองค์กรและผลงานประสบความสำเร็จ เป็นที่แพร่หลาย และรู้จักไปทั่วโลก ดังนี้

มีคนอ่านโพสผมเรื่องโลโก้วินโดวส์ แล้วถามว่า แอปเปิ้ล ก็โปรแกรมแยกเป็นส่วนๆ แล้วมันต่างกันตรงไหน... คำตอบของผมก็คือ การแยกเป็นส่วนๆขององค์ประกอบ เป็นจุดเด่นในวินโดวส์ ซึ่งแสดงออกมาในดวงตรา ส่วนแอปเปิ้ล ก็แยกโปรแกรมเป็นส่วนๆ แต่เขาไม่แสดงออกมาในดวงตรา แอปเปิ้ลเขาแสดงความเป็น "ไลฟ์สไตล์" มากกว่าครับ

- Pittaya Wong
31 Jan 2018
www.meditation101.org

 

"ว่ากันด้วยรถไฟความเร็วสูง" รัฐบาลกำลังตัดสินใจที่จะ "ลดความเร็ว" ของรถไฟ สายกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เพื่อ "ลดต้นทุน" ในการก่อสร้างและดำเนินการรถไฟความเร็วสูงสายนี้.. ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจกันอยู่นี้ ผมขอเสนอแนะคร่าวๆ ดังนี้ครับ (1) โครงการรถไฟความเร็วสูง สามารถสร้างเพื่อให้ upgrade speed ในอนาคต ได้หรือไม่ (2) รถไฟธรรมดารางคู่จากกรุงเทพเชียงใหม่อีกโครงการความเร็วเท่าไร (3) เดินทางโดยเครื่องบิน กรุงเทพ-เชียงใหม่ ความเร็วเท่าไร (4) รถทัวร์ สายกรุงเทพ-เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางเท่าไร (5) ถ้าเดินทางโดยรถไฟธรรมดารางคู่ สมมติว่า 12 ชั่วโมง รถไฟความเร็วสูงปานกลาง 3.5 ช.ม. และเครื่องบิน 45 นาที ดังนี้แล้ว ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ ว่าต้องการเดินทางเร่งด่วนแค่ไหน ถ้ารถไฟเร็วสูงมาก ถึงจุดหมายภายใน 1-2 ช.ม. ย่อมแข่งขันโดยตรงกับเครื่องบิน แต่ถ้ารถไฟเร็วสูงช้าไป เดินทาง 5-6 ช.ม. ลงทุนน้อย แต่คนอาจเลือกเดินทางกับรถทัวร์หรือรถไฟธรรมดารางคู่ อย่างไรก็ตาม รถไฟธรรมดารางคู่ อาจใช้ในการ "ขนส่งสิ่งของ" มากกว่า "โดยสาร" ดังนี้แล้ว ไม่ทับเส้นกัน ระหว่าง รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และเครื่องบิน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากโครงการสร้าง "มอเตอร์ผลิตไฟฟ้าด้วยไฟฟ้า" ประสบความสำเร็จ การเดินทางด้วยยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้าย่อมดีกว่า ยานพาหนะพลังงานอื่น ที่จะมีบทบาทและมลภาวะน้อยลงในอนาคตครับ

- Pittaya Wong
31 Jan 2018
www.meditation101.org

 

วันนี้มีข่าวพระเล่นฟิตเนส ที่คอนโด.. พาให้ผมคิดว่า เป็นพระจริงหรือพระปลอมก็ไม่รู้ พระที่ไหนจะไปอยู่ในคอนโด เพราะคอนโดเขาให้เข้าเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของห้อง ผู้เช่าห้อง หรือแขกของเจ้าของห้อง ทุกวันนี้ถ้ามีใครสักคนโกนหัว แล้วแต่งตัวเป็นพระออกไปทำพิเรนทร์อะไรที่ไหน พอเป็นข่าว คนเขาก็ติเตียนพระสงฆ์ไปหมด โดยไม่ทันได้สอบสวนว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอมครับ หรือบางคนจะปลอมมาบวชเพื่อก่อเรื่อง เราก็ยังไม่ทราบได้ หนังสือพิมพ์ และสื่อโซเชียล เขาก็ชอบข่าวแบบนี้ เพราะขายข่าวได้ดี เรียกคนมาอ่าน มากดไลค์ กดแชร์ ได้มาก

เรื่องปัญหาพระนอกลู่นอกทางนี้ ในเมืองไทยเป็นข่าวกันมาก แต่ประเทศอื่นไม่มากเหมือนประเทศไทยนะครับ เพราะประเทศไทยนั้น พระบวช ไม่ได้ตั้งใจบวชตลอดชีวิตกัน ไม่มี commitment มากนัก แล้วสังคมไทย ก็เป็นสังคมที่มีสิ่งล่อกิเลสมากมาย เพราะมีความเจริญในทางวัตถุมาก ถ้าพูดถึงประเทศอื่น อย่างพระจีน พอถึงคราวครบพรรษา ท่านก็ต้อง "จี้ธูป" ที่กระหม่อม เหมือนหลวงจีน ในหนังนั่นละครับ เป็นการ "วัดใจ" กันมากเลยทีเดียว ว่ามุ่งมั่นกับการบวชต่อไป ส่วนในศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา คนที่บวชเป็นพระ ก็ไม่มีคอนเซพท์ว่าจะบวชกันเล่นๆ หรือบวชชั่วคราว ถ้าใครจะบวช นั่นหมายถึงบวชกันจริงๆ จังๆ ไปตลอด เท่าที่จะทำได้ ท่านก็มีปัญหานอกลู่นอกทางเหมือนกัน แต่ว่าน้อยกว่าพระไทยครับ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาพระนอกลู่นอกทางนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วนะครับ ไม่ใช่เพิ่งมีในปัจจุบัน ถ้าอ่านพระวินัยปิฎกจะพบว่า พระต้นเหตุบัญญัติอาบัติ ทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทางก็มีมานานแล้ว แล้วประชาชนก็โพทนากันจนถึงพระกรรณของพระพุทธเจ้า แล้วพระองค์ก็ต้องเผดียงสงฆ์ มาบัญญัติศีล ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันไป เป็นอย่างนี้เรื่อยมาครับ

ถ้าถามผมว่า จะให้แก้ไขปัญหาพระสงฆ์นอกลู่นอกทางกันอย่างไร ผมก็ขอส่งเรื่องกลับไปยังคณะสงฆ์ผู้ปกครองนั่นล่ะครับ เพราะเรื่องของสงฆ์ ก็ต้องให้สงฆ์ดูแลกันเอง ผมคงจะถวายความเห็นบ้างตามสมควร และหาทางอำนวยการให้บ้าง อย่างเช่น การสนับสนุน พระพุทธศาสนาประจำชาติ และกระทรวงพระพุทธศาสนา โดย มีพระสงฆ์ ตัวแทนจากมหาเถรสมาคม เป็นเจ้ากระทรวง

ยกตัวอย่างว่า ถ้าออกกฎ พระห้ามจับเงิน พระที่บวชหากินกับศาสนา คงจะลาสิกขากันไปเยอะล่ะครับ แต่พระสงฆ์ก็จะขาดความสะดวกสบายไปหน่อย แล้ววัดก็คงจะร้างอีกหลายแห่ง แต่เราก็จะมีแต่พระคุณภาพดี ก็ต้องคิดกันไปล่ะครับ ว่าจะทำยังไงต่อไป.. ดังนี้ครับ

- Pittaya Wong
31 Jan 2018
www.meditation101.org

 

วันก่อนผมอ่านโพสต์ทูเดย์ (เป็นหนังสือพิมพ์ที่น่าอ่านนะครับ ได้ความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่เขียนข่าวอย่างสุภาพ แต่เป็นภาษาไทย) พาดหัวข่าวฟิวเจอร์ฟันด์ซึ่งรัฐบาลจะเปิดโครงการ Infrastructure ต่างๆ มูลค่าประมาณ เก้าแสนล้านบาท มีโครงการไฟฟ้า ถนน ประปา ระบบน้ำ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และอื่นๆ ผมดูแต่ละโครงการแล้ว เห็นว่าเม็ดเงินมหาศาล แต่คำถามในใจคือ (1) มีโครงการใดบ้าง ที่จะก่อให้เกิดรายได้ต่อภาครัฐโดยตรง หรือโดยอ้อม และ (2) สัดส่วนของเม็ดเงินที่จะอยู่ในมือคนไทยจริงๆ มีเท่าไร เมื่อไม่รวมชาวต่างชาติที่ร่วมทุนบริษัทรับเหมา และแรงงานต่างด้าว ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ

 

มีคนเสนอว่า พระจริงที่ทำผิดพระวินัยบ่อยครั้ง แต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก ให้ปรับโทษด้วยการ จำกัดบริเวณอยู่ใน "ศูนย์ปริวาสกรรม" เพื่อผ่านการศึกษาพระวินัย และโค้ชชิ่ง พร้อมทั้ง rehabilitation & encouragement ใหม่ ก่อนจะส่งตัวกลับวัดตามเดิม อย่างนี้สมควรไหมครับ..

 

There are only three major categories of religion in our world namely (1) Truth (2) Fiction and (3) Truth & Fiction. If one wishes to convert or believe in a religion, one can choose from the above.

If one denies religions completely, one can hold on to the truth unless one prefers enjoyable fiction which is more mentally pleasurable.

But if one wishes to be a non-religious, one can also believe in other well established truthful knowledge such as Physics, Biology, and Chemistry which can provide reliable ideology for oneself.

- Pittaya Wong
30 Jan 2018

 

ศาสนาในโลกของเรามีอยู่ 3 ประเภท เท่านั้นครับ คือ (1) Truth (2) Fiction (3) Truth & Fiction ถ้าเรา "อกหัก" จากพระพุทธศาสนา อารมณ์ครอบงำเหนือตรรกะและเหตุผล จะเลิกนับถือพระพุทธศาสนา ก็เลือกได้จาก 3 ประเภทข้างต้น นั่นล่ะครับ หรือจะไม่นับถืออะไรเลย ก็ลองคิดดูครับ จะหันไปนับถือ Physics, Biology หรือ Chemistry ก็ยังพอเป็นหลักความจริงเพื่อแก่นสารของชีวิตต่อไปได้ครับ

 

คุยเรื่องเครียดๆ มาหลายโพส มาเบรกกันด้วยเรื่องสบายๆ แล้วกันนะครับ อยากให้สังเกตดูว่า ในโลกเรานี้ ถ้าเด็กผู้ชายต้องสีฟ้า ถ้าเด็กผู้หญิงต้องสีชมพู แล้วในโลกนี้ ก็ไม่มีแมวที่ไหนโด่งดังเท่าแมวสีฟ้า คือคุณโดราเอมอน ส่วนแมวสีชมพู หรือบางทีเป็นสีแดง ก็คือคุณฮัลโหลว์ คิตตี้ ครับ เจ้าสีและผู้เลี้ยงผู้รักษา ท่านส่ง ท่านหล่อเลี้ยง กันมาอย่างนี้นะครับ

 

มีคนฝากถามมาประมาณว่า "คิดอย่างไรกับการแปลงรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น" คำตอบคือ ผมเห็นด้วยครับ เพราะทำให้รัฐวิสาหกิจ มีความคล่องตัวและปรับปรุงตัวในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น TOT ซึ่งก็ทำงานดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วน PTT ก็ดีขึ้นมาก แต่ปัญหาที่พิพาทกัน คงเป็นเพราะ เมื่อแปลงรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นแล้ว นักการเมืองไปเหมาหุ้นมาเป็นของตนเองในราคาไม่แพงครับ ถ้ากระจายหุ้นออกไปตามปกติ หรือจัดสรรการถือหุ้นให้ดี ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ ก็คงไม่เป็นไรนะครับ

 

เรื่องซื้ออาวุธของกองทัพนั้น ผมเห็นว่า "ถ้าไม่อยากรบ" ก็ซื้ออาวุธเอาไว้ ปรับให้ทันสมัยอยู่เรื่อยๆ ครับ ถ้าจะมีการรบ มองไปมองมา แถวนี้ก็มีอยู่ไม่กี่ประเทศหรอกครับ ถ้าเรามีอาวุธดีๆ มากพอ ก็สามารถสร้างความยำเกรงให้กับประเทศอื่นๆ ดังนี้แล้ว ก็ไม่ต้องรบกันครับ

 

"นวัตกรรมนโยบาย" (Inventive Policy) เห็นหนังสือพิมพ์เต้าข่าวบั่นทอนรัฐบาล พยายามสร้างกระแสต่อต้าน ผมก็มาคิดดูว่า มันก็ยังไม่รุนแรงเท่าไร เมื่อเทียบกับกระแสที่เกิดจากโลกโซเชียล อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ผมเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลเสื้อแดง ที่ชำนาญการตลาด และประชาสัมพันธ์ กับรัฐบาลเสื้อเหลือง ที่ชำนาญการเล่นเกมการเมือง และรัฐบาลทหาร ที่หนักแน่นกว่าในการใช้อำนาจ ผมคิดว่า นาทีนี้ รัฐบาลทหารเหลือเวลาอยู่ระยะหนึ่งก่อนการเลือกตั้ง ถ้าสามารถนำข้อดีของรัฐบาลยุคต่างๆ มาปรับใช้ ก็จะสามารถ "สร้างความเชื่อมั่นและคะแนนนิยม" ได้มากในช่วงสุดท้ายนี้ โดยเราสามารถทำได้ด้วย Back Office ทีม "ครีเอทีฟ" ที่แข็งแกร่ง เหมือนบริษัทโทรคมนาคม ที่เขามีทีมการตลาดมานั่งคิดแพ็คเกจต่างๆ ตอบสนองต่อการแข่งขันได้ดีกว่า เพื่อให้ประชาชน "เลือก" ใช้บริการของเขา... นี่คือหัวธุรกิจ ส่วนเกมการเมือง ก็เหมือนกับที่ เขาใช้ลูกล่อลูกชน ประกอบกับคารมที่ดี ในการปล่อยหมัด หลบหลีก เด้งเชือก ด้วยจังหวะที่ดี และรู้ทางกัน สามารถรักษา "ฐานเสียง" ได้ดี และ "แคร์สื่อ" ส่วนรัฐบาลทหารก็อย่างที่เห็นทุกวันนี้ คือใช้อำนาจได้ดี มีวินัย มีความภักดี ถ้านำข้อดีของรัฐบาลสีอื่นมาปรับใช้ ก็จะเจ๋งมากๆ ครับ ยิ่งมี ม.44 อยู่ในมือ เวลาเจอ dead lock ก็สามารถทะลวงได้ ลองหาทีม Back Office ช่วยกันคิดนวัตกรรมทางนโยบาย แล้วนำไปสู่การปฏิบัติ ตอบรับต่อเรื่องที่ "สร้างคะแนนนิยม" บนพื้นฐานของ "ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง" ไม่ใช่แค่ "ประชานิยมที่ใช้จ่ายเงินเพื่อหาคะแนนเสียง" ถ้าท่านทหารคิดจะอยู่ต่อหลังเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นครับ เรื่องนาฬิกานั้น ผมก็เห็นด้วยว่าอาจจะมีเยอะเกิน แต่มันก็คิดเป็นเงินนิดเดียว เมื่อเทียบกับมูลค่าเงินโกงมหาศาลในมหากาพย์จำนำข้าว แต่ถ้าปรับกันได้ก็จะดีครับ ขอบคุณครับ

 

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ.. วานก่อนอ่านข่าวเรื่องการลงทุนมหาศาลสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไหนจะรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครฯและปริมณฑล ซึ่งผุดขึ้นกันอย่างคึกคัก ใกล้เสร็จในไม่กี่ปีข้างหน้า.. ผมเห็นว่าเป็นสิ่งดีมากครับ เพราะเลี่ยงรถติดได้เยอะทีเดียว แต่ผมเคยขึ้นแล้วคิดว่า "ค่าโดยสารค่อนข้างสูง" เมื่อ "เปรียบเทียบกับรายรับในแต่ละวัน" ยกตัวอย่างเช่น พนักงานอ็อฟฟิส มีรายได้วันละ 500 บาท ค่าโดยสารรถไฟฟ้าไปกลับประมาณ 80 บาท.. แล้วค่าโดยสารก็มีแนวโน้มแต่ว่า จะขึ้นได้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต จากแนวคิดเดิมของผมนั้น ค่าครองชีพควร "กำหนดไว้เป็นสัดส่วนของกันและกัน" โดยอาจอิงอยู่กับราคาทอง หรือค่าเฉี่ยรายได้ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า ผู้บริหารจัดการรถไฟฟ้าน่าจะหารายได้จากกิจการรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง จากทางอื่นผสมผสานกันไป เพื่อก่อให้เกิดรายได้ โดยที่ไม่ต้องมาบีบคอขึ้นค่าโดยสารหรือคิดค่าโดยสารแพง จากประชาชน เพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น จัดพื้นที่ให้เช่า บนสถานี บริหารจัดการแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โฆษณา อาคารที่จอดรถฟรีสำหรับผู้โดยสาร คิดเต็มอัตราสำหรับคนทั่วไป หรือพัฒนาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ในเขตที่รถไฟฟ้าเข้าถึง (คล้ายๆ กับสมัยก่อน ที่คนสร้างวัด แล้ว วัดก็มีพื้นที่เหลือ ให้คนเช่า รายได้ก็เข้าวัดทุกเดือนๆ วัดก็ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน หรือเหมือน "บ้านส่วย" ที่ขุนนาง ได้รับส่วยภาษีจากชาวบ้านทุกปีๆ) เราอาจสามารถนำระบบโบราณนี้มาใช้ได้ครับ เพื่อให้กิจการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงมีรายได้จากทางอื่น แล้วนำมาชดเชย subsidize ค่าโดยสาร เพื่อคุมอัตราค่าโดยสารไม่ให้สูงจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ค่าโดยสารควรอยู่ที่ 5 - 8% ของค่าเฉลี่ยรายได้ในแต่ละวันครับ

 

Peter Dhammavidhu

29 มกราคม เวลา 17:16 น. · 

ลูกศิษย์วัดธรรมกายตัดพ้อต่อว่าผมเรื่องท่านธัมมชโย... ผมขอสรุปให้ฟังง่ายๆ เอาแบบเป็น Hypothesis ไปเลยนะครับว่า "ถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องถูกผิดของท่านธัมมชโย ผมขอเรียนตามตรงว่าท่านธัมมชโยเจ๊งคราวนี้เพราะเล่นการเมือง ทั้งการเมืองวัด การเมืองวัง และการเมืองรัฐ แต่ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องถูกผิดด้วย ท่านธัมมชโยก็ทำผิดร้ายแรงหลายอย่าง ซึ่งสามารถยกมาเป็นเหตุให้เอาผิดเอาโทษอย่างหนักได้" สรุปสั้นๆก็คือ "ท่านธัมมชโยพลาดในเกมการเมือง ประกอบกับท่านทำผิดเอาไว้ จึงโดนเอาโทษ ถ้าท่านธัมมชโยไม่พลาดในการเมือง ท่านทำผิด ยังพอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันได้" จบแค่นี้ครับ ชัดเจนทุกอย่างครับ

 

Peter Dhammavidhu

29 มกราคม เวลา 16:41 น. · 

คราวก่อนผมเอาตราสตาร์บั๊คส์มาอธิบายว่ามีส่วนต่อชื่อเสียงและความสำเร็จไปทั่วโลก วันนี้ขอนำเอาตรา "แอปเปิล" มาเล่าสู่กันฟังครับ ตราแอปเปิล ที่เป็นรูปผลแอปเปิลถูกกัด มีใบติดขั้วผล และมีหลายสีตามการใช้งาน แอปเปิลถือกันว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แล้วคนทั่วโลกก็รู้จักผลไม้ชนิดนี้ ทำให้ประชาชนจดจำได้อย่างง่ายๆ และมี ความคิดเชื่อมโยง กับ "ความมีประโยชน์" ติดเป็น Stereotype ในใจ สำหรับรอยกัดผลแอปเปิล บ่งบอกถึง "ไลฟ์สไตล์" คือความเป็นคนง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองอะไรมาก เพราะชาวตะวันตกรับประทานแอปเปิลก็กัดไปที่ผล ไม่ต้องมานั่งปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นๆ เมื่อ "อ่านประกาฯ" ของแอปเปิล ก็สื่อถึง สิ่งดีมีประโยชน์ ที่สามารถรับรู้สัมผัส ได้อย่างง่ายๆ มีความเป็น Casual สูง ส่วนสีนั้นผมไม่ขอพูดถุึง เพราะทางบริษัทแอปเปิลใช้ดวงตราหลายสีด้วยกัน ตามการใช้งานครับ อย่างไรก็ตาม แอปเปิลต่างจากสตาร์บั๊คส์ ตรงที่ ตราสตาร์บัคส์ อาจมีแรงส่งจากเจ้าสี และเทพรักษาประกาฯ ตามสัญลักษณ์และรูปแบบ เป็นการออมแรงได้ส่วนหนึ่ง แต่แอปเปิลนั้น ต้อง "ทุ่มเทลงทุนลงแรง" ด้วยตัวเองเป็นอันมากกว่า เพื่อให้ประสบความสำเร็จครับ


Peter Dhammavidhu

29 มกราคม เวลา 9:34 น. · 

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวซะใหญ่โตเรื่องนาฬิกาเพื่อน.. ผมจึงคิดว่า "หรือว่าเราควรจะออกแบบงานบริหารจัดการของรัฐบาล โดยคำนึงถึงเสถียรภาพที่มีน้อยเป็นปกติ" ผมมาคำนึงว่า ตั้งแต่ประเทศไทยมาใช้ระบอบประชาธิปไตย การเมืองก็ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ราวกับ "ต้องคำสาป" แต่ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็พัฒนาเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งก็ยังนับว่าเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศ นั่นหมายความว่า ถ้าประเทศเรา มีเสถียรภาพทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยยิ่งกว่านี้ ผมว่าเราคงเป็นได้อย่างเกาหลีใต้ครับ แล้วเมื่อมีการทำรัฐประหาร ก็ต้องมานั่งออกแบบกฎกติการัฐธรรมนูญกันใหม่ โดยคำนึงว่า "ทำอย่างไรให้มีเสถียรภาพ มีระบบที่ดี" ผมมองในมุมกลับกันครับว่า หรือว่า... เราจะออกแบบรัฐธรรมนูญ และระบบบริหารปกครอง บนสมตติฐานที่ว่า "การเมืองเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ" แล้วค่อยพัฒนากฎกติกาจากจุดนั้น เช่นว่า ให้อำนาจกับปลัดกระทรวงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ปลัดสำนักนายก บริหารงานได้พอสมควร เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลง งานบริหารต่างๆ ก็ไม่หยุดชะงัก หรือเกิดผลกระทบมากจนเกินไป เปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่นมากขึ้นครับ

 

Peter Dhammavidhu

25 มกราคม เวลา 9:32 น. · 

ในบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผมไม่เห็นมีประเทศไหนที่จะมากดดันไทยเรื่องการเมืองเหมือนอย่าง EU แต่อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่า EU คุยกับไทย แต่ไม่ผ่าน ASEAN ซึ่งน่าจะคุยแบบ Community ต่อ Community มากกว่า ไม่อย่างนั้น ไทยเสียเปรียบ แต่ EU ก็ไม่ได้คุยมือเปล่า เขามีเงื่อนไขทางการค้าที่จะต่อรองกับไทย ถ้าเราอยากได้ เราก็ต้องยอมเขา ผมดูแล้วว่าสถานการณ์ในตอนนี้ รัฐบาลก็ได้ทำงานมาพอสมควร แต่คะแนนความนิยมก็ยังไม่ดีนัก ถ้าท่านทหารจะกลับมาปกครองประเทศอีกหลังเลือกตั้ง เราต้องมีแต้มที่ดีกว่าเดิม เช่นรัฐบาลแห่งชาติ ที่รับประกันความปรองดองในชาติ แบบผลประโยชน์ลงตัว และ "ไม่มีการชุมนุมประท้วง" ถ้าถามว่าหากเลือกตั้งปีนี้ ใครจะชนะ ผมก็ยังว่าเป็นพรรคเสื้อแดง เพราะมันเป็น "รักฝังใจที่ยังไม่ลงเอย" ของประชาชน แล้วผลการเลือกตั้งก็จะเป็นที่ "เย้ยหยัน" แล้วก็จบลงด้วยการชุมนุมประท้วงจากสีอื่น ซึ่ง EU เขาไม่สนใจตรงนี้ เพราะเขามองด้วยตรรกะของชาวตะวันตก เหมือนนักการเมืองในยุคกรีก ที่เขาดีเบทกันอย่างสุขุม แล้วก็ไม่ทะเลาะแตกแยกกัน แม้ความเห็นจะขัดแย้ง... แต่คนไทยไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งถึงขนาดครอบครัวแตกแยกตามสีการเมือง แล้วคนไทยก็ยังติดอยู่กับผลประโยชน์ที่ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นหยิบยื่นให้ แต่ฝรั่งเขาก็ไม่เข้าใจปัญหาของเรา

สรุปสุดท้าย... ผมว่า เราก็ต้องจัดเลือกตั้งให้ฝรั่งพอใจ เว้นแต่ว่าเราไม่แคร์ผลประโยชน์ที่ EU จะหยิบยื่นให้ เราอาจให้ ASEAN เข้ามาไกล่เกลี่ย รับหน้าแทน แต่ถ้าเราแคร์ EU แล้วจะจัดเลือกตั้ง เราก็ต้องกำหนดกติกา เพื่อให้เราสามารถ "ไขก็อก" รัฐบาลออกได้หากมีเหตุผลอันสมควร โดยไม่ต้องทำรัฐประหารอีก อย่างนี้ฝรั่งเขารับได้ครับ สำหรับการเลือกตั้ง เราก็มีจุดแข็ง คือข้อเสนอที่ดีกว่า คือ "ความมั่นคงของประเทศ" ที่ฝ่ายเสื้อสี ไม่ว่าเหลือง ไม่ว่าแดง ทำได้ยากนั่นคือการจบลงด้วยการชุมนุมประท้วงเหมือนเดิม... ผมว่าคนไทยเบื่อเรื่องนี้ แต่ก็เริ่มลืมกันไปแล้ว เพราะปัญหาเศรษฐกิจมันมาเฉพาะหน้ามากกว่าครับ

 

Peter Dhammavidhu

24 มกราคม เวลา 14:08 น. · 

"อันตรายบนสะพานลอย" คนกรุงเทพฯขี้เกียจขึ้นสะพานลอย และหลายคนก็เกรงกลัวอันตรายบนสะพานลอย ซึ่งบางทีไม่มีคนข้ามก็เงียบจนเกินไป ผมอยากจะเสนอว่า ถ้ามี วนิพก อยู่ประจำ ตามสะพานลอย เราอาจจะสามารถขึ้นทะเบียนวนิพก ให้ช่วยเฝ้าอยู่บนสะพานลอย และคอยเป็นหูเป็นตาให้กับตำรวจ เวลามีอะไรเกิดขึ้น ให้วนิพกช่วยรายงานตำรวจ และเป็นพยาน โดยเราอาจติดป้ายตรงทางขึ้นสะพานลอยว่าเรามีวนิพกคอยเป็นหูเป็นตา ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงครับ คือเป็น "ช่วงเวลาแนะนำ ที่สามารถขึ้นสะพานลอยได้" ครับ

Top of Form

ถูกใจ

แสดงความคิดเห็น


Peter Dhammavidhu

22 มกราคม เวลา 10:36 น. · 

โพสต์ก่อนหน้าผมกล่าวถึงการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา บางท่านอาจจะเห็นภาพยังไม่ชัดเจน ผมเลยขอแนะนำแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ผมเคยทำ นั่นคือ "เจาะจุดแข็ง" ซึ่งเขาสร้างแบบสอบถามทางจิตวิทยาจากฐานข้อมูลคนนับล้านๆ คน ประกอบการการวิเคราะห์ทางจิตวิทยา ในการป้อนคำถาม ทำให้ได้ผลลัพท์ที่แม่นยำมากครับ ซึ่งผมเห็นว่าแบบทดสอบจิตวิทยานี้ หากนำมาประยุกต์เข้ากับคำสอนของพระพุทธศาสนา เรื่องของจิต และพระอภิธรรม เราจะสามารถพัฒนาแบบทดสอบทางจิตวิทยาอันยอดเยี่ยมได้ครับ โดยภาครัฐอาจจะร่วมมือกับบริษัทหรือองค์กรที่เขาทำอยู่แล้ว และซื้อลิขสิทธิ์มาใช้ในประเทศไทย ในการรับสมัครงานราชการ รับนักเรียนเข้าสถาบันการศึกษา หรือประเมินทัศนะคติ ทักษะ อัธยาศัย ของบุคคลครับ โดยส่วนตัวเมื่อผมทำแบบสอบถามนี้ ผมได้ทราบ "จุดแข็ง" ของตนเอง แต่ "จุดอ่อน" เขาไม่บอกครับ บริษัทเขาก็เก็บข้อมูลเอาไว้สามารถรู้ถึงจุดอ่อนเราได้ แต่ผมก็มีความรู้เรื่องจิตทางพระพุทธศาสนา ก็พอจะรู้จุดอ่อนตัวเองพร้อมทั้งแนวทางปรับปรุงแก้ไขอยู่ครับ ศาสตร์ทางจิตวิทยาผนวกกับคำสอนทางพระพุทธศาสนา รับรองว่ายอดเยี่ยมมากๆ ครับ

 

Peter Dhammavidhu

22 มกราคม เวลา 9:52 น. · 

วันนี้อ่านข่าวก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจที่จะพูดถึง ก็พอดีมีเรื่องโรงเรียนสาธิตฯ ซึ่งผมชอบโลโก้ของโรงเรียนนี้มากครับ แต่พออ่านรายละเอียดแล้ว ก็เป็นห่วงเล็กน้อย เพราะทางโรงเรียนจะเน้นสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพื่อปูพื้นไปสู่สายวิทย์ในระดับอุดมศึกษา ผมเห็นว่าถ้าจะจัดการเรียนการสอนเน้นเฉพาะแบบนี้ จะต้องคัดเลือกนักเรียนอย่างจริงๆ จังๆ โดยนักเรียนนั้นจะต้องมี Preference ในสายวิทย์จริงๆ (อาจใช้แบบสอบถามทางจิตวิทยาเพื่อประเมิณลักษณะนิสัย) มิฉะนั้นแล้ว เมื่อระดับ High school เป็นสายวิทย์ แล้วไปสู่อุดมศึกษาที่เป็นสายวิทย์อีก หากนักเรียนมาค้นพบตัวเองภายหลังว่าไม่ใช่แนวทางของตน มันจะแก้ไขได้ยาก แล้วนักเรียนในโรงเรียนแบบนี้ก็มีวิชาพื้นฐานทางสายศิลป์น้อย เวลาไปเรียนมหาวิทยาลัย จะเปลี่ยนไปเรียน Liberal Arts หรือสายธุรกิจ พาณิชย์ มันก็จะเป็นการยากอีกครับ อย่างไรก็ตาม ผมขอเสนอว่า ทางโรงเรียน High School แบบนี้ แม้จะมุ่งเน้นสายวิทย์ แต่ไม่ควรละเลยกเรื่องของ "ศิลป์" บ้าง เพื่อเป็น awareness หรือความตระหนักรู้ ในการดำรงชีวิตในสังคมในหลายหลายมิติมากขึ้นครับ

 

Peter Dhammavidhu

20 มกราคม เวลา 9:28 น. · 

ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเครื่องแก้วที่ดี เป็นไปได้ไหมครับที่เราจะพัฒนาต่อยอดเป็น "เครื่องแก้วคริสตัล" เพราะช่างไทยมีฝีมือและทักษะในการเรียนรู้อยู่แล้ว ผมเห็นบริษัทนำเข้าเครื่องแก้วคริสตัลสั่งทำเครื่องแก้วสไตล์ไทยจากต่างประเทศ มีบาตรน้ำมนต์ กระถางธูป ที่กรวดน้ำเป็นต้น ราคาแพงลิบลิ่ว แต่ก็สวยมากครับ เป็นไปได้ไหมครับที่คนไทยจะผลิตเองและส่งขายต่างประเทศบ้าง ยิ่งคริสตัลเครื่องประดับ คนไทยทำได้อยู่แล้ว แบบสวารอฟสุกกี้ ครับ ทุกวันนี้เห็นร้อยคริสตัลทำพวงมาลัยและสร้อยคอกัน ลองพัฒนาต่อยอดดูครับ

 

Peter Dhammavidhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ

19 มกราคม เวลา 12:30 น. · 

แต่ก่อนผมเคยคิดว่า ทำไมชาวพุทธไทยถึงต้องตั้งศาลพระภูมิ ทั้งๆที่เรามีพระรัตนไตรเป็นสรณะ แต่มาภายหลังก็รู้สึกว่า การตั้งศาลพระภูมิของคนไทยมันก็เป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะครับ แต่เวลาผมเห็นศาลพระภูมิที่มีตุ๊กตานางรำ ช้าง ม้า พลาสติก สีซีดๆ วางระเกะระกะกับดอกไม้ไหว้ที่แห้งเหี่ยว ก็พาให้นึกถึง "ตุ๊กตาชาววัง" ซึ่งผมเคยเห็นที่ศูนย์ศิลปาชีพ เลยได้ไอเดียว่า เอ.. ถ้าหากศาลพระภูมิทั่วประเทศหันมานิยมใช้ตุ๊กตาชาววังบูชาพระภูมิเจ้าที่ ก็คงจะเป็นการดี เพราะตุ๊กตาชาววังดูสีสันสดใส และวัสดุก็ดีกว่าใช้ตุ๊กตาพลาสติกซึ่งตากแดดนานไปก็สีซีดครับ ส่วนเรื่องการพัฒนาศาลพระภูมิให้สวยคลาสสิคแบบไทยๆ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเอาไว้ผมจะหยิบยกในโอกาสต่อไปนะครับ (จากเดิมที่เคยกล่าวถึงแล้วว่า ศาลพระภูมิเก่า เอาไปซ่อมทำเป็น "บ้านนก" ส่งขายต่างประเทศได้)


Peter Dhammavidhu

19 มกราคม เวลา 11:14 น. · 

ราคาทองไม่ได้ขึ้นหรือลง!!! ผมอ่านข่าวราคาทองแล้วก็คิดเล่นๆ ว่า เราจะทำยังไงถึงจะตรึงราคาทองเอาไว้ได้ ไม่ให้ขึ้น หรือไม่ให้ลง แล้วผมก็มานึกได้ว่า แท้จริงแล้ว ราคาทองไม่ได้ขึ้น แต่ตัวเลขเงินตรามูลค่าทอง มันสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพที่สะสมมาในแต่ละปี พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อสมัยที่ทองราคาบาทละหนึ่งหมื่น ก๋วยเตี๋ยวชามละ 20 บาท ทองหนึ่งบาทซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 500 ชาม มายุคนี้ทองบาทละสองหมื่น ก๋วยเตี๋ยวชามละ 35-40 ทองหนึ่งบาทซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 500 ชาม เท่าเดิม ผมกำลังหมายความว่า "สัดส่วน" ของมูลค่าทอง ที่มีต่อค่าแรง ค่าครองชีพ ค่าสินค้า และบริการ มันยังคงเดิม หรือประมาณเท่าเดิม ซึ่งตรงนี้เราหมายถึงในระยะยาว ไม่ใช่มูลค่าผันผวนจากปัจจัยส่งผลอื่นในระยะสั้น ดังนั้น ทฤษฏี "ทองซื้อก๋วยเตี๋ยว" ของผม สามารถสรุปได้ว่า มูลค่าสินค้า การบริการ และทรัพยากร ส่วนใหญ่นั้น "ผูกเข้าไว้ด้วยกันเป็นสัดส่วน" และ มีค่าตามเงินตรา หรือสกุลเงิน มากขึ้น แต่ "มูลค่าแท้จริง" ยังเท่าเดิม หรือประมาณเดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้า และบริการอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎี "ทองซื้อก๋วยเตี๋ยว" นี้ อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ ที่มูลค่าถูกลง เมื่อเทียบกับค่าครองชีพครับ

ท้ายที่สุดนี้ ด้วยทฤษฎี "ทองซื้อก๋วยเตี๋ยว" ของผม ผมขอเสนอให้นักเศรษฐศาสตร์ที่ดูแลเศรษฐกิจของชาติและของโลก ได้กำหนด "สัดส่วน" ที่ควรจะเป็น สำหรับทองคำ ราคาที่ดิน ค่าแรง ค่าครองชีพ ดอกเบี้ย ค่าสินค้า ค่าทรัพยากร ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ และค่าบริการต่างๆ โดยผูกกันไว้เป็นสัดส่วน หรือเปอร์เซ็นต์ ถ้าขึ้นก็ขึ้นด้วยกัน ถ้าลดก็ลดด้วยกัน อย่างนี้ดีไหมครับ?

พิทยา ทิศุธิวงศ์
www.meditation101.org
19 มกราคม 2561

 

Peter Dhammavidhu

19 มกราคม เวลา 10:55 น. · 

เรื่องสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์... หรือของก็อป... มีข่าวกันมาเรื่อยๆ ว่าภาครัฐจัดให้มีการทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มูลค่านับสิบนับร้อยล้านบาท ทั้งนี้ก็เพราะประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์เขากดดันรัฐบาลประเทศไทย.. ผมก็มาดูว่า สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์หลายอย่างเลยที่คุณภาพดีพอใช้ บางอันก็ก็อปเหมือนมาก คือคุณภาพดีน่าใช้ทีเดียว "แล้วทำไมต้องเอาไปใส่แบรนด์คนอื่น?" ทั้งๆที่ถ้าหากผู้ผลิตสินค้าก็อปออกแบบเองใส่แบรนด์ตัวเอง ก็จะเป็นสินค้าที่ดีในตัวของมันเองอยู่แล้ว คำตอบคือ คนไทยขี้เกียจสร้างแบรนด์ เพราะการสร้างแบรนด์มันต้องใช้ความอดทน ผมขอสนับสนุนให้ภาครัฐ หรือบริษัทการตลาดของเอกชน ยื่นมือเข้าช่วย ในการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น รวมถึงการออกแบบด้วย โดยแบ่งกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ ถ้าขายดี ประสบความสำเร็จ ก็ได้ไปด้วยกัน อย่างนี้ครับ สินค้าของไทยส่วนใหญ่ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพปานกลาง เพราะแรงงานของเรามีฝืมือ แล้วบางโรงงานก็ผลิตให้กับสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ ถ้าเราหันมาสร้างแบรนด์เอง เหมือนอย่าง "นารายา" เป็นต้นแบบ เราสามารถทำกันได้ครับ ประเทศอื่นเขาจะได้เลิกต่อว่าเราเสียที ว่าเราก็อปของเขาครับ

 

เรื่องงานสถาปัตยกรรมไทยอีกเรื่องที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ "งานติดกระจก" ซึ่งพบได้ตามวัดวาอารามต่างๆ เราจะเห็นได้ว่า งานติดกระจกสีนั้น เมื่อเวลาผ่านไป สารเคลือบกระจกเสื่อมลง ทำให้ชิ้นกระจกหม่นหมอง และมีคราบรอยเสื่อมของสารเคลือบกระจก ทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ติดกระจกนั้นดู "โทรม" ผมคิดว่า งานกระจกน่าจะใช้กับ indoor เท่านั้น แต่ถ้าจะใช้งานกระจกกับ outdoor น่าจะพัฒนาชิ้นกระจกให้มีคุณภาพดี ทนทานมากยิ่งขึ้น หรือจะพัฒนาให้เป็น "งานคริสตัล" คือกระจกหลอมรวมกับสีไปเลย ไม่ใช่แค่กระจกเคลือบสีครับ แต่ถ้าถามกันตรงๆ ผมไม่ชอบงานกระจกสักเท่าไหร่ เพราะมันทำให้ดู "เฝือ" เกินไป แต่บางแห่งทำงานกระจกแล้วก็ยอมรับว่าสวยอยู่มากครับ

พิทยา ทิศุธิวงศ์
www.meditation101.org
19 มกราคม 2561

 

วันนี้อยากจะคุยเรื่อง "ลายไทย" ครับ ซึ่งลายไทยเนี่ย เป็นพื้นฐานของสถาปัตยกรรมและงานศิลปะของไทยหลายแขนง ผมอยากให้ทุกคนสังเกตลายไทยแบบดั้งเดิม (ภาพขาวดำ) ซึ่งมีความ "แหลมคม" อยู่เกือบจะทุกลวดลาย ให้ความรู้สึกที่ ไม่นุ่มนวล แม้จะอ่อนช้อย ส่วนลายไทยแบบประยุกต์ (ภาพสีทอง/ดำ) เป็นลายที่มีความแหลมคมน้อยลง ดูนุ่มนวลขึ้น ส่วน ภายลายขาวดำที่สาม เป็นลายกรีก ซึ่งมีความอ่อนช้อย และมีส่่วนโค้งมนมากกว่า ทำให้ดูนุ่มนวล "สบายตา สบายใจกว่า" ผมเห็นว่า การอนุรักษ์ลายไทยเป็นเรื่องสำคัญ แต่การพัฒนาลายไทยก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เราสามารถทำให้ลายไทยก่อเกิดงานศิลปะ และสถาปัตยกรรม ที่ชาวโลกนิยมชมชอบกันมากขึ้นเหมือนอย่างลายกรีกครับ ซึ่งครูบาอาจารย์งานลายไทย อาจจะต้องลองหาทางพัฒนาลายไทย โดยที่ไม่ซ้ำทางกับลายกรีก และยังคงรักษาความเป็นไทย โดยอาจเพิ่มความกลมกลึงให้มากขึ้น ทำให้โดดเด่นแบบไทยๆครับ อนึ่ง หากเราคิดจะสร้างวิหารหินอ่อนที่สลักเสลาเป็นลายไทย การใช้เป็นลายไทยแบบเดิมที่มีส่วนแหลมคม อาจทำให้แตกหักง่าย คงต้องพัฒนาลายไทยแบบใหม่ ที่จะเหมาะกับงานหินอ่อนแกะสลักครับ

พิทยา ทิศุธิวงศ์
www.meditation101.org
19 มกราคม 2561

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 15:39 น. · 

ทางรัฐบาล, ธนาคาร หรือบริษัทมหาชน แห่งใดสนใจไอเดียของผมไหมครับ คือ "G2G Swap Meet" และ "G2G Market" และ "G2G Auction" ครับ ของเราเท่ห์กว่าอาลีบาบาอีกครับ คือเราเป็นตัวกลางในการจัดแลกเปลี่ยนสินค้าและทรัพยากร ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจะซื้อขาย และประมูลสินค้าและทรัพยากร ระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศดังนี้ครับ โดยเราซึ่งเป็นตัวกลางนี้ จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพและสเป็คของสินค้าให้เป็นไปตามประกาศแจ้ง และให้บริการอนุญาโตตุลาการในกรณีมีข้อพิพาท ให้บริการ insurance and freight service บริการเปิด deal ปิด deal เป็นต้นครับ โดยเราซึ่งเป็นตัวกลางจะเก็บค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายและการประมูลครับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 13:27 น. · 

ทำไมคนอเมริกันจึงมีข่าวคนคลั่งยิงกราดใช้ความรุนแรงทั้งที่เป็นสังคมของผู้มีการศึกษาดี? ผมคิดเรื่องนี้อยู่พอสมควร และพบว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมของปัญญาชน แต่ความมีปัญญานั้นไม่ได้ตั้งอยู่บน "ศีล" ที่แน่ชัด คือมีก็มีเอง ไม่มีก็ไม่มีเอง เพราะคนอเมริกันยุคนี้ ไม่ค่อยไปโบสถ์คริสต์รับศีลกันแล้ว แม้ผมจะมองว่าคำสอนศาสนาของตะวันตกยังไม่สมบูรณ์มากเหมือนของไทย แต่เขาก็มี "ศีล" ที่จะคอยกำกับ กาย วาจา ใจ ของผู้นับถือ ส่วนปัญหาอีกประการคือการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผู้ออกกฎหมายเป็นผู้มีการศึกษาดี และออกกฎหมายโดยคาดว่าประชาชนก็จะมี "ตรรกะ" ที่ดีเหมือนกันกับตน ซึ่งตรงนี้ผมต้องเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ เวลาเสนองาน ว่า สิ่งที่เราคิด มันอยู่บนพื้นฐานคือ "มาตรฐานทางความคิดของเรา" ซึ่งมันอาจใช้ไม่ได้จริงกับประชาชนคนทั่วไป ซึ่งมีการศึกษามากบ้างน้อยบ้าง และมีแบ็คกราวด์ ประสบการณ์ชีวิตต่างกันไป ซึ่งเรื่องนี้คาบเกี่ยวกับ "การสื่อสารมวลชน" ที่เผยแพร่ "การใช้ความรุนแรง" ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ หรือเกมคอมพิวเตอร์.. ผู้กำกับการสื่อมวลชน ก็ไม่ได้จำกัดการเผยแพร่มากนัก ด้วยมาตรฐานทางความคิดว่า ประชาชนจะสามารถแยกแยะถูกผิด ดีชั่วได้ ก็เพราะผู้กำกับการเหล่านั้นมีตรรกะที่ดีกว่า พาให้คิดไปว่า คนอื่นๆ ก็คงจะแยกแยะได้ดีเหมือนกับตน สำหรับประเทศไทย ปัญหาก็คล้ายๆ กัน แต่ถ้าเราควบคุมการสื่อสารมวลชนให้ดี โดยไม่ต้องไปคิดมากว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ สังคมก็จะดีขึ้นครับ เพราะประชาชนเรียนรู้จากสื่อ ได้รับอิทธิพลจากสื่ออยู่มาก สำหรับเรื่องโซเชียลมีเดีย ซึ่งไปเร็วมาก เราก็ต้องเท่าทัน และลงทุนลงแรงกับการป้องกันแก้ไขครับ สรุปคือ นักปกครองและนักบริหารราชการ เวลาคิดงาน ควรมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช้ตนเองเป็นมาตรฐานหลักครับ เหมือนนักการตลาด ที่เวลาทำตลาด เขาคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก ในการทำกลยุทธ์การตลาด ไม่ได้คิดว่า ตนเองชอบแบบไหน ผู้บริโภคก็น่าจะชอบแบบนั้น ดังนี้ครับ..

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 11:21 น. · 

ถ้าสามารถตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาได้จริง ผมขอเสนอให้สลับตำแหน่งกันระหว่างสองนิกายครับ คือถ้าหากว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงอยู่ฝ่ายธรรมยุติ ก็ขอให้ รมต กระทรวงพุทธฯ เป็นพระภิกษุจากฝ่ายมหานิกาย โดยให้ รมต เป็นสมาชิกของมหาเถรสมาคม อยู่ภายใต้กำกับการของมหาเถรสมาคมด้วยขอรับ ส่วน รมช ก็เป็นทั้งพระภิกษุและฆราวาสจากทั้งสองนิกายขอรับ ทั้งนี้ ตำแหน่ง รมต และ รมช กระทรวงพุทธฯ ควรมาจากการแต่งตั้งโดยมหาเถรสมาคม และรับรองโดยคณะองคมนตรี ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งขอรับ โดยนัยนี้ มหาเถรสมาคมเป็นเสมือน Board of Directors ส่วน รมต กระทรวงพุทธฯ เป็นเสมือน CEO ขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 10:35 น. · 

เรื่องการตรวจลงทะเบียน DNA, บันทึกเสียงและข้อมูลการใช้โทรศัพท์, และติด GPS พร้อมทั้งกล้อง ติดตั้งยานพาหนะทุกคัน ถ้าเราเกรงว่าคนไม่ดีที่ขึ้นมามีตำแหน่ง จะเอาไปใช้ในทางที่ผิด เราอาจกำหนด ให้องค์กรอิสระ เป็นผู้เก็บข้อมูลนี้ แล้วถ้าจะใช้ ให้ขออนุญาตจากศาลก็ได้ครับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 10:25 น. · 

เรื่อง มอเตอร์ไซค์ ปีนทางเท้า... ผมเห็น กทม มาติดป้าย ตรงทางเท้า ว่ามอเตอร์ไซค์ที่จอดหรือขับบนทางเท้ามีโทษปรับ 5000 บาท แล้วข้างๆ ป้ายก็มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ ผมว่า จะเขียนเสือให้วัวกลัวไปทำไม ให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามเส้นทางเท้า แล้วปรับ 300 บาท (ยกเว้นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง) ต่อครั้งก็พอครับ เพียงเท่านี้ กทม ก็จะมีรายได้มหาศาล โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจมาเฝ้าทางเท้าวิ่งไล่ปรับกัน ซึ่งมันเป็นไปได้ยากในความเป็นจริงครับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 10:17 น. · 

"สวรรค์ของอาชญากร" เขาว่ากันว่า เมืองไทยเป็นสวรรค์ของอาชญากร พวกที่ทำผิดแล้วหนีมาอยู่ในเมืองไทยกันมาก ผมขอเสนอให้แก้ไขเรื่องนี้ รวมถึงการลดอาชญากรรมในประเทศด้วย ด้วยการ (1) ตรวจลงทะเบียน DNA ชาวไทย แรงงานต่างด้าว และผู้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศไทย (ยกเว้นผู้ผ่านทาง) ทั้งหมด บันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร์ หรือระบุไว้ในบัตรประชาชน (2) ติดตั้งระบบติดตาม GPS ที่ยานพาหนะทั้งหมด ทั่วประเทศไทย โดยที่สามารถถอดออกได้ยากมาก ต้องรื้อคอนโซล จึงจะถอดออกได้ และ (3) ติดตั้งระบบกล้องบันทึกภาพตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย และรถยนต์ทุกคัน ครับ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ค่อยเข้มงวดกับการใช้กฎหมาย เราจึงต้องวางมาตรการป้องกันที่รัดกุม เพื่อลดอาชญากรรมลง คือทำให้คนไม่กล้าทำผิดครับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 10:12 น. · 

ปัญหายอดนิยมของไทยอีกอย่างขณะนี้ก็คือ "คอลเซ็นเตอร์" ที่หลอกลวงประชาชน ผมขอเสนอให้ ภาครัฐ ออกกฎหมาย "บันทึกเสียงและข้อมูลการโทรศัพท์เข้าออกของแต่ละซิม" เป็นระยะเวลา 3 เดือนเป็นอย่างน้อย และจดทะเบียนซิม โดยมีรูปภาพของผู้ใช้เบอร์ประกอบด้วย และจำกัดการใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ 5 ซิม ต่อคน ในคราวเดียวกัน ถ้าอยากจะมีมากกว่านั้นก็ต้องขออนุญาตเป็นพิเศษครับ

 

Peter Dhammavidhu

18 มกราคม เวลา 10:08 น. · 

วันนี้อยากจะคุยเรื่องกล่องพัสดุไปรษณีย์ครับ ผมเห็นว่าไปรษณีย์ไทยบริการดีขึ้น แม้จะยังมีปัญหาอยู่หลายอย่าง ยิ่งทุกวันนี้ประชาชนนิยมซื้อของออนไลน์กันมาก การส่งพัสดุไปรษณีย์ก็กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบัน กล่องพัสดุไปรษณีย์ที่ทำจากกระดาษส่วนใหญ่ใช้แล้วก็ทิ้ง ทั้งๆ ที่ยังสภาพดี ผมเห็นผู้ขายสินค้าออนไลน์บางราย นำกล่องไปรษณีย์มากลับข้างในออกข้างนอก แล้วก็ใช้ส่งได้อีก ผมจึงขอเสนอให้ทางไปรษณีย์ไทยจัดทำ "สติ๊กเกอร์ปะเต็มหน้ากล่อง" ขนาดต่างๆ เพื่อปิดทับชื่อที่อยู่และข้อมูลในการส่งคราวก่อน เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถรีไซเคิลกล่องพัสดุไปรษณีย์ได้ครับ

 

Peter Dhammavidhu

17 มกราคม เวลา 10:14 น. · 

เลยปีใหม่มาแล้ว ผมสังเกตว่าหลายปีมานี้ ทางบริษัทผู้ผลิตรังนก กับซุปไก่ เริ่มมีบรรจุภัณฑ์หลายแบบ แต่ส่่วนใหญ่ก็ยังเป็นกระเช้าพลาสติกอยู่มาก ซึ่งกระเช้าพลาสติกแบบหล่อสำเร็จรูปนี้ เมื่อดึงขวดรังนกออกแล้ว ก็แทบจะเอาไปใช้อะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะมันเป็นช่องๆ สำหรับใส่ขวดรังนกเท่านั้น อยากจะขอความร่วมมือบริษัทขายรังนก กับซุปไก่ ให้ใช้กระเช้าเครื่องสานจากวัสดุธรรมชาติครับ ทั้งนี้จะเป็นการสร้างงานรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้นก็คิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสักหน่อยครับ

 

Peter Dhammavidhu

16 มกราคม เวลา 12:37 น. · 

Rent Dilemma ทุกท่านก็คงทราบอยู่แล้วนะครับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอย แต่ห้างสรรพสินค้า และอาคารสถานที่ต่างๆ ที่มีร้านค้ามาเช่าพื้นที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ยังคงต้องจ่ายค่าเช่าราคาแพง และต้องอดทนกล้ำกลืน กับยอดขายที่น้อยลง ขายได้เท่าไรก็จ่ายค่าเช่าไปเกือบหมด ทางห้างสรรพสินค้าและเจ้าของอาคารสถานที่ ก็มีค่าใช้จ่าย fixed cost ที่จะต้องใช้จ่ายในการเปิดทำการ เช่นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าทำความสะอาด และค่าจ้างบุคลากรทำงาน ปัญหาในวงจรค่าเช่าก็คือ เมื่อผู้เช่าขายได้น้อยลง ในขณะที่ค่าเช่ายังคงสูงเหมือนเดิม ก็ต้องปิดกิจการ เมื่อปิดกิจการ ก็ต้องมีผู้มาเช่าใหม่ แต่ถ้าไม่มี รายได้รวมจากค่าเช่าของห้างสรรพสินค้าก็ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่าย ดังนี้แล้ว ห้างฯ ก็ต้องขึ้นค่าเช่า เมื่อขึ้นค่าเช่า ผู้เช่ารายอื่นที่เช่าอยู่แล้วยอดขายน้อย ก็ปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก... ผมขอเสนอว่า ทางเจ้าของห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสถานที่ ควรคำนวน "อัตราค่าเช่า" สำหรับแต่ละเดือน ที่จะทำให้ผู้เช่าสามารถอยู่ต่อไปได้ และพอเหมาะกับรายได้ และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น จึงค่อยขึ้นราคาค่าเช่า ดังนี้ เป็นการเอื้อเฟื้อ หรือ เป็น "เศรษฐกิจเอื้ออารี" ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันครับ

 

Peter Dhammavidhu

16 มกราคม เวลา 12:17 น. · 

เรื่องราคาอาหารที่สนามบินสุวรรณภูมิ.. ผมคิดว่าเมื่อ convert เป็นเงิน US หรือ Euro แล้ว ราคามันก็ปกติตามค่าครองชีพของชาวตะวันตกล่ะครับ ให้ขายราคาอย่างนี้ดีแล้ว จะได้ทำกำไรจากผู้เดินทางจากต่างประเทศบ้างครับ ส่วนว่าคนไทยอยากกินของราคาค่าครองชีพไทย ก็อาจจะเปิดร้านข้าวแกงไว้บ้างก็ได้ครับ เพราะชาวตะวันตกคงไม่ค่อยกินข้าวแกงอยู่แล้ว ก็เน้นว่าเพื่อเอื้อเฟื้อคนไทย หรือชาว AEC ที่ค่าครองชีพต่ำกว่าครับ ทำไมคนไทยจะต้องทำสินค้าหรือบริการที่ราคาถูกๆ ขายชาวโลกอยู่ร่ำไปล่ะครับ

 

Peter Dhammavidhu

15 มกราคม เวลา 13:43 น. · 

"เครื่องปั๊มน้ำ" ทุกคนที่เกิดโตมาในกรุงเทพฯ คงไม่ทราบเหมือนกันว่า "ทำไมทุกบ้านต้องมีปั๊มน้ำ?" นั่นก็เพราะแรงดันน้ำจากการประปาแรงไม่พอ ตึกแถว 4 ชั้น และคอนโด ต้องเก็บน้ำไว้บนดาดฟ้าครับ.. แล้วทุกบ้านก็ปั๊มน้ำ แย่งน้ำไปเก็บกัน ค่าเครื่องปั๊มน้ำรวมทั้งหมดแล้วเป็นเท่าไร ค่าไฟฟ้าอีกเท่าไร ผมขอเสนอทางออกให้การประปาใช้เครื่องปั๊มน้ำขนาดใหญ่ ส่งกำลังน้ำส่วนกลางให้แรงและปริมาณเพียงพอไปทุกบ้านในกรุงเทพครับ เพื่อลดการใช้เครื่องปั๊มน้ำในแต่ละครัวเรือนครับ

 

Peter Dhammavidhu

15 มกราคม เวลา 10:58 น. · 

เมืองไทยรัฐประหารบ่อย ถามกันว่าจะแก้ไขปัญหารัฐประหารได้อย่างไร ผมเสนอว่าต้องให้อำนาจคณะองคมนตรีไว้ โดยมติขององคมนตรีสามารถปลด นายกฯ, รมต, สส, สว, และข้าราชการได้ ดังนี้ แต่คณะองคมนตรีไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง เมื่อปลดแล้วก็ต้องเลือกตั้งใหม่ สรรหาใหม่ ตามกฎระเบียบครับ ดังนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร ถ้าทางทหารท่านคิดว่า รัฐบาลทำไม่ดี ฉ้อโกง ก็ให้ท่านทหารมาเสนอให้คณะองคมนตรีท่านได้ทราบ แล้วก็ปลด ก็ยุบกันไปครับ ทั้งนี้ คณะองคมนตรี น่าจะประกอบไปด้วยตัวแทนของสมาชิกสถาบันสีน้ำเงินแต่ละพระองค์ด้วยกันขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

14 มกราคม เวลา 9:02 น. · 

วันนี้ผมอ่านข่าวเรื่องประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ผมเห็นด้วยที่ว่าสังคมไทยยังใช้ระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบเหมือนชาติตะวันตกยังไม่ได้ และยังคำนึงถึงว่า เมื่อเลือกตั้งใหม่แล้วจะพ้นไปจากวังวนปัญหาการเมืองเดิมๆได้หรือไม่ ปัญหาหลักๆของประชาธิปไตยไทยคือ นักการเมืองเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งเอื้อประโยชน์อยู่กับหัวคะแนนและฐานเสียง ผู้มีอิทธิพลต้อง "จ่าย" หรือใช้อำนาจอิทธิพลของตนเพื่อ "เอื้อเฟื้อ" ประชาชนแลกกับคะแนนนิยม เมื่อได้ตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็กอบโกยผลประโยชน์กลับคืน ส่วนคนดีๆมีความรู้มีความสามารถ มีคุณธรรม ก็เล่นการเมืองลำบากถ้าไม่มีเงินทุน และไม่เขี้ยวพอที่จะอยู่ในการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่แก้ไขตรงนี้ได้ ผมขอเสริมว่าให้ยกเลิกการบริจาคเงินเข้าพรรคการเมืองและให้ กกต เป็นผู้บริหารจัดการและออกค่าใช้จ่ายในการหาเสียงทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้คนดีๆแต่ไม่มีทุน ได้เข้ามาสู่ระบบการเมืองบ้าง ส่วนท่านนายกตู่ ถ้าจะเล่นการเมือง จุดแข็งของท่านคือ คอนเนกชั่นทหารที่แน่นแฟ้น ไม่มีรัฐประหารซ้อน และไม่มีการชุมนุมประท้วง ซึ่งประชาชนอาจจะเริ่มลืมข้อดีนี้ไป ซึ่งถ้าหากผลประโยชน์ลงตัวทั้งภายในพรรคทหารและระหว่างพรรคอื่นร่วมกันก็น่าจะไปได้สวยครับ ผมเชียร์รัฐบาลแห่งชาตินะครับ แต่อาจไม่ 100% ก็ได้ ลองหาทางดูครับ

 

Peter Dhammavidhu

13 มกราคม เวลา 15:28 น. · 

ปัญหาจราจรจะแก้อย่างไร?
1. กระจายความหนาแน่นของประชากร
2. พัฒนาระบบขนส่งมวลชนและการเชื่อมต่อ
3. พัฒนาวินัยจราจรด้วยระบบ reward&punishment
4. พัฒนาระบบจราจรอัจฉริยะ ที่นำระบบ GPS ติดรถทุกคัน ใช้ร่วมกับ ระบบศูนย์ควบคุมจราจร สถานีวิทยุจราจร และ call center ร่วมกับสถานที่สำคัญทุกแห่ง
5. จัดระเบียบแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เข้าระบบเรียกผ่านแอ็พ โดยจอดรอตามจุดต่างๆ ส่วนหนึ่ง และวิ่งตระเวณอีกส่วน
6. ใช้ eco car เป็นแท็กซี่ แทนรถใหญ่
7. หาทางลดอุบัติเหตุ และแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุจราจร เคลียร์ปัญหาอุบัติเหตุอย่างรวดเร็ว
8. จัดระเบียบ จัดระบบ รถพยาบาล หน่วยกู้ภัย 4 ล้อ มอเตอร์ไซค์หน่วยกู้ภัย
9. แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากด้วนการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้พื้นถนนที่ท่วมซ้ำซาก
10. บริหารจัดการผังเมือง ให้ชุมชนที่อยู่อาศัย อยู่ใกล้สถานศึกษาและที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางไกล
11. ปรับเวลาเข้าออกงานให้เหลื่อมกันเพื่อบรรเทา rush hour หรือชั่วโมงเร่งด่วน
12. รวมสถานีน้ำมัน, NGV และ LPG เข้าด้วยกัน
13. จำกัดจำนวนยานพาหนะในแต่ละครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน เขต อำเภอ และจังหวัด
14. มีระบบช่วยเหลือรถเสีย อย่างรวดเร็ว

 

Peter Dhammavidhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ

13 มกราคม เวลา 15:04 น. · 

ปัญหาต้นไม้ริมทางเท้า กทม ถ้าจะแก้ครั้งเดียวจบ ก็น่าจะเปลี่ยนต้นไม้เป็นแบบปีนระแนงตามภาพ (ถ้าไม่ย้ายสายไฟลงดิน) ส่วนต้นประดู่ย้ายไปปลูกป่าและสวนสาธารณะ ในขณะที่ทางเท้าเปลี่ยนเป็นแบบประกอบสำเร็จรูปแล้วนำสายไฟลงดินครับ

 

Peter Dhammavidhu

13 มกราคม เวลา 9:59 น. · 

ถ้าจะให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวและปลูกพืชออร์แกนิคก็ไม่ยากครับ ให้รัฐบาลรับประกันราคาพืชหรือข้าวออร์แกนิคสูงกว่าข้าวหรือพืชธรรมดา 35% ครับ แล้วก็ให้ประเทศไทยส่งออกแต่ข้าวออร์แกนิคผ่าน บจก เทรดเดอร์ ที่รัฐบาลซื้อหุ้นเอาไว้ครับ ดังนี้ ประเทศไทยจะมีชื่อเสียงในทางที่ดีครับ

 

Peter Dhammavidhu

13 มกราคม เวลา 9:26 น. · 

ข้าวหุงกับอะไรได้บ้าง? ผมเคยเอาข้าวสารมาหุงกับน้ำผสมนมจืด UHT ลองคิดดูว่าเราจะหุงข้าวกับอะไรได้อีกเพื่อให้ชาวโลกนิยมทานข้าวมากขึ้นครับ เช่น เนยสด หรือน้ำซุป ฯลฯ

 

Peter Dhammavidhu

12 มกราคม เวลา 10:28 น. · 

“World Currency”

Talking about the fluctuation of currency value of each nation which affects the local and global economy, I received an advice that many currency problems can be eliminated by using the same currency all over the world. However, to achieve this, we have to ‘set up many levels of currency. For example, 100 cents = 1 Earth Dollar, 100 Earth Dollar = 1 Lunar, 100 Lunar = 1 Solar. As such, each country can represent monetary value for their resources, products, and services which reflects the cost of living. For example, a bowl of noodle at China Town in Los Angeles may cost 3 Lunars while a bowl of noodle at China Town in Bangkok may cost 99 Earth Dollar. Thus, every country all over the world uses the same currency, but the resources, products, and services are valued differently, more or less, as represented by the multi-level of the same world currency. When the world currency is to be implemented, each nation has to agree with the World Bank on the currency exchange rate between the World Currency and their local currency. Once the exchange rate is agreed, each nation can convert the value and set the prices of resources before the local currency is abandoned.

By www.meditation101.org
12 January 2018

 

Peter Dhammavidhu

12 มกราคม เวลา 10:16 น. · 

"World Currency" สกุลเงินของโลก.. พูดถึงเรื่อง ความผันผวนของค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแล้ว มีผู้แนะนำมาว่า ถ้าทุกประเทศทั่วโลกใช้สกุลเงินเดียวกัน ปัญหาก็จะหมดไปมาก โดยการนี้ จะต้อง "กำหนดสกุลเงินให้มีหลายลำดับชั้น" เช่นว่า 100 เซ็นต์ เป็น 1 เอิร์ทดอลล่าร์ 100 เอิร์ทดอลลาร์ เป็น 1 ลูน่าร์ และ 100 ลูน่าร์ เป็น 1 โซลาร์ ดังนี้ เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถกำหนดทรัพยากร ทั้งสินค้าและการบริการ ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมกับค่าครองชีพในประเทศของตน เช่น ก๋วยเตี๋ยวที่ไชน่าทาวน์ ลอสแองเจลิส มีราคา 3 ลูน่าร์ ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวที่เยาวราชของไทย มีราคาเพียง 99 เอิร์ทดอลลาร์ ดังนี้ เราใช้สกุลเงินเดียวกัน แต่มูลค่าของทรัพยากรแตกต่างกันไป และแทนด้วยมูลค่าเงินที่ต่างลำดับชั้นกันครับ โดยเวลาจะเริ่มใช้ แต่ละประเทศต้องตกลงกับธนาคารโลกก่อนว่า อัตราค่าเงินสกุลเดิมของตนที่ใช้อยู่ จะมีมูลค่าเป็นเท่าไหร่ของ World Currency เมื่อทราบอัตราแล้ว ก็ Convert หรือแปลงค่า แล้วนำไปใช้กำหนดราคาของสิ่งต่างๆ ต่อไปได้ครับ

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 16:54 น. · 

มีคนถามมาอีกว่า ทำไมบางดวงตราประกาศิต ออกแบบมาสวยๆ ทำไมมีฤทธิ์น้อยกว่า (หรือไม่แพร่หลายเหมือนอย่างแบรนด์อื่นๆ ประมาณนั้น) ผมขอตอบตามที่ผมเข้าใจและทราบมานะครับ ว่าเรื่องดวงตราประกาศิต หรือแบรนด์ เนี่ย "ต้องสะสมทั้งในหยาบและในละเอียด" คือหยาบๆ เราก็ทำงานไป ขยายงานไป โดยสำแดงประกาฯ ไปด้วย ละเอียดๆ ผู้เลี้ยงผู้รักษา เจ้าสี และเทพมหาพรหม ท่านก็เติมกำลัง ส่งกำลังให้ ดวงตราของท่านธัมมชโย ใช้มาพอควรก็จริง แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในงานต่างประเทศ แต่เทวดาก็รู้จักกันดี เพราะท่านเป็นเจ้าประกาฯ คือ ประกาฯที่ควบตำแหน่งศักดิ์ของเทวดา ของผมก็คล้ายๆ กันครับ แต่ผมเน้นงานต่างประเทศครับ ถ้าอยากให้โด่งดังเหมือนไมโครซอฟท์ แอพเปิล สตาร์บั๊คส์ ก็ต้องทำงานให้ก้าวหน้า แพร่หลาย แล้วสำแดงประกาฯ ไปด้วยเรื่อยๆ ควบคู่กันไปอย่างนี้ครับ ความสวยของประกาฯ เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นครับ ซึ่งจะสวยมากสวยน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพระนางแก้ว (พระนางแก้วเป็นผู้ดูแลเรื่องความสวยงาม) ประจำผู้เลี้ยงผู้รักษา ของบุคคล, หน่วยงาน, หรือองค์กร ที่ใช้ประกาฯ ท่านจะช่วยปรุงขึ้นแล้วส่งมา นอกจากนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับฝีมือของ "นายช่าง" ผู้รังสรรค์ดวงตราประกาศิต กล่าวง่ายๆ ก็คือมือออกแบบนั่นเองครับ ซึ่งออกแบบของหยาบออกมา ได้พอเหมาะพอสม กับกำลังในละเอียดครับ

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 16:40 น. · 

มีท่านถามมาว่า ทำไมดวงตราประกาฯของบางองค์กร ดูเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่นเลย หรือไม่มีความสำคัญมากนัก แต่กลับมีกำลังงานขององค์กรมาก ผมขอตอบเท่าที่พอจะรู้ ผสมทั้งเรื่องละเอียด กับเรื่องหยาบนะขอรับ คือดวงตรานั้น มีกำลังจาก เจ้าสี ผู้เลี้ยงผู้รักษา และเทพผู้ดูแลประกาฯ ซึ่งก็คือเหล่าท่านมหาพรหม เจ้าสีท่านก็ส่งกำลังมาหล่อเลี้ยง ส่วนเทพผู้ดูแลรักษาดวงตราประกา(ศิต) ก็คอยดูแล ยิ่งใช้ ยิ่งแสดง ยิ่งประกาศ ประกอบกับ "การงาน" ที่ "กำกับ" ดวงตราประกาฯ นั้น ใช้บ่อยเข้า กำลังก็สะสมมากขึ้น จนสำแดงไปได้ทั่วโลก ส่วนหยาบๆ ก็มีผลทางจิตวิทยา ตามองค์ความรู้ในเรื่องแบรนด์ คือเราสร้างแบรนด์ ถ้าโลโก้เราสวย สะดุดตา จำง่าย และมีผลต่อจิตใจในแง่บวกหรือลบ นั่นก็คือใจที่รับรู้ได้ขอรับ และเมื่อเราใช้โลโก้ในการทำผลงาน ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่มีคุณภาพ คนก็จะจดจำติดใจ ว่า เมื่อเห็นแบรนด์นี้ คือบริการ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ ที่ดีมีคุณภาพ หรือไม่ดี ไม่มีคุณภาพขอรับ โดยย่อคือ นอกจากลักษณะของโลโก้หรือประกาฯ แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยอีกขอรับ ส่วนตัวอย่างด้านล่างนี้คือ โลโก้ที่มี "มกุฎดารา" ดาวยอดมงกุฎ ส่งผลเป็นความโดดเด่น และมีดาว อีกสองดวงสองข้าง เจ้าสี คือสีขาว ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นบาปอกุศล สีดำเป็นแบ็คกราวด์ สีเขียว เป็นแบ็คกราวด์ สีสำคัญ คือสีขาว ทำให้มีความโดดเด่น ใน 3 สี ที่ร่วมกันส่งกำลัง ดังนี้ขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 15:43 น. · 

ถามมาเรื่องหมวกกันน็อค.. สาเหตุที่ประชาชนไม่ค่อยใส่กันให้เรียบร้อย ถึงใส่ก็ไม่ใส่สายรัดคาง ใส่กันแบบขอไปที ก็เพราะหมวกกันน็อคใส่แล้วร้อนครับ แล้วบางคนรีบไปรีบมาก็ไม่ตั้งใจใส่ให้ดี ให้ปลอดภัย บางคนก็อยากจะรับโทรศัพท์ขณะขี่มอเตอร์ไซค์อีก บางคนก็กลัวผมเสียทรง ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่า ถ้าแก้การออกแบบหมวกกันน็อคเสียใหม่ ก็จะช่วยลดปัญหาได้มากครับ คือหมวกกันน็อคทำคล้ายๆ หมวกขี่จักรยานที่ระบายอากาศได้ดี แล้วไม่ทำผมเสียทรงมาก อาจจะเพิ่มส่วนลงมา เพื่อปิดบางส่วนสำคัญของศีรษะ แล้วก็ออกแบบให้เสียบ small talk เข้ากับโทรศัพท์มือถือ (คล้ายๆ นวัตกรรมที่ผมออกแบบไปครับ) แล้วพลาสติกใสบังตา ก็เลื่อนขึ้นลงได้ สายรัดคางก็เลื่อนขึ้นลงมาครอบคางได้ ใส่ง่าย ใส่สะดวก ออกแบบสวยๆ ทำแบบเก๋ไก๋ จนเป็นแฟชั่น ใครๆ ก็อยากใส่ครับ หรืออาจจะมีหมวกกันน็อค ลายดีไซเนอร์ก็ได้ครับ ใครถูกตำรวจจับได้ว่าไม่ใส่หมวกกันน็อค ก็โดนหักคะแนน บันทึกไว้ในระบบของกรมขนส่ง ถ้าโดนหักคะแนนมาก ก็โดนปรับมากเวลาไปต่อใบขับขี่ที่ที่ทำการขนส่งฯ แต่ถ้าไม่อยากปรับเงิน ก็ทำโทษด้วยการให้เข้าอบรมนานขึ้น หรือจะมีระบบ Reward (รางวัล) สำหรับคนใส่ และ Punishment (ทำโทษ) สำหรับคนไม่ใส่ ดังนี้ขอรับ... ผมขอเสริมเล็กน้อยว่า ผมทึ่งกับคนขี่มอเตอร์ไซค์มากครับ บางคนมือข้างหนึ่งถือสมาร์ทโฟนจ่อปากคุยไป แล้วก็นั่งซ้อนมาสองสามคน มือข้างหนึ่งก็จับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ขับมุดไปมุดมา ไม่รู้ทำได้ยังไงขอรับ https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/f7f/1/16/1f60a.png^_^

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 15:06 น. · 

ถามมาว่า จะให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ ไปซื้อที่ร้านโชว์ห่วย หรือไปที่ร้านสะดวกซื้อดี.. ผมคิดว่า "ได้ทั้ง 2 แห่ง" ครับ คือร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีสินค้า "บริโภคฟุ่มเฟือย" ให้จำกัดซื้อได้เฉพาะสินค้าบางตัวเท่านั้น แต่เรื่องราคาก็คงเป็นราคาของร้านสะดวกซื้อ ส่วนร้านโชว์ห่วยก็ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้ดูดี ขายแต่สินค้าจำเป็น และเป็นสินค้าที่ภาครัฐอุ้มราคาเอาไว้ หรือธุรกิจที่ภาครัฐถือหุ้นเป็นเจ้าของ (เคยกล่าวถึงแล้ว เรื่องแปลงบรรษัทเอกชนเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยภาครัฐเข้าไปถือหุ้น) หรือมีภาคธุรกิจร่วมโครงการ สินค้าก็จะถูกกว่า ร้านสะดวกซื้อขอรับ อ่อ.. ผู้พิการ.. คนชรา.. และผู้บริจาคโลหิต มีสิทธิ์ได้เงินสวัสดิการประชารัฐเพิ่ม ก็ดีนะครับ

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 14:47 น. · 

ความซบเซาของร้านหนังสือ.. ยุคนี้ร้านหนังสือขายได้น้อยลง เพราะคนส่วนใหญ่นิยมเล่นแต่โซเชียลเน็ตเวิร์คผ่านสมาร์ทโฟน แต่ผมเห็นที่เซ็นปิ่นฯว่า ร้านขายหนังสือที่มีร้านกาแฟอยู่ด้วย ก็ยังดูคึกคัก ส่วนร้านหนังสือที่ขาย accessory ก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ ลองเปิดร้านกาแฟแบรนด์เนม ในร้านหนังสือดูครับ ให้ลูกค้ามานั่งชิล ใครซื้อกาแฟ มีส่วนลดซื้อหนังสือได้ และมีบริการขาย E-Book ให้ดาวโหลดเข้าแท็บเล็ท โดยจ่ายเงินที่ร้านหนังสือ ไม่ต้องซื้อด้วยบัตรเครดิต ผ่านแอพ อย่างนี้ก็ดีครับ

 

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 14:19 น. · 

ถามมาเรื่องล็อตเตอรี่... เท้าความว่า ผมเคยซื้อล็อตเตอรี่ ที่อเมริกา ยุคนั้นเขาใช้กระดาษฝนดินสอช่องตัวเลข 6 ตัวเลข แล้วเสียบกระดาษเข้าเครื่อง เครื่องจะพิมพ์ใบล็อตเตอรี่ออกมา จะซื้อกี่ชุดก็ได้ หรือจะให้เครื่องสุ่มตัวเลขให้ก็ได้ ถ้าถูกตรงครบตัวเลขทั้ง 6 ตัว ถึงจะได้รางวัล ถ้าถูกหลายคนก็ต้องแบ่งกัน ถ้างวดไหนไม่มีใครถูก ก็ยกยอดไปงวดถัดไป รางวัลก็มากขึ้น ส่วนเมืองไทยใช้ล็อตเตอรี่กระดาษ ก็คลาสสิคดี มีคนคิดว่าจะใช้ล็อตเตอรี่ออนไลน์ ก็คงคล้ายๆ ในอเมริกาใช่ไหมครับ ทีนี้ เราก็ต้องดูจุดประสงค์ของการกิจการล็อตเตอรี่ ว่าเราทำไปเพราะอะไร ถ้ารัฐบาลทำล็อตเตอรี่ เพื่อหาเงินเข้ารัฐฯ ก็ทำล็อตเตอรี่ออนไลน์ได้เงินมากกว่า โดยอาจฝากขายที่เซเว่น หรือให้ภาคประชาชน "เช่าเครื่อง" ไปทำตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลทำล็อตเตอรี่ เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การขายล็อตเตอรี่กระดาษก็ดีอยู่แล้ว ช่วยให้ประชาชน และคนพิการ ได้ขายล็อตเตอรี่ทำกำไรโดยตรงครับ แต่ถ้าคิดว่าจะทำแบบออนไลน์แล้วให้คนขาย และคนพิการขายได้ ก็ให้ทำเครื่องออกใบล็อตเตอรี่ คล้ายๆ แบบอุปกรณ์พกพา เหมือนที่การประปา เขาทำเวลาตรวจมิเตอร์น้ำ คนขายก็เดินไปเรื่อยๆ ใครอยากซื้อก็เรียกหา (แบบนี้ไม่มีใบล็อตเตอรี่เหลือ) อย่างนี้ก็ไม่ต้องเข้าเซเว่น แต่เราก็ต้องมีมาตรการความปลอดภัย ป้องกันการแฮ็ค หรือลวงกันครับ

 

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 14:06 น. · 

Paper Organization VS. E-Organization เคยเห็นไหมครับ หน่วยงานราชการ หรือองค์กรใหญ่ ที่มีลำดับขั้นเชิงซ้อนอยู่มาก เวลาบริหารงาน มีการตรวจสอบ รับรองด้วยกระดาษ ทำให้มี paper work มากมาย เซ็นแล้ว เซ็นอีก แล้วก็ต้องเอากระดาษไปเก็บ ไปทำไมโครฟิลม์ กลายเป็นองค์กรที่มากไปด้วย hierarchy ซึ่งออกแบบมาเพื่อกันการโกงก็เป็นได้ แต่สุดท้ายก็ทำงานการดำเนินงานขององค์กรนั้น "เทอะทะ" และ "เชื่องช้า" ถ้าเราดูงานของธนาคาร เวลา teller เขาติดขัดอะไร เขาจะเรียกหาหัวหน้า แล้วหัวหน้าก็รูดบัตรที่แขวนคอเอาไว้ "ปรื๊ด" แล้วธุรกรรมก็ผ่านไปได้ แต่ผมก็ไม่อยากให้พึ่งพาระบบอิเลคทรอนิคส์อย่างนี้มากจนเกินไป วิธีง่ายๆ ก็คือ ภายในสำนักงานต้องมี auditor หนึ่งคน คอยประทับตราและเซ็นรับรอง อนุญาต หรือนุมัติ ความเปลี่ยนแปลง หรือรับทราบความผิดพลาด ในกรณีที่ เกิด ช่องว่างสะดุด ในการบริหารงานขององค์กร เพราะกฎกติกาที่วางไว้ หรือกฎระเบียบที่ทำให้เกิดอุปสรรคในงานครับ โดย auditor หรือผู้ตรวจสอบไม่มีหน้าที่ในการดำเนินงาน มีหน้าที่เฉพาะในการใช้ดุลยพินิจตัดสินใจ เพื่อลัดขั้นตอน ลดความซับซ้อนลง ด้วยอำนาจที่ให้ไว้มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับอาการติดขัดในสำนักงานให้ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นครับ ดังนี้แล้ว อาจจะเรียกว่า "ม.4" เล็กๆ ก็ได้ แต่ auditor นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับ auditor ใหญ่ คอยรายงาน และถูกตรวจสอบ และสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการ "ฮั้ว" กัน กับคนในสำนักงานครับ 

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 13:39 น. · 

เป็นไปได้ไหมครับ ที่เราจะรวมปั๊มน้ำมัน และปั๊มแก๊สเข้าด้วยกัน บางคนรถติดแก๊ส ไปในถิ่นที่ไม่คุ้น หาปั๊มแก๊สไม่เจอ ก็ลำบากครับ ผมคิดว่าถ้าเรามีมาตรการทางความปลอดภัยที่ดี ปั๊มน้ำมัน กับปั๊มแก๊ส ที่จะเปิดใหม่ ควรจะรวมกันได้ครับ

 

Peter Dhammavidhu

11 มกราคม เวลา 12:25 น. · 

ตราธงฟ้ากำลังหย่อนไปครับ ควรจะเติม "ดาว" สีขาว หรือ สีฟ้า เข้าไปครับ หรือใส่ดวงตรา ที่เกี่ยวกับประชาชน และสิ่งอุปโภคบริโภค เช่น รวงข้าวไขว้คู่กัน ครับ ถ้ากำลังธงอ่อนไป เวลาเปลี่ยนรัฐบาล งานธงฟ้าอาจได้รับความสำคัญน้อยลง หรือตั้งอยู่ได้ไม่มั่นคงครับ ถ้าจะให้ดี ใช้ "สีน้ำเงิน" ควบคู่กับ "สีฟ้า" และ "สีขาว" ดังนี้.. กำลังธงจะแรงขึ้นและเข้มแข็งขึ้นขอรับ แล้วงานธงฟ้าจะเป็นไปได้ด้วยดีขอรับ

 

Peter Dhammavidhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ

11 มกราคม เวลา 11:56 น. · 

อึดอัดกับทางเท้าในกรุงเทพฯ ใช่ไหมครับ และไม่อยากให้แพร่ระบาดในเมืองต่างจังหวัด ผมขอเสนอ "ทางเท้าสำเร็จรูป" โดยนำแนวคิดมาจาก "รั้วคอนกรีตสำเร็จรูป" และ "คันปูนสำเร็จรูป (ที่วางตามที่จอดรถ)" ซึ่งยืดหยุ่นได้ เวลาแผ่นดินทรุดตัว และสามารถรื้อถอน เคลื่อนย้ายได้ เวลาที่มีการขยายถนน หรือยกระดับถนน ถ้าหล่อคอนกรีตทั้งชิ้นแบบนี้ วัชพืชก็จะแทรกตัวขึ้นได้ยากเช่นกันครับ เวลาเสียหาย ก็เปลี่ยนหรือซ่อมเฉพาะชิ้นไปครับ แต่จะทำยังไงไม่ให้มอเตอร์ไซค์ปีนขึ้นทางเท้า ยังคิดอยู่ครับ น่าจะติดกล้องถ่ายภาพทะเบียนรถ แล้วส่งใบปรับไปอัตโนมัติเลยครับ มีผู้เสนอมาว่า น่าจะนำเศษวัสดุก่อสร้างมาผสมแล้วหล่อเป็นทางเท้าสำเร็จรูปครับ

 

Peter Dhammavidhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ

10 มกราคม เวลา 16:22 น. · 

ชุดไทยจิตรลดา ห่มสไบผ้าไหมเฉวียงบ่าแบบการบินไทย โดยสไบทำจากผ้าทอลายแบบต่างๆ ตามสีประจำวัน แทนที่เราจะเล่นลายทอที่ผ้านุ่ง เราเล่นลายที่สไบแทน ส่วนเสื้อและกระโปรงก็ทำเป็นสีเรียบ แล้วบนสไบก็ติดเข็มกลัดประดับ อย่างนี้ครับ เป็น Siam Renaissance แต่ผมคิดอยู่ว่า ชุดไทยจิตรลดา ทำแขนเสื้อเป็นแขนสามส่วนนั้นสมควรหรือไม่ครับ

 

Peter Dhammavidhu

10 มกราคม เวลา 14:13 น. · 

"เมืองบาดาล" - Siam Underwater City: ผมเคยเสนอมาก่อนแล้วครับว่าแหล่งดำน้ำตามธรรมชาติเสื่อมลงเพราะการท่องเที่ยว ผมคิดว่าเราน่าจะสร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้น คล้ายๆ กับที่เขาสร้างดิสนีย์แลนด์ โดยไม่ต้องไปรบกวนธรรมชาติมาก ประเทศไทยมีอุณหภูมิพอเหมาะจะสร้าง Underwater City สำหรับดำน้ำเล่นกันครับ โดยอาจใช้บ่อเหมืองเก่า มาพัฒนาสร้างเมืองใต้น้ำ มีการสอนดำน้ำ และเปิดให้ดำน้ำเล่น หรือแต่งงานกันใต้น้ำ โดยมีสิ่งปลูกสร้างและประติมากรรมแบบไทยๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ และมีห้องกระจกใต้น้ำคล้ายๆ อะควาเรียม ทำเป็นห้องอาหารและโรงแรมครับ

 

Peter Dhammavidhu

10 มกราคม เวลา 13:43 น. · 

เศรษฐกิจยุคดิจิทัลผู้คนอาจจะใช้ธนบัตรน้อยลง และใช้เงินอิเลคทรอนิคส์กันมากขึ้น โอนกันไป โอนกันมา จ่ายกันไป จ่ายกันมา โดยประชาชนไม่ได้จับเงิน เหมือนอย่างการ ซื้อขายมูลค่าทองซึ่งคนซื้อก็ไม่ได้รับทองแท่งมา เพียงแต่ได้เอกสารกำกับเท่านั้น เราต้องพร้อมที่จะรับมือกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล คือภาครัฐ ส่งตัวเลขออกมา แทนค่าเงิน แล้วก็กระจายไปเข้าบัญชีของธนาคารพาณิชย์ หรือหน่วยงานภาครัฐ และวิสาหกิจ แล้วผู้รับตัวเลข ก็เอาตัวเลขมาจ่าย เวลารับก็รับเป็นตัวเลข ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ e-money โดยที่ไม่ได้จับธนบัตรกระดาษเป็นฟ่อนๆ เหมือนก่อน แล้วอะไรคือมูลค่าที่แท้จริงของตัวเลขเหล่านี้? นั่นก็คือ มูลค่าของทรัพยากรทั้ง สินค้าและ การบริการของประเทศ รวมถึง ความเชื่อมั่นและความมั่นใจที่มีต่อประเทศนั้นๆ ครับ (คล้ายๆ กับสหรัฐฯ) เราต้องเตรียมพร้อมรับกับสิ่งนี้กันแล้วขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

10 มกราคม เวลา 13:00 น. · 

"เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เพิ่มจาก 200 บาท เป็น 500 บาท ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ ผมมีข้อเสนอว่า "ร้านธงฟ้า" ที่เข้าร่วมโครงการให้ผู้ใช้สิทธิ์ไปใช้จ่ายนั้น เป็นร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขายของดีพอสมควร ในราคาไม่แพง หรือเป็นสินค้าที่ภาครัฐอุ้มราคาไว้ แล้วนำมาขายต่อในร้านธงฟ้า อย่างเช่นข้าวสาร เป็นต้น โดย "ไม่จำหน้ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่" ให้กับผู้ใช้บัตรสวัสดิการฯ นอกจากนี้ผมขอเสนอว่า เราอาจเพิ่มยอดวงเงินบัตรสวัสดิการ โดยแลกเปลี่ยนกับ "ความดี" บางอย่างของผู้ใช้บัตร เช่น ผู้ใช้บัตรทำงานเป็น "จิตอาสา" ตามวัดและองค์กรสาธารณกุศลในวันหยุด หรือหลังเลิกงาน เช่นกวาดวัด พาคนข้ามถนน และให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว เป็นต้น โดยเจ้าอาวาสและทางองค์กรสาธารณกุศลสามารถรับรองงาน "จิตอาสา" นั้นๆ นอกจากนี้ บัตรสวัสดิการ อาจให้วงเงินพิเศษแด่ผู้ที่ "เลี้ยงดูบิดามารดา" หรือ "มีบุตร 2 คน" (เพื่อแก้ไขสังคมผู้สูงวัย) โดยนัยนี้ คล้ายๆ กับการ "หักภาษีเงินได้" แต่คนจนไม่ได้ยื่นภาษี เราก็จัดสรรกระจายผลประโยชน์ให้ในรูปแบบนี้แทนขอรับ

Peter Dhammavidhu

9 มกราคม เวลา 19:08 น. · 

เรื่องบัตรทองกับประกันสังคม ทางฝั่งผมขอเสนอว่า การรักษาพยาบาลควรรวบเป็นระบบเดียวกัน แต่ผู้ที่ทำประกันสังคมควรมีสิทธิ์พิเศษเพิ่มเติม เช่นได้ห้องพักรักษาเดี่ยว หรือได้คิวรักษาเร็วกว่าทั่วไป ส่วนสวัสดิการอื่นๆของประกันสังคมให้แยกไปต่างหากไม่รวมกับเรื่องรักษาพยาบาลขอรับ ดังนี้..

Peter Dhammavidhu

9 มกราคม เวลา 16:15 น. · 

ถ้าลดภาษีแล้วภาครัฐจะมีรายได้จากที่ไหนมาบริหารประเทศ? ผมเสนอไปเรื่องค่าแรง ซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงานและผู้มีรายได้ปานกลาง เราอาจจะเก็บภาษีมากขึ้นจากผู้มีรายได้สูง หรือหารายได้ให้กับรัฐในรูปแบบอื่นๆ เช่นภาครัฐอาจซื้อหุ้นบริษัทเอกชน แล้วแปลงเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำกำไรได้ แล้วก็น่าคิดว่า หากประเทศไทยมีธุรกิจที่ไม่ใช้แรงงานมากนัก เราจะมีปัญหาเรื่องค่าแรงน้อยลง อย่างเช่นธุรกิจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และที่ใช้หุ่นยนต์ ถามว่าถ้าเช่นนั้นคนจะตกงานกันเยอะไหม แต่ผู้ใช้แรงงานส่วนมากในยุคนี้ก็เป็นคนต่างด้าว แล้วคนไทยไปทำงานอะไรกัน? ถ้าผมให้ผมคิดถึงคนในประเทศต่างๆ ที่ทำงาน คนจีนทำงานหนักและเหนื่อย คนญี่ปุ่นก็เครียด คนอเมริกันทำงานชิลๆ ชีวิตดีกว่า ผม position ว่า คนไทยควรจะทำงานและมีความสุขกับชีวิต ได้ทำบุญทำกุศล มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขกับครอบครัว ไม่ควรเครียด ไม่ควรเหนื่อยเกินไป เมื่อมีชีวิตก็อยู่อย่างมีความสุข เมื่อตายแล้วก็ได้ไปสวรรค์ไปนิพพาน อย่างนี้ (บางทีเหนื่อยแล้วก็ได้เงินน้อย หรือทำงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม) เป็นไอเดียพอสังเขป ดังนี้ครับ

Peter Dhammavidhu

9 มกราคม เวลา 16:00 น. · 

"เพิ่มค่าแรง" เรื่องเพิ่มค่าแรงนี่เป็นปัญหา "งูกินหาง" พอค่าแรงเพิ่ม ต้นทุนการผลิตสินค้าก็เพิ่ม สุดท้ายราคาสินค้าก็ต้องเพิ่ม พอราคาสินค้าเพิ่ม ค่าครองชีพก็เพิ่ม พอค่าครองชีพเพิ่มก็มาขอค่าแรงเพิ่มกันอีก มันกันเป็นวัฏจักรอย่างนี้ ที่ทำให้เงินเฟ้อ ก๋วยเตี๋ยวจากชามละสลึง มาเป็นสี่สิบบาท ก็เพราะอย่างนี้ครับ ทีนี้ เราควรจะหาวิธีอื่นแก้ไขค่าครองชีพที่สูง เช่นลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือจัดสรรสวัสดิการ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ตรึงราคาสินค้าจำเป็น หรือเปิดให้หักภาษีจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน หาวิธีอื่น ชดเชย หรือแทนที่ การขึ้นค่าแรงครับ

Peter Dhammavidhu

9 มกราคม เวลา 8:21 น. · 

ป้ายไวนิล เมื่อใช้เสร็จแล้วกลายเป็นขยะที่กำจัดได้ยาก ผมขอเสนอให้ใช้ป้ายผ้าใยธรรมชาติ สกรีนสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนครับ เราอาจจะต้องคิดค้นเครื่องสกรีนป้ายผ้าให้มาแทนที่เครื่องพิมพ์ป้ายไวนิลครับ


Peter Dhammavidhu

8 มกราคม เวลา 14:43 น. · 

อย่าให้คน "ตกใจ" เศรษฐกิจ... ร้านค้าบ่นกันว่า ค่าเงินบาทแข็งตัว ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปมาก อันที่จริงน่าจะเป็นแค่ "อาการตกใจ" ทางเศรษฐกิจ เพราะสมัยที่เงินบาทแค่ 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ คนก็ยังมาเที่ยวกันเยอะแยะครับ เหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งตัว อาจเป็น เพียงแค่เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรหุ้นไทย เพื่อหวังทำกำไรระยะสั้นแล้วถอนกลับ ไม่รู้ว่าเป็น QE ด้วยหรือเปล่านะครับ ดังนี้ จะเป็นเหมือนแค่ฟองสบู่ ถ้าหากนักลงทุนต่างชาติถอนกลับ ก็จะเกิดอาการ "ตกใจ" อีก ภาครัฐต้องระวัง อย่าให้ประชาชน "ตกใจ" กับการเพิ่ม การลด ของปัจจัยร่วมทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ราคาทอง ราคาหุ้น และราคาพืชผล เป็นต้นครับ ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่าง "smooth" ครับ คือมี timing ที่ดีครับ สำหรับช่วงนี้ ขอให้ระวัง speculation หรือเก็งกำไรค่าเงินบาทด้วยครับ เพราะผมดูแล้ว มันไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจใดๆ ที่ส่งสัญญาณเชิงบวกของปัจจัยภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นบนพื้นฐานของการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรนะครับ

 

Peter Dhammavidhu

8 มกราคม เวลา 12:28 น. · 

วันนี้ผมอ่านข่าวเรื่องสกัดนายกฯคนนอก แล้วคิดว่า เมื่อสภาพบ้านเมืองกลับเข้าสู่ปกติแล้ว น่าจะมีการเลือกนายกฯ แบบเลือกโดยตรงทั่วประเทศโดยประชาชน โดยผู้สมัครต้องเปิดเผยทีม รมต. ทุกกระทรวงที่จะเข้ามาทำงาน ในระหว่างหาเสียง และการหาเสียงนั้นจัดสรรให้โอกาสเท่าเทียมกันโดย กกต ผู้สมัครไม่ต้องออกเงินเอง ทั้งนี้ผู้สมัครจะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ได้ ส่วน ส.ส. ก็เลือกตามเขตทั่วประเทศตามปกติและมีหน้าที่หลักในการออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีตำแหน่งบริหาร ส่วน ส.ว. มาจากการแต่งตั้งล้วนๆ ทั้งนี้ ให้คณะองคมนตรีมีอำนาจปลดได้ทั้งสามส่วนคือรัฐบาล ส.ส และ ส.ว. โดยที่สมาชิกสถาบันสีน้ำเงินมีองคมนตรีเป็นตัวแทนอยู่ในสภาองคมนตรี ดังนี้ขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

6 มกราคม · 

เงินบาทแข็งค่า.. ผมว่าแทนที่แบ็งค์ชาติจะเอาเงินมาแทรกแซง น่าจะเอาเงินบาทไปแลกเงินดอลล่าร์ แล้วใช้เงินดอลล่าร์ซื้อหุ้น ซื้อทองคำ หรือซื้อพันธบัตรในต่างประเทศครับ แต่ผมขอแนะนำให้ใช้เงินบาทซื้อทองคำจากต่างประเทศ แล้วนำทองคำนั้นไปเข้าคลัง back up เงินบาทอีกที ซื้อจนกว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงกลับมาเท่าเดิมครับ ลองดูนะครับ

Peter Dhammavidhu

6 มกราคม · 

เรื่อง ดวงตราราชการ..
จากความรู้เรื่อง "ดวงตราประกาศิต" ซึ่งมีกำลังหล่อเลี้ยง และมีอิทธิพลโดยตรงต่อบุคคลและองค์กรที่ใช้ดวงตรานั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ดวงตราสีแดง ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นดวงตราที่ "ดุดัน" และ "ทรงอำนาจ" แต่ก็จะมีทั้งคุณและโทษอยู่ในตัว จะสังเกตได้ว่าข้าราชการมักจะ "ดุ" ประชาชน และ "วางอำนาจ" ต่อประชาชนอยู่บ่อยๆ แต่ผมพอทราบอยู่ว่า เป็นดวงตรา "ราชาแห่งนก" ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายน์ แต่ดวงตราที่ใช้อยู่ไม่ใช่หัวหน้าราชาแห่งนก แต่เป็นระดับหย่อนลงมา ถ้าจะเป็นประธานราชาแห่งนก ต้องเป็นท่านท้าวจตุโลกบาล ซึ่งท่านทรงธรรมด้วย แต่ก็มีผู้เสนอมาว่าตรา "ช้างเอราวัณ" ก็น่าสน ผมทราบดีว่า เรื่องดวงตรา ราชการนี้ เป็นสิ่งที่ใช้กันมานาน และเป็นเรื่อง Sensitive ที่จะเข้าไปแตะต้อง จึงต้องออกตัวขอประทานอภัยไว้ล่วงหน้าด้วยขอรับ แต่อยากจะให้ครูบาอาจารย์ ผู้รู้แจ้งทั้งหลายได้ลองตรวจตราดูว่าเป็นดังผมว่าหรือไม่ งานราชการของไทย จึงมักมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ อนึ่ง สีของนกที่ใช้ก็มีส่วนสำคัญ ถ้าไม่อยากเปลี่ยนดวงตรา อาจเปลี่ยนเพียงแค่สี คือเปลี่ยนเป็นนกสีทอง แล้วดวงตราประกาศิตแห่งราชการ ก็จะมีคุณมากขึ้น มีโทษน้อยลงขอรับ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดฯ

 

Peter Dhammavidhu

6 มกราคม · 

"กำลังธง" ธงชาติเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ ซึ่งผู้เลี้ยงผู้รักษาและจ้าวสี ท่านส่งกำลังหล่อเลี้ยงอยู่ทุกวันเวลา ธงชาติไทยในปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตก แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาส่งมาให้เป็นไป เมื่อเทียบกับนานๆอารยประเทศ ธงชาติไทยยังมีกำลังอ่อนอยู่ และเคยทราบมาว่า การที่แถบสีแดง แบ่งเป็นสองแถบ แถบสีขาว แบ่งเป็นสองแถบ ก็มีส่วนทำให้ชาติเป็นสองฝักสองฝ่าย เช่นเดียวกับฝ่ายศาสนจักร ซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่ายเช่นกัน ผมจึงคิดหาทางว่า จะทำอย่างไร กำลังธง ของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ได้ จึงทราบว่า ต้องใส่ดวงตราของสถาบันสีน้ำเงินลงไป โดยอาจใช้สีทอง หรือสีขาว หรือสีขาวลายเส้นสีทอง หรือสีเหลือง ตามแต่จะเห็นสมควร ดังนี้แล้ว ผู้เลี้ยงผู้รักษา และจ้าวสี ผู้ดูแลประกาศิต จะส่งกำลังมาให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าเป็นมหาอำนาจซึ่งเป็นที่เกรงขามของโลกได้ นอกจากนี้ยังจะมีผลให้สถาบันสีน้ำเงินประดิษฐานมั่นคงสถาพรเคียงคู่ชาติไทยยืนยาวนานต่อไปขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

ฝากมาว่าอยากให้มี "โค้ชชิ่ง" ในคุกครับ เราอาจปรับทัศนคติว่า คุกไม่ใช่ที่ทำโทษ แต่เป็นโรงเรียน หรือ แคมป์ สำหรับ rehabilitation ปรับลักษณะนิสัย ถ้าพระสงฆ์ และแม่ชี ได้เรียนรู้การสอนแบบโค้ชชิ่ง ซึ่งมีทั้งธรรมะ และความรู้ทางโลก เช่นหลักจิตวิทยา และความรู้รอบตัว และไปเป็นโค้ชให้ตามโรงเรียน เรือนจำ ชุมชน ฯลฯ ก็น่าจะดีมากๆ ครับ

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

คนเรามีมาตรฐานทางความคิดต่างกันไป เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิต ความรู้ อุดมคติ อคติ และทัศนคติที่สั่งสมมา ถ้าหากบุคคลในกลุ่ม หรือสังคม สามารถยอมรับ ความแตกต่างทั้งในเชิงบวกและเชิงลบของบุคคลอื่นได้ อย่างน้อย 20% บุคคลจะสามารถสร้างความสมัครสมานในระดับที่ยอมรับได้ระหว่างกันและกัน และก่อให้เกิดทีม, กลุ่มย่อย, กลุ่มใหญ่ และหมู่คณะ ภายในสังคมหนึ่งๆ โดยอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ได้ครับ
โดย Pittaya Wong
www.meditation101.org
5 มกราคม 2560

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

"พระหล่อพระ" .. ในเมืองไทยมีการหล่อพระพุทธรูปกันมากครับ บางที่มีมากจนไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหน ผมขอเสนอให้ประชาชนนำพระพุทธรูปที่มีมากเกินไป นำมาหล่อเป็นพระประธานองค์ใหญ่ แล้วประดิษฐาน ณ พุทธมณฑล ประจำจังหวัด ครับ ทั้งนี้รวมถึงเหรียญพระเครื่องต่างๆ ด้วยครับ

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

ประเทศในทวีปแอฟริกามีสินแร่และอัญมณีมากมาย แต่สภาพภูมิอากาศและแผ่นดิน ไม่เอื้อเฟื้อต่อการเพาะปลูก บางประเทศก็อดอยาก ประเทศไทยน่าจะเสนอแลกข้าว พืชผล กับ สินแร่และอัญมณี ของแอฟริกา แล้วนำอัญมณีมาให้อุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของไทยใช้เป็นวัตถุดิบ ทำเครื่องประดับแล้วขายให้ชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวประเทศไทยครับ แต่สินแร่ และอัญมณีของแอฟริกานั้นนำออกมาแล้วก็หมดไป ประเทศไทยควรสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการเกษตรให้กับประเทศในทวีปแอฟริกาด้วยครับ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง แม้ทรัพยากรจะหมดไปครับ

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

ฝ่ายของผมเสนอมาอย่างนี้นะครับว่า ขอให้รัฐบาลไทยลองตั้ง "ตลาดนัด" ทำรายการว่ามีสินค้าและผลิตผลอะไรบ้างที่อยากจะแลก และ/หรือ อยากจะแลกกับอะไร จากนั้นแจ้งให้ทูตพาณิชย์ของแต่ละประเทศทราบ แล้วมาตกลงกันว่าใครยินดีจะแลกอะไรกับใครบ้างครับ ดังนี้แล้ว ไม่กระทบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศครับ แล้วถ้าไม่อยากเสียดุลย์การค้า ก็แลกในมูลค่าที่เท่าๆ กัน หรือพอๆ กันครับ อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกด้วยครับ _/|\_

 

Peter Dhammavidhu

5 มกราคม · 

ทัวร์ศูนย์เหรียญ... ร้านค้าเขาบ่นกันมาว่า พอไม่มีทัวร์จีนแล้ว บรรยากาศมันเงียบ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ธุรกิจห้างร้านไทย แทบจะไม่ได้กำไรอะไรจากนักท่องเที่ยวจีนเลย ผมเลยคิดว่า ถ้าระงับทัวร์ศูนย์เหรียญ ก็จะกระทบความรู้สึกชาวจีน และมิตรภาพระหว่างประเทศ มันเหมือนกับว่า พระองค์หญิงไปเที่ยวบ้านเขา เขาก็มาเยี่ยมบ้านพระองค์หญิง เราได้ประโยชน์ที่มองไม่เห็น เช่นความไว้วางใจและมิตรภาพระหว่างจีนกับไทย แต่ถ้าเราอยากจะ win-win ทั้งสองฝ่าย เราอาจจะเสนอแลกผลประโยชน์อะไรกับทางประเทศจีนบ้าง เช่นสิทธิพิเศษการขายข้าวและยางพารา ให้กับประเทศจีนครับ เราย้อนยุคกลับไปใช้ระบบ "บาเทอร์ซิสเต็ม" คือ "ของแลกของ" ไม่ต้องห่วงเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมากนักครับ

 

Peter Dhammavidhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ

5 มกราคม · 

วันนี้อยากจะคุยเรื่องหินอ่อนครับ หินอ่อนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถสร้างคืนใหม่ได้ ยกเว้นแต่จะเป็นหินอ่อนสังเคราะห์ ในหินอ่อนนั้นมีกายสิทธิ์ตามธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเป็นสุข ต่อผู้พบเห็นและสัมผัส ผมรู้สึกเสียดายทรัพยากรเมื่อเห็นหินอ่อนถูกใช้ อย่างฟุ่มเฟือย และไม่คุ้มค่า หรือทำแล้วไม่สวย และบางแห่ง ใช้หินอ่อนแล้ว หินอ่อนเกิดรอยด่างเหลืองๆ น่าจะเพราะกาวเคมีที่ใช้ติดหินอ่อน จึงน่าจะหาทางป้องกันเรื่องนี้ครับ บางแห่งสร้างอย่างสวยงาม แต่หินอ่อนมีสีด่างเต็มไปหมด น่าเสียดายมากๆ ถ้าหินอ่อนถูกนำมาแกะสลักลายให้อ่อนช้อยละเอียดละออ ก็จะเป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่ามากครับ ผมเคยคิดอยากจะสร้างศาลาหินอ่อน หรือวิหารหินอ่อน ที่สลักลายงดงาม เหมือนลายกรีกโรมัน แต่ว่าเราใช้ลายไทยประยุกต์ ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญมากๆ ครับ แต่ผมเชื่อว่า ช่างไทยที่แม่สาย สามารถทำได้ครับ ถ้าเราไม่สลักเสลาหินอ่อน ให้ดูชดช้อย งานหินอ่อน จะให้ความรู้สึกที่ "แข็ง" เหมือนดังเช่น ศาลพระภูมิ ที่นำแผ่นหินอ่อนมาต่อๆ กันครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

เรื่องจำนวนพระสงฆ์มีน้อยลง และวัดร้าง สถานการณ์น่าจะดีขึ้นใน 20 ปี เพราะเราเชิญเทพพรหม เทพดุสิต และเทพยามา มาเกิดกันครับ ส่วนเทพดาวดึงส์โดยมากจะเป็นทายกทายิกากันครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

ฝ่ายของผมเสนอมาว่า จะตีความเจ้าอาวาสและพระลูกวัดว่าเป็นเจ้าหน้าทีื่ของรัฐมีสิทธิ์รับสวัสดิการฟรี ก็น่าจะมีการสอบบรรจุด้วย ซึ่งผมคิดว่าสอบนักธรรมตรีและนวโกวาท คือพระธรรมและพระวินัย โดยมีอายุบวชหนึ่งปีปฏิทินเป็นอย่างน้อยก็น่าจะได้ครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

มีท่านถามมาเรื่อง "กฐิน" อีก ทราบมาว่าวัดทางภาคเหนือพระภิกษุในวัดไม่ครบองค์สงฆ์ พระในละแวกใกล้เคียง จึงรวมตัวกันเป็น 5 รูป เพื่อมารับกฐินแต่ละวัด ผมเห็นควรว่า น่าจะให้การคณะสงฆ์ประจำจังหวัด ลงมติแต่งตั้งเจ้าอาวาส วัดที่มีพระไม่ครบองค์สงฆ์ ให้เป็น "ตัวแทนสงฆ์" ได้ ให้ทำหน้าที่แทนสงฆ์ ประจำวัดนั้นๆ ครับ ดังนี้แล้ว "บุญเขต" จะกว้างมากขึ้น ทายก ทายิกา ทำบุญแล้ว จะได้บุญมากขึ้น ส่วนลาภที่ได้ คณะสงฆ์ประจำจังหวัด จะมีมติให้จัดสรรแบ่งปันอย่างไร ก็ให้กำหนดไว้ก่อนขอรับ กรณีนี้ใช้ได้กับพระธรรมทูตที่อยู่ต่างประเทศเช่นกันครับ บางวัดมีพระรูปเดียว หรือสองรูป เท่านั้น ขอให้สมัชชาสงฆ์ไทยฯ ลงมติตั้งพระธรรมทูตเป็นตัวแทนสงฆ์ก็น่าจะดีขอรับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

เรื่องตำแหน่งพระน่ะหรือครับ? ผมขอเสนอให้ทางสถาบันสีน้ำเงินท่านมีโควต้าในการถวายยศ ขั้นนั้น ขั้นนี้ ได้กี่รูป ต่อปี เผื่อว่าท่านปรารถนาจะสมนาคุณความดีงามของพระภิกษุ ดังนี้ครับ ส่วนเรื่องตำแหน่งของแม่ชี นั้นผมเห็นด้วย อาจจะมี 3 ประเภท เช่น ปัญญาภรณ์ กรุณาภรณ์ ศีลาภรณ์ เป็นต้น เหมือนเป็น Honor ของแม่ชี เพื่อเป็นกำลังใจให้แม่ชีทำงานครับ และเป็นตำแหน่งที่มีเงินถวายประจำตำแหน่ง แต่ถ้าคิดว่ายังไม่อยากให้ตำแหน่งแม่ชี ก็สามารถให้ตำแหน่งอื่นๆ ได้ครับ เช่นตำแหน่งราชบัณฑิต ตำแหน่งด็อกเตอร์กิตติมศักดิ์ ตำแหน่ง ผ.ศ., ร.ศ., และ ศ.จ. เป็นต้นขอรับ สำหรับเรื่องซื้อขายตำแหน่ง ก็ไม่ยากอะไรครับ แค่ทำให้การตราตั้งตำแหน่งเป็นเรื่องสะดวก มีรายงานผลงานที่ชัดเจน ก็ขอได้ เมื่อขอได้สะดวก ก็ไม่ต้องซื้อขายกันครับ แต่ผมก็พอเข้าใจนะครับ เรื่องอุดหนุนขอตำแหน่ง คือมันเป็นธรรมเนียม และวัฒนธรรม ที่ผู้น้อยมาหาผู้ใหญ่ แล้วบางท่านก็มีผลงานอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ใหญ่ยังไม่ทราบ ก็ต้องมาหา มาบอก มากล่าว แล้วธรรมเนียมไทยเราก็ไม่ได้มาเยี่ยมมือเปล่ากัน ผู้ใหญ่ท่านรับแล้ว ก็นำไปใช้ประโยชน์งานพระศาสนา จะเรียกว่าซื้อขายตำแหน่งมันก็ไม่เชิงน่ะครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

เรื่องเก็บภาษีวัด... สิ่งที่ผมเห็นด้วยคือระบบบริจาคเงินอิเล็คทรอนิคส์ หรือ E-Donation เพราะทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและทำบัญชี เมื่อทุกอย่างเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้ก็มีบริจาคทางตู้เอทีเอ็ม และเคาน์เตอร์ เซอร์วิส อยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นการขยับไปอีกก้าวหนึ่ง แต่จะเชื่อมต่อระบบอิเลคทรอนิคส์เหล่านี้เข้ากับวัด ซึ่งบางวัดก็ไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก จะทำกันอย่างไร และทำอย่างไรระบบจะมั่นคง ไม่ล่ม และไม่โดนแฮ็ค โดนโกง ส่วนการเก็บภาษีวัด นั้นผมเห็นด้วย แต่ขอให้นำภาษีที่ได้จากวัด ไปใช้ในการคณะสงฆ์ของส่วนกลาง อย่างนี้จะดีกว่า และสมควรกว่า เพราะญาติโยมทำบุญก็หวังจะเอาไปใช้ในการกุศล ถ้าหักภาษีไป แล้วเอาเงินภาษีไปใช้จ่ายของรัฐในทางอื่นๆ เช่นซื้ออาวุธให้กับกองทัพ มันก็จะไม่เหมาะครับ อีกประการคือ ถ้าเก็บภาษีวัดขึ้นแล้วจริง ก็ควรเก็บภาษีเงินบริจาคศาสนาอื่นๆ ด้วยครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่จะเก็บภาษีวัดกัน ก็เพราะเงินคงคลังเหลือน้อย ผมคิดว่าขอแก้ที่ต้นเหตุดีกว่า คือหาทางทำให้รัฐบาลมีเงินมากพอใช้จ่าย จะได้ไม่ต้องไปเอาเงินวัดมาใช้ครับ ยกตัวอย่างเช่นโครงการมอเตอร์ไฟฟ้าของผม ถ้าทำสำเร็จ เมืองไทยจะรวยในอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ครับ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องรบกวนวัดแล้วครับ เราคิด เราทำ เราก็เหนื่อยพอกัน แต่ถ้าคิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มันก็แก้ได้ในส่วนที่ตามมาทั้งหมด ถ้าเราคิดแก้ที่ปลายเหตุ มันแก้ได้แค่เฉพาะจุด หรือไม่ก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

ประเด็นเรื่องการ "รับเงิน" ของพระ เป็นประเด็นที่ Sensitive มากครับ คือพระท่านก็อยากที่จะมีความสะดวกสักหน่อย เพราะสมัยนี้ อะไรๆ ก็มีมูลค่าเป็นเงินไปหมด ต้องใช้เงินซื้อแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้น แต่ผมมาคิดดูว่า ถ้าเราจำกัดการรับเงินของพระ พวกที่แฝงตัวหากินกับพระศาสนาจะลดลงไปมากทีเดียวครับ เพราะเมื่อพวกเขาหาเงินไม่ได้ เขาก็จะไม่ทนอยู่ ยกเว้นแต่จะเป็นพวกที่ชอบให้คนกราบไหว้บูชา ทีนี้ เรื่องเงินของพระเนี่ย ผมอยากจะลองเสนอว่า (1) เงินที่พระรับซองมาทั้งหมด ให้เข้าเป็นของสงฆ์ คือของกลาง อาจจะมียกเว้นบ้างในกรณีใดๆ ลองคิดดู (2) เงินของสงฆ์ที่รวมกันได้ นำมาจัดสรรสวัสดิการให้กับพระลูกวัดให้ครอบคลุมทุกด้าน (3) แบ่งเงินส่ว่นกลางของสงฆ์มาจัดสรรเป็น นิตยภัต หรือจะว่าง่ายๆ ก็คือเงินรายเดือนนั่นละครับ เช่น ติ๊ต่าง ว่า ถวายเดือนละ 3000 บาท ต่อรูปต่อเดือน แม่ชี 3000 บาท สามเณร 1500 บาท อย่างนี้ ทุกท่านคิดว่ายังไงครับ แล้วใครจะทำบุญกับพระ ก็ไปบริจาคกองกลางไว้เป็นของสงฆ์ หรือจะว่าสังฆทานก็ได้ครับ แล้วก็เอากองกลางมาจ่าย ถ้าเหลือ ทางวัดก็ยกยอดไปเดือนถัดๆ ไป ถ้าเดือนไหนไม่พอจ่าย ก็อาจจะเบิกสำนักพุทธฯได้ (แล้วจะโกงกันไหมเนี่ย) แล้วภาครัฐฯ หรือสำนักพุทธฯ ก็ต้องจัดระบบไวยาวัจกรให้ดีครับ อาจจะมี ไวยาวัจกรอิเลคทรอนิคส์ ออกบัตรชิพการ์ด ให้พระใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องจับเงิน อย่างนี้เราก็เลี่ยงพระบาลีไปหน่อยครับ

เคยมีนะครับ พระภิกษุสมัยพุทธกาลได้ลาภมา ก็ถวายเป็นของสงฆ์อยู่เป็นประจำ ละโลกไปแล้ว เกิดใหม่ ได้เกิดเป็นเจ้าชายในวรรณะกษัตริย์ เพราะท่านทำบุญอย่างนั้นครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

ผมเคยทราบมาว่า เคยมีการพิจารณาแล้วว่า "เจ้าอาวาส" คือ "เจ้าพนักงานของรัฐ" ผมจึงคิดว่า ทั้งเจ้าอาวาสและพระลูกวัด น่าจะได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรี เบิกจ่ายได้ เหมือนกับข้าราชการครับ ทุกวันนี้ พระภิกษุมีจำนวนน้อยลง อีกทั้งยังมีผู้ที่มาอยู่ในผ้าเหลืองเพื่อแฝงตัวหากินกับพระศาสนา เราควรมีการป้องกันที่ดี และอย่างน้อย สวัสดิการสำหรับพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี คือปัจจัย 4 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค เราต้องพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดี ที่อยู่อาศัยต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เครื่องนุ่งห่ม อันนี้ไม่ค่อยห่วง อาหารและน้ำดื่ม ต้องสะอาด ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และยารักษาโรค คือการรักษาพยาบาล ควรจัดถวายให้ฟรี รักษาฟรีได้ทุกโรงพยาบาลของรัฐฯ ครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการศึกษา และการเดินทาง ที่ภาครัฐควรจะเอื้อเฟื้ออีกครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

วันเข้าพรรษา ผมอยากจะเสนอเป็นวาระแห่งชาติ ให้ประชาชนถวายหลอดไฟแบบประหยัดไฟฟ้ากันครับ เพราะถ้าวัดมีเหลือเฟือแล้ว สามารถนำไปบริจาคต่อให้วัดอื่นๆ หรือโรงพยาบาล และสถานการกุศลอื่นๆ ได้ ผมเคยเห็นเทียนพรรษาแท่งใหญ่ๆ ที่เหลือใช้กองใหญ่อยู่ในวัด แล้วรู้สึกเสียดายเงินครับ ส่วนผ้าอาบน้ำฝน จะถวายเป็นผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวแทนก็ได้ เพราะสามารถใช้งานได้จริง แทนที่ผ้าอาบที่เขาถวายกันเป็นพิธีเท่านั้น เอาไปทำอะไรไม่ค่อยจะได้ครับ และถ้ามีเหลือใช้ ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ก็สามารถนำไปบริจาคต่อ ให้องค์กรการกุศล ต่างๆ หรือเวลามีบวชภาคฤดูร้อนจำนวนมากๆ ก็ได้ครับ ถ้าประชาชนอยากจะถวายเทียนแบบจุดไฟจริงๆ อาจจะจัดพิธีหล่อเทียนพรรษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานหย่อนเนื้อเทียนชิ้นเล็กๆ ลงในเบ้าหลอม เมื่อหลอมแล้วทางวัดก็นำมาจุดใช้จริงๆ ตลอดพรรษา อย่างนี้จะดีกว่่าครับ

 

Peter Dhammavidhu

4 มกราคม · 

ก็เลยเทศกาลลอยกระทงมาแล้ว ไปลอยกระทงกี่ครั้ง ลมก็พัดเทียนดับทุกที ทำให้เจ้าของกระทงรู้สึกไม่ค่อยดี ผมเลยคิดถึงเทียนเค้กวันเกิด ที่เป่าแล้วไม่ดับ ถ้าเอามาขยายใหญ่ ทำเป็นเทียนพิเศษสำหรับลอยกระทง หรือเทียนเวียนประทักษิณ ในงานวันวิสาขบูชา มาฆบูชา หรืออาสาฬหบูชา ก็น่าจะดีครับ ใครจะร่วมลงทุนบ้างครับ เป็นทั้งรายได้ และประโยชน์ครับ เพราะเวลาเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้วเทียนเกิดดับ ก็รู้สึกไม่ค่อยโอเค กันใช่ไหมล่ะครับ

 

Peter Dhammavidhu

1 มกราคม · 

ผมเคยคิดว่าจะสนับสนุนคนดีในประเทศได้อย่างไร ไม่ให้คนดีหมดกำลังใจและไม่ให้คนดีอยู่อย่างลำบาก จึงเห็นว่าน่าจะมี decoration แบบมีเงินสมทบราบเดือนหรือรายปี โดยแบ่งเป็น decoration สำหรับผู้บริจาค และ decoration สำหรับผู้รับรางวัลขอรับ