23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)










Super Executive Summary: สรุปรวบยอดการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา (ฉบับขยายความ)

แนวทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นจากสั่งสมบุญบารมี

โดยการสั่งสมบุญนั้นมี 10 วิธี เรียกว่าบุญกริยาวัตถุ 10 ประการ คือ

(1) ให้ทาน (2) รักษาศีล (3) เจริญสมาธิภาวนา (4) ประพฤติเคารพอ่อนน้อม (5) ช่วยเหลือผู้อื่น (6) อนุโมทนาบุญ (7) อุทิศบุญ (8) ฟังธรรม (9) แสดงธรรม (10) ทำความเห็นให้ถูกต้องตามธรรม

ในการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ดังกล่าว เมื่อบำเพ็ญแล้วจะได้ “พลังงานบุญ” สะสมไว้ในตัวเรา โดยพลังงานบุญจะถูกจัดเก็บในรูปของ “บารมี 10 ทัศ” เหมือนเราหยอดกระปุกออมสินมีเหรียญหลายขนาดหลายมูลค่า แล้วนำเหรียญเหล่านั้นออกมาเข้าเครื่องนับเหรียญ เครื่องก็จะแบ่งแยกเหรียญตามขนาดต่างๆ กันให้โดยอัตโนมัติ แล้วจัดเก็บเป็นช่องเป็นส่วนต่างหากกัน ฉันใดก็ฉันนั้น บุญที่ได้จากการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ก็ถูกจัดเก็บเป็นบารมี 10 ประเภทคือ

(1) ทานบารมี คือใจกว้างใจเสียสละ

(2) ศีลบารมี คือความข่มใจ

(3) เนกขัมมบารมี คือใจสันโดษ

(4) ปัญญาบารมี คือความรู้ความเข้าใจ

(5) วิริยบารมี คือใจมีกำลังต่อสู้

(6) ขันติบารมี คือใจอดทนอดกลั้น

(7) สัจจะบารมี คือใจจริง จริงใจ

(8) อธิษฐานบารมี คือใจที่มุ่งมั่น

(9) เมตตาบารมี คือใจอ่อนโยนนุ่มนวล

(10) อุเบกขาบารมี คือใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย

 

โดยการบำเพ็ญบุญ เพื่อสะสมเป็นบารมีนั้น ไม่ได้นับเอาปริมาณของบุญเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จก้าวหน้า แต่วัดกันที่กำหนดระยะเวลา ดังนี้

(1)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 1 แสนกัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระอรหันต์

(2) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 2 อสงไขย มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

(3) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 20 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัญญาธิกพุทธเจ้า

(4)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 40 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า

(5)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 80 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

ซึ่งการบำเพ็ญบารมีในพระพุทธศาสนานั้นนับหน่วยเป็นช่วงเวลาในการ “บ่มปัจจัยร่วม” คือทั้ง ธาตุ (บุญธาตุคือบุญเชิงปริมาณว่าปริมาณมากน้อย) และ ธรรม (กุศลธรรมคือคุณภาพของบุญว่าสะอาดมากน้อย) อุปมาเหมือนการอบขนมปัง หากเราอบขนมปังก้อนเล็ก ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลา ขนมปังสุกพอดีในระยะเวลาอันสั้น (เปรียบเสมือนพระอรหันต์) ส่วนการอบขนมปังก้อนใหญ่ ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลาที่นานกว่า (เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า) เพื่อให้ได้ขนมปังที่สุกพอดี รับประทานได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การบำเพ็ญบุญบารมี ก็คือการ “บ่มบุญที่สะสมได้ให้เป็นบารมีด้วยปริมาณ, ความสะอาด, คุณภาพ, และระยะเวลา ที่พอเหมาะพอสมนั่นเอง

 

เมื่อบำเพ็ญบุญบารมี บ่มครบตามกำหนดเวลาแล้ว ผู้ปฏิบัติก็ต้องหาทางบรรลุ ซึ่งผู้ปฏิบัติบางท่านก็ออกแสวงหาธรรม แต่บางท่านก็มีผู้มาโปรด ทั้งนี้ทั้งนั้นการบรรลุธรรมก็มีสองแบบคือ

(A) “เจโตวิมุติก็เจริญสติสมาธิ ทำฌาน มีกรรมฐาน 40 วิธี ก็เลือกวิธีที่ถูกอัธยาศัย ไม่มีวิธีใดที่ถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุดเสมอไป แต่ต้องเลือกวิธีที่ใช้แล้วทำได้ผลดี โดยกรรมฐาน 40 วิธีมีดังนี้ (ที่มา http://www.vimokkha.com/krammathan.htm)

หมวดกสิน 10 เป็นการทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง

1. ปฐวีกสิน  เพ่งธาตุดิน

2. อาโปกสิณ  เพ่งธาตุน้ำ

3. เตโชกสิณ  เพ่งไฟ

4. วาโยกสิน  เพ่งลม

5. นีลกสิน เพ่งสีเขียว

6. ปีตกสิน  เพ่งสีเหลือง

7. โลหิตกสิณ  เพ่งสีแดง

8. โอฑาตกสิณ  เพ่งสีขาว

9. อาโลกกสิณ  เพ่งแสงสว่าง

10. อากาศกสิณ  เพ่งอากาศ

หมวดอสุภกรรมฐาน 10 เป็นการตั้งอารมณ์ไว้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงดงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก น่าเกลียด

11. อุทธุมาตกอสุภ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด

12. วินีลกอสุภ  วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว 

เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตาย จึงมีสีเขียวมาก

13. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน  เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ

14. วิฉิททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย

15. วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน

16. วิกขิตตกอสุภ  เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง

17. หตวิกขิตตกอสุภ  คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่

18. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ

19. ปุฬุวกอสุภ  คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่

20. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก

อนุสสติกรรมฐาน 10 อนุสสติ แปลว่า ตามระลึกถึง เมื่อเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะแก่จริต จะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ ตั้งมั่นได้รวดเร็ว

21. พุทธานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

22. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์

23. สังฆานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์

24. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์

25. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์

26. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์

27. มรณานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์

28. กายคตานุสสติกรรมฐาน  เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต

29. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต

30. อุปสมานุสสติกรรมฐาน  ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์

หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา

31. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส

หมวดจตุธาตุววัฏฐาน

32. จตุธาตุววัฏฐาน 4 พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ

หมวดพรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม พรหมแปลว่าประเสริฐ

พรหมวิหาร 4 จึงแปลว่า คุณธรรม 4 ประการ ที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่

33. เมตตา  คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน  ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์

34. กรุณา ความสงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์

35. มุทิตา   มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน

36. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย

มวดอรูปฌาณ 4 เป็นการปล่อยอารมณ์ ไม่ยึดถืออะไร มีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุขประณีต ในฌานที่ได้ ผู้จะเจริญอรูปฌาณ 4 ต้องเจริญฌานในกสินให้ได้ฌาณ 4 เสียก่อน แล้วจึงเจริญอรูปฌาณจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

37. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

38. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

39. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตราย ไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์

40. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จะหนาว ร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

ซึ่งกรรมฐาน 40 วิธีนี้ หากบุญบารมีครบเต็มตามเกณฑ์ ก็สามารถทำให้เกิด “มรรคสมังคี” คือจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ประดุจเครื่องมือ และมีกำลังบุญบารมีเป็นพลังส่ง สามารถรื้อถอนสังโยชน์คือกิเลสเบื้องต่ำเบื้องสูงที่หยั่งรากอยู่ในใจออกมา แล้วบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล อันมีพระนิพพานเป็นเบื้องปลายได้ แต่ถ้าหากบุญบารมียังไม่ครบเต็มตามเกณฑ์ หากบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ ก็จะได้เพียงฌาน

(B) ปัญญาวิมุติ ก็เจริญปัญญา ฟังเทศน์ ฟังธรรม เล่าเรียน เขียนอ่าน ไตร่ตรอง พิจารณา ใคร่ครวญ ธรรมอันมี 84000 พระธรรมขันธ์ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิม แบบย่อ หรือแบบพิสดารออกไปได้นับแสนนับล้านอย่าง ก็ให้เลือกฟังหรือเรียนธรรมในรูปแบบที่เหมาะกับจริต บางท่านมีปัญญามาก เป็นพหูสูต ฟังธรรมขยายยืดยาวแล้วไม่พอใจ ใจไม่สงบ ก็ไม่บรรลุ บางท่านปัญญาน้อย ฟังธรรมแบบย่อแล้วก็ไม่รู้มากพอจะทำความเข้าใจ ก็ไม่บรรลุ การศึกษาธรรมเพื่อความหลุดพ้น จึงควรเลือกศึกษาที่เหมาะกับจริตของตน ในทำนองเดียวกันกับการเลือกวิธีกรรมฐาน

เมื่อผู้ศึกษาพิจารณา ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจธรรม กระทั่งเกิด มรรคสมังคีโดยมีบุญบารมีที่บำเพ็ญไว้ครบเกณฑ์เป็นกำลัง ก็สามารถละกิเลสสังโยชน์ได้ตามส่วน บังเกิดเป็นมรรคผลขั้นต่างๆ อันมีพระนิพพานเป็นเบื้องปลาย แต่ถ้าหากบุญบารมียังสะสมมาไม่ครบตามเกณฑ์ แม้จะฟังธรรม หรือศึกษาธรรมมากเพียงใด ก็จะยังไม่บรรลุมรรคผลเป็นปัญญาวิมุติได้ แต่ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจ และเป็นบุญกุศลสะสมต่อไป

อันว่าบุญบารมีนั้น เป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พระอริยบุคคล ปุถุชน หรือสัตว์เดรัจฉาน ตราบใดที่บุคคลยังเป็นปุถุชน หรือเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ก็ยังต้องบำเพ็ญสะสมบุญบารมีเอาไว้ใช้ต่อไป ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะไม่บำเพ็ญบุญก็ได้ เพราะจะได้รับ "สายปุญญาภิสันธาน" เอาไว้ใช้หล่อเลี้ยงตลอดเวลา ดังฉะนี้.

- Pirajak S.

www.meditation101.org

 

The Topmost Summary of Buddhist Practice

The practice in Buddhism starts from cultivating meritorious deeds in order to fulfill the requirement of one hundred thousands sub-aeon to become a fully enlightened saint (arhat), two aeon to become a Silent Buddha, and the minimum of 20.1 aeon to become a Lord Buddha.

As the merit cultivation is perfected according to the requirement, one can seek for enlightenment by ways of (1) Meditative Liberation or Ceto Vimutti where one practices Buddhist meditation and/or mindfulness categorized into 40 methods by choosing the method that meets one’s preference and past cultivation, and (2) Contemplative Liberation or Panna Vimutti where one learns or studies the Lord Buddha’s Dhamma or teachings divided into 84,000 categories which can be briefed or superlated into millions of form whereas one learns the Dhamma that fits one’s preference.

With the perfected merit cultivation, one can achieve the unification of magga (maggasamangi) by ways of either Meditative Liberation (Ceto Vimutti) or Contemplative Liberation (Panna Vimutti) which enables one to eradicate more or less of defilement or mental impurity (samyojana) which results in different levels of magga or phala (path or fruition) which has the Nirvana as the end-destination.

As long as one is still a mundane or partially enlightened, one still needs to cultivate more meritorious deeds further.  When one becomes a fully enlightened saint, a Silent Buddha, or a Lord Buddha, one no longer needs to cultivate merit because one will earn the stream of merit energy or punnabhisandana which nourishes one’s being continually and automatically.

 

-          Pirajak S.

www.meditation101.org  


ไตรสิกขา พิสดารโดยย่อ

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

 

[1] ศีล ได้แก่ ศีลของกาย ศีลของวาจา และศีลของใจ ช่วยปรับสภาพกาย วาจา และใจให้เหมาะสม เป็นสุข สำรวม สะอาด และมีความพร้อมต่อการอบรมจิตให้เจริญ

[2] สมาธิ ได้แก่ สมถะ (ความสงบใจ) และ วิปัสสนา (ความรู้แจ้ง) ช่วยอบรมจิตให้สงบ มีกำลัง ย่อมเอื้อต่อ “เจโตวิมุติ” คือการหลุดพ้นด้วยสมาธิ ตามกำลังของบุญบารมีที่สั่งสมมา เมื่อใจอยู่ในสภาพที่ก่อให้เกิดมรรคสมังคี ตามสัดส่วนของอิทธิพลมากน้อยจากศีล สมาธิ ปัญญา เข้าด้วยกัน ถ้ากำลังบุญบารมียังน้อย มรรคสมังคีก็ยังไม่เกิด จึงยังไม่สามารถละสังโยชน์ แต่ก็สามารถทรงอยู่ในฌานได้เท่านั้น สามารถข่มกิเลสได้เป็นคราวๆไป

[3] ปัญญา ได้แก่ ปัญญาจากการฟังและเรียนรู้ ปัญญาจากการคิดพิจารณา และปัญญาจากการเจริญภาวนา ทั้ง 3 อย่างช่วยอบรมจิต ให้เข้าใจธรรม เมื่อเข้าใจแล้ว อวิชชาก็ดับไปชั่วคราวหรือถาวร ยังให้ใจเกิดเป็นสภาวะของมรรคสมังคี ตามสัดส่วนของอิทธิพลมากน้อยจาก ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าด้วยกัน สามารถละสังโยชน์ได้ ตามกำลังส่งของบุญบารมีที่สั่งสมมา กอปรเป็น “ปัญญาวิมุติ” ถ้ากำลังบุญไม่พอ มรรคสมังคียังไม่เกิด ก็เข้าใจธรรม แต่ไม่สามารถละสังโยชน์ได้ ปัญญาที่มีก็สามารถข่มกิเลสได้เป็นคราวๆไป

[4] ปัญญาวิมุติ อาศัยปัญญามาก ใจสงบเป็นสมาธิน้อยกว่าฝ่ายเจโตวิมุติ เพราะมีความคิด ความดำริ ต่างจากเจโตวิมุติ ที่เกิดจากฌาน มีใจสงบยิ่ง โดยนัยนี้ ผู้ที่บรรลุด้วยปัญญาวิมุติและเจโตวิมุติย่อมมี วิชชา 3 และวิชชา 8 มากน้อยต่างกัน เพราะ "วิชชา" ล้วนตั้งอยู่บน "จรณะ" มี องค์ฌาน เป็นอาทิ


5 มิถุนายน 2562


"จะวิชชาธรรมกายก็ตาม จะสายปฏิบัติอื่นใดก็ตาม หากไม่มีมรรคผลอันเกิดจากการปฏิบัติ และไม่สามารถยังผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานได้ กล่าวโดยง่ายคือ สายปฏิบัติใด ไม่มีพระอริยบุคคล ไม่มีพระอรหันต์  วิชชาหรือสายปฏิบัตินั้นย่อมไม่ใช่หนทางเจริญในพระพุทธศาสนา"

- พิรจักร (formerly Pittaya Wong)

4 มิถุนายน 2561  


"แต่ละสายธาตุ ต่างก็ปรุงธรรมรสอันพอเหมาะต่อบริวารธาตุแห่งตน ธรรมรสจะโอชามีประโยชน์มากน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเลี้ยงกระทั่งได้มรรคผลมากน้อยเพียงใดนั่นแล"

- พิรจักร ( formerly Pittaya Wong)

3 มิถุนายน 2561


"ศีลคือธรรมาภรณ์อันประเสริฐ

สัตย์คือจักราภรณ์อันล้ำเลิศ"

- พิรจักร (formerly Pittaya Wong)

3 มิถุนายน 2561


เมื่อความเร็วของเวลา เท่ากับความเร็วของอิเล็คตรอนที่หมุนรอบนิวเคลียส ผู้ที่แก่ช้า จะมีอิเล็คตรอนที่หมุนช้า ผู้ที่แก่เร็ว จะมีอิเล็คตรอนที่หมุนเร็ว โดยมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ กับควาทเร็วในการขยายตัวของ "ดวงแก่"


Atom ที่อยู่ในสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ทำงานด้วย "ระบบไฟฟ้า" รวมถึงตัวมนุษย์และสัตว์ ที่มี "กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ" ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ กระแสไฟฟ้านี้เองคือ "พลังงานบุญ" และ "พลังงานบาป" และ "ใจ" ของเรา ก็ "เก็บพลังงานไฟฟ้าอ่อนๆ" นี้ได้ โดยหน่วยเล็กของกลไกไฟฟ้านี้คือ Atom ในขณะที่หน่วยใหญ่ของกลไกไฟฟ้านี้คือ Solar System

by Pittaya Wong & Associates
www.meditation101.org

7 April 2019


ปัญหาของผู้ปฏิบัติธรรมสายธรรมกาย

 

1. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายและ/หรือได้วิชชาแล้วเกิดความประมาทชะล่าใจ ไม่หมั่นรักษาภูมิจิตภูมิธรรม ให้สูงเข้าไว้ จึงเสื่อมถอยลงในกาลต่อมา
2. หมู่มารเพ่งเล็งผู้ที่เข้าถึงธรรมกายและ/หรือได้วิชชาแล้วเป็นพิเศษ หาทางปนเปื้อน และเล่นงานกลั่นแกล้ง หลอกล่อ ให้เสื่อมจากคุณ แต่สายปฏิบัติอื่นๆ ที่ส่งผลให้ได้คุณวิเศษ ก็มีปัญหานี้เหมือนกัน
3. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือได้วิชชาแล้ว ทำงานในญาณ (ทำวิชชา) มากจนเกินไป มีการแก้โรค แก้ภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น จนกระทั่งหมดกำลังญาณ (หมดละเอียด) และหมดเปลืองบุญบารมี จึงเสื่อมถอยลงมา
4. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือ ได้วิชชาแล้ว มีจรณะบกพร่อง ด้วยเหตุต่างๆ นาๆ วิชชาจึงคลอนแคลน และเสื่อมถอย
5. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย ตัดสินใจที่จะยังไม่เข้านิพพาน ทั้งๆที่สามารถเข้าได้ หรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคล เพราะยังอยากสร้างสมบารมีต่อ เพื่อทำงานในภพต่อไปจนกว่าจะถึง ที่สุดแห่งธรรมด้วยเหตุนี้ จึงดำรงอยู่อย่าง โคตรภูบุคคลซึ่งเสี่ยงต่อความผันแปรในภพ 3 ตามกฎพระไตรลักษณ์
6. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือ ได้วิชชา มีบุญบารมีแต่เดิมมาน้อย จึงเสื่อมถอยไปเองจากวิชชา กิเลสจึงครอบงำอีกครั้ง ทำให้คุณธรรมด้อยลง และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ

By Pittaya Wong

28 August 2018


การแปลตำราทางพระพุทธศาสนา

การแปลโดยทั่วไปนั้นอาศัย 2 สิ่งควบคู่กัน คือ
(1) องค์ความรู้หลักการแปล
(2) ประสบการณ์ในการแปล

สำหรับองค์ความรู้หลักการแปลโดยสรุป ต้องมีสัดส่วนของ 3 สิ่ง คือ

(ก) ความถูกต้อง หรือ accuracy
(ข) ความเข้าใจได้ หรือ understanding
(ค) ความเป็นธรรมชาติของภาษา หรือ
naturalness

โดยคำนึงถึง 3 สิ่งดังกล่าวข้างต้น ใน
(
a) ระดับคำ หรือ word
(b) ประโยค หรือ sentence
(c) ระดับวาทกรรม หรือ paragraph

ทั้งหมดนี้ ควรนำมาใช้ในการแปล ภายใต้ “วัตถุประสงค์” เดียวกัน กับงานต้นฉบับ เช่น วัตถุประสงค์ของต้นฉบับเป็นงานโฆษณาชวนเชื่อ ฉบับแปลก็ต้องถูกแปลให้โฆษณาชวนเชื่อเช่นเดียวกัน

สำหรับการแปลตำราทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะพิเศษคือ ต้องคงความถูกต้องของเนื้อหาสาระให้มากเข้าไว้ เพื่อมิให้พระธรรมคำสอนถูกบิดเบือนหรือตีความเข้าข้างนักแปล เพราะอคติของนักแปลเอง จากการวิจัยพบว่า ชาวต่างชาติยินดีที่จะได้เห็นภาษาบาลีอยู่ในเนื้อหาบทแปล เพื่อประโยชน์ในการสืบค้นในภายหลัง หรือเพื่อให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตำรา เช่นเดียวกันกับการใช้ภาษาละตินในภาษาอังกฤษ นักแปลสามารถใส่ภาษาบาลีลงในเนื้อหาด้วยวิธีการต่างๆ เช่นใส่ในวงเล็บต่อท้ายศัพท์เฉพาะ หรือใช้ or ตามด้วยศัพท์พระบาลี

งานแปลที่ดี ที่แปลโดยนักแปลที่มีจริยธรรม ควรแปลโดยปราศจากอคติลำเอียง นักแปลจึงเป็นประดุจเครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร ที่ถ่ายทอดต้นฉบับ ออกมาเป็นงานฉบับแปล ที่ให้ความรู้ความเข้าใจ ความถูกต้อง ใกล้เคียง หรือเหมือนต้นฉบับมากที่สุด ในขณะที่มีความเป็นธรรมชาติของสำนวนและมีไวยากรณ์ที่ถูกต้องในภาษาปลายทาง ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ตรวจแก้ซึ่งใช้ภาษาปลายทางเป็นภาษาแม่

By Pittaya Wong  / 11 September 2018 /  www.meditation101.org


นานาสาระ ตอน: บทสรุปทั้งหมดทั้งสิ้นในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นได้แก่ (1) สัมมามโนกรรม หรือ Right[eous] Mind (2) สัมมาวจีกรรม หรือ Right[eous] Speech และ (3) สัมมากายกรรม หรือ Right[eous] Action. ซึ่งสามารถสรุปรวบยอดเป็นหนึ่งเดียวคือ “มีสัมมาปฏิบัติ” หรือ Right[eous] Practices.
- Pittaya Wong
www.meditation101.org


นานาสาระ ตอน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร กับวิชชาธรรมกาย
by Pittaya Wong (21 May 2018)
www.meditation101.org

ผมเคยสวดบทธัมมจักกัปปวัตนสูตรอยู่เป็นประจำ สวดจนคิดได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว หลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมโดยดิ่งสมาธิเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ในสายวิชชาธรรมกายนั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย แต่อยู่ในบทธัมมจักรฯ นี่เอง

เมื่อผมศึกษาบทสวดและคำแปล มีสาระคือ ให้หลีกเลี่ยงการปฏิบัติสุดโต่งทั้งสอง ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Practice จากนั้นจึงเข้าถึง มัชฌิมา ปฏิปทา คือ เส้นทางสายกลาง ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Path

คำถามคือ ทำไม ทางสายกลาง ไม่ใช้ Practice หากต้องการอุปมาว่าอยู่ระหว่าง Practice ที่สุดโต่งทั้งสอง

และเมื่อใช้คำว่า Path แล้ว ก็นำไปสู่ จักขุ ญาณ อุปสมายะ อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ แล้วสรุปว่า ทางสายกลาง ก็คือ มรรคมีองค์ 8 นั่นเอง ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ว่า "มรรค" ก็คือ "Path" ส่วนองค์ 8 ก็คือ Practice ที่นำไปสู่ผล คือ Fruition และ นิพพานายะ ซึ่งเป็น Destination

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า บทสวดธัมมจักรฯ ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะถูกตัดทอนไป และเกลาสำนวนแล้ว เพราะเนื้อหาเหมือนจะถูกรวบรัด สรุปความไป (บทสวดส่วนใหญ่เกิดจากการเรียบเรียงพระสูตรแล้วแต่งให้ท่องสืบทอดต่อๆ กันมา)

ดังนั้น หากเราจะหาหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเข้าสมาธิผ่านศูนย์กลางกาย ผมคิดว่าไม่ต้องไปหาที่อื่นใด ต้องค้นหาคัมภีร์ดั้งเดิมของธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้พบ เพื่อดูว่า เนื้อหาเดิม ท่านว่าไว้ว่าอย่างไรบ้างครับ


"วิชาธรรมะพิเคราะห์" โดย พระจักรฯพิทยะ"

มองภาพรวม มองภาพเฉพาะ มององค์ประกอบ มองกระบวนการ ดูจุดเริ่มต้น หาจุดสิ้นสุด ดูความเชื่อมโยง เห็นการดำเนินไปข้างหน้า คิดการดำเนินย้อนกลับ รู้วัตถุประสงค์ เข้าใจกลยุทธ์ รู้จุดยุทธศาสตร์ เข้าใจประโยชน์ เข้าใจโทษ รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อน ทราบปัจจัยร่วมส่งผล ประมวลเข้าเป็นระบบ ซึ่งทำความเข้าใจและอธิบายได้ อย่างเป็นเหตุและผล บนบรรทัดฐานและมุมมองของพระธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเป็นจริงเสมอ และไม่มีส่วนใดขัดแย้งกันเอง..

by Pittaya Wong
4 May 2018
www.meditation101.org


ผไท Tips: เทคนิคบรรลุขั้นยศของเทวดา หรือ "ชั้นของประกาฯ" ทั้ง 10 อย่าง

(1) ถ้าอยากตรัส "ธรรมา" ต้องปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น

(2) ถ้าอยากตรัส "ประภา" ให้ทำบุญค่าไฟฟ้าส่องสว่างวัดหรือสำนักที่มีองค์ผไทประทับอยู่

(3) ถ้าอยากตรัส "รัตนา" ให้ทำบุญค่ารัตนชาติประดับพระพุทธรูป เช่นพระอุณาโลม หรือพระเจดีย์ หรือจะถวายรัตนชาติให้องค์ผไท ใช้เดินวิชชาหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่นบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เป็นต้น

(4) ถ้าอยากตรัส "จริยา" ให้รับศีล หรือาราธนาศีล 8 กับองค์ผไท หรือพระพุทธรูปที่ผู้ที่ทรงผไท ลงมากส่วน ถ้าอาราธนาศีล 5 ควรเปลี่ยนข้อ 3 เป็น รักษาพรหมจรรย์ ดังนี้แล้ว รักษาศีลตามที่อาราธนาไว้ให้บริสุทธิ์เป็นเวลา 7 วัน

(5) ถ้าอยากตรัส "วิจิตรา" ให้ถวายดอกไม้ แด่พระประธานในพระอุโบสถวัดปากน้ำ ในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือถวายองค์ผไท

(6) ถ้าอยากตรัส "เดชา" ให้ช่วยงานวัด โดยเฉพาะสำนักที่มีองค์ผไทประทับอยู่ ช่วยล้างจานชาม ยกของ ขนของ ฯลฯ

(7) ถ้าอยากตรัส "พัสตรา" ให้ถวายผ้าไตรจีวร แด่หลวงพ่อสด ที่หน้าโลงทองของท่าน ในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือถวายองค์ผไทอื่นๆ

(8) ถ้าอยากตรัส "สุวคนธ์" ให้รินน้ำอบสรงไปที่พระหัตถ์และพระบาทของรูปเหมือนพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ หรือองค์ผไท ที่ลงหลายส่วน

(9) ถ้าอยากตรัส "โยธิน" ให้ทำบุญสังฆทานสมทบค่าจัดจ้างคนงานในวัดหรือสำนักที่องค์ผไทประทับอยู่

(10) ถ้าอยากตรัส "ดุริยางค์" ให้ซื้อกล่องดนตรีมาเปิดบรรเลงถวาย รูปเหมือนพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ หรือองค์ผไท ที่ลงหลายส่วน

โดย คณะสมทบพระจักรฯพิทยา
26 เมษายน 2561
www.meditation101.org


ขอแบ่งปันความรู้ให้ทราบโดยทั่วกันว่า ให้จัดเตรียมน้ำอบ ใส่ขวดแบบมีสเปรย์ อย่าให้มีแป้งร่ำผสม นำไปแช่เย็น แล้วใช้สเปรย์พรมไปที่องค์พระพุทธรูป ดวงแก้ว และของกายสิทธิ์ต่างๆ บางคราท่านเดินวิชชากันจนเหนื่อย ถ้าท่านได้น้ำอบพรมไว้ ท่านจะสบายนะ ถ้าจะสรง บางทีก็ใช้เวลามาก ซึ่งบางท่านก็ไม่สะดวกจะสรงบ่อยๆ ให้ใช้วิธีสเปรย์พรม 3 ครั้ง หรือ 7 ครั้ง ต้องดูสูตรน้ำอบให้ดี อย่าใช้น้ำอบที่แรงไปหรือมีแป้งร่ำ จะทำให้ผิวขององค์พระเป็นรอยแป้งนะ สเปรย์น้ำอบแช่เย็นพรมพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ อานิสงส์ถวายของหอม จะทำให้จมูกสวย และทรงอภิญญา ส่วนถวายดนตรี กล่องเพลง จะทำให้ใบหูสวยล่ะ ถวายประทีปแสงไฟสวยๆ จะทำให้ตาสวย ถ้าสวดมนต์ ปากก็จะสวย
พระจักรฯพิทยา
26 เมษายน 2561
www.meditation101.org