4. ธัมโมโทรนิคส์ (Dhammotronics)

Dhammotronics

“ธัมโมโทรนิคส์”

สัมพันธภาพเชิงระบบระหว่างมนุษย์ ธรรมะ จักรวาล และสรรพสิ่ง

อธิบายความด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

B3rd Edition

 โดย พิทยา ทิศุธิวงศ์ 

(by Pittaya Wong)




* ท่านสามารถดาวโหลดฉบับ PDF ได้จากด้านล่างสุดของหน้าเว็บนี้ครับ


คำนำ

พระพุทธศาสนานั้นถือได้ว่าเป็นศาสตร์ เพราะมีหลักคำสอนที่เป็นระบบ อิงตามหลักเหตุผลที่เป็นจริงและพิสูจน์ได้ โดยสิ่งที่เรียกว่าเป็น ธรรมะคือองค์ความรู้เกี่ยวกับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาล และมีมาก่อนที่พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นในโลก การ ตรัสรู้ของพระองค์ จึงเป็นการเข้าถึงภาวะ ที่ทำให้สามารถล่วงรู้และหยั่งถึงองค์ความรู้เหล่านี้ได้ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบธรรมะที่มีอยู่ทั้งหมดกับ ใบไม้ในป่าแต่ธรรมะที่พระองค์ทรงเลือกมาสั่งสอนนั้นมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทั้งหมด โดยพระองค์ทรงอุปมาว่าเป็นประดุจ ใบไม้ในกำมือคือธรรมะ 84,000 พระธรรมขันธ์นั่นเอง ซึ่งก็เพียงพอแล้วต่อการนำมาฝึกฝนขัดเกลาตนเองเพื่อให้หลุดพ้นจากคุกคือวัฏสงสารและเข้าสู่นิพพานแดนบรมสุข

ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ไร้กาลเวลา คือไม่มีวันล้าสมัย มีความยากง่ายไปตามลำดับ ผู้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก จะพบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาอุปมัยในการสอน โดยเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ ในยุคสมัยของพระองค์ เช่น โค กระบือ ล้อเกวียน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ไฟ น้ำ ภาชนะดินเผา ฯลฯ แต่ด้วยความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมายนั้นได้เอื้อเฟื้อให้การอธิบายความธรรมะนั้นง่ายต่อการทำความเข้าใจของคนยุคใหม่ยิ่งขึ้น โดยเปรียบเทียบกับอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ และหลักการวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ใครๆ ก็เข้าใจ เพื่อสื่อถึงสัมพันธภาพระหว่างตัวของเราเอง กับธรรมะ ชีวิต โลก จักรวาล และสรรพสิ่ง ในเชิงระบบที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอยืนยันตามหลักทั้งของพุทธศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ว่า ศรัทธาหรือความเชื่อนั้นควรยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของปัญญา คือความรู้และความเข้าใจในสิ่งที่น่าเชื่อถือได้ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือสามารถพิสูจน์ทราบได้ด้วยตนเองว่า “เป็นจริง”

เอหิปัสสิโก

พิทยา ทิศุธิวงศ์

2561 B.E. (1st Edition in 2555 B.E.)

 

1.                  พุทธศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์

คนในยุคปัจจุบันได้มีโอกาสศึกษาวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น และระบบความคิดก็พัฒนาขึ้นตามหลักของเหตุผล จึงมักมองว่าบางสิ่งบางอย่างในพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องงมงาย เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แท้จริงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสมาตั้งสองพันกว่าปีแล้วว่า เอหิปัสสิโก... เชิญมาพิสูจน์เถิดซึ่งโดยหลักการแล้ว พุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์นั้นตรงกันในแง่ของการใช้เหตุผลที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือเครื่องมือในการพิสูจน์ เพราะวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีทางวัตถุที่ค่อยๆ พัฒนาการไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยในการพิสูจน์ แต่พุทธศาสตร์ใช้ ใจซึ่งเป็นนวัตกรรมชั้นเลิศ ที่ยังไม่มีใครลอกเลียนแบบได้มาเป็นเครื่องพิสูจน์ นักวิทยาศาสตร์อาจสร้างหัวใจเทียม ขาเทียม แขนเทียม ตาเทียม ดาวเทียม และอะไรอีกสารพัด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสร้าง ใจขึ้นมาได้ เพราะใจมีความละเอียดอ่อน และซับซ้อนอย่างมากมายนัก ที่สำคัญคือ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค่อยมีความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบการทำงานของใจ นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลายาวนาน กว่าจะค้นพบคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่มีตัวตนและมีประโยชน์ ดังนั้น ก็คงจะเป็นเวลาอีกยาวนานพอสมควร กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะสร้างเครื่องมือที่สามารถส่องมองเห็น ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม เว้นเสียแต่ว่า จะทดลองกันด้วยการฝึกสมาธิ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาการค้นคว้าและทดลอง เพื่อค้นพบว่าใจเป็นอย่างไรและมีระบบการทำงานอันน่ามหัศจรรย์เพียงใด

2.                  ใจ กับ สมอง

องค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน มักให้ความสำคัญกับ สมองและมองข้ามการทำงานของร่างกายทั้งระบบที่สัมพันธ์กับ ใจทั้งนี้ก็เพราะคนทั่วไปยังไม่สามารถมองเห็นและจับต้อง ใจได้ จึงเป็นการยากที่จะศึกษาและหาข้อสรุป อย่างไรก็ตาม โดยเริ่มแรกสุด เราต้องยอมรับเสียก่อนว่ามนุษย์เราทุกคนมี ใจและยังมี วิญญาณหรือ กายละเอียดพร้อมด้วย ระบบแผงวงจรของชีวิตที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รับแรงดึงตรึงติดอยู่กับร่างกายของเราในขณะที่เรามีชีวิต ในทำนองเดียวกันกับ แรงดึงดูดของโลกที่มีกำลังมากสามารถดึงดูดวัตถุต่างๆ ให้ติดอยู่กับผืนโลก โดยที่ไม่มีใครมองเห็นแรงดึงดูดนี้ และเมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่างกายเป็นการถาวร ย่อมหมายความว่าร่างกายนั้น ตายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เปรียบได้กับมนุษย์หรือวัตถุที่ออกไปอยู่นอกโลก พ้นจากแรงดึงดูด ก็ลอยล่องฟ่องเบาไป ราวกับว่าไร้น้ำหนัก แต่ก็ยังมีตัวตน

เราสามารถพิสูจน์ถึงการทำงานของใจได้ ในกรณีของผู้ป่วยที่สมองตาย เมื่อสมองหยุดทำงานแล้ว แต่เมื่อญาติของผู้ป่วยเข้ามาพูดคุยด้วย ร้องไห้แสดงความเสียใจ หรือทะเลาะกัน ชีพจรของผู้ป่วยสมองตายกลับเต้นแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะผู้ป่วยสมองตาย ไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบทางกายได้ เพราะสมองสั่งการไม่ได้ แต่ใจยังทำงานอยู่ ทำให้เขารู้สึกรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้สึกเสียใจ ดีใจ หรือโกรธ แต่ไม่อาจบังคับร่างกายให้แสดงอาการ ใจจึงแสดงออกให้รู้ผ่านชีพจรและการเต้นของหัวใจ เหมือนกับตอนที่เรารู้สึกโกรธแล้วหัวใจเต้นแรงอย่างนั้น โดยสรุปคือ ร่างกายไม่ได้มีสมองเป็นศูนย์กลางในการควบคุมเพียงอย่างเดียว เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าคนเรานั้น มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธานนั่นก็เป็นเพราะว่า แท้จริงแล้ว ใจต่างหากที่ควบคุมร่างกาย เพียงแต่วิทยาศาสตร์ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นที่จะเห็นได้ว่า ใจควบคุม กายอย่างไร

3.                  ใจกับผลึกน้ำ

เราเคยได้ยินเรื่องผลึกน้ำกันมาบ้างพอสมควร ผลึกน้ำมีรูปร่างสวยงามหรือแปลกประหลาดแตกต่างกันไป ตามปัจจัยส่งผลต่างๆ อย่างเช่น เสียงเพลง เสียงสวดมนต์ เสียงตำหนิด่าว่า หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อผลึกน้ำ แท้จริงแล้วใจของคนเราก็เป็นเช่นเดียวกันกับผลึกน้ำ เพียงแต่ว่าใจของเรานั้นละเอียดกว่าน้ำมากนัก หากเราฟังเสียงเพลงที่ดุดันถ่ายทอดอย่างรุนแรง ใจของเราก็แปรสภาพไปตามเสียงเพลงนั้น หรือหากเราฟังเพลงที่ใช้ภาษานุ่มนวลไพเราะ ท่วงทำนองอ่อนโยน ใจของเราก็จะสวยงามอ่อนโยน ตามเสียงเพลงไปด้วย ถ้าใครด่าว่าเราด้วยคำหยาบคาย ใจของเราก็อาจกลายสภาพเป็นใจที่ร้อนรุ่มพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงโต้ตอบ หากเปรียบใจกับผลึกน้ำ เราจะพบว่า สภาพของใจมนุษย์ทั่วไปสามารถผันแปรไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความรู้สึกนึกคิด ที่ได้ประสบและถ่ายทอดมาสู่ใจ ซึ่งเราสามารถสังเกตและสัมผัสสภาพของใจที่แตกต่างกันออกไป ได้ด้วยตัวของเราเอง เช่น ใจร้าย ใจร้อน ใจเย็น ใจว้าวุ่น แต่สำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิจนใจรวมแน่วแน่มากเพียงพอแล้ว จะสามารถมองเห็นสภาพใจที่แตกต่างกันออกไปดังกล่าว คือ ใจของมนุษย์หรือสัตว์นั้นจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ และมีสภาพต่างๆ กันออกไป ซึ่งเห็นได้ด้วยสมาธิ เช่นเดียวกับการเห็นผลึกน้ำ ด้วยการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงมากนั่นเอง

4.                  ต้นกำเนิดความศักดิ์สิทธิ์

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ศาสนาพุทธนั้นมีความคล้ายคลึงกับวิทยาศาสตร์ คืออิงตามหลักเหตุและผล โดยที่คำสอนต่างๆ นั้นพิสูจน์ได้ แต่คนเป็นจำนวนมากก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมชาวพุทธยังทำสิ่งที่ดูเหมือนงมงายหลายอย่าง เช่นการรดน้ำมนต์ และกราบไหว้พระพุทธรูปที่ทำจากวัสดุซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจ อย่างหิน ปูน หรือทองเหลือง และสวดมนต์อธิษฐานจิตเพื่อขอสิ่งต่างๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งในการตอบปัญหานี้ ก็ต้องย้อนกลับไปที่ว่า พระพุทธศาสนานั้นอาศัยใจในการพิสูจน์องค์ความรู้ที่เรียกว่าธรรมะ และใจนี่เอง คือเครื่องมือที่ทรงอานุภาพมากที่สุด เมื่อพระสาธยายมนต์ด้วยใจที่จรดจ่อเป็นสมาธิ คลื่นพลังจากใจของพระก็สถิตลงในน้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะ ทำให้น้ำนั้นกลายเป็นน้ำที่มีพลังสถิตอยู่ ในทำนองเดียวกันกับน้ำกลั่นของแบตเตอรี่รถยนต์ ที่มีพลังไฟฟ้าสถิตอยู่ และสามารถชาร์จไฟฟ้าเพิ่มเข้าไปได้ หรือเหมือนกับเตาไมโครเวฟ ที่ปล่อยคลื่นลงไปในแก้วน้ำ ทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นสะเทือน กลายเป็นน้ำร้อนได้ ความแตกต่างของน้ำมนต์ในพระพุทธศาสนาก็คือ พระผู้สวดใช้พลังงานอันบริสุทธิ์จากใจถ่ายทอดผ่านคลื่นเสียงที่เปล่งออกมา แล้วสถิตกระแสพลังแห่งความดีงามนั้นลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นเสมือนสื่อ ใครที่นำไปดื่ม หรือนำไปล้างหน้า กระแสพลังก็เชื่อมเข้าสู่ร่างกายของเขา แล้วสลายพลังงานที่ไม่ดีภายในร่างกายและจิตใจ หลักการเดียวกันนี้ สามารถนำไปใช้อธิบายได้ต่อไปว่า พระพุทธรูปที่ทำจากวัสดุต่างๆ รวมถึงพระเครื่องของชาวพุทธ มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือมีพลังได้อย่างไร

5.                  ธรรมะมากจากไหน

ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้มาจากการคิดค้น วิเคราะห์ วิจัย ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในความเป็นจริงนั้น ธรรมะ คือความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของโลก ชีวิต สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งนั้นมีอยู่แล้ว นับตั้งแต่ก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เปรียบเสมือนห้องสมุดที่รวบรวมองค์ความรู้อันเป็นความลับเอาไว้ทั้งหมด ที่ไม่มีใครมีกุญแจเปิด ต่อเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา จึงสามารถเข้าถึงภาวะที่ทำให้พระองค์สามารถไขความลับในเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งห้องสมุดนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่ทว่าอยู่ภายในศูนย์กลางกายของพระองค์เอง ใครก็ตามที่สามารถปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุธรรมตามอย่างพระองค์ ก็จะสามารถไขกุญแจ เพื่อเข้าไปทำความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ในพระธรรม ตามอย่างพระพุทธองค์ได้เช่นกัน ต่างกันตรงที่ว่า เมื่อมีกุญแจไขเข้าไปแล้ว จะมีกำลังในการเรียนรู้และรับรู้ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังญาณหรือพลังสมาธิของแต่ละคน

6.                  ธรรมะกับใบไม้

ธรรมะซึ่งเป็นองค์ความรู้ ที่พระพุทธเจ้าทรงทราบ เปรียบเหมือนใบไม้ในป่า ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายมหาศาล แต่สิ่งที่ทรงนำมาสอน เป็นเพียงประดุจใบไม้ในกำมือ ซึ่งก็มากเพียงพอแล้ว ต่อการละทิ้งวัฏสงสาร เข้าสู่อายตนนิพพาน ตามมโนปณิธาน ที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ (มนุษย์หรือสัตว์ผู้บำเพ็ญตนเป็นพระพุทธเจ้า) แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ที่มุ่งหวังจะแก้ไขวัฏสงสาร นำพาสรรพสัตว์เข้าสู่อายตนนิพพานได้ทั้งหมด ต้องอาศัยความรู้ที่เกินกว่าใบไม้ในกำมือ ต้องสั่งสมบุญบารมียาวนานกว่าปกติยิ่งขึ้นไปอีก เปรียบได้กับโปรแกรมระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ติดตั้งอยู่ ถ้าเราต้องการใช้โปรแกรม ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมทำบัญชี เราสามารถทำบัญชีให้เสร็จเรียบร้อยได้ด้วยความรู้ที่เกี่ยวกับคำสั่งในโปรแกรมบัญชี ซึ่งซับซ้อนและยากในระดับหนึ่ง แต่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปก็สามารถใช้งานได้ โดยใช้เวลาเรียนรู้ไม่นานมาก แต่ถ้าหากเราต้องการแก้ไขโปรแกรมระบบปฏิบัติการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ความซับซ้อนและความยากของงานจะมากขึ้นอีกหลายเท่า และผู้ใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปไม่สามารถทำได้ ต้องอาศัย “โปรแกรมเมอร์” หรือนักเขียนโปรแกรม ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่า ในการทำการทำงานนี้ และถ้าหากการแก้ไขนั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมาก ก็อาจใช้เวลายาวนานมากกว่า การใช้โปรแกรมทำบัญชี โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปนั่นเอง

7.                  มองไม่เห็น... แต่มีอยู่

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ใช้เหตุผลเป็นหลัก จึงยืนอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แต่ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็คือ... พุทธศาสต