10. เรื่องกายสิทธิ์พระจักรพรรดิ

อย่างไรชื่อว่า "พระจักรพรรดิ???"

โดย ครูวิชชา & Pittaya Wong

www.meditation101.org

 

ฉบับแรก ครั้งที่ 1 เมื่อ 20 พฤษภาคม 2561

ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เมื่อ 20 เมษายน 2562

ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เมื่อ 21 เมษายน 2562

ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 เมื่อ 21 เมษายน 2562

 

 

 

คำว่า จักรพรรดิมีปรากฏใช้ในหลายกรณีดังนี้

(1) พระเจ้าจักรพรรดิราช คือมนุษย์ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ครอบครองรัตนะเจ็ดของหยาบที่จับต้องได้และเห็นได้ด้วยตามนุษย์ อันได้แก่ จักรแก้วแก้วมณีขุนพลแก้วขุนคลังแก้วนางแก้วช้างแก้วและม้าแก้ว มีแสนยานุภาพปกครองตลอดทั่วทั้งจักรวาล

ทั้งนี้ พระเจ้าจักรพรรดิราช สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้

(1ก)  พระจักรพรรดิราชพุทธเจ้า คือพระโพธิสัตว์ที่ทรงตรัสรู้ธรรมเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงตรัสเรียกรัตนะ 7 ขึ้นมาครอง สำเร็จเป็นทั้งพระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิราชในเวลาเดียวกัน

(1ข)  พระจักรพรรดิราชปัจเจกพุทธเจ้า คือพระปัจเจกโพธิสัตว์ที่ทรงตรัสรู้ธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงตรัสเรียกรัตนะ 7 ขึ้นมาครอง สำเร็จเป็นทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิราชในเวลาเดียวกัน

(1ค)  พระสมณะจักรพรรดิราช คือพระเจ้าจักรพรรดิราช ที่ได้ทรงครอบครองรัตนะ 7 ปกครองทั้งจักรวาลแล้ว ทรงออกผนวช โดยมิได้สละราชสมบัติและรัตนะ 7

(1ง)  พระเจ้าจักรพรรดิราช คือพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงครอบครองรัตนะ 7 ปกครองทั้งจักรวาลในฐานะฆราวาส

(2) พระจักรพรรดิ (พระจักรฯ) คือมนุษย์ที่บำเพ็ญบารมีในสายจักรฯ

ทั้งนี้ขอเอ่ยอ้างถึงการบำเพ็ญบารมี 2 สายหลัก ที่มีอยู่ในโลกของเรา มี 2 สายด้วยกันคือ

(2)    สายธรรม เรียกว่า “พระองค์ธรรม”  หากมุ่งหวังเป็นพระพุทธเจ้า เรียกพระโพธิธรรมบุคคล ที่ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิบ้างเป็นระยะๆ ก่อนกว่าจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล หรือตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หาก “พระองค์ธรรม” บำเพ็ญบารมีกระทั่งสำเร็จขั้นธาตุขั้นธรรมต่างๆ ในวิชชา จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (i) พระองค์ธาตุพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่ชำนาญแก่กล้าในฝ่ายธาตุ และ (ii) พระองค์ธรรมพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่ชำนาญแก่กล้าในฝ่ายธรรม

(2)    สายจักรฯ หรือ สายจักรพรรดิ เรียกว่า “พระจักรฯ” หากมุ่งหวังเป็นพระพุทธเจ้า เรียกพระโพธิจักรฯบุคคล ที่ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิบ่อยกว่า ก่อนกว่าจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล หรือตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หาก “พระจักรฯ” บำเพ็ญบารมีกระทั่งสำเร็จขั้นธาตุขั้นธรรมต่างๆ ในวิชชา จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (i) พระองค์ธรรมจักรพรรดิ คือพระจักรพรรดิที่ชำนาญแก่กล้าในธรรม และ (ii) พระองค์ธาตุจักรพรรดิ คือพระจักรพรรดิที่ชำนาญแก่กล้าในธาตุ ซึ่งทั้ง 2 ประเภทสามารถ “ตรัส” เป็น “พระพุทธจักรพรรดิ” ในวิชชาได้

สำหรับสายจักรฯ นั้น เมื่อก้าวหน้าในระดับหนึ่งแล้ว ได้ขั้นเป็น พระจักรฯมี ผู้เลี้ยงผู้รักษา” (อุปมาดุจเทวดาประจำตัว) และ/หรือ กายต้นขั้วแห่งสายธาตุสายธรรมของตน (วิญญาณชั้นในสุดของตน)เป็นกายพระจักรพรรดิ (มนุษย์อื่นๆ อาจมีผู้เลี้ยงผู้รักษาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระธรรมกาย หรือเป็นกายสิทธิ์ที่ดูคล้ายเทวดา) ถ้าพระจักรฯ ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าด้วย เรียกว่า "พระโพธิจักรฯ" ถ้าปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช หรือไม่ได้ปรารถนาอะไรก็เรียกเป็น “พระจักรฯ” ตามธรรมดา โดยที่ “พระจักรฯ” จะได้รับ รัตนะ 7 ของทิพย์อย่างครบถ้วน หรือบางส่วน จากสายธาตุสายธรรมของตน มาสถิตไว้ในตัว เพื่อบ่มเพาะให้แก่กล้าต่อไป ไม่ว่าจะด้วยการเดินงาน และ/หรือ เดินวิชชา เมื่อ “พระจักรฯ” สั่งสมบำเพ็ญบารมีแก่กล้าขึ้น รัตนะ 7 ภายในตัว ซึ่งเป็นของทิพย์หรือของกายสิทธิ์ ก็จะแก่กล้าตามไปด้วย

โดยที่ ทั้งพระโพธิธรรมบุคคล และพระโพธิจักรฯบุคคล ต่างก็เรียกรวมกันว่า “พระโพธิสัตว์” ทั้งนี้ ปกติแล้วพระองค์ธรรม มักจะประเสริฐกว่า พระจักรฯ ด้วยเพราะมีธรรมอันอุดมมากกว่า แต่หากพระจักรฯสามารถบำเพ็ญจนบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็จะสำเร็จเป็น "พระพุทธจักรพรรดิ" ซึ่งประเสริฐกว่า พระพุทธเจ้าสามัญ ที่มาจากการเป็นพระองค์ธรรม หรือ พระจักรฯ ที่มีอันดับด้อยกว่า การเป็นพระพุทธจักรพรรดินั้นก็ อุปมาเหมือนดั่งพระพุทธเจ้าที่เป็น "เจ้าคุณ" คือมียศศักดิ์อยู่ใน “พุทธสมาคม” โดยใน "ภัทรกัปป์" ปัจจุบันของเรานี้ สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงเสด็จอุบัติขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 โดยที่พระองค์เป็น "พระพุทธจักรพรรดิ [ในวิชชา]" เพียงพระองค์เดียว ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ของภัทรกัปป์นี้

หากถามว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก่อนอื่นต้องขออ้างอิงถึงบทความเดิมในเว็บไซท์ว่า พระจักรฯ มีสองประเภท คือ (1) ประเภทที่เก่งงาน และ (2) ประเภทที่เก่งวิชชา

พระจักรฯ ประเภทที่เก่งงาน ต้องผ่านการ “ฝึกงาน” เริ่มตั้งแต่เป็น “รัตนะบุคคล” ซึ่งมีบทบาททั้ง 7 อย่าง โดยเริ่มแรกตั้งแต่เป็น ม้า (การคมนาคม)ช้าง (การอำนวยเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ)เป็น บุรุษหรืออิตถีรัตนะ (การให้ความสุข ความน่าเพลิดเพลินใจ และความสวยงาม)พระคลัง (การดูแลจัดหาและรักษาสมบัติ)ขุนพล (การควบคุมระดมพลพรรค และทรัพยากรบุคคล)พระมณีรัตน์ และ พระมณีจินดา (กำกับการเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ให้คุณชนิดต่างๆ และรัตนชาติหินมีค่า) จนกระทั่งเป็น "จักร" ที่ฝึกการใช้อำนาจบังคับบัญชาสั่งการและบริหารจัดการ. เพราะฉะนั้น พระจักรฯ ที่ฝึกงานมาตามลำดับขั้นนี้ จะมี "กายสิทธิ์" คือ “วสี” หรือ “ความชำนาญงาน” สะสมอยู่ในตัวมากกว่า "พระองค์ธรรม" ที่สร้างบารมีไปเรื่อยๆ โดยอาจไม่ได้เน้นงานตามบทบาทแห่งรัตนะ 7 (เมื่อเราทำกิจ ภพกายสิทธิ์จะส่งกายสิทธิ์มาเก็บไว้ในตัวเรา ทำให้เกิดความชำนาญในกิจแต่ละด้านแต่ละอย่าง) ด้วยเหตุนี้ พระจักรฯที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจึง “เก่ง” กว่าพระองค์ธรรมที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยบารมีธรรมที่พอๆกัน

ส่วนพระจักรฯประเภทที่เก่งวิชชา คือพระจักรฯ ที่ “เดินรัตนะ” หรือ “เข้ารัตนะ” โดยอาศัย "รัตนะ 7 ของกายสิทธิ์” (อันเป็นทิพย์) ในการเข้าวิชชาเดินวิชชาหรือประกอบวิชชาในญาณ มีความชำนาญ อุปมาดั่ง ทหาร (อุปมาว่าเป็นพระจักรฯ) ที่ฝึกใช้ อาวุธสงคราม เมื่อเทียบกับตำรวจ (อุปมาว่าเป็นพระองค์ธรรม) ที่ฝึกใช้อาวุธสำหรับต่อสู้ต่างๆ แม้ว่า พระองค์ธรรม จะสามารถใช้รัตนะ 7 ได้เช่นกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง พระจักรฯ กับ พระองค์ธรรม ในระดับเดียวกัน โดยส่วนใหญ่แล้วพระจักรฯ ย่อมจะใช้รัตนะ 7 ที่เป็นกายสิทธิ์ ในวิชชา ได้เชี่ยวชาญ ชำนาญ และ “เก่ง” มากกว่า ด้วยภาวะแห่งการเป็นพระจักรพรรดิ ยกเว้น พระองค์ธรรมบางพระองค์ที่ฝึกมานาน หรือพระองค์ธรรม ที่ฝึกหรือบำเพ็ญเป็น “พระจักรฯ” ควบคู่กันไปด้วย อุปมาเหมือนบุคคลที่เป็นทั้ง ทหาร และ ตำรวจ ในคนๆเดียวกัน แต่มียศในทั้งสองฝ่าย

            อย่างไรก็ตาม ทั้งการฝึกงาน และการฝึกวิชชา ของพระจักรฯ ซึ่งมีการให้ความสำคัญกับงานและ/หรือ วิชชา ในด้าน “รัตนะทั้ง 7” มากกว่าทั่วๆไป ทำให้เป็นการยากสำหรับพระจักรฯ ในการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับพระองค์ธรรม เพราะพระจักรฯมิได้ "บำเพ็ญธรรม" แต่เพียงอย่างเดียวเป็นหลัก แต่ฝึกหลายๆ อย่างไป พร้อมๆ กัน ทั้งงานและวิชชา และการฝึกของพระจักรฯ ในลักษณะนี้ เป็นเหตุที่เอื้อให้ พระจักรฯ บรรลุเป็น พระเจ้าจักรพรรดิราช ได้บ่อยกว่า และได้มากกว่า พระองค์ธรรม ในตลอดช่วงระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมีที่เท่ากัน

แม้กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ธรรม จะไม่ได้ฝึกรัตนะ 7 อย่างพระจักรพรรดิเลย พระองค์ธรรม ก็ได้ฝึกบ้าง แต่ไม่เข้มข้นมาก และพระองค์ธรรมก็สำเร็จเป็นพระเจ้าจักรพรรดิบ้าง แต่ไม่มากเหมือนอย่างพระจักรฯ ตลอดช่วงระยะเวลาที่บำเพ็ญบารมีจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ธรรมได้สั่งสมบารมีธรรมโดยตรง นั่นก็คือ "บารมี 10 ทัศ" ทั้งแบบสามัญ แบบอุปบารมี และแบบปรมัตถบารมี ซึ่งทำให้บารมีธรรมของพระองค์ธรรมเต็มเร็ว และบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ง่ายกว่า พระจักรฯ ที่ต้องฝึกงานในรูปของ รัตนบุคคล 7 ประเภท ซึ่งกอปรให้เกิด "บารมีธาตุ" และ/หรือ ฝึกวิชชาที่ใช้รัตนะ 7 กายสิทธิ์กระทั่งเชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ 3 ขั้น (ขั้นสามัญขั้นอุปบารมีขั้นปรมัตถบารมี) ที่กอปรให้เกิด "บารมีธรรม" ด้วยเหตุนี้ กาลแห่งความล่าช้าจึงเกิดแก่พระจักรฯ

โดยสรุปแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่า “ธรรม” นั้นได้การยอมรับนับถือว่าเป็นใหญ่ เพราะเป็นองค์คุณที่ก่อให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ จวบจนเกิดเป็นมรรคผล นิพพาน ตามปกติแล้ว “พระจักรฯ” จะมี “ธรรม” ด้อยกว่า “พระองค์ธรรม” แต่พระจักรฯ มักจะมี “วสี” คือความเก่ง ทั้งในงาน และในวิชชา เมื่อเปรียบเทียบกับพระองค์ธรรมที่อยู่ในระดับเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากว่า “พระจักรฯ” สามารถบำเพ็ญจนกระทั่ง “อุดมธรรม” ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “พระองค์ธรรม” ด้วย “ธรรม” ที่พอๆ กัน พระจักรฯ ย่อมจะประเสริฐกว่า เหตุเพราะมีวสีในงานและในวิชชา ส่วน “พระองค์ธรรม” หรือ “พระจักรฯ” ที่บำเพ็ญในทั้ง 2 ฝ่าย ควบคู่กันไป คือเป็นทั้ง “พระองค์ธรรม” และ “พระจักรฯ” ในเวลาเดียวกัน ย่อมประเสริฐกว่า “พระองค์ธรรม” หรือ “พระจักรฯ” ด้วยกัน ที่อยู่ในระดับเดียวกัน

หมายเหตุ: การใช้คำว่า "พระจักรพรรดิ" ก็ตาม หรือ "พระพุทธจักรพรรดิ" ก็ตาม สามารถแบ่งแยกประเภทออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ (ก) พระจักรพรรดิ ที่ "เป็นตัวเป็นตน" (The Lord of Imperial Dhamma) คือมีชีวิต และสามารถถือกำเนิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดา ได้ ส่วน (ข) คือ พระจักรพรรดิ ที่เป็น "กายสิทธิ์" (The Transcendroid or Transcendental Droid) ที่ไม่มีชีวิต แต่มีความคิด มีจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถูก "สร้าง" หรือ "ปรุง" ขึ้นให้อยู่ในสภาพอันเป็น "ทิพย์" โดยที่ปกติแล้วไม่จำเป็นต้องมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเพื่อเวียนว่ายตายเกิด ยกเว้นในบางกรณีพิเศษ ส่วนสาเหตุที่พระจักรพรรดิ ทั้งประเภท (ก) และ ประเภท (ข) มีชื่อเรียกว่าเป็น "พระจักรพรรดิ" เหมือนๆ กัน ก็เพราะต่างก็เกี่ยวข้องขับ "รัตนะ 7 ประการ" มี "จักรแก้ว" เป็นอาทิ ไม่ว่าจะเป็นของหยาบที่หยิบจับต้องใช้สอยได้ หรือของทิพย์ที่เอาไว้ใช้ในญาณ หรือใน "วิชชา"

การฝึกงานของพระจักรฯ

      1.       ฝึกใช้อำนาจ ควบคุมอำนาจที่มี ให้เป็นคุณเป็นโทษอย่างถูกต้องสมควร

      2.      ฝึกความแน่ชัด ชัดแจ้ง ให้ตนเองและผู้อื่น รู้เห็นเข้าใจถูกต้องตามจริงตามควร

      3.      ฝึกการเป็นผู้นำผองชน การทำงานทำการร่วมกัน เพื่อให้งานสำเร็จโดยร่วมกัน

      4.      ฝึกการใช้สอยและจัดหาทรัพย์สินศฤงคาร ให้มีพอมีใช้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่เสียศูนย์เปล่า โดยไม่จำเป็น

      5.      ฝึกความวิจิตรงดงามของข้าวของสิ่งต่างๆ รวมทั้งจิตใจ ที่ให้ความสุขน่าพึงพอใจแก่ตนเองและผู้อื่น

      6.      ฝึกความโอบอ้อมอารี อ่อนโยน เอื้อเฟื้อต่อทั้งผู้ยาก และผู้มั่งมี เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น

      7.      ฝึกกำลังความรวดเร็ว ว่องไว ทรงพลัง ในการยังกิจการงานต่างๆ ทั้งเรื่องหยาบ (โลกภายนอก) และเรื่องละเอียด (ในวิชชาหรือในญาณ)

พระจักรฯส่วนใหญ่ก็ฝึกงานเพื่อให้ได้เป็นพระจักรพรรดิในวิชชาเสียส่วนใหญ่ ถ้าพระจักรพรรดิบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้เป็น พระพุทธจักรพรรดิซึ่งสำเร็จยาก นานๆ ทีจะมีสักองค์ เหมือนอย่างองค์ที่ห้าในภัทรกัปป์ปัจจุบัน แต่ต่อจากนี้ไปก็จะง่ายเข้า.. ถ้าพระจักรฯบรรลุเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นก็เป็นเรื่องปกติ จักรพรรดิส่วนใหญ่เก่งงาน ไม่เช่นนั้นก็เก่งวิชชา เดิมทีพระจักรฯสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ยากเพราะขั้นตอนซับซ้อนกว่า แต่ถ้าสำเร็จก็จะประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้าทั่วไป และเลิศล้ำกว่า พระองค์ธรรมที่อยู่ในระดับเดียวกัน

ทั้งนี้ พระจักรฯจะมี รัตนะบุคคลซึ่งเป็นคล้ายๆ กับ สหชาติกล่าวคือเป็น บริวารบุญของพระจักรฯ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ช่วย เดินวิชชาและ/หรือ เดินงานทำหน้าที่ด้านต่างๆ คือ (1) พระมณีกร ช่วยดูแลด้านของกายสิทธิ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีดวงแก้วเป็นอาทิ (2) พระขุนพล ช่วยบริหารจัดการกำกับดูแลบริวาร (3) พระคลัง ช่วยพิทักษ์รักษาสมบัติ (4) พระสุขะรัตนะ (นายแก้ว / นางแก้ว) ช่วยดูแลให้เกิดความสุขเพลิดเพลินใจ ศิลปะ วัฒนธรรม ความบันเทิงต่างๆ (5) พระคชา ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกความเป็นอยู่ (6) พระอาชา ช่วยดูแลอำนวยการเดินทางและคมนาคม ให้ราบรื่นเรียบร้อย โดยที่ พระจักรฯ จะเป็นผู้แต่งตั้งว่า บริวารบุญคนใด จะเป็นรัตนะบุคคลตำแหน่งใด บางคนอาจควบหลายตำแหน่ง และบางคนอาจสลับตำแหน่งกันตามวาระ พระจักรฯผู้ใหญ่ ที่มีบารมีมากจะมี รัตนะบุคคลหลายชุด หลายชั้น ส่วนพระจักรฯผู้น้อย อาจจะมีรัตนะบุคคลชุดเดียว และในชุดเดียวนั้นอาจมีเพียง 2-3 คน ซึ่งควบหลายตำแหน่ง หรือบางตำแหน่งพระจักรฯก็เป็นรัตนะบุคคลด้วยตนเอง เช่น พระจักรฯ เป็นพระมณีกร และเป็นพระขุนพล ในตัวคนเดียวกัน

ตามปกติแล้ว พระจักรฯ และ พระรัตนะบุคคล จะบำเพ็ญบารมีตามขั้นของรัตนะ เรียกว่า “ฝึกวิชชา” และ/หรือ “ฝึกงาน” โดยส่วนใหญ่นั้น ก่อนกว่าจะได้มาเป็นพระจักรฯ จะต้องเคยเป็นพระรัตนะบุคคลมาก่อน เช่น เป็น พระอาชาบุคคล (ม้า) ที่ทำงานด้านการเดินทางและคมนาคม ให้กับพระจักรฯองค์อื่นๆ หรือเป็นพระคชา (ช้าง) ที่เอื้อเฟื้ออำนวยความสะดวก เป็นพระสุขรัตนะ (นาย/นางแก้ว) ที่คอยสร้างสรรค์ความวิจิตรสวยงามของศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิง เป็นพระคลัง ที่คอยทำบัญชี บริหาร พิทักษ์สมบัติ เป็นพระขุนพล ที่ควบคุมกำกับทรัพยากรบุคคล หรือเป็นพระมณี ที่รับหน้าที่ด้านการให้ความรู้ความเข้าใจในศิลป์และศาสตร์ รวมถึงจัดหาศึกษาวัตถุศักดิ์สิทธิ์และหินรัตนชาติมีค่า โดยรัตนะบุคคลจะต้องฝึกมาตามลำดับ เช่น เป็นพระอาชาบุคคล 5,000 ชาติ แล้วมาเป็นพระคชาบุคคลอีก 3,500 ชาติ ก่อนจะมาเป็น พระสุขรัตนะ อีก 3,000 ชาติ เป็นพระคลังอีก 2500 ชาติ เป็นพระขุนพลอีก 2,000 ชาติ เป็นพระมณีอีก 500 ชาติ กว่าที่จะได้มาเป็น “พระจักรฯ” แต่ระยะเวลา “การฝึกรัตนะ” ก็ไม่แน่นอน บางท่านเป็นพระคลังนานกว่าตำแหน่งอื่น หรือบางท่านเป็นพระคชาบุคคลนานกว่า รวมถึงระยะเวลาก็ไม่แน่นอนว่าจะต้องระบุว่าเป็นกี่ชาติ แล้วแต่พระจักรฯที่ฝึกให้ และแล้วแต่กติกาของแต่ละสังกัด หรือบางท่านก็ไม่ได้เป็นแบบ “ฝึกขึ้นมา” แต่เป็นแบบ “สั่งส่ง” ลงมาจากสายธาตุสายธรรม

ปกติแล้ว เมื่อพระรัตนะบุคคลผ่านการฝึกตามลำดับขั้นรัตนะจากชั้นล่างสุด ขึ้นสู่ชั้นบนแล้ว สายธาตุสายธรรม หรือ พระจักรฯ ที่ฝึกให้ อาจจะอนุมัติให้เป็น “พระจักรฯ” ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระจากพระจักรฯที่ฝึกให้ และมีสิทธิ์ตั้ง “พระรัตนะบุคคล” เป็นของตนเองเช่นกัน แต่ก็มีกรณีพิเศษ ที่พระรัตนะบุคคลฝึกเฉพาะตำแหน่งยาวนานเป็นพิเศษ และ สำเร็จในวิชชา หรือสำเร็จในงาน กระทั่งได้เป็น “พระจักรฯในสายงานของตน” โดยมีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นอยู่อย่างอิสระจากพระจักรฯที่ฝึกให้ตน หรือยังคงอยู่ในกำกับการของพระจักรฯที่ฝึกให้ตนก็ได้ โดยพระรัตนะบุคคลที่สำเร็จเป็นพระจักรฯ ในสายงานของตนมีดังนี้คือ

(1)    พระมณีรัตน์จักรพรรดิ (ดูแลด้านแก้วมณีและของกายสิทธิ์)

(2)    พระมณีจินดาจักรพรรดิ (ดูแลด้านรัตนชาติหินมีค่ามีกายสิทธิ์)

(3)    พระปรินายกจักรพรรดิ (ขุนพลจักรพรรดิ)

(4)    พระคหปติจักรพรรดิ (ขุนคลังจักรพรรดิ)

(5)    พระสุขะรัตนะจักรพรรดิ (นายแก้วจักรพรรดิ / นางแก้วจักรพรรดิ)

(6)    พระคชาจักรพรรดิ (ช้างจักรพรรดิ)

(7)    พระอาชาจักรพรรดิ (ม้าจักรพรรดิ)

นอกจาก พระจักรฯ จะมี รัตนะบุคคลเป็น สหชาติช่วยเดินวิชชา และ/หรือ เดินงาน แล้ว พระจักรฯ อาจจะ จับคู่กับพระองค์ธรรม พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เพื่อเดินวิชชา และ/หรือ เดินงานร่วมกัน ให้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการจับคู่ในลักษณะนี้ ก็คล้ายกับ คู่พระอัครสาวกเบื้องซ้าย-ขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างแต่เพียงว่า คู่ของพระจักรฯและพระองค์ธรรม อาจจะมีสมเด็จองค์ปฐมฯ หรือ พระต้นธาตุต้นธรรม เป็นองค์ประธาน และการจัดคู่ ก็มีการนับถือแตกต่างกันไป บางวงศ์ (วงบุญ) นับถือพระองค์ธรรมเป็นนาย พระจักรฯ เป็นบ่าว บางวงศ์ นับถือ พระองค์ธรรมเป็นบิดา พระจักรฯเป็นบุตร บางวงศ์นับถือพระองค์ธรรมกับพระจักรฯ เหมือนพี่กับน้อง บางวงศ์นับถือกันเหมือนสหาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ธรรมจะได้รับการนับถือว่าประเสริฐกว่าพระจักรฯ ในการจัดลำดับความสำคัญลักษณะนี้ พระองค์ธรรมจะประทับอยู่ฝ่ายขวา และพระจักรฯอยู่ฝ่ายซ้าย แต่ในบางกรณี พระจักรฯ ก็ประเสริฐกว่าพระองค์ธรรม ยกตัวอย่างเช่น พระจักรฯ ที่ ทรงธรรมคือพระจักรฯ บำเพ็ญทั้งในสายธรรมและสายจักรฯ กระทั่งประเสริฐกว่าพระองค์ธรรม พระจักรฯก็จะประทับฝ่ายขวา และพระองค์ธรรมก็ประทับฝ่ายซ้าย แต่ก็มีบ้างที่พระจักรฯ กับพระองค์ธรรม สลับฝ่ายกันตามวาระ เพื่อผดุงเกียรติกันและกัน ส่วนพระต้นธาตุต้นธรรมเองนั้น ก็แล้วแต่ละภาคจะจัดสรร บางภาคมีองค์พระต้นธรรม คู่กับองค์พระต้นธาตุจักรพรรดิ บางภาคมีองค์พระต้นธาตุต้นธรรม คู่กับพระองค์ต้นจักรพรรดิ บางภาค องค์พระต้นธาตุต้นธรรม ต้นจักรพรรดิ เป็นองค์เดียวกันครบหมดในตัว ส่วนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมฯ ก็ทรงมีหลายปาง เช่น "ปางธรรม" ก็จะทรงครองผ้าคล้ายพระพุทธเจ้า แล้วก็ทรงมี "ปางจักรฯ" ซึ่งทรงประดับเครื่องทรงคล้ายพระจักรพรรดิ แล้วแต่ว่าจะทรงเสด็จออกงานใด

ว่ากันด้วยเรื่องการจับคู่ระหว่างพระองค์ธรรมกับพระจักรฯนั้น ตามปกติแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จะมีคู่เพียงท่านเดียว ยกเว้นพระจักรฯผู้ใหญ่ อาจจะมีพระองค์ธรรมในการอุปถัมภ์หลายองค์ เช่น 3 ถึง 5 องค์ ในขณะเดียวกัน พระองค์ธรรมผู้ใหญ่บางองค์ ก็อาจจะสนับสนุนพระจักรฯที่อ่อนกว่าหลายองค์ในเวลาเดียวกัน ส่วนพระองค์ธรรม หรือ พระจักรฯ ที่บ้างก็บำเพ็ญทั้งในสายธรรม และสายจักรฯ ในเวลาเดียวกัน ก็อาจจะ "ไขว้" คือเป็นพระองค์ธรรม ที่คู่กับพระจักรฯองค์หนึ่ง แล้วก็เป็นพระจักรฯ ด้วย ที่คู่กับพระองค์ธรรม องค์อื่นอีก โดยการไขว้แบบนี้ นอกจากจะไขว้คู่แล้ว ก็ไขว้รัตนะบุคคลไปด้วย ซึ่งการดำรงสถานภาพแบบนี้มักจะเป็นเฉพาะพระองค์ธรรม กับพระจักรฯ ผู้ใหญ่ที่มีบารมีมาก มีกำลังมาก และสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามในเรื่องของการจับคู่พระองค์ธรรม กับพระจักรฯ นั้นมีธรรมเนียมกติกาเป็นที่ยึดถือกันว่า พระองค์ธรรม กับพระจักรฯ ที่คู่กัน จะไม่สมสู่กัน ฉันท์สามี-ภรรยา แต่จะนับถือกันเหมือนบิดา-บุตร, สหาย, พี่-น้อง, นาย-บ่าว, อาจารย์-ศิษย์ แล้วแต่ธรรมเนียมของแต่ละสังกัด

โดยสรุปแล้ว ชาวพุทธทั่วไปต้องสั่งสม ความคิด คำพูด และการกระทำ ที่เป็นบุญกุศล เพื่อให้ได้บุญบารมี 10 ทัศ หรือคุณธรรม 10 ประการ อันได้แก่ (1) ทาน (2) ศีล (3) เนกขัมมะ (4) ปัญญา (5) วิริยะ (6) ขันติ (7) สัจจะ (8) อธิษฐาน (9) เมตตา (10) อุเบกขา โดยบารมี 10 ทัศ นี้มีด้วยกัน 3 ระดับ คือ (ก) ระดับทั่วไป คือตั้งใจทำเป็นประจำ (ข) ระดับที่แลกด้วยเลือดเนื้อ และ (ค) ระดับที่แลกด้วยชีวิต สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระจักรพรรดิในวิชชา หรือปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าจักรพรรดิ ก็จะต้องสั่งสมความชำนาญในวิชชา และสะสมกายสิทธิ์ หรือเสริมสร้าง วสีหรือ ความแก่กล้าของกายสิทธิ์รัตนะ 7 ที่มีอยู่ ตามข้อ 1 ถึง 7 ข้างต้น ซึ่งมีชื่อเรียกดังต่อไปนี้ (1) จักรแก้ว (2) แก้วมณี (3) ขุนพลแก้ว (4) ขุนคลังแก้ว (5) นางแก้ว (6) ช้างแก้ว และ (7) ม้าแก้ว ไม่ว่าจะเกิดจาก การเดินวิชชาหรือ การเดินงานดังนี้

(3) พระจักรพรรดิที่เป็นกายสิทธิ์ ซึ่งกายสิทธิ์ก็คือ ทิพยะ-กลกายที่มีจิตใจแต่ไม่มีชีวิต และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ส่วนว่าที่เรียก "กายสิทธิ์" นั้นก็เพราะเป็น "กายจำลอง" หรือ "ประดิษฐ์" ที่ถูก สิทธิ์ขึ้นมาทำหน้าที่ มีทั้งแบบที่เป็นกายสิทธิ์ทั่วไปบ่มจนสำเร็จเป็นจักรพรรดิ หรือกายสิทธิ์ที่ถูกปรุงสร้างสำเร็จขึ้นมาเป็นจักรพรรดิเลย โดยที่ หากเราเปรียบกายสิทธิ์กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์นั้นสามารถอัพเกรดได้ กระทั่งเป็นคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง (บ่มกายสิทธิ์) และสามารถ ลงโปรแกรมให้กายสิทธิ์สามารถทำงานได้หลากหลายและดียิ่งขึ้น (เติมวิชชา) แต่กายสิทธิ์ก็มีสเป็คที่สามารถอัพเกรดหรือลงโปรแกรมได้จำกัด เช่น กายสิทธิ์ระดับ B สามารถอัพเกรดเป็นระดับ A ถึง AA ได้ แต่กายสิทธิ์ระดับ D สามารถอัพเกรดสูงสุดได้เพียงขั้น B+ เป็นต้น

มีคนสงสัยกันว่ากายสิทธิ์คืออะไร (กายสิทธิ์ขั้นสูงเรียกว่าจักรพรรดิ) ผมเคยอุปมาไว้ว่าเหมือนแอนดรอยด์ แต่บางคนก็ยังไม่เห็นภาพชัดเจน จึงขอให้ลองคิดถึง "หุ่นพยนต์" ในทางไสยศาสตร์ ซึ่งถูกปลุกเสกขึ้นมาทำหน้าที่ตามกำหนด แต่จะบอกว่ากายสิทธิ์เป็นหุ่นพยนต์ก็ยังไม่สมควร เพราะกายสิทธิ์บ้างก็ประณีตกว่า บริสุทธิ์ละเอียดกว่า และบ้างก็มีคุณธรรมสูงกว่ามนุษย์หรือแม้แต่เทวดาเสียด้วย อย่างเช่นกายสิทธิ์ที่อยู่ในเมืองนิพพานทำหน้าที่คอยหล่อเลี้ยงและคุ้มครองรักษาเมืองนิพพาน เพื่อให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์อยู่เป็นสุขสราญในพระนิพพานสมบัติ เป็นต้น ส่วนว่าสุขสราญเยี่ยงไร ก็คือสุขอยู่ในพระนิโรธสมาบัติ และเมื่อเห็นแก้วในเมืองพระนิพพานซึ่งเป็นพระนิพพานสมบัติก็รู้สึกชื่นใจเป็นสุขเหมือนอย่างที่มนุษย์เราเห็นเครื่องแก้วเจียระไนหรือโคมไฟระย้าคริสตัลแล้วรู้สึกพึงพอใจนั่นเอง

โดยปกติผู้ทรงวิชชาจะเรียกกายสิทธิ์ชั้นสูงว่าเป็นจักรพรรดิเหมือนกันเพราะมี "รัตนะ 7" บางอย่างหรือมีทั้งหมด มีจักรแก้วเป็นต้น สำหรับใช้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นของหยาบที่จับต้องได้ หรือของทิพย์ โดยสถานที่สถิตอยู่ของกายสิทธิ์นั้นเรียกว่า ห้องจักรวาลในแต่ละห้องจักรวาลอาจจะมีกายสิทธิ์อยู่เพียงหนึ่งองค์ หรือมากกว่า เช่นลูกแก้วที่เจียระไนจากหินควอทซ์อาจจะมีกายสิทธิ์อยู่เพียงองค์เดียว หรือหลายๆองค์อยู่ด้วยกัน

พระจักรพรรดิที่เป็นกาย "ทิพย์ธรรม" อยู่ในโลกทิพย์ มีทั้งที่เป็นมนุษย์บำเพ็ญสำเร็จเป็นพระจักรพรรดิเป็นองค์เป็นตนในโลกทิพย์ ซึ่งมีชีวิตมีจิตใจ และสามารถเวียนว่ายตายเกิดได้ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกายสิทธิ์ ที่ถูกบ่มเลี้ยงหรือปรุงขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ซึ่งไม่มีชีวิต แต่มีจิตใจ และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด มีรูปกายคล้ายๆ กัน คือเหมือนพระพุทธรูปทรงเครื่องประดับ ดังนี้.

 

(ร่วมรจนาโดย วิชชาจารย์เรียบเรียงเริ่มแรกโดย พิทยา ทิศุธิวงศ์สิงหาคม พุทธศักราช 2560)

จบบรรพ์

  

กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ

ฉบับ D4 ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 20 เมษายน 2562

โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ และ พิทยา ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

 

[1] กายสิทธิ์ มีหลายระดับ ได้แก่ (1) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนพระดาบส-ฤาษี แต่กายสิทธิ์ก็ไม่ใช่วิญญาณของพระดาบส-ฤาษี นั้นๆ (2) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกายทิพย์หรือกายพรหม แต่กายสิทธิ์ก็ไม่ใช่เทวดาและไม่ใช่พรหม และ (3) กายสิทธิ์ที่มีรูปลักษณ์เป็นกายพระจักรพรรดิ คือพระพุทธรูปทรงเครื่อง (เครื่องประดับของพระจักรพรรดิมีไว้ประกอบการ “เดินวิชชา” หรือ “เข้าวิชชา” และส่งพลังฤทธิ์ต่างๆ) แต่กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ ไม่ใช่ “พระเจ้าจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นจอมราชาของมนุษย์ แต่ก็มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ

กายสิทธิ์พระจักรพรรดิเป็นของ “ทิพย์ธรรม” แต่ที่เรียกจักรพรรดิเหมือนกัน เพราะมี “รัตนะ 7” ได้แก่ จักรแก้ว (ก่อให้เกิดอำนาจ) แก้วมณี (ก่อให้เกิดสะอาดสว่างรอบรู้) ขุนพลแก้ว (มีกำลังพลสนับสนุน) ขุนคลังแก้ว (มีกำลังทรัพย์สมบัติ) นางแก้ว (ก่อให้เกิดความสวยงามและสุขสบายใจ) ช้างแก้ว (ก่อให้เกิดความสะดวกเอื้ออำนวยต่องานการ) ม้าแก้ว (ความรวดเร็วว่องไว) เป็นทีมงานบริวารช่วยงาน และเป็นเครื่องมือในการทรงอยู่และทำงาน พระเจ้าจักรพรรดิราช กายมนุษย์ มีรัตนะ 7 ของหยาบที่จับต้องได้ ส่วน กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ มีรัตนะ 7 ของละเอียดที่เป็น “ทิพย์ธรรม” ส่วนมนุษย์ที่เป็น “พระจักรฯ” หรือ “พระจักรพรรดิ” ก็คือมนุษย์ที่มี “ต้นสายธาตุสายธรรม” หรือ “ต้นขั้วแห่งตัวตน” เป็น “กายต้นกายสิทธิ์” หรือ “กายพระจักรพรรดิ” คอยควบคุมดูแลมนุษย์แต่ละคนนั้นๆ ซึ่งต้นสายธาตุสายธรรมของมนุษย์แต่ละคน ก็ไม่ใช่พระจักรพรรดิเสมอไป บางคนมีต้นสายธาตุสายธรรมเป็น “พระธรรมกาย” เป็น “พระพุทธเจ้า” แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “กายสิทธิ์” (มนุษย์เองก็มีกายสิทธิ์อยู่ในตัว) ที่คล้ายๆ กายทิพย์ของเทวดา หรือกายพรหม ซึ่งมีอ่อนมีแก่แตกต่างกันไป ซึ่งมนุษย์คนใดที่เป็น “ภาคพระ” (ฝ่ายดี) หรือ “ภาคมาร” (ฝ่ายชั่ว) ก็ดูกันตรงนี้ ว่า “กายต้นขั้ว” เป็น พระพุทธเจ้า พระธรรมกาย พระจักรพรรดิ หรือ กายสิทธิ์ ฝ่ายพระ หรือฝ่ายมาร ถ้าเป็นฝ่ายพระก็จะเป็นกายขาวใสสะอาด สว่างมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังบารมี แต่ถ้าเป็นฝ่ายมาร ก็จะเป็นกายสีดำ ยกเว้นกรณีที่มนุษย์ผู้นั้นเป็นคนของภาคอื่นๆ เช่นภาคทองภาคเงิน (ทองคำขาว)ภาคทองแดง (ทองชมพู) ภาคเทา (อัพยากฤต)  หรือ เป็นจักรพรรดิ และ/หรือ กายสิทธิ์ สีต่างๆ ตามสายธาตุสายธรรม เช่น สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีชมพู สีม่วง สีส้ม และสีอื่นๆ ก็จะมีกายต้นขั้วเป็นสีนั้นๆ ตามภาคที่มาแห่งตน ซึ่งต้นสายธาตุสายธรรม ส่งมนุษย์ท่านนั้นๆ มาทำงานภารกิจของธาตุธรรม มาสร้างบารมี และเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ให้สรรพสัตว์ เป็นต้น ดังเช่นพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย จะอยู่ในกรณีนี้เป็นส่วนมาก

[2] กายสิทธิ์มีทั้งแบบที่บำเพ็ญพัฒนาตนขึ้นไปเป็นพระจักรพรรดิ โดยมักจะเริ่มจากรูปลักษณ์เหมือนฤาษีชีไพร ซึ่งฤาษีชีไพรท่านมีวิชาอัดตัวเองเข้าไปเป็น “กายสิทธิ์” หรือ “กายจำลอง” ของตน สถิตอยู่ในวัตถุ เช่นคดหินต่างๆ เพราะต้องการบำเพ็ญบารมีต่อ หรือเพื่อให้ตนสามารถอยู่ต่อไปยืดยาวได้อีก ในสภาพนั้น จนกว่าจะพบอมตธรรม และ/หรือ ได้ทำงานที่แท้จริง และ/หรือ พบผู้ทรงคุณที่มีวาสนาบารมีแก่กล้า เป็นการเปิดโอกาสให้กายสิทธิ์มีส่วนช่วยงานการ ที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดสังสารวัฏ ฤาษีชีไพรที่มีญาณแก่กล้า บ้างก็ทราบว่า ธรรมเบื้องต้นนั้น ยังไม่เป็นที่สุดอย่างแท้จริง นี่คือการบำเพ็ญจาก “ล่างขึ้นบน” ซึ่งมีส่วนดีที่ความแก่กล้าจากการสั่งสมอบรมอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฌานที่แก่เข้มข้น และการบำเพ็ญตบะอันยาวนาน โดยมากแล้ว ฤาษีชีไพรที่ใช้วิชาอัดตัวเองเข้าไปเป็นกายสิทธิ์สถิตอยู่ในวัตถุแล้ว หรือเมื่อหมดอายุขัยแล้ว จิตวิญญาณของท่านก็ไปเกิดใหม่ โดยส่วนใหญ่จะไปอยู่พรหมโลกกัน เหลือเพียงกายสิทธิ์ที่สถิตอยู่ในวัตถุทิ้งเอาไว้ในโลกมนุษย์ สามารถทำงานแทนตนเองได้ต่อไป โดยฤาษีชีไพรที่สำเร็จเป็นพรหมนั้น จะควบคุมดูแลกายสิทธิ์ของตนที่ฝากเอาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อให้ทำงานจนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คือการ “หมดสิ้นสังสารวัฏ” นั่นเอง ซึ่งเจ้าของกายสิทธิ์ประเภทนี้สามารถที่จะเรียกกายสิทธิ์ของตน กลับคืนมารวมกับตนเองได้ในภายหลังจากที่งานสำเร็จแล้ว ซึ่งพระดาบสและฤาษีชีไพร รวมถึงผู้รู้วิชชาบางท่าน นิยมทำกายจำลอง อัดเป็นกายสิทธิ์ไว้ในวัตถุต่างๆ อย่างเช่น คดหิน มีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก ฝากเอาไว้แด่ชนรุ่นหลังได้พึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์ และเพื่อทำภารกิจของธาตุธรรมคือการทำที่สิ้นสุดแห่งวัฏสงสาร คล้ายๆ กับพระเกจิอาจารย์ในปัจจุบัน ที่นิยมสร้างพระเครื่อง และเครื่องราง ของขลัง ในวาระโอกาสต่างๆ เพื่อให้ลูกศิษย์และผู้ที่นับถือ ได้พึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์ โดยกายสิทธิ์จะมีวิชชายืนพื้นตามเดิมของผู้จำลอง และมีพลังหรือกำลังมากน้อยตามกำลังของผู้จำลองที่เติมเอาไว้ รวมถึงมีความสามารถ ความชำนาญ ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ตามอย่างของผู้จำลองด้วย เช่นกายสิทธิ์บางชนิด เก่งเรื่องคุ้มครองป้องกันภัย บางชนิดเก่งเรื่องรักษาโรค บางชนิดเก่งเรื่องโภคทรัพย์สมบัติ ฯลฯ

[3] กายสิทธิ์อีกชนิดคือ กายสิทธิ์ที่ผลิตขึ้นจากภพศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีพระจักรพรรดิผู้ใหญ่ (กายทิพย์ธรรม) เป็นผู้ปกครอง ซึ่งภพศักดิ์สิทธิ์นี้ มีเครื่องผลิตกายสิทธิ์ อุปมาได้กับโรงงานผลิต “แอนดรอยด์” ในเมืองมนุษย์ โดยอาศัยบุญศักดิ์สิทธิ์ในการผลิต และตั้งยนตร์กลไกขึ้น เมื่อผลิตแล้ว ก็กระจายส่งไปอยู่ตามที่ต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาและให้ความสุขแก่มนุษย์ ซึ่งภพมาร (มารโลก) เขาก็มีการผลิตกายสิทธิ์ในทำนองเดียวกันนี้ เพื่อให้กายสิทธิ์มารก่อให้เกิดทุกข์เกิดโทษแก่เหล่าสัตว์ ยกตัวอย่างเช่นเจ้าหน้าที่ของนรกและเครื่องมือลงโทษในนรกขุมลึกๆ ที่ทำหน้าที่ลงโทษทรมานสัตว์นรก ก็เป็นกายสิทธิ์ที่มีจิตใจแต่ไม่มีชีวิต ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งกายสิทธิ์ที่ผลิตขึ้นจากภพศักดิ์สิทธิ์นี้ ปกติแล้วจะเบา” กว่ากายสิทธิ์ที่บำเพ็ญตนขึ้นมาตามลำดับ เหมือนอย่างพระฤาษีชีไพร

กายสิทธิ์ที่บำเพ็ญหรือแก่กล้าขึ้นจนเป็น “กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ” แล้ว มีลำดับขั้นโดยคร่าวดังนี้ (1) พระจุลจักรพรรดิ (2) พระมหาจักรพรรดิ (3) พระบรมจักรพรรดิ (4) พระอุดมบรมจักรพรรดิ (5) พระเดชอุดมบรมจักรพรรดิ หรือ พระอเนกอุดมบรมจักรพรรดิ (6) พระไพบูลย์จักรพรรดิ (7) พระไพศาลจักรพรรดิ ซึ่งกายสิทธิ์จะอบรมบ่มบารมีในตัวเรื่อยมา หรือเมื่อมาอยู่ในความครอบครองของผู้ทรงวิชชา หรือมนุษย์ผู้ทรงคุณ ที่สั่งสมบุญสร้างบารมี หรือทำกิจการงานอันเป็นภารกิจของธาตุธรรม กายสิทธิ์ก็มีส่วนช่วยเอื้ออำนวยให้เจ้าของอยู่ดีมีสุข มีความปลอดภัย บำเพ็ญภาวนาได้ดีขึ้น และกายสิทธิ์ก็จะได้บุญบารมีเพิ่มเติม ไปพร้อมๆ กับเจ้าของ หรือถ้าเจ้าของเจริญภาวนา เข้าญาณ เข้าวิชชา ศึกษาวิชชา กายสิทธิ์ก็จะได้วิชชาเพิ่มเติมตามเจ้าของไปด้วย ถ้าหากทำวิชชาร่วมกัน เมื่องานสำเร็จตามลำดับขั้น หรืองานสร้างบารมี เจริญภาวนา ก้าวหน้า กายสิทธิ์ก็เลื่อนขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ มีความเก่งกล้า มีความแก่กล้า มากยิ่งขึ้นไปด้วย เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ทรงวิชชา หรือเจ้าของกายสิทธิ์ด้วยกันยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งกายสิทธิ์พระจักรพรรดิยังแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามภพภูมิ คือ (ก) กายสิทธิ์พระจักรพรรดิของภพมนุษย์ (ข) ทิพยจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลภพเทวดา (ค) พรหมจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลภพของพรหม/อรูปพรหม และ (ง) พุทธจักรพรรดิ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิที่ดูแลเมืองพระนิพพาน (จ) ประเภทอื่นๆ

มีกายสิทธิ์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่ง “ภพศักดิ์สิทธิ์” ส่งลงมาอยู่ในโลกมนุษย์แล้วหล่อเลี้ยงไว้มาเรื่อยๆ พร้อมทั้งปลูกเรือนหยาบ บ่มจนเติบโตเป็นกายสิทธิ์แก่กล้าขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หินแร่ ควอทซ์ และแก้วโป่งข่ามและผลึกต่างๆ ทั้งนี้ เพราะทางธาตุธรรมเจ้าของกายสิทธิ์ ต้องการลองหลายๆวิธี เพื่อทำงานการที่จะนำไปสู้การหมดสิ้นวัฏสงสารได้ โดยกายสิทธิ์ประเภทนี้ จะมาเป็นกำลังให้กับผู้ทรงวิชชาท่านต่างๆ ในการประกอบวิชชา ให้มีกำลังและสรรพคุณต่างๆ พร้อมพรั่งขึ้น

[4] ผู้ทรงวิชชาสามารถ (1) เชิญกายสิทธิ์จากที่อื่นหรือของตนมาซ้อนในวัตถุ อย่างเช่นลูกแก้วหลอม หรือพระของขวัญ (2) ใช้วิชชาของตนสร้างกายสิทธิ์แล้วอัดลงไปในวัตถุ อย่างเช่นลูกแก้วหลอม หรือพระของขวัญ ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ทรงวิชชาจะต้องมีวิชชาแก่กล้าพอสมควร แต่ส่วนใหญ่แล้ว กายสิทธิ์ที่ผู้ทรงวิชชาสร้างขึ้นได้ มักจะเป็นกายสิทธิ์อ่อนแก่ตามกำลังของผู้ทรงวิชชา หรือเป็นพระจักรพรรดิชั้นต้นๆ (3) หากวัตถุมีกายสิทธิ์สถิตอยู่แล้ว ผู้ทรงวิชชาก็กลั่นกายสิทธิ์ให้สะอาดบริสุทธิ์ และสอนวิชชาให้กับกายสิทธิ์เพื่อทำงานต่างๆ มีการคุ้มครองป้องกันภัยตามสมบัติรักษาโรค เป็นต้น รวมถึงเติมบุญบารมีให้กายสิทธิ์นั้นๆ ซึ่งกายสิทธิ์มักจะก่อให้เกิดลางสังหรณ์กับเจ้าของ เมื่อจะมีเหตุสำคัญประการหนึ่งประการใดเกิดขึ้น ในกรณีที่เจ้าของยังไม่มีวิชชาหรือไม่มีรู้มีญาณ แต่ถ้ามีแล้ว ก็จะมาแจ้งให้ทราบโดยตรง

[5] กายสิทธิ์ มีทั้งที่อยู่ในวัตถุ และที่อยู่ในตัวมนุษย์ และสัตว์ เมื่อมีกายสิทธิ์อยู่มาก วัตถุนั้นก็มีกำลังมาก ถ้ามนุษย์ หรือสัตว์ มีกายสิทธิ์สถิตอยู่ในตัวมาก ก็จะมีกำลังความสามารถต่างๆ มากขึ้นไปตามลำดับ บางคนมีกายสิทธิ์มาแต่เดิมไม่มาก แต่เมื่อมีวิชชา หรือรู้จักผู้ทรงวิชชา ก็ “ทับทวี” กายสิทธิ์ในตัวให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งปริมาณกายสิทธิ์จะมากขึ้นจริง แต่ว่า “เบา” หรือกำลังไม่แรงมากเท่ากายสิทธิ์ที่มีขึ้นจากการสั่งสมเอง ซึ่งกายสิทธิ์ที่สั่งสมเอง ก็เกิดจาก การใช้สติปัญญาความสามารถทำการต่างๆ ภพศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละภาคก็จะส่งกายสิทธิ์มาเติมเก็บไว้ที่ศูนย์กลางกาย (ทำดี หรือการงานที่ชอบ ก็ได้กายสิทธิ์ฝ่ายดี ทำชั่ว หรือการงานที่มิชอบ ก็ได้กายสิทธิ์ฝ่ายชั่ว) ถ้าหากคนเรามีกายสิทธิ์ฝ่ายดีสถิตอยู่มาก ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม เป็นผู้ทรงคุณ มีคุณธรรม แต่ถ้าหากคนเรามีกายสิทธิ์ฝ่ายไม่ดี สถิตอยู่มาก ก็มักจะมีแนวโน้มที่ทำให้เป็นคนทุศีล นิสัยใจคอเป็นพาลเสียส่วนใหญ่

[6] ท่านผู้ทรงภูมิได้กล่าวเอาไว้ว่า อันว่าปางกายของพระพุทธเจ้านั้น ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี ส่วนปางกายของพระจักรพรรดิและกายสิทธิ์ในสายพระจักรพรรดินั้น ยิ่งวิจิตรประดับประดาก็ยิ่งประเสริฐ ซึ่งเครื่องประดับของกายสิทธิ์และพระจักรพรรดินั้น ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดกันเปล่าๆ แต่มีไว้ประกอบวิชชา ประกอบฤทธิ์ ให้คุณให้โทษต่างๆ นาๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นเครื่องแสดงลำดับขั้น และความโดดเด่นในด้านต่างๆ ของพระจักรพรรดิและกายสิทธิ์นั้นๆ อีกด้วย 

คณะผู้รจนาบทความนี้ ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ กายสิทธิ์ (กายจำลอง) แห่งพระจักรพรรดิ โดยคร่าวแต่เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียด เพิ่มเติม ขอให้ท่านผู้ทรงวิชชา และผู้มีรู้มีญาณ ได้ตรวจสอบดูด้วยญาณทัสนะ เพื่อให้เกิดความชัดแจ้งด้วยตนเอง ประดับสติปัญญา และเพื่อประโยชน์ในการขยายความ สั่งสอนศิษย์ และกัลยาณชนทั้งหลายให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงสืบต่อไป อนึ่ง ถ้าหากท่านมีข้อสงสัยแต่ประการใด กรุณาติดต่อ www.dhammakaya.org

หากท่านสงสัยว่า ความรู้ที่คณะผู้รจนานำมาเผยแพร่นี้ อยู่นอกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ผู้รจนาขออ้างอิงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสว่าธรรมที่พระองค์นำมาสั่งสอนนั้นเป็นประดุจใบไม้ในกำมือ เมื่อเทียบกับธรรมทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งเป็นประดุจใบไม้ในป่า อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมด แต่ก็เป็นองค์ความรู้ ที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องตกแต่งขึ้นเพื่อหลอกลวง ซึ่งบางท่านอาจจะได้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่งจากองค์ความรู้นี้ ไม่มาก ก็น้อย และถ้าหากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใด ผู้รจนาขอน้อมรับไว้ด้วยดี ขอขอบพระคุณครับฯ

หมายเหตุ: หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาสอบถามได้จากลูกแก้วจักรพรรดิหลากสี ซึ่งแสดงภาพไว้ด้านบนของหน้าเว็บนี้ และถ้าหากท่านต้องการทำความรู้จักกับคดหินกายสิทธิ์-จักรพรรดิ ในรูปลักษณ์ต่างๆ สามารถดูได้ในเว็บไซท์ดังต่อไปนี้:

http://www.bezoarmustikapearls.com/

https://www.manizone.co.uk

http://kingtalisman.com/

http://www.indotalisman.com

https://www.occulttreasurres.com

จบบรรพ์