23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)










EXECUTIVE SUMMARY: 

ศรัทธา และ ปัญญา ในพระพุทธศาสนา

บทสรุปแก่นการสร้างบารมีให้ประสบความสำเร็จด้วย อินทรีย์/พละ 5
(1) ปัญญา เป็นตัวเพิ่ม ศักยภาพ และ ศักยผล
(2) ศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น และมั่นคง ไม่ผันแปร
(3) วิริยะ คือกำลังขับเคลื่อน แรงมาก/น้อย
(4) สติ คือความจรดจ่อสนใจต่อเนื่อง
(5) สมาธิ หมายถึงใจที่สงบดีพอ มีคุณภาพ ก่อเกิดเป็นความคิด คำพูด การกระทำ ที่ดีมีประโยชน์

ศรัทธา และปัญญา เกิดจากอะไร?

ศรัทธา เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ความยินดี ยินร้าย ในกุศลธรรม และ/หรือ อัพยากตธรรม และ/หรือ อกุศลธรรม โดยศรัทธาอาจเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง ไปตามความผันแปรของธรรมที่ยินดียินร้ายอยู่ ยกเว้นพระอริยบุคคล มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ไม่คลอนแคลน อารมณ์เสวยเวทนาขันธ์ของศรัทธา อาจทำให้จิตมีกำลังมาก

ปัญญา เกิดจาก ความรู้ ความเข้าใจ มีสติเป็นองค์ประกอบ มีการทำงานในลักษณะพิจารณาไตร่ตรองได้มากน้อย ต่างกันไป โดยผ่านกระบวนการ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงอาจทำให้เกิดความเนิ่นช้า มีลักษณะแห่งวิญญาณขันธ์ ซึ่งหากว่ามีความรู้มากพอแล้ว และมีความชำนาญในการทำความเข้าใจ ปัญญาก็จะเจริญขึ้นโดยง่าย

ศรัทธา มีด้วยกัน 2 ประเภทหลัก คือ
(1) ศรัทธาจาก "ปสาทะ" คือความเลื่อมใส ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กอปรเป็น ธรรมารมณ์ อันควรยินดี ทำให้เลื่อมใส และเชื่อมั่น
(2) ศรัทธาจาก "ปัญญา" คือความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในธรรม เป็นเหตุให้ยินดี และเชื่อมั่น

ศรัทธาจาก "ปสาทะ" จำเป็นต้องปรุงแต่ง ให้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิดนั้นเป็นที่น่าพอใจ เพื่อให้ธรรมารมณ์ เป็นที่ยินดีอยู่เสมอ มิฉะนั้น ศรัทธาก็จะเสื่อมถอย เช่น บุคคลพยายามรักษากริยามารยาทให้ดูสงบเรียบร้อย ผู้พบเห็นก็เกิดความเลื่อมใส ยินดีในรูป เสียง ที่ได้เห็น แต่เมื่อใดที่ขาดมารยาทอันดี ความศรัทธาประเภทนี้ก็คลอนแคลน เสื่อมลงได้ง่ายๆ อย่างเช่นตัวอย่างในเรื่องพระสารีบุตรกระโดดข้ามคูน้ำ

ศรัทธาจาก "ปัญญา" เกิดจาก "ความรู้" และ "ความเข้าใจ" ในธรรมอย่างถูกต้อง กอปรเป็น ธรรมารมณ์ ที่ทำให้เชื่อมั่น เป็นความศรัทธา ยกตัวอย่างเช่น บุคคลศึกษาพระพุทธศาสนากระทั่งเข้าใจว่า พระรัตนตรัยคือสิ่งสำคัญ และมีบทบาทอย่างไร ต่อการปฏิบัติธรรมของตน แม้จะมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ก็ทำความเข้าใจได้ว่า แม้ในสมัยพุทธกาล ก็มีเรื่องอื้อฉาวแบบนี้ และพระสงฆ์ก็มีทั้ง พระอริยสงฆ์ กับสมมติสงฆ์ แม้จะมีข่าวอื้อฉาว ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มิได้ผันแปร  ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

22 มิถุนายน 2563

www.meditation101.org


ดวงตราประกาศิต กับเทวดาผู้เลี้ยง

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านบทความนี้ คงคุ้นเคยกับการเดินทางสัญจรบนท้องถนน และหลายท่านก็มีรถยนต์ในความครอบครอง ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับบทความนี้ก็คือ ดวงตราสัญลักษณ์ หรือ “ดวงตราประกาศิต” ของรถยนต์แบรนด์ต่างๆ มีนัยยะที่สำคัญอะไรบ้าง ที่น่าศึกษา

เมื่อเราสังเกตดูดวงตราสัญลักษณ์แบรนด์รถยนต์ หรือแม้แต่สินค้า และบริการอื่นๆ ก็ตาม เราจะเห็นได้ว่ามีประเภทหลักๆ คือ (1) แบรนด์ที่เป็นชื่อคน อย่างเช่น โตโยต้า, ฮอนด้า, ฟอร์ด, จิออดาโน่ (2) แบรนด์ที่เป็นชื่อกิจการ ไม่ใช่ชื่อคน เช่น เล็กซัส, โบอิ้ง, ไมโครซอฟท์, แอ็ปเปิ้ล

ซึ่งในกรณีของรถยนต์นั้นจะเห็นได้ว่า มีแบรนด์ที่เป็นชื่อคน แบบทั้งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งประกาศิต อย่างเช่น โตโยต้า หรือ เป็นชื่อตัวอักษร อย่างเช่น ฟอร์ด หรือเป็นทั้งสองอย่าง อย่างเช่น เมอร์ซิเดส เบนซ์

จะเห็นได้ว่า แบรนด์ที่เป็นชื่อคน และเป็นตัวอักษรนั้น ดูจะไม่แรงมากพอ เมื่อขยายตัวออกไปมากๆ ทั้งนี้เพราะ เทวดาผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกิจการ หรือบรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ของผู้ก่อตั้งกิจการ มีกำลังในการหล่อเลี้ยงจำกัด และเมื่อชื่อแบรนด์เป็นตัวอักษรชื่อคน (ชื่อสกุล) ก็ทำให้นักบริหารที่เคยทำงานร่วมในองค์กรนั้น ไม่ได้มาร่วมเป็นเทวดาผู้เลี้ยงมากนัก ทำให้ขาดความหลากหลายและลำดับขั้น ของเทวดาผู้เลี้ยงก็มีน้อยกว่า

ส่วนกิจการที่เป็นชื่อคน แต่มีแบรนด์เป็นตราสัญลักษณ์ ไม่ได้ใช้ตัวอักษร ก็จะมีเทวดาผู้เลี้ยงมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโดยมากแล้ว จะเป็นครูอาจารย์ บรรพบุรุษ ของผู้ก่อตั้งกิจการ และผู้บริหารต่างๆ ภายใต้แบรนด์นั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า แบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ดูจะเปิดกว้างให้กับเทวดาผู้เลี้ยงมากกว่า เพราะความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของนั้นต่างกัน ถ้ากิจการมีตราสัญลักษณ์เป็นชื่อคนแบบตัวอักษร เทวดาผู้เลี้ยงอื่นที่จะเข้ามาช่วยก็อาจจะมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมน้อยลง

ส่วนกิจการที่มีชื่อกิจการเป็นชื่อคน หรือเป็นชื่อที่ไม่ใช่ชื่อคน แล้วมีดวงตราสัญลักษณ์กำกับ อย่างเช่นเมอร์ซิเดส เบนซ์ ก็ดูจะมีกำลังมาก จากเทวดาผู้เลี้ยง ทั้งที่เป็นผู้ก่อตั้ง ครูบาอาจารย์ และผู้บริหาร มีกำลังจากทั้งประกาศิต และเทวดาผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เนื่องจาก กำลังของประกาศิต และเทวดาผู้เลี้ยง เมื่อรวมกันแล้ว อาจมีผล 35 – 65% ครับ

องค์ประกอบแห่งความสำเร็จของแบรนด์มีหลายประการด้วยกัน แบรนด์ดังๆ บางอย่าง ก็ซบเซาลง เพราะบุญที่ส่งผลนั้นแผ่วลง หรือมี "แบรนด์คู่แข่ง" ที่โดดเด่นกว่า มาแย่งส่วนแบ่งตลาด หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของแบรนด์ เลิกทำงานด้านนั้น หรือละโลกแล้ว ไม่ได้เป็นเทวดาผู้เลี้ยง มีหลายเหตุด้วยกัน

ด้วยความรู้นี้ หากเราจะจัดตั้งองค์กร หน่วยงาน หรือทำแบรนด์สินค้า เราก็คงพอจะได้แนวทางที่จะทำให้ธุรกิจ กิจการ ของเรานั้นได้กำลังเสริมจากภพทิพย์ และประสบความสำเร็จได้มากขึ้นครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

11 มิถุนายน 2563


การทำบุญและเส้นผม

1. ทำบุญด้วยน้ำยาสระผม จะทำให้ไม่เป็นโรคผิวหนัง โดยเฉพาะหนังศีรษะ

2. บูชาพระด้วยแววหางนกยูง จะทำให้มีเส้นผมและขนสลวยสวยงาม เส้นผมไม่พร่อง

3. ทำบุญด้วยมีดโกนสำหรับปลงผม จะทำให้มีกายใจปลอดโปร่งสบาย


ศรัทธา และปัญญา เกิดจากอะไร?

ศรัทธา เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ความยินดี ยินร้าย ในกุศลธรรม และ/หรือ อัพยากตธรรม และ/หรือ อกุศลธรรม โดยศรัทธาอาจเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง ไปตามความผันแปรของธรรมที่ยินดียินร้ายอยู่ ยกเว้นพระอริยบุคคล มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ไม่คลอนแคลน อารมณ์เสวยเวทนาขันธ์ของศรัทธา อาจทำให้จิตมีกำลังมาก

ปัญญา เกิดจาก ความรู้ ความเข้าใจ มีสติเป็นองค์ประกอบ มีการทำงานในลักษณะพิจารณาไตร่ตรองได้มากน้อย ต่างกันไป โดยผ่านกระบวนการ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงอาจทำให้เกิดความเนิ่นช้า มีลักษณะแห่งวิญญาณขันธ์ ซึ่งหากว่ามีความรู้มากพอแล้ว และมีความชำนาญในการทำความเข้าใจ ปัญญาก็จะเจริญขึ้นโดยง่าย

 

ทำบุญแล้วไม่อธิษฐานอะไร

เคยสงสัยไหมครับ ว่าบางคนทำบุญ แล้วไม่ได้อธิษฐานอะไร หรืออธิษฐานไม่รัดกุม พอบุญส่งผล ก็รวย แต่รวยแบบทำบาป เช่นขายอาวุธรวย นั่นก็เพราะวิชชาของแต่ละฝ่าย เขาแย่งกันส่งผลครับ ก็ทำนองเดียวกัน คำอธิษฐาน ก็เปรียบได้กับ ตัวบทกฎหมายที่จะรัดกุมก็ดีกว่าครับ

 

เหรียญทองนั้นจะสั่งวิชชาอย่างไร?

ผมขอวิสัชนาว่า ส่วนใหญ่แล้ว เหรียญทอง จะเนื่องด้วยผู้เลี้ยง หรือบุคคล แต่ก็มีเหรียญประเภทองค์กร หรือมหกรรม อย่างเหรียญโอลิมปิค เหรียญรางวัลต่างๆ

ส่วนเหรียญทอง ประเภทบุคคลนั้น ในการออกกฎหมายบทบัญญัติวิชชา กำหนดให้ บุคคลเป็น "ต้นองค์" แล้วสร้างภพอันเป็นแหล่งเก็บและจ่ายประดาฤทธิ์ให้กับเหรียญ โดยเชื่อมสาย-ฆา ไว้กับ "ต้นองค์" ของเหรียญ จากนั้นก็ใส่กายสิทธิ์เป็น แถว เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ตั้งเดินวิชชาอัตโนมัติ เมื่อมีการสร้างเหรียญขึ้น ต้นองค์ ก็ส่งกายสิทธิ์มาใส่ในเหรียญ แล้วก็เดินวิชชาเป็น ตามที่ผู้ร่างกฎหมายบัญญัติไว้ในวิชชา เช่นว่า ให้ส่งความรู้ ส่งวิชา วิทยาการ มาหล่อเลี้ยง ส่งบารมีศักดิ์ เป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับ ในทำนองเดียวกันกับการสร้างพระของขวัญ ประมาณนี้ครับ

 

พัดกาชาด

ผมสงสัยว่า พัดกาชาด กับเหรียญ และเข็มที่ระลึกกาชาดเนี่ย มี "คุณ" อย่างไรบ้าง.. ถ้าให้ผมว่าตามหลักวิชชาก็คือ กาชาดเนี่ย เป็นองค์กรใหญ่ ที่ปกมครองกัน เป็นวิชชาของฝ่ายบุญ ภาคกุศล ที่ส่งมาในเมืองมนุษย์ ผู้ที่บริจาคโลหิต เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ได้รับพัด เหรียญ และเข็มสมนาคุณ อานิสงส์คือ นอกจากอุปบารมี จากการให้เลือดเป็นทาน และอานิสงส์คือ มีสิทธิ์ได้ใช้โลหิตก่อน หากมีความจำเป็นต้องรับโลหิตสำหรับผ่าตัด หรืออื่นๆ พัดกาชาดก็ดี เหรียญกาชาดก็ดี เข็มกาชาดก็ดี หากได้รับแล้ว จะ "มีเกียรติ" ใน "สมาคม" สมมติว่าในที่ประชุมวิชชา หากว่าผู้ทรงวิชชาทั่วไป กับผู้ทรงวิชชาที่มีพัด เหรียญ หรือเข็มกาชาด ผู้ทรงวิชชาที่มีของสมนาคุณกาชาด จะมีเกียรติมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากอยู่ในสมาคมภาคีกาชาดด้วยกัน แต่ว่า "สิทธิ์" และ "อำนาจ" นั้น องค์กรกาชาด มิได้ตราให้ไว้ แต่ด้วยเกียรตินั้น ผู้ทรงวิชชาทั่วไป อาจจะต้อง "ค้อม" ให้กับผู้ทรงวิชชาที่มีของสมนาคุณกาชาดครับ รวมถึงส่งผลต่อการ "จัดอันดับ" ด้วย และจะเป็นการดี หากเราได้แล้ว ล็อคเอาไว้ครับ

 

ว่าด้วยเรื่องพัดยศ

มีท่านถามมากันเรื่องพัดยศ ผมก็คิดว่าพระสงฆ์ที่ทรงวิชชาท่านน่าจะทราบดีอยู่ แต่ถ้าจะให้ผมรจนาอธิบายในรูปแบบที่เข้าใจง่ายก็ตามนี้นะครับ

ผมขอเริ่มตั้งแต่ "พัดเปรียญ" ซึ่งเป็นเครื่องบ่ง "คุณวุฒิ" ของพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี เปรียญ ซึ่งในทางกฎหมาย ก็มิได้กำหนด สิทธิ์ และ อำนาจ กำกับอะไรมาก แต่ก็พอมีในทางฝ่ายศาสนจักร ตามบทบัญญัติต่างๆ เช่น "อันดับ" ในพิธีกรรม และ "ศักดิ์" ที่เคารพกันตามขั้นเปรียญ แต่ในปัจจุบันนี้ ได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาคณะสงฆ์ฉบับล่าสุด ซึ่งเทียบชั้นการศึกษาระหว่างทางโลกกับทางธรรม ทำให้พัดยศ มี "ศักดิ์" และ "สิทธิ์" เท่าวุฒิการศึกษาทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่ มีศักดิ์และสิทธิ์ เท่าปริญญาตรี โดยนัยนี้ เท่ากับว่า กฎหมายแห่งราชอาณาจักร ได้รับรอง ศักดิ์ และสิทธิ์ ของพัดเปรียญ ทำให้พัดเปรียญ มีศักดิ์ และสิทธิ์ เกิดขึ้นตามลำดับขั้น

ในทำนองเดียวกัน สำหรับ "พัดยศ" ผู้เลี้ยงได้ให้ทั้ง "ศักดิ์" "สิทธิ์" และ "อำนาจ" การปกครอง และการเคารพนับถือกันในศาสนจักร ราชอาณาจักร และพิธีกรรมต่างๆ ทั้งราชพิธี และราษฎร์พิธี สามารถจัดอันดับก่อนหลัง รวมถึงมีการเคารพกันตามลำดับ

ซึ่ง พัดยศ และ พัดเปรียญ ก็มีผลในทางวิชชาอยู่มาก เพราะผู้ทรงวิชชาสามารถ "เดินบารมีศักดิ์ บารมีสิทธิ์ บารมีฤทธิ์ บารมีอำนาจ" กระทั่งเกิดเป็น "เฉียบขาด" และ "ศักดิ์สิทธิ์" ในวิชชา ตามลำดับขั้น สามัญ ราช เทพ ธรรม พรหม สมเด็จ ซึ่งตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แยกแยะความแตกต่าง รวมถึง ศักดิ์ สิทธิ์ อำนาจ ที่จัดสรรไว้ให้ ตาม "ตราตั้ง" ซึ่งระบุว่า ให้ธำรงค์พระพุทธศาสนา ระงับอธิกรณ์ อะไรต่างๆฯ

วิธี "เดินฤทธิ์" ด้วยพัดยศ ให้ "เดินสี" ไม่ว่าจะเป็นพัดพื้นแดง หรือปักมณีลูกปัดแดง ให้เดินเข้ากสิณสีแดงในพัดครับ

นอกจากนี้ พัดยศ บ้างก็มี "มณี" ซึ่งปัจจุบันเป็น "ลูกปัด" สีสันต่างๆ ก็มีอิทธิคุณจากเจ้าสี ซึ่งจะมีกายสิทธิ์ลงรักษา เป็นคุณต่อผู้ทรงพัด

การใช้วิชชากับพัดยศนั้น มีอิทธิคุณได้หลากหลาย เพราะบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับพัดยศนั้นมีมาก ผู้ทรงวิชชาจึงสามารถใช้วิชชาได้ตามถนัด พลิกแพลง แผลงไปมา เกินกว่าจะพรรณนาได้หมดในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตาม พัดยศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง ศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจนั้น ไม่ได้แรงเหมือนราชูโภคอย่าง พระมงกุฎ พระคทา ดาราอิสริยาภรณ์ พระแสงขรรค์ แต่พัดยศ มีฤทธิ์แบบ "ผู้ดี" ที่ให้คุณให้โทษได้ เสมือนเทวดาหรือพรหมที่ให้คุณให้โทษต่อกัน ไม่ถึงกับประหัตประหารกันให้เสียเลือดเสียเนื้อ

อำนาจที่พัดยศมีอยู่นั้นแบ่งออกเป็นอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมาย และอำนาจในวิชชาครับ ในการใช้อำนาจของพัดยศเช่นอำนาจในการสวดทำสังฆกรรม หรือสั่งให้พ้นจากการเป็นพระ หากสั่งโดยตั้งพัดยศก็จะเต็มอำนาจ มีผลในทางวิชชาคือกายมนุษย์ละเอียดก็พ้นจากการเป็นพระด้วยดังนี้

 

ว่าด้วยเรื่องพัดรอง

พัดรอง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอำนาจกำกับอะไรครับ ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับ เป็นของที่ระลึก ที่มีเกียรติ มีอิทธิคุณคล้าย "ประกาศิต" ประการหนึ่งครับ

พัดรอง กับพัดสมนาคุณ ของกาชาด นั้นต่างกันตั้งแต่ชื่อแล้วครับ พัดรอง เป็นพัดที่ระลึก ใช้ในพิธีกรรม ไม่มีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจใดกำหนดเป็นบทบัญญัติ มีอิทธิคุณในลักษณะประกาศิต หรือโลโก้ ที่มีคุณมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันไปโดยธรรมชาติของประกาศิต

ส่วนพัดสมนาคุณของกาชาด ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็น "สมนาคุณ" คือมี "คุณ" แล้วพัดก็แบ่งเป็น 3 ระดับขั้น ตามความดีความชอบจากการบริจาคโลหิต มากน้อยต่างกันไป บทบัญญัติโดยสภากาชาดของประเทศไทยนี้เอง ที่ทำให้ พัดสมนาคุณของสภากาชาดไทย มี "คุณ" มากกว่าหรือน้อยกว่า (ในกรณีประกาศิตแรงมากน้อยกว่า) และแตกต่างจากพัดรองทั่วไป ครับ

 

ในเมื่อพระพุทธศาสนาสอนให้คนลดละกิเลส แล้วทำไมจึงต้องพึ่งพายศฐาบรรดาศักดิ์?

คำตอบคือ พระอรหันต์ที่ละกิเลสได้เหมือนๆ กัน องค์หนึ่งเป็นเจ้าชายมาบวช กับอีกองค์หนึ่งเป็นชาวบ้านมาบวช จะต่างกันไหมครับ? แล้วระหว่างพระอรหันต์ที่ละกิเลสได้เท่าๆ กัน องค์หนึ่งเป็นเอตทัคคะ ได้รับการยกย่องว่าให้เป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่ง กับอีกองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์ธรรมดา ซึ่งท่านก็ไม่รู้สึกเป็นปมด้อยอะไรเพราะท่านหมดกิเลสแล้ว แต่พระอรหันต์ที่เป็นเอตทัคคะ หรือเป็นเจ้าชายมาบวช ก็จะมี "โอกาส" มากกว่าในการทำหน้าที่ครับ

เรื่องพัดรองที่มีกำลังมากกว่าพัดยศนั้น ผมก็ได้ตอบเผื่อไว้แล้ว คือ "มากน้อย" แต่ในแง่ของวิชชา พัดรอง ที่มีประกาศิต ไม่ได้ใช้วิชชา แต่จัดเป็น "งาน" ประเภทหนึ่ง ซึ่งเข้าข่าย "งานพิธี" ส่วนพัดยศ จะเป็นวิชชาก็ได้ จะเป็นงานพิธีก็ได้ทั้งสองอย่างครับ

 

ทำบุญอย่างไร จึงจะได้ผลบุญอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกเรี่ยวแรงมาก?

คำตอบคือ ทำบุญแบบที่ไม่ต้องให้พระเณร ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ ต้องมาเหนื่อยกับการทำบุญของเราครับ อย่างเช่น การจัดพิธีกรรมทอดผ้าป่า ทอดกฐิน พระเณรต้องจัดเตรียมพิธีกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ด้วยอานิสงส์นี้ เวลาบุญจะส่งให้เราได้ทรัพย์ เราก็ต้องทำงานเหนื่อยก่อน จึงจะได้ วิธีแก้ไม่ให้พระเณรต้องเหนื่อยจัดงานพิธีก็เช่น จัดให้มีประธานอำนวยพิธีให้ฆราวาสกรรมการวัดเป็นผู้จัดเตรียมกันเองหรือจัดจ้างออร์แกไนเซอร์มาทำให้ครับ

 

"พัดประกาศิต" นั้นใช้อย่างไร?

คำตอบก็คือ ก่อนอื่นต้องทราบว่าประกาศิตคืออะไร และประกาศิตที่ปรากฏอยู่บนพัดนั้น มีลำดับขั้นใด ซึ่งเรื่องนี้เรายังไม่กล่าวถึงวิชชา แต่กล่าวถึง "งาน" หรือ "พิธีกรรม" ซึ่ง "จ้าวพิธี" ท่านก็จะพิจารณาความสมบูรณ์ของงานพิธี แล้วมีการอำนวยการต่างๆให้ เช่น "กั้นฉัตรวิชชา" ถวายประธานพิธี รวมถึงเจ้าของประกาศิต รวมถึงคำนวนบุญ สำหรับประกาศิตที่มีลำดับขั้นตั้งแต่ "สยมภู" เป็นต้นไป ทั้งนี้ พิธีกรรม จะต้องให้เกียรติประธานพิธี และเจ้าของประกาศิต "อย่างสมควร" ก็จะเกิดอานิสงส์ต่างๆ ตามแต่จ้าวพิธีท่านจัดสรรให้

ส่วน "พัดอาญาสิทธิ์" ก็มีลักษณะของการ "มอบสิทธิ์และอำนาจ" เพื่อใช้แทนกัน อย่างเช่นในกรณีที่ เจ้าคณะหน มีคำสั่งสึกเจ้าคุณในเขตพื้นที่หนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบล จะต้องดำเนินการ แต่ปรากฎว่า เจ้าคุณที่จะต้องถูกจับสึกนั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าคุณชั้นราช ซึ่งสูงกว่าเจ้าคณะตำบล และเจ้าคณะอำเภอ ดังนี้แล้ว เจ้าคณะหน อาจมีคำสั่งให้เจ้าคณะอำเภอใช้พัดยศของเจ้าคณะหน ซึ่งมีชั้นสูงกว่า อย่างเช่นชั้นพรหม ในการตั้งพัดจับสึกเจ้าคุณชั้นราช แทนเจ้าคณะหน ดังนี้.

 

มีข้อแนะนำใดบ้างเกี่ยวกับการเล่นประกาศิต?

คำตอบคือ ขออ้างถึงข้อมูลจากแหล่งอื่นว่า ประกาศิตนั้นก็เหมือนคนเรา ประกาศิตที่ออกแบบสวยๆ ก็เหมือนคนรูปงาม พอนำไปติดตราขายสินค้า ใครๆ ก็อยากซื้อ อยากลอง เหมือนคนรูปงาม ไปขายอาหาร ใครๆ ก็อยากจะมาซื้อ เพราะยินดีในรูปอันงามนั้น.. ผมขอขยายความต่อไปว่า ประกาศิตสวยๆ ซึ่งมีสัญลักษณ์องค์ประกอบที่ดี ก็มีผลประมาณ 30% มากน้อยกันไป แต่ถ้าประกาศิตสวย แต่สินค้า ที่ประกาศิตนำเสนอนั้น ไม่ใช่ของดี เป็นของด้อยคุณภาพ คนซื้อมาลองใช้ แล้วไม่ดี ต่อไปเขาก็ไม่ซื้อ การเล่นประกาศิตก็คล้ายๆ กันครับ เราต้องใช้ประกาศิตสำแดงใช้ในสิ่งดีๆ มีคุณ มีประโยชน์ อย่างสม่ำเสมอ และเสมอต้น เสมอปลาย ยิ่งมีคุณมาก มีประโยชน์มาก ขั้นประกาศิตยิ่งเลื่อนสูงขึ้นเร็ว และเกิดเป็นอานิสงส์ที่ดีตามมาครับ

ฉัตรวิชชา เป็นของทิพย์ครับ มีลักษณะเป็นชั้นๆ เหมือนฉัตรของไทย มี 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้น 9 ชั้น ถึง 108 ชั้น แต่ละชั้นเป็นแผ่นฌาน กางกั้นบุคคลแล้ว บุคคลสามารถเล่นฌานใต้ฉัตรนั้น นั่งสบายไปเลยครับ บางท่านก็ทำวิชชาด้วยฌานนั้นครับ

 

อะไรคือปัญหาของคณะสงฆ์ไทยที่ทำให้เสื่อม?

คำตอบก็คือ ธรรมเนียมของสงฆ์ไทยหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น การบวชซึ่งมีธรรมเนียมและค่านิยมว่าบวชชั่วคราวได้ สึกแล้วไม่น่าเกลียด รวมถึงข้อปฏิบัติอย่างเช่นการรับเงินจับเงินได้ รวมถึงความสะดวกต่างๆ ทำให้พระอยู่สบาย และบวชง่าย ก็เลยมีเหลือบแอบแฝงหากินกับพระพุทธศาสนามาก

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับพระเวียดนาม หรือพระศรีลังกา ท่านบวชแล้วมีธรรมเนียมว่าไม่สึกตลอดชีวิต ส่วนพระจีน ก็ต้อง "จี้ธูป" ที่ศีรษะ เป็นการวัดใจกัน และต้องฉันอาหารเจ ซึ่งคนที่ยังยินดีในความเพลิดเพลินจากการบริโภค ก็จะไม่อยากเป็นพระ เพราะต้องฉันอาหารเจ

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่อง คัดกรองบุคคล ทำให้คนอยากบวชมีน้อย แต่เมื่อบวชแล้ว ส่วนใหญ่ก็คือคนที่ตั้งใจจริง

ส่วนตัวผมเอง เคยบวชเป็นพระ ก็ยังรับเงิน จับเงิน ซื้อของเหมือนฆราวาส ก็ทราบดีว่า สังคมยุคปัจจุบัน ต้องใช้เงินในการอำนวยความสะดวก จะไปไหนมาไหน ก็ต้องใช้เงิน ถ้าจับเงินไม่ได้ ก็เป็นอยู่อย่างจำกัด ก็เลยนึกว่า ถ้ามีไวยาวัจกร ช่วยดูแลเงินให้ ก็น่าจะดี แต่ไวยาวัจกรที่ไว้ใจได้ ก็หาไม่ง่าย ก็ขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้ครับ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพระไทย ผมเห็นว่า น่าจะมีการปฏิบัติธรรม แล้วคุมวิชชา "ตัดสังโยชน์" ให้พระไทยกลายเป็นพระโสดาบัน กันให้มากๆ (พระโสดาบันบรรลุง่ายครับ) เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็จะมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นเอง เป็นอัตโนมัติ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อีกอย่างก็คือ จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนมากๆ แล้วตัดสังโยชน์ให้สามเณร ใครที่มีแววดี หรือมีความประพฤติดี ก็คัดตัวมาเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา สามเณรโสดาบัน ก็จะไม่ร้อนผ้าเหลือง เหมือนปุถุชน อีกอย่างคือการอาราธนาพระนิยตโพธิสัตว์ และพระอริยบุคคล มาเกิดในเมืองไทย เพื่อสืบพระพุทธศาสนากันมากๆ ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

 

การสอนเรื่องเพศให้กับเยาวชน ควรเป็นเช่นไร?

คำตอบคือ ให้อธิบายโดยละเอียด โดยเน้นภายในด้วยครับ คือภาพอวัยวะซึ่งทำงาน พร้อมทั้งเปิดภาพอสุภะให้เยาวชนดู เน้นให้ทราบว่า เพศสัมพันธ์ เป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกครอบงำ และไม่ใช่ความสุขอันแท้จริง ภายในเป็นเพียงดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ครับ

ว่าด้วยเรื่อง "มงกุฎนางงาม"

อันว่า "มงกุฎ" นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่ง supremacy ซึ่งพระมงกุฎของพระมหากษัตริย์นั้น มักจะมีกฎหมายรองรับ ว่าเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิ์และอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่เทพี หรือนางงาม ที่ได้ครองมงกุฎนั้น ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับเครื่องประกอบยศอื่นๆ คือมีผู้เลี้ยงประจำองค์กร นั่นก็คือกองประกวด หรือบริษัทที่เป็นเจ้าของรายการประกวด แล้วเขาก็กำหนดว่า นางงามที่ชนะเลิศ จะได้มงกุฎ หรือที่เรียกกันว่า "มงลง" และมีสิทธิ์ได้รับรางวัล ได้ทำหน้าที่ของนางงาม ตามที่กองประกวดกำหนด ซึ่งมงกุฎนางงามก็ไม่ได้มีสิทธิ์และอำนาจที่กำหนดไว้ให้อะไรมาก แต่มีลักษณะคล้ายๆ ตำแหน่งของ "จ้าววิจิตรา" ในสวรรค์ ซึ่งมีความโดดเด่นกว่าคนทั่วไป และเป็นที่รู้จักในหมู่สาธารณชนราวกับดาราคนหนึ่งครับ

 

การใช้วิชชากับมงกุฎนางงามนั้นทำได้อย่างไร?

คำตอบคือ มงกุฎนั้น เป็นเครื่องประกอบยศ มีอานุภาพตาม "สิทธิ์" และ "อำนาจ" ที่ผู้เลี้ยงให้ไว้ หากเป็นมงกุฎของชนชั้นปกครอง อย่างพระมหากษัตริย์ ก็จะมีสิทธิ์และอำนาจมาก สามารถ "สั่งพระมงกุฎ" ได้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายการ "ตรัสศักดิ์สิทธิ์" เพราะพระมงกุฎมีฤทธิ์จากผู้เลี้ยง และกายสิทธิ์ที่อยู่ในอัญมณี

ส่วนมงกุฎนางงาม ก็มีฤทธิ์จากผู้เลี้ยงเช่นกัน แม้จะไม่มากเหมือนอย่างมงกุฎพระมหากษัตริย์ ซึ่งสั่งเป็นสั่งตายกันได้ แต่มงกุฎนางงามก็มีอาณาเขตที่มากกว่ามงกุฎพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ มงกุฎนางงามจักรวาล มงกุฎนางงามระดับภูมิภาค มีพื้นที่มากกว่าประเทศราช แต่อานุภาพของมงกุฎนางงาม ซึ่งได้พลังจากผู้เลี้ยง ซึ่งจัดเป็น "เทวฤทธิ์" ชนิดหนึ่ง ก็มีผลไม่รุนแรงอย่างที่จะประหัตประหารกัน แต่มีผลสร้างสรรค์ เช่น หากนางงาม "สั่งมงกุฎ" ของตนด้วยวิชชาได้ มงกุฎจะส่องแสง ขับไล่ภูติผีปีศาจ และสลายมนต์ดำ อาคมต่างๆ ได้ คล้ายๆ ฤทธิ์ของเทวดาหรือเทพธิดานั่นเองครับ


มีท่านสงสัยถามผมประมาณว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้แจ้งแล้ว เพราะเหตุใด พระองค์จึงมิทรงแก้ไขปัญหาที่ฝ่ายมารก่อขึ้น?

คำตอบก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีกำลังมากน้อยต่างกันไป พระพุทธเจ้าก็ทรงมี "บารมีธรรม" ส่วนมารก็มี "บารมีมาร" พระพุทธเจ้าบ้างก็มีบารมี 20.1 อสงไขย 40.1 อสงไขย 80.1 อสงไขย ส่วนอีกฝ่ายบางตัวมีบารมีนับร้อยอสงไขย โดยเฉพาะผู้ที่เฝ้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) และดูแลระบบโปรแกรมกฎแห่งกรรม เขาก็มีการ์ดเฝ้าระวังคุ้มครองอยู่ ก็เหมือนกันกับฝ่ายพระนิพพานก็มีผู้คุ้มครอง ผู้ที่จะมาแก้ไขส่วนใหญ่จึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์เก่าๆแก่ๆ ที่บารมีเป็นร้อยเป็นพันอสงไขย (นับจากแรกถึงปัจจุบัน) ส่วนพระพุทธเจ้าบารมีหลักสิบอสงไขย โดยมากมีหน้าที่หลักคืออบรมสั่งสอนครับ เวลาพระพุทธเจ้ารบกับมาร ก็ปะทะกัน รุนแรงบ้าง ซึ่งพระองค์ที่บารมีหย่อนกว่า อาจจะทนรับสภาพการปะทะกันอย่างนี้ไม่ได้ แต่ท่านไม่มีเวทนา เวลารบกันแล้วเกิดแตกหักเสียหาย ท่านจะรู้สึกเพียงเสียววาบ แล้วถูกพากลับไปแก้ไข หรือไม่ก็ดับไปครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

12 – 13 มีนาคม 2563


มีท่านถามผมประมาณว่า เมืองพระนิพพานนั้น แท้จริงแล้ว เป็นที่โล่งว่าง หรือเป็นปราสาทราชวัง?

เรื่องนี้ผมขอออกตัวก่อนว่า ผม “คาดการณ์” ตามความรู้ที่มี โดยขออ้างคำตอบเดิมที่เคยโพสต์ก่อนหน้านี้ เรื่อง “ตรีกาย” ของทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้แก่ (1) ธรรมกาย (2) นิรมาณกาย และ (3) สัมโภคกาย โดยสรุปคือ

     (1)   ธรรมกาย คือรูปจิต และนามจิต ดั้งเดิม ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ มีลักษณะเป็นกายมหาบุรุษ ละม้ายคล้ายกันทั้งหมด ส่วนใหญ่ปรากฎในลักษณะนั่งขัดสมาธิเข้าสมาบัติ

     (2)   นิรมาณกาย คือกายมนุษย์ ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ มีอากัปกริยา ยืน เดิน นั่ง นอน มีชีวิต มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีรูปร่างหน้าตา แตกต่างกันไป

     (3)   สัมโภคกาย คือกายทิพย์ ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ลักษณะปรากฏคล้ายกายมนุษย์ มนุษย์ หรือเทพเทวดา
 
แต่มีสภาพเป็นทิพย์ มียืน เดิน นั่ง นอน ใช้อาศัยทำกิจต่างๆ เช่นโปรดสัตว์ แก้ไขทุกข์โศกโรคภัยให้สรรพสัตว์ (เช่นพระอมิตตาภะพุทธเจ้า) ปรึกษาสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ด้วยกัน และเป็นกำลังให้กับพระโพธิสัตว์ (เช่นพระยูไล)

ดังนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติสายวิชชาธรรมกาย เห็นพระนิพพาน เป็น “เมืองแก้วกายสิทธิ์” ที่สะอาดบริสุทธิ์โล่งๆ ว่างๆ สำหรับพระธรรมกายเข้านิโรธสมาบัติ โดยส่วนใหญ่ไม่ทำกิจอื่น ส่วนสายมโนมยิทธิเห็นพระนิพพานเป็นปราสาทราชวังเมืองแก้ว ซึ่งน่าจะเข้าข่ายของ “สัมโภคกาย” ที่เสวยบรมสุขด้วยกายทิพย์ ยังมี ยืน เดิน นั่ง นอน มีสถานที่ฟังธรรม ปรึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อให้เอื้อเฟื้อต่อการโปรดสัตว์ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้

ก่อนนี้ ผมศึกษาแต่สายวิชชาธรรมกายมาโดยตลอด เชื่อว่า มีแต่การเข้าถึงพระธรรมกาย ที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ และพระนิพพานต้องเป็นที่โล่งว่างเท่านั้น ครั้นเมื่อออกมาแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากสายอื่นๆ จึงทราบว่า การบรรลุธรรมแบบไม่เห็นธรรมกายก็มี ส่วนเมืองนิพพานก็มีหลายแบบ รวมถึงการนิพพานแบบดับสูญก็สามารถทำได้ ตามอัธยาศัยของผู้บำเพ็ญครับ พระธรรมกายนั้นจะยังอยู่ในที่ประทับ แม้ว่าสัมโภคกาย หรือนิรมาณกาย จะเสด็จไปไหนต่อไหน อุปมาเหมือนตอนสมเด็จพระโคดมพุทธเจ้าทรงโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กายหนึ่งก็ประทับนั่งเทศน์อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกกายหนึ่งก็ปาฏิหาริย์เสด็จออกไปบิณฑบาต ทั้งสองกายก็คือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน

ส่วนปราสาทราชวังในเมืองนิพพาน ของสายมโนมยิทธิ นั้นก็น่าจะคล้ายๆ กับ “ปราสาทวิชชา” ในสายวิชชาธรรมกายครับ คือปราสาทสำหรับทำกิจ ซึ่งสร้างขึ้นจากแก้วกายสิทธิ์ของเมืองนิพพาน ซึ่งไม่ใช่ของภพเทวดา ยังมีไป มีมา มีเข้า มีออก ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

9 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

มีท่านถามผมประมาณว่า เพราะเหตุใด บางสายปฏิบัติจึงสอนให้สวดมนต์ หรือท่องคาถา หรือบริกรรมภาวนา บางอย่าง เพื่อให้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติ ถือว่าเป็นเรื่องงมงายหรือเปล่า?

คำตอบคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกมีมากด้วยกัน แต่ละพระองค์ก็มีกำลังและวิธีการของตนเองที่จะช่วยสรรพสัตว์ ท่านจึงกำหนดกติกาว่า ถ้าสวดมนต์บทนี้ เป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ หากสวดแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ก็จะช่วย แต่ถ้าสวดบทอื่น คาถาอื่น หรือบริกรรมภาวนาอย่างอื่น ก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์อื่นๆ คาถา บทสวด และบริกรรมภาวนา จึงเป็นคล้ายๆ Password ในการดำเนินจิตเข้าสู่ภายใน หรือเชื่อต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ครับ


สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางพระองค์ไม่เปิดเผยวิชชา แต่จะปล่อยให้ศิษย์บริกรรมภาวนา คาถา หรือสวดมนต์ไปเรื่อยๆ กระทั่งจิตหยั่งลงสู่สมาธิ และฌานขั้นต่างๆ แล้วท่านจึงจะส่งวิชชา หรือพลัง หรือสื่อสารโต้ตอบกันและกัน บางท่านจึงสงสัยว่า แค่สวดมนต์ ท่องคาถา แล้วจะไปสวรรค์ ไปนิพพานได้อย่างไร ซึ่งเรื่องก็เป็นดังประมาณนี้ล่ะครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
9 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


การทำพิธีกรรม บวงสรวงเทวดา เชิญแม่ย่านางรถ ตั้งศาลพระภูมิ ฯลฯ เป็นเรื่องงมงายหรือไม่?

การทำพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา เขียนยันต์ เจิมรถ ไหว้บายศรี อะไรต่างๆ นะครับ เป็นการ "สื่อสาร" กับเทพเทวา หรือ “เจ้าของวิชา” อย่างหนึ่ง ว่าเราปรารถนาอะไร ขออะไร ซึ่งส่วนมากเป็น “การปฏิบัติเชิงสัญลักษณ์” ผมเคยยกตัวอย่างการทำบายศรีไหว้หัวหมู เป่าสังข์ อัญเชิญเทวดาในงานหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเทวดาชั้นสูงที่ครูพราหมณ์ท่านร่ายอัญเชิญนั้น ท่านไม่ได้เสวยหัวหมูหรือของไหว้อะไรเลย อีกทั้งบายศรีท่านก็ไม่ได้ใช้ เพราะในวิมานของท่านมีเครื่องประดับประดาสวยกว่าบายศรีของมนุษย์มากมาย แต่มันเป็นการแสดง "ความให้เกียรติ และความเคารพนับถือ" ซึ่งก็ทำให้เทพเทวดาท่าน "เอ็นดู" เรา และอำนวยอวยพร ประทานพร ประทานพลังให้กับเรา บ้างก็จัดสรรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ/หรือ เทพเทวาในสังกัด ให้มาดูแลประจำพระพุทธรูป หรือรถที่เชิญแม่ย่านาง สถานประกอบการ หรือบ้านที่ตั้งศาลพระภูมิ

อีกกรณีหนึ่ง ก็เป็น "เคล็ด" ของผู้ทรงวิชชา และผู้มีวิชาอาคม บางท่านมีศิษย์มาขอความช่วยเหลือ ท่านก็บอกว่าให้ทำตามที่ท่านบอกแล้วปัญหาจะคลี่คลาย เช่น ให้เอาดอกไม้เจ็ดสีไปทำน้ำมนต์ แล้วอาบ พอเราทำตามที่ท่านบอก ท่านก็ส่งฤทธิ์หรืออธิษฐานบารมีปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้กับเรา แต่ถ้าเราไม่ทำตามเคล็ดนั้น ท่านก็อาจจะไม่ช่วยครับ

อีกกรณีหนึ่ง ก็เป็น อาจารย์วิทยาธร ท่านเหล่านี้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูบาอาจารย์สูง ท่านรับเงินไหว้ครูแค่ไม่กี่บาท เช่นยี่สิบบาท หนึ่งร้อยบาท แต่ขอให้นำบายศรีบ้าง ธูปเทียนแพบ้าง มาไหว้ตามกำหนด แล้วท่านก็ใช้เทวฤทธิ์คอยแก้ไขปัญหาให้กับเรา โดนของมาท่านก็แก้ให้ เจ็บป่วยท่านก็รักษาให้ ท่านไม่เน้นรับเงินทอง แต่ท่านภูมิใจที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก และได้ช่วยเหลือลูกศิษย์ แล้วลูกศิษย์เคารพนับถือกัน มีความกตัญญูกตเวที ทำให้ท่านเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่สังคมวิทยาธร

พิธีกรรมบางอย่าง ดูคล้ายเรื่องงมงาย แต่จริงๆแล้ว เป็นการสื่อสารกับเทพเทวดา หรือ “เจ้าของวิชา”  ผมเคยมอบอั่งเปาให้หลานๆ ในวันตรุษจีน ปีก่อนๆ ผมใช้ซองสีทอง แล้วติดสติ๊กเกอร์โลโก้ประจำตัว (ประกาศิต) ก็ไม่มีใครว่าอะไร ก็ดูสวยดี พอมาปีนี้ใช้ซองสีแดง ติดสติ๊กเกอร์โลโก้ประจำตัว เทพผู้รักษาท่านบอกประมาณว่า (ให้อานิสงส์มากกว่า) เพราะตรุษจีนต้องใช้ซองแดง เทพผู้รักษาท่านยึดถือตามพิธีกรรมและประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้าทำตามธรรมเนียม ก็จะดีกว่าครับ ดังนี้.

อย่างไรก็ตาม เทวดาท่านก็มีฤทธิ์ระดับหนึ่ง และอยู่ในภพภูมิอันเป็นทิพย์ สิ่งสำคัญคือแรงบุญแรงกรรมของเรา ทั้งในอดีต และในปัจจุบัน ประกอบกับความไม่ประมาท รวมถึงความเพียรพยายาม และมีวินัยของเราเอง ที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดชีวิต ความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจหน้าที่การงาน และความปลอดภัยของรถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย และตัวของเราครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

7 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 1 page

มีท่านถามผมประมาณว่า “ดวงธรรม” ที่เห็นในการปฏิบัติสายวิชชาธรรมกายนั้นคืออะไร?

ดวงปฐมมรรค คือดวง มรรคปฏิปทาหรือ มัชเฌนธรรมซึ่งเป็นสภาวธรรมของจิตที่ไม่ตึงไม่หย่อน เกิดขึ้นก่อน หรือขณะเข้าสู่เส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มีอารมณ์เป็น "อัปปนาสมาธิ" ซึ่งมีคุณลักษณะเป็น "ฌาน" อย่างหนึ่ง ที่ "ปรับสภาพ" ใจของเราให้สมดุล ระหว่างเข้าสู่หนทางสายกลาง เมื่ออารมณ์เป็น "อัปปนาสมาธิ" แนบแน่นเป็นฌานขั้นต่างๆ เมื่อดำเนินจิตต่อไปถึง "ดวงศีล" ก็เป็น "อธิศีล" เมื่อถึงดวงสมาธิ ก็เป็น "อธิจิต" เมื่อถึงดวงปัญญา ก็เป็น "อธิปัญญา" กระทั่งถึงดวงวิมุติ จึงหลุดพ้นจากกิเลส พอถึงดวงวิมุติญาณทัสสนะ ก็หยั่งรู้ได้ว่ากิเลสหมดแล้ว เมื่อ "ใจ" ของผู้ปฏิบัติที่มีเห็น จำ คิด รู้ รวมกัน ถูกดวงธรรม 6 ดวง กรอง (เหมือนน้ำไหลผ่านฟองน้ำ) แล้ว ก็เข้าถึงกายธรรม หรือธรรมกาย เป็น "ใจมนุษย์" ที่ "เข้าถึง" และ/หรือ "เป็น" ธรรมกาย อยู่ระยะหนึ่ง ตราบจนกว่ามรรคสมังคีจะอ่อนตัวลงแล้วถอนถอยเพราะสังโยชน์เหนี่ยวรั้งไว้ เพลินอยู่กับวิปัสสนูปกิเลส หรือนิวรณ์กลับเข้าครอบงำ เว้นแต่จะตัดสายสังโยชน์ด้วยพระธรรมกาย ก็ไม่เป็นอันถอนถอย แต่จะทรงอยู่ดังนั้นตลอดต่อเนื่อง เป็นพระอริยบุคคล ที่ทรงอยู่ด้วยพระธรรมกาย ซึ่งมีโลกุตรฌานเป็นอารมณ์ แก่บ้าง อ่อนบ้าง ตามวัตรปฏิบัติ ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

มีนาคม 2563

www.meditation101.org


Executive Summary: 2 pages

พระธรรมกายเป็นรูปที่ไม่เที่ยง? และทำไมได้ธรรมกายแล้วยังไม่เป็นพระอรหันต์?

พระธรรมกายที่ผมอุปมาว่าเป็นดั่ง “รูปจิต” ที่ทรงไว้ซึ่ง “นามจิต” นั้น มีท่านค้านว่า รูปไม่เที่ยง และจิตมีสภาพเกิดดับเป็นธรรมดานั้น ผมขออธิบายว่า พระธรรมกายที่อยู่ในขั้นโลกุตระ ซึ่งตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ และ/หรือ เบื้องสูง ขาดโดยสิ้นเชิงแล้วนั้น ประชุมขึ้นจาก “ธรรม” หรือ “ธรรมธาตุ” ซึ่งพระธรรมกายขั้นต่างๆ แตกต่างกันอยู่ที่มีสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง มากน้อยกว่ากัน รวมถึงละเอียดบริสุทธิ์ประณีตมากน้อยตามความลุ่มลึกของภูมิจิตภูมิธรรม การคงอยู่ของพระธรรมกายขั้นโลกุตระที่ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ และ/หรือ เบื้องสูง ขาดโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับการคงอยู่ซึ่งภูมิจิตภูมิธรรมของพระอริยบุคคล กล่าวคือพระโสดาบัน มีศีล 5 เป็นปกติ พระอนาคามี ไม่มีราคะเป็นปกติ ฉันใดก็ฉันนั้น พระธรรมกายขั้นโลกุตระ คงสภาพอยู่ เช่นเดียวกับภูมิจิตภูมิธรรมของพระอริยบุคคลที่คงอยู่อย่างนั้น อย่างไม่มีเสื่อมถอย แต่ “สภาวธรรม” อาจจะมีหยาบ มีละเอียด มีประณีตมาก ประณีตน้อยต่างกัน กล่าวคือ ฌานมีอ่อนมีแก่ แต่ว่ากิเลสสังโยชน์หมดไปเหมือนๆกัน ตามลำดับขั้น ส่วนเรื่องจิตเกิดดับนั้น รูปจิต และนามจิต ของพระธรรมกาย ก็ไม่ได้เกิดดับเหมือนอย่าง “จิต” ในขันธ์ 5 แต่เป็นลักษณะของ “ดับหยาบไปหาละเอียด” หรือ “ถอยจากละเอียดกลับสู่หยาบ” คล้ายการเข้า การออกฌาน หรือการเข้า การออกนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นความแก่-อ่อน และบริสุทธิ์มากน้อยของรูปจิต และนามจิต แห่งพระธรรมกาย ซึ่งเป็น “ธรรมขันธ์” คือประกอบด้วย "ศีลขันธ์" "สมาธิขันธ์" และ "ปัญญาขันธ์" ดังนี้.

มีท่านสงสัยถามว่า เพราะเหตุใด ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต หรือได้ครบ 18 กายแล้ว ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แถมยังเสื่อมถอยจากภูมิจิตภูมิธรรมของพระธรรมกายได้อีก?

คำตอบคือ ผู้ปฏิบัติที่ไม่สละสังโยชน์ (ตัดสายสังโยชน์) เบื้องต่ำ/เบื้องสูง โดยสิ้นเชิง แต่จิตของผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต ได้เสวยอารมณ์ในโลกุตรฌานของพระธรรมกายอรหัต ซึ่งสามารถดับสังโยชน์ได้ทั้งหมด (แต่ดับได้ชั่วคราวเฉพาะในช่วงที่จิตของผู้ปฏิบัติกำลังทรงอยู่ในธรรมกายอรหัต) ทั้งนี้ พระธรรมกายขั้นโลกุตระ สามารถดับกิเลสสังโยชน์เบื้องต่ำ/เบื้องสูง ได้ตามลำดับ ส่วนสาเหตุที่ทำให้จิตของผู้ปฏิบัติไม่สามารถทรงอยู่ในพระธรรมกายอรหัตได้ตลอดไป อาจมีสาเหตุมาจาก “คำอธิษฐาน” (คือบางท่านปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์) หรือขาด “ความดำริชอบ” ซึ่งจะตัดสละสายสังโยชน์โดยสิ้นเชิงตลอดไป (บางท่านยังเสียดายกิเลส)

อย่างไรก็ตาม พระธรรมกายอรหัต ทรงอยู่ด้วยโลกุตรฌาน มีมรรคสมังคี แต่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยสายสังโยชน์ ที่ดึงให้เสื่อมจากโลกุตรฌานได้ เป็นเพราะเข้าถึงพระธรรมกายอรหัต โดยผ่านพระธรรมกายขั้นต่างๆ โดยที่ยังไม่สละตัดสายสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูงโดยสิ้นเชิงเลย นับตั้งแต่พระธรรมกายโสดาบัน, พระธรรมกายสกทาคามี, และพระธรรมกายอนาคามี

สาเหตุที่ผู้ปฏิบัติสายธรรมกายที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัตแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็เพราะ พระธรรมกายอรหัต ก็คือกายพระอรหันต์ หรือรูปจิต ครองนามจิต ที่มีภูมิจิต ภูมิธรรม ชั้นอรหันต์ของแต่ละบุคคล พระธรรมกายอรหัตมีโลกุตรฌาน ไม่มีกิเลสสังโยชน์ใดๆ ส่วนมนุษย์ก็ปฏิบัติธรรมกระทั่งถึงธรรมกายขั้นต่างๆ หากยังไม่สละสายสังโยชน์ แม้เข้าถึงพระธรรมกายอรหัตแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันชั่วครู่ชั่วคราว แต่เมื่อสมาธิถดถอย กิเลสสังโยชน์ที่ยังไม่ตัดขาดโดยสิ้นเชิงในกายธรรมเบื้องต้นก็ดึงจิตให้กลับถดถอยลงมาสู่ภูมิจิตภูมิธรรมที่ด้อยกว่า กล่าวโดยง่ายก็คือ กายมนุษย์ กับพระธรรมกายอรหัตอาจเรียกได้ว่าเป็นคนละคนจวบจนกว่าจะ “เป็น” อันหนึ่งอันเดียวกันได้ตลอดไป ด้วยการเกิดมรรคสมังคีครบถ้วน มีบุญบารมีถึงพร้อม อธิษฐานเอื้อเฟื้อ และดำริชอบที่จะสละตัดสายสังโยชน์โดยสิ้นเชิงตลอดไป ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

6 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


EXECUTIVE SUMMARY:

รูป – นาม – พระธรรมกาย – วิชชา

ในธาตุธรรมตลอดสากลโลก นามธรรมส่วนใหญ่ ต้องอาศัยรูปธรรม ในการ “ทรงอยู่” แม้แต่อรูปพรหมที่เจริญอรูปฌาน เมื่อหมดอายุขัยจากพรหมโลกแล้ว ก็ต้องถอยกลับมา “ครองรูป” อยู่ในภพภูมิต่างๆ

พระธรรมกาย คือ “รูปจิต” สาเหตุที่เรียกว่า “รูปจิต” ก็เพราะรู้ตัวได้ทั่วพร้อม ไม่เรียกรูปขันธ์ เพราะไม่ได้ทำงานสัมพันธ์กับนามขันธ์ และไม่จัดว่าเป็นขันธ์ 5 ส่วน ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระธรรมกายคือ “นามจิต” ที่เรียกว่านามจิต เพราะรู้ได้อย่างนามขันธ์ แต่ไม่มีการปรุงแต่งเหมือนนามขันธ์

พระธรรมกายไม่มีขันธ์ 5 จึงไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง เพราะขันธ์ 5 คือผู้ปรุงแต่ง พระธรรมกายขั้นโลกุตระมีรูปจิต และนามจิต ตรงไปตามสภาพแห่งความเป็นจริงของภูมิจิตภูมิธรรมที่เข้าถึง และอาการรู้ของพระธรรมกายคืออาการ “รู้แจ้งเห็นแจ้ง” ด้วย “ญาณทัสสนะ” มิใช่การรู้ด้วยขันธ์ 5 และกระบวนการของขันธ์ 5

มีท่านถามผมประมาณว่า ใครปรุงแต่งให้พระธรรมกาย และ/หรือ เรา?

คำตอบ ซึ่งไม่ใช่พระธรรมในศาสนาของสมเด็จพระพุทธโคดม ก็คือ พระธรรมกายก็คือ พุทธภาวะ หรือ Buddhahood ภายในตัวแต่ละบุคคล ถ้าถามว่าพระธรรมกายมาจากไหน คำตอบก็คือ พระธรรมกายก็คือรูปดั้งเดิมแรกสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือ ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันหมด (ไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่ตั้งศาสนา แต่กล่าวโดยพุทธคุณ) โดยพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรมสร้างขึ้นและส่งมาจาก "พระนิพพาน" เพื่อปราบมาร ที่มาจาก “มารโลก”  เพราะว่า กายมนุษย์มีลักษณะของรูปที่หนาแน่นกว่า ไม่แตกสลายโดยง่ายเมื่อปะทะกับมารในญาณ หากว่าปะทะกันแล้วพระธรรมกายผันแปรไปในญาณ ก็สามารถซ่อมแซมแก้ไขต่อกลับคืนได้ แต่พระธรรมกายที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมนุษย์ในยุคเริ่มแรกสุดดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีรูปกายหยาบเหมือนอย่างในปัจจุบัน แต่มีลักษณะกึ่งทิพย์กึ่งหยาบ คล้ายยุคที่พระพรหมลงมากินง้วนดิน แต่ฝ่ายมารก็ได้อาศัยวิชชาของตน ทำให้มนุษย์กายธรรมนั้นเสื่อมลงตามลำดับ โดยใส่กิเลสสังโยชน์เข้าไปในมนุษย์กายธรรม และมีโปรแกรมกฎแห่งกรรมเกิดขึ้น จากการปะทะ ต่อกร ต่อรอง และบรรลุข้อตกลงกัน ระหว่างฝ่ายพระนิพพาน และฝ่ายมารโลก กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างส่ง “ธรรม” ของตนมาปกครองมนุษย์ โดยฝ่ายพระนิพพานส่ง “กุศลธรรม” มาดลบันดาล กาย วาจา ใจ ของมนุษย์ให้คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งโปรแกรมกฎแห่งกรรมจะคำนวณ บุญบารมีจ่ายให้ และกำหนดโปรแกรมผลกรรมดีให้เกิดขึ้น กระทั่งไปสวรรค์ และกลับนิพพาน ส่วนฝ่ายมาร ส่ง “อกุศลธรรม” มาบังคับ กาย วาจา ใจ ของมนุษย์ ให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว แล้วโปรแกรมกฎแห่งกรรมก็จะคำนวณบาป และโปรแกรมผลกรรมชั่วให้เกิดขึ้น กระทั่งไปอบายภูมิ ตกนรก มีโลกันตนรก เป็นที่สุด แล้วโปรแกรมกฎแห่งกรรมนี่เอง ที่บันดาลให้มนุษย์กายธรรมเสื่อมลง กระทั่งเป็นชาย เป็นหญิง เป็นสัตว์เดรัจฉาน บ้างก็รูปงาม บ้างก็รูปไม่งาม ผันแปรเปลี่ยนไป โดยในยุคที่มนุษย์เริ่มมีหญิงมีชายแบ่งแยกเพศเป็นครั้งแรก ผู้ที่มีธาตุเข้มข้นมากหน่อยก็จะกลายเป็นชาย ส่วนผู้ที่มีธรรมเข้มข้นมากหน่อยก็จะกลายเป็นหญิง อย่างในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

https://www.meditation101.org/16643179/9-ความเป็นมาของธาตุธรรม

 

มีท่านถามผมประมาณว่า ผู้ที่ไม่เห็นพระธรรมกาย จะทำวิชชาได้หรือไม่?

คำตอบคือ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ให้คำจำกัดความ "วิชชา" ไว้มากน้อยแค่ไหน ตามหลักการแล้ว “วิชชานั้นขึ้นอยู่กับจรณะ 15” ส่วนผู้ที่มีตาทิพย์ หูทิพย์ โดยยังไม่บรรลุธรรม ซึ่งออกคลิปยูทูปหลายท่าน ก็ไม่ได้เห็นธรรมกาย แต่มีตาทิพย์ หูทิพย์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นวิชชาอย่างหนึ่ง ส่วนวิชชาธรรมกาย ก็ต้องอาศัยพระธรรมกายในการเดินวิชชาเป็นหลัก ส่วนวิชชาพระจักรพรรดิ ก็ต้องอาศัยกายพระจักรพรรดิเดินวิชชา (ประกอบรัตนะ 7) ส่วนว่าเห็นพระธรรมกายแล้ว แต่ยังละสังโยชน์ไม่ได้ ก็ถือว่าพระธรรมกายนั้นยังมิใช่โลกุตระ ฌานของพระธรรมกายก็ยังไม่ใช่ โลกุตระ ภูมิจิต ภูมิธรรม ก็ยังไม่จัดว่าเป็นโลกุตระ ยกเว้นแต่จะเป็นโดยชั่วคราว ซึ่งก็มีท่านกล่าวว่า พระธรรมกายนั้นจัดว่าเป็นฌาน ก็เพราะระงับกิเลสเหมือนก้อนหินทับหญ้า ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

มีท่านถามคำถามผมมาประมาณว่า ในเมื่อผมอุปมา พระธรรมกาย ว่าเป็น "รูปจิต" แล้วผู้ที่อาศัยพระธรรมกายในการทำวิชชา นั้นเป็นไปได้ไฉน?

คำตอบคือ ก่อนอื่น ต้องหยิบยกขึ้นก่อนว่า "วิชชา" คืออะไร วิชชาก็คือความรู้แจ้ง วิชชานั้นถ้าพูดในภาษาไทย อาจจะหมายถึงคุณวิเศษก็ได้ เช่นหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติได้ ซึ่งในพระศาสนาของสมเด็จพระพุทธโคดมนั้นเรียกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 มีอาสวักขยญาณ เป็นที่สุด ทั้งนี้วิชชาทั้งปวงตั้งอยู่โดย "จรณะ 15" ทั้งสิ้น รวมถึงวิชชาธรรมกาย

วิชชาธรรมกายมีลักษณะคล้าย "มโนมยิทธิ" ซึ่งจัดเป็นวิชชาประเภทหนึ่งในวิชชา 8 ทั้งนี้เพราะผมได้มีประสบการณ์แปลตำราคู่มือสมภาร และมรรคผลพิสดาร เล่ม 1 เห็นว่า การเดินวิชชา มีลักษณะของการอาศัยพระธรรมกายและดวงธรรม ในการทำกิจต่างๆ แต่ถ้าจะสรุปให้เข้ากับศาสนาของพระพุทธโคดม ผมจึงขอ จัดวิชชาเข้าหมวดหมู่ของมโนมยิทธิ ซึ่ง "รูปจิต" และ "นามจิต" บันดาลฤทธิ์ไปต่างๆ นาๆ ครับ โดยที่ พระธรรมกายเองนั้นเป็นกายที่ทรงจรณะ 15 อยู่ในตัวเอง แต่พวกที่เป็นมิจฉาธรรมกาย หรือ อธรรมกาย ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

อานาปานสติเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดหรือไม่?

ในความเห็นของผม อานาปานสติ เป็นวิธีการที่ใช้ในการประคองอารมณ์ที่ดี ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ (ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยและการบำเพ็ญมา) แต่อานาปานสติ ชื่อก็บอกโดยตรงอยู่แล้ว ว่าเป็นการเจริญ "สติ" โดยอาศัย "ลมหายใจ" เป็นประดุจ “บริกรรมนิมิต” หรือ “บริกรรมภาวนา” เมื่อจิตหยั่งลงสู่สมาธิ กระทั่งถึงฌานที่ละเอียดขึ้นไป ลมหายใจ จะ "หยาบ" กว่าอารมณ์ในสมาธิ ที่เป็นฌาน มีผู้ปฏิบัติอานาปานสติแล้วจะเห็นว่า เมื่อจิตสงบแล้ว สามารถเห็นลมหายใจ ที่กำหนดใน อานาปานสติ เป็นควันบางๆ เคลื่อนไปมา ผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะยุติการกำหนดลมหายใจ แล้วเข้าสู่อารมณ์ของฌาน ซึ่งหยุดนิ่งรวมเป็นเอกคตา ณ จุดใดจุดหนึ่ง ไม่เคลื่อนตามลมหายใจอีกครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 2 page

ความสุขในพระนิพพาน กับพระธรรมกายเป็นเพียงนิมิตหรือไม่?

วันนี้ผมเกิดมีความสนใจในเรื่องของฌาน และลำดับขั้นของสมาธิ ฌาน 8 และสมาบัติ น่าจะพัฒนาต่อยอดในแง่ความรู้ทางวิชชาได้ และมีคำเกิดขึ้นในใจว่า "อรูปธรรมกาย" คือ "กายธรรมเจริญอรูปฌาน" ผมศึกษาเพิ่มเติม ได้พบเว็บไซท์ของคุณปฐวี ซึ่งดีมากๆ ผมจึงแชร์มาพร้อมโพสต์นี้ แต่ประเด็นคำถามที่น่าสนใจจากการอ่านเว็บไซท์ของคุณปฐวีเกิดขึ้น เมื่อผมอ่านคำอธิบายของพระสารีบุตรว่า พระนิพพานไม่มีเวทนา เหตุใดจึงเป็นสุข เมื่อผมพินิจพิเคราะห์ดู แล้วพบคำตอบว่า ในพระนิพพาน ไม่มีสุขจากการปรุงแต่ง แต่มีเพียงสุขจากสภาวธรรมอันไม่ปรุงแต่งที่ทรงอยู่ เป็นสภาวะธรรมชาติของจิต และสภาวะธรรมชาติของพระนิพพาน ซึ่งสิ่งที่ให้สุขในนิพพาน ก็คือใจเราเองที่เป็นประภัสสรครับ เพราะดวงจิตดั้งเดิมของมนุษย์นั้นสะอาด สว่าง สงบ และเป็นสุข แต่เมื่อกิเลสเข้ามาครอบงำ เราก็เป็นทุกข์ แบ่งเป็นทุกข์กาย กับทุกข์ใจ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก อาจจะมีทุกข์กาย เจ็บป่วย หิวกระหาย แต่ไม่มีทุกข์ใจ ส่วนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ที่เข้านิพพานแล้ว ไม่มีความทุกข์กาย และไม่มีความทุกข์ใจ ก็เป็นสุข "เหมือนเดิม" อย่างที่เคยเป็นมาก่อน คือจิตดั้งเดิมเป็นประภัสสรครับ

Credit: https://buddhadhamma-memo.blog

ส่วนว่า “พระธรรมกาย” ก็คือ "ใจ" ของเราเอง อันเกิดจาก "ธรรม" ที่ประชุมขึ้นเป็นรูป อาจกล่าวได้ว่าเป็น "รูปธรรม" ที่ครอง "นามธรรม" พระธรรมกายเข้าฌาน 1 ถึง 8 ก็คือ "ใจ" เข้าฌาน 1 ถึง 8 ครับ ชาวตะวันตกบางท่านฝึกธรรมกาย เห็นพระธรรมกายแล้วไม่สบายใจ เพราะเป็นชาวคริสต์ ก็เลยไม่กำหนดรูปของพระธรรมกายครับ แต่ภูมิจิต ภูมิธรรม ก็ทรงอยู่ตามลำดับขั้นต่างๆ ของพระธรรมกาย แม้ไม่เห็นพระธรรมกาย อย่างไรก็ตาม พระธรรมกายมี 2 ขั้นตอนหลักๆ คือแรกๆ จะเป็นเพียงนิมิต เช่น ปฏิภาคนิมิต และ อุคคหนิมิต คล้ายการเจริญกสิณที่กำหนดรูป แต่เมื่อพ้นจากขั้นนิมิตแล้ว ก็เป็น "สภาพรูปธรรม" ที่ครอง “นามธรรม” ดังที่เคยกล่าวไว้ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมบางท่านเห็นธรรม เป็นดวงกลมบ้าง เป็นกลุ่มแสงบ้าง เป็นไอละอองหมอกควันบ้าง “ธรรม” จึงเปรียบเสมือนน้ำใสชุ่มเย็น บางครั้งก็อยู่ในรูปของไอน้ำที่เบา บางครั้งก็เป็นดุจของเหลวที่ไม่มีรูปร่างแน่นอน ส่วนพระธรรมกาย เปรียบได้กับ “ธรรม” คือน้ำที่แช่แข็งขึ้นรูป เป็นก้อนน้ำแข็ง ที่เป็นตัวเป็นตน ดังนี้.


มีท่านถามผมว่า "พระธรรมกาย" เป็น "อัตตา" จริงหรือไม่?

คำตอบคือ พระธรรมกายนั้นเป็นได้ทั้ง "อัตตา" และ "อนัตตา" ครับ หมายความว่า ในสภาพปกติ พระธรรมกาย คือรูปธรรม ที่ประชุมขึ้นจากธรรมอันเป็นโลกุตรธรรมนั้น มีสภาพคงอยู่ได้นิจนิรันดร์ ซึ่งโดยนัยยะนี้ เราไม่นับรวมถึงพระธรรมกายที่เป็นอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต แต่เราหมายถึงพระธรรมกายที่เกิดจากการประชุมธรรมที่ภูมิจิตภูมิธรรมเข้าถึงโลกุตรธรรมตามลำดับขั้นต่างๆ แต่ในกรณีที่ พระธรรมกายประชุมขึ้นจากโลกียธรรม ก็ยังมีเสื่อมถอย และ/หรือ ในกรณีที่พระธรรมกายที่ประชุมขึ้นจากโลกุตรธรรมนั้น ปะทะกับมาร กระทั่งต่างแตกสลาย หรือเสียหาย พระธรรมกายดังกล่าวก็มีอันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป คือไม่เที่ยง ดังนี้.  


มีท่านถามผมว่า เพราะเหตุใดจึงดำริคำว่า "อรูปธรรมกาย"?

คำตอบคือ จากประสบการณ์ในการอ่านและแปลงานวิชชาธรรมกาย พระธรรมกาย ที่เจริญอารมณ์ "ว่าง" จะกอปรเป็น "อรูปฌาน" ในทำนองเดียวกันกับ "อรูปพรหม" ในหลักวิชชาธรรมกาย ซึ่ง "อรูปพรหม" ไม่ใช่พระพรหมที่ไม่มีรูปร่างตัวตน เพราะในแผนผัง 18 กาย ก็ยังเห็นว่ามีภาพอรูปพรหมอยู่ อรูปพรหมจึงเป็นกายพระพรหมที่เจริญอรูปฌาน ในทำนองเดียวกันกับ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วพิจารณา "สุญญตา" นั่นคือความ "ว่างของจิต" ที่เห็นทุกอย่างว่างเปล่า ซึ่งเป็นสภาวะของใจ คือสภาวะธรรม ไม่ใช่สภาวะของกาย ซึ่งก็ยังคงอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน ตามกฎอนุรักษ์มวลสารและพลังงานครับ ดังนี้.


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

4 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 2 pages

พระญี่ปุ่นที่มีภรรยา ถือว่าเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือไม่?

ก่อนอื่นขอกล่าวอ้างคำสอนของสมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนว่า พระองค์ทรงยอมรับว่า เมื่อยุคสมัยแห่งพุทธกาล เริ่มเข้าใกล้สู่ปลายยุค สังคมมนุษย์จะเสื่อมศีลธรรม และมนุษย์จะมีอายุขัยน้อยลงตามลำดับ ส่วนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะมีข้อวัตรปฏิบัติที่ย่อหย่อนลงเรื่อยๆ กระทั่งถึงระดับหนึ่ง พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะแต่งกายเหมือนอย่างฆราวาสทั่วไป แต่จะมีชิ้นผ้ากาสาวพัสตร์ติดไว้ที่เสื้อ แม้กระนั้น บุคคลผู้ทำบุญกับพระสงฆ์ประเภทนี้ ก็ยังได้บุญมาก แต่พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสห้ามไว้ล่วงหน้าว่า หากบุคคลยังสามารถขวนขวายบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนากับพระอุปัชฌาย์ได้ และทำตามพระธรรมวินัยดั้งเดิมได้ ก็พึงทำเช่นนั้น ไม่พึงบวชตนเอง กล่าวโดยง่ายก็คือ หากยังคงทำตามพระธรรมวินัยได้ ก็ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แต่ถ้ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เอื้อเฟื้อต่อการทำตามพระธรรมวินัย ก็ค่อยอนุโลมว่ากันอีกทีครับ

สำหรับพระญี่ปุ่น ซึ่งแต่งกายเหมือนฆราวาสในเวลาปกติ แต่สวมจีวรในเวลาทำพิธีกรรม มักมีข้อกังขาในสมาคมพระสงฆ์นานาชาติว่า จะยอมรับนับถือว่าเป็นพระสงฆ์ได้หรือไม่ บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็ไม่เห็นด้วย สำหรับผม.. ผมขอแนะนำหลักการในการพิจารณาบุคคลว่าเป็นพระสงฆ์หรือไม่ตามหลัก “พรหมจรรย์ 10 ประการ” ซึ่งพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ ดังนี้:

พรหมจรรย์ อันเป็นข้อวัตรปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น มี 10 อย่าง คือ
1. ทานการให้ การบริจาค การเสียสละ
2. เวยยาวัจจะ การขวนขวายในกิจพระพุทธศาสนา
3. เบญจศีล มีศีล 5 เป็นปกติ
4. เมตตาอัปปมัญญา มีเมตตาจิต และพรหมวิหารธรรม
5. เมถุนวิรัติ งดเว้นการเสพเมถุน
6. สทารสันโดษ ความสันโดษ พึงพอใจตามมีตามได้
7. วิริยะ ความพากเพียรในพระธรรมวินัย
8. อุโบสถ มีศีล 8 เป็นปกติ หรือในวันธรรมสวนะ
9. อริยมรรค ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ 8 ตาม ศีล สมาธิ ปัญญา
10. ศาสนา
นับถือพระพุทธศาสนา

Credit: พรหมจรรย์ 10 ประการ

https://dhamma.mthai.com/principle/742.html

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/8620

ทั้งนี้ ท่านที่เคยอ่านพระไตรปิฎกอาจจะเคยพบคำว่า “อยู่จบพรหมจรรย์.. หมดกิจในพระพุทธศาสนา” เมื่อมีพระสงฆ์สาวกบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ โดยนัยนี้ พระสงฆ์สาวกที่ยังเป็นปุถุชน คือเป็นสมมติสงฆ์ เป็นพระที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นใดเลย รวมถึงพระที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี คือพระอริยเจ้าเบื้องต้น เบื้องกลาง ก็ “ยังไม่อยู่จบพรหมจรรย์.. และยังมีกิจในพระพุทธศาสนาที่ยังต้องทำอีก” ซึ่งกิจในพระพุทธศาสนาของสงฆ์ก็มี (1) คันถะธุระ การศึกษาพระธรรมวินัย และ (2) วิปัสสนาธุระ การประพฤติปฏิบัติธรรม

ด้วยหลักการนี้ เราสามารถนำ “พรหมจรรย์ 10 ประการ” มาพิจารณาสถานภาพ ความเป็น ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของบุคคล กล่าวคือ ผู้ที่จะเป็นพระภิกษุในยุคนี้ อาจจะต้องอยู่ในพรหมจรรย์ 7 – 10 ข้อ มากกว่า หรือน้อยกว่า ตามแต่สงฆ์ในแต่ละสังฆมณฑล หรือองค์คณะจะตกลงยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ โดยคำนึงถึงนโยบายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า หากยังสามารถบวชกับพระอุปัชฌาย์อย่างถูกต้อง และเอื้อเฟื้อตามพระธรรมวินัยได้ ก็ขอให้ทำตามกำหนด แต่ถ้าหากไม่สามารถเอื้อเฟื้อตามพระธรรมวินัยได้แล้วจริงๆ ค่อยอนุโลม

ดังนั้น พระภิกษุญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีภรรยา ไม่สามารถรักษาวัตรข้อ 5 คือ เมถุนวิรัติ ได้ แต่หากสามารถรักษาข้อวัตรอื่นๆ ได้ประมาณ 6 – 8 ข้อเป็นอย่างน้อย ก็ยังพอยอมรับนับถือได้ว่า เป็นภิกษุสงฆ์ผู้ประพฤติอยู่ในพรหมจรรย์ และยังมีกิจในพระพุทธศาสนาที่ต้องทำต่อไปครับ ดังฉะนี้ครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

1 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


Executive Summary: 3.5 pages

ทำไมประเทศชาวพุทธจึงไม่เจริญสวยงามเหมือนประเทศศาสนาอื่น?

อธิบายสไตล์ พิรจักร (1 มีนาคม 2563)

ก่อนอื่นขออ้างถึงบทความก่อนๆ เรื่อง รัตนะ 7 กับความเจริญของประเทศชาติ ซึ่งผมได้เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศแต่ละประเทศมี “ภาคผู้เลี้ยง” (ภาษาวิชชา) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “เทวดาประจำเมือง” ซึ่งเทวดาประจำเมือง มักจะเป็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศ หรือผู้นำประเทศที่มีความรู้ความสามารถ ละโลกไปแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดาประจำเมืองที่ตนเคยปกครอง ซึ่งการปกครองแบ่งคร่าวๆ ตาม “รัตนะ 7” คือ (1) จักรแก้ว คืออำนาจ การเมือง การปกครอง(2) แก้วมณี คือความรู้ การศึกษา เทคโนโลยี (3) ขุนพลแก้ว คือทรัพยากรมนุษย์ (4) ขุนคลังแก้ว คือ ทรัพยากรสำหรับอุปโภค บริโภค ใช้สอย (5) นางแก้ว คือศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี (6) ช้างแก้ว ภาคบริการ การแพทย์ การพยาบาล ความโอบอ้อมอารีย์ (7) ม้าแก้ว คือการคมนาคมสัญจร

ทั้งนี้ ความสวยงามของศิลปวัฒนธรรม ของแต่ละประเทศส่วนใหญ่ จะอยู่ในกำกับการของเทวดาประจำเมืองที่ทำหน้าที่ “นางแก้ว” คือ “อิตถีรัตนะ” หรือบางครั้งจะเป็น “บุรุษรัตนะ” ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหญิงเสมอไป แต่ส่วนมากจะเป็นหญิง เมื่อเทวดาฝ่ายนางแก้ว “ส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยง” ประเทศชาติบ้านเมือง นับตั้งแต่ผู้ปกครอง ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จะมีความรู้ความสามารถในเรื่องศิลปะวัฒนธรรมประเพณีที่ดี ซึ่งทุกประเทศก็มีเทวดาประจำเมืองที่ทำหน้าที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาวคริสต์ หรือประเทศชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ประเทศชาวพุทธ เป็นประเทศที่ส่วนใหญ่แล้ว มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม และความสวยงามของสิ่งปลูกสร้าง สถานที่ และสิ่งแวดล้อม ระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ให้ธรรมะคือความรู้ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เช่นเรื่องกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด การทำบุญ ทำบาป และการส่งผลของบุญ และบาป เป็นเหตุให้ชาวพุทธไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์มากด้วยกัน ในขณะที่ศาสนาอื่นส่วนมากเชื่อเรื่อง “พระเจ้า” ซึ่งศาสนาพุทธเราไม่ได้สอน แต่ในภาษาวิชชาเราเรียกพระองค์ว่า “องค์บรมธาตุ” ซึ่งพระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดสรรพสิ่ง และเรานับถือพระองค์ในฐานะ “พระพุทธเจ้า” พระองค์หนึ่ง โดยที่พระองค์ก็ทรงเป็นชาวพุทธด้วย แต่เรื่องราวของโลกธาตุ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากองค์บรมธาตุ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ชาวศาสนิกอื่นเข้าใจ สรุปคือ มีองค์บรมธาตุ แต่เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ในศาสนาอื่นนั้น เป็นการเข้าใจผิด อย่างเช่นว่า พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุด และความทุกข์ทรมานของมนุษย์นั้นเป็นการ “ทดลองใจ” ของพระองค์ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้ไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ แต่ความเป็นจริงตามสายวิชชา (พระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดมไม่ได้สอน) ก็คือ องค์บรมธาตุ ทรงเป็นองค์ต้นกำเนิดโลกธาตุโดยเหตุบังเอิญ พระองค์ไม่ได้มีอำนาจสูงสุด แต่มีฝ่ายพระนิพพาน และมารโลก ที่ “ประชันฤทธิ์” กันอยู่เสมอๆ เป็นเหตุให้สรรพสัตว์มีสุขมีทุกข์ มีบุญมีบาป มีสวรรค์มีนรก มีโปรแกรมกฎแห่งกรรม ตามที่ประชันฤทธิ์กัน ซึ่งพระพุทธเจ้าที่ปกครองพระนิพพาน เราเรียกว่าพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม ส่วนผู้ที่ปกครองมารโลก ภาษาวิชชาเรียกว่า ต้นธาตุต้นธรรมมาร ทั้งสองฝ่ายนี้ประชันฤทธิ์กัน คอยดลจิตดลใจสรรพสัตว์ให้ดีร้ายไปต่างๆนาๆ ไม่ใช่การทดลองใจของใคร และใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อในองค์บรมธาตุ หากทำกรรมดี ก็ไปสุคติ ทำกรรมชั่วก็ไปอบาย ตามกฎแห่งกรรม ไม่ได้ไปอยู่กับองค์บรมธาตุ เพราะพระองค์มีที่ประทับเฉพาะในภพของพระองค์ ไม่สามารถเข้าออกโดยง่าย

อธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว ก็วกกลับมาที่เทวดาประจำเมือง ก็คือ เทวดาประจำเมืองของประเทศชาวพุทธก็ส่งฤทธิ์ดลบันดาลให้ประเทศสวยงาม มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม แต่ฝ่ายมารก็ไม่ชอบใจ เพราะไม่อยากให้ประเทศชาวพุทธเจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าประเทศชาวพุทธเจริญมาก จะมีผลทำให้มีคนไปสวรรค์ไปนิพพานกันมากขึ้น ซึ่งมารเขาไม่ชอบใจ เนื่องจากหากพระนิพพานมีพระพุทธเจ้าพระอรหันต์มากขึ้น ก็จะมีกำลังมากขึ้น ส่วนมนุษย์ที่ไปสวรรค์ก็จะมีความสุขโดยทั่วกัน ซึ่งมารไม่พอใจ เพราะมารมีปกติเห็นว่าสรรพสัตว์ควรมีความทุกข์ เป็นอัธยาศัยอันธพาลที่เขาชอบของเขาอย่างนั้น เขาก็เลยบั่นทอนฤทธิ์ของเทวดาประจำเมืองชาวพุทธ ส่วนประเทศศาสนาอื่น เขาก็ปล่อยๆไป ไม่ค่อยขัดขวางมาก แต่ก็มีบ้างตามแบบคนพาล ที่ไม่เข้าใครออกใครสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้ ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมของประเทศชาวพุทธจึงอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะทำบุญกันมากต่อมากอย่างประณีตสวยงามมากบ้างน้อยบ้าง ถูกต้องตามกฎแห่งกรรม ซึ่งควรที่จะได้อานิสงส์มากกว่าและดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างศาสนา

นอกจากนี้ เหล่ามารยังสิงสู่ดลจิตดลใจผู้นำประเทศชาวพุทธให้ทำสงครามต่อกันและกัน เช่นประเทศพม่ารบกับไทย แล้วเผาเมือง ทำลายวัดวาอาราม พระพุทธรูป พระวิหาร เจดีย์ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย รบกับลาว แล้วเผาทำลายในทำนองเดียวกัน ดังนี้แล้ว ก็เกิดเป็นบาปใหญ่ เพราะเป็นกรรมที่ทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อทำลายแล้ว ก็มีการสาปแช่งกันและกัน ด้วยกรรมที่ชาวพุทธ ทำกับชาวพุทธด้วยกันเช่นนี้ บาปจึงมากกว่าสงครามศาสนาของประเทศอื่น หรือสงครามระหว่างผู้ที่ไม่มีศาสนาของประเทศอื่น ประเทศชาวพุทธหลายประเทศ จึงเป็นประดุจตกอยู่ในคำสาป ทำให้ไม่เจริญมาก หรือเจริญอย่างลุ่มๆดอนๆ

สำหรับคำอธิบายเรื่องมารที่บั่นทอนพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธนั้น ก็คล้ายๆ ตอนที่มารคอยติดตามพระพุทธเจ้า เพื่อทูลให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ถามว่าเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอธิฐานบารมีแสดงฤทธิ์ขับไล่มารไปเหมือนคราวตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ หรือตอนปราบพยศพญานาค และยักษ์ ทั้งนี้ก็เพราะมารเขาก็มี “บารมีมาร” เหมือนอิทธิพลของยากูซ่า หรือเจ้าพ่อมาเฟีย แม้พระไตรปิฎกจะใช้ภาษาที่สุภาพว่ามารทูลพระพุทธเจ้า แต่ในความเป็นจริงก็เป็นการบีบบังคับกันอยู่ในที หรือจะเรียกว่าเป็นการ “กดดัน” กันก็ว่าได้ ซึ่งมารที่มากดดันให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานก็ไม่ใช่เทวบุตรมารจากสวรรค์ แต่เป็นมารจากมารโลก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรง “เล่นสิทธิ์” กับมาร กล่าวคือ ถ้าพระองค์ทรงสามารถได้รับคำอาราธนาให้เจริญอิทธิบาท 4 ได้ ก็จะยังไม่ทรงปรินิพพาน แต่มารก็กำบังเอาไว้ทุกครั้ง ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธานุภาพ สามารถสั่งสอนให้บุคคลบรรลุธรรมได้ แต่เพียงแค่การอาราธนาให้เจริญอิทธิบาท 4 กลับยังไม่ได้ ซึ่งมารเขาก็ใช้ฤทธิ์และอำนาจของเขาในทำนองเดียวกันนี้ กับเทวดาประจำเมืองชาวพุทธ และเทวดาประจำพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการตัดรอนและปิดกั้น

อนึ่ง หากถามว่า ผู้ที่มีบาปมาก และผู้ที่มีบุญมาก จะอยู่ในประเทศใด คำตอบคือ ผู้ที่มีบาปมาก และมีบุญมากก็อยู่ในประเทศชาวพุทธนี่เอง คนมีบุญมาก คือพระอริยสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พระอริยบุคคล ที่ตั้งใจปฏิบัติพระพุทธศาสนา ส่วนคนมีบาปมาก ก็คือพระและฆราวาสที่ทำบาปในพระพุทธศาสนา ฆ่าพระสงฆ์เพื่อชิงทรัพย์บ้าง โกงเงินของวัดบ้าง บวชเพื่อแสวงหาลาภ หากินกับพระพุทธศาสนาบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่า คนมีบุญมาก กับคนมีบาปมาก ก็อยู่ในประเทศชาวพุทธด้วยกันนี่เอง และคนมีบาปมากๆ เวลาอยู่ที่ไหน ก็ทำให้ที่นั่นไม่ค่อยเจริญ มีปัญหา มีอาเพศเหตุภัยต่างๆเกิดขึ้น ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

1 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


EXECUTIVE SUMMARY: บทสรุปผู้บริหาร อธิบายสไตล์ พิรจักร

พระพรหม และผู้ปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ทรงฌานได้อย่างไร?

 “พรหมวิหาร 4” ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็น “สมถภาวนา” คืออารมณ์ที่ทำให้ใจสงบเป็นสมาธิได้ระดับหนึ่ง กระทั่งสามารถหยั่งลงสู่ “รูปฌาน 4” ได้ เพราะพรหมวิหาร 4 แต่ละอย่าง หรือร่วมกัน เป็นธรรมารมณ์ที่สามารถดับนิวรณ์ 5 ได้ โดยหลักดังนี้

     1.       ความเกียจคร้าน ดับด้วยกรุณา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     2.       ความยินดียินร้ายในกาม ดับด้วยมุทิตา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     3.       ความพยาบาท ดับด้วยเมตตา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     4.       ความฟุ้งซ่าน ดับด้วยอุเบกขา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     5.       ความลังเลสงสัย ดับด้วยอุเบกขา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

เมื่อนิวรณ์ทั้งหมดดับลง ผู้เจริญพรหมวิหาร 4 สามารถเข้าถึง รูปฌาน 1 ถึง 4 โดยมีพรหมวิหาร 1 – 4 เป็นธรรมารมณ์ ทั้งนี้ เมตตา, กรุณา, มุทิตา เป็นธรรมารมณ์ดับนิวรณ์ เพื่อทรงฌาน 1 – 3 เนื่องจากรูปฌาน 1 – 3 มีอารมณ์อันเป็นสุขเป็นผล กล่าวคือใจเป็นสุขแล้วมีเมตตา ใจเป็นสุขแล้วมีกรุณา ใจเป็นสุขแล้วมีมุทิตา ส่วนอุเบกขาเป็นธรรมารมณ์ดับนิวรณ์ เพื่อทรงฌานที่ 4 ซึ่งปราศจากอารมณ์อันเป็นสุข แต่เป็นอุเบกขารมณ์ ไม่ยินดี ยินร้าย ครั้นทรงฌานแล้ว ไม่ว่าฌาน 1 – 4 ขั้นใด ถ้ามีจิตควรแก่การงาน (ใจมีสภาพอันเหมาะสม) หากเกิด “มรรคสมังคี” ประกอบกับบุญบารมี และอธิษฐานมาถึงพร้อม ก็จะสามารถเข้าสู่หนทางสายกลาง ละกิเลสสังโยชน์ บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลในประเภท “เจโตวิมุติ” ได้ แต่ขั้นของฌานจะมีผลต่อวิชชา 3 วิชชา 8 อภิญญา 6 ที่จะเกิดขึ้น เพราะฌาน 1 – 4 จัดเป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน “จรณะ 15” ซึ่งเป็นเครื่องก่อกำเนิด “วิชชา” ทั้งหลาย

พระรูปพรหมทั้งหลาย อุบัติขึ้นในรูปภพ พรหมโลกได้ ก็เพราะทรงรูปฌาน โดยจะประกอบเหตุเป็นพรหมวิหาร 4 หรือ สมถภาวนาอื่นๆ ก็ย่อมได้ แต่พระรูปพรหมทั้งหลาย ไม่ว่าจะใช้สมถภาวนาวิธีใดก็มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มากน้อยแต่ละข้อ เป็นธรรมประจำใจ โดยที่ทรงอยู่ในฌาน 1 – 4 อ่อนแก่ต่างกันไป (อรูปพรหม ที่เจริญอรูปฌาน ไม่จัดอยู่ในเนื้อหาของบทสรุปผู้บริหารนี้)

สำหรับผู้ที่อาศัยสมถภาวนาวิธีการอื่นๆ กระทั่งเข้าถึง ฌาน 1 – 4 แล้ว จะย้อนกลับมาเจริญพรหมวิหาร 4 ก็ย่อมได้ แต่จะมีผลคือ ใจจะประณีตมากขึ้น หรือประณีตน้อยลงได้ เพราะธรรมารมณ์แห่งพรหมวิหาร 4 มีความหนัก ความเบา ต่อใจ ดังนี้.

29 กุมภาพันธ์ 2563

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org


Executive Summary: มรรค 8 สมังคี คืออะไร?

อธิบายสรุปเข้าใจง่าย สไตล์พิรจักร

มรรคมีองค์ 8 ได้ แก่ (1) มีความเห็นถูก (2) มีความดำริคิดถูก (3) มีวาจาถูก (4) มีความปฏิบัติถูก (5) เลี้ยงชีพถูก (6) มีความเพียรถูก (7) มีสติถูก (8) มีสมาธิถูก

มรรคมีองค์ 8 สามารถจัดกลุ่มเข้าในหลักธรรมไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้ดังนี้

ศีล: (1) มีวาจาถูก (2) มีความปฏิบัติถูก (3) เลี้ยงชีพถูก

สมาธิ: (1) มีความเพียรถูก (2) มีสติถูก (3) มีสมาธิถูก

ปัญญา: (1) มีความเห็นถูก (2) มีความดำริถูก

ทั้งนี้ มรรคมีองค์ 8 สามารถแบ่งแยกออกเป็น 2 นัยยะ คือ (1) รูป คือรูปธรรม และ (2) นาม คือนามธรรม ในส่วนที่เป็นรูปธรรม มรรคมีองค์ 8 คือข้อปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ 8 ข้อ แต่ในส่วนที่เป็นนาม หรือนามธรรม มรรคมีองค์ 8 คือ “มโนธรรม” หรือ “ธรรมารมณ์” ทั้ง 8 ประการ โดยมโนธรรมนี้เป็นเครื่องส่งผลให้เกิดเป็นข้อปฏิบัติทาง กาย วาจา ใจ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น “เลี้ยงชีพถูก” เรามีความคิดขึ้นมาก่อนว่า จะทำงานเลี้ยงชีพอะไรดี แล้วก็ตัดสินใจว่า จะค้าขายออนไลน์ โดยค้าขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขายอย่างมีศีลมีสัจจะ “มโนธรรม” ที่เกิดขึ้นนี้คือ มรรค ที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นก่อน ส่วนเมื่อเราลงมือลงแรงค้าขายจริง นั่นคือ “รูปธรรม” ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง

เมื่อเรามีมโนธรรม 8 ประการ ซึ่งเป็นนามธรรม แล้วเกิดธรรมารมณ์ประสานเป็นหนึ่ง ในสภาวจิต ตามสัดส่วนของ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกได้ว่าเป็น “มรรคสมังคี” ซึ่งชักนำใจของเราเข้าสู่หนทางสายกลาง แล้วปลดล็อค ถอนกิเลสสังโยชน์ออกจากใจ ได้มากน้อย ตามกำลังบุญบารมี และอธิษฐานที่บำเพ็ญมา อุปมาเหมือนการใช้ไขควงสี่แฉก ไขเอาสกรูออกจากเบ้า ไขควงจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าล็อคตรงกับรอยแฉกของสกรูพอดี จึงจะสามารถใช้กำลังไขถอนเอาสกรูที่ยึดแน่นอยู่ออกมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ไขควงเปรียบเสมือนใจของเรา สี่แฉกที่ใส่ลงเข้าล็อครอยแฉกของสกรูคืออาการของมรรคสมังคี ส่วนการไขหมุนด้วยกำลังคือกำลังบุญบารมี จึงสามารถอนสังโยชน์ออกได้ แล้วสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลตามลำดับ

มรรคสมังคี เกิดได้ 2 รูปแบบ คือ (1) เจโตวิมุติ คือมีฌานสมาธิเป็นกำลัง และ (2) ปัญญาวิมุติ คือมีปัญญาเป็นกำลัง โดยแต่ละแบบอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน และการจะเกิดมรรคสมังคีได้ ต้องมีใจที่อยู่ในสภาวะละ "นิวรณ์ 5" ได้ ไม่ว่าจะละนิวรณ์ด้วยสมาธิ หรือละด้วยปัญญา ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุณีสมัยพุทธกาลที่ราดน้ำล้างเท้า แล้วพิจารณาธรรมด้วยปัญญาได้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะสภาวะจิตที่ประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีปัญญา คือความเข้าใจเป็นกำลังหลัก (ละความลังเลสงสัย) และมีสติ/สมาธิคือความสงบใจมากพอ (ละความใฝ่กาม, ความพยาบาท, ความท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน) มีศีลเป็นพื้นฐาน ก็สามารถบรรลุธรรมได้ เมื่อบรรลุด้วยปัญญาวิมุติ หรือ เจโตวิมุติแล้ว จะทรงอภิญญามากน้อย ขึ้นอยู่กับ จรณะ 15 ซึ่งเป็นเบื้องบาทของวิชชา 3 และวิชชา 8 ดังนี้

 

สัดส่วนขององค์คุณที่ก่อให้เกิดมรรคสมังคี อาจใช้ไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล โดยสามารถจัดระเบียบความคิดได้ดังนี้

มรรคสมังคี = ศีล : สมาธิ : ปัญญา

100% = 30 : 35 : 35

เจโตวิมุติ = 30 : 55 : 15

ปัญญาวิมุติ = 30 : 15 : 55

ศีล

วาจาถูก = 10%

ปฏิบัติถูก = 10%

เลี้ยงชีพถูก = 10%

สมาธิ

เพียรถูก = 10%

สติถูก = 10%

สมาธิถูก = 15%

ปัญญา

เห็นถูก = 17.5%

คิดถูก = 17.5%

__________________________________________

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

26 กุมภาพันธ์ 2563

www.meditation101.org


มรรคมีองค์ 8 กับ Justification of Life

ปรัชญาทางตะวันตกมีค่านิยมว่า การตัดสินผู้อื่นว่าถูกผิด เป็นสิ่งไม่ควรกระทำ แต่ในพระพุทธศาสนานั้น พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลักการที่แน่ชัดประกอบกับรายละเอียดมากพอจะบ่งชี้ สิ่งถูก สิ่งผิด แยกแยะดีชั่ว และตัดสินได้

ในแง่ของมรรคมีองค์ 8 นั้น ถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ในการแยกแยะดีชั่วโดยเฉพาะ โดย "สัมมามรรค" คือสิ่งดี และ "มิจฉามรรค" คือสิ่งชั่ว แต่ถ้าหากเราศึกษามรรคแล้วสงสัยว่า อะไรคือดี อะไรคือชั่ว เราจะแบ่งแยกได้อย่างไร ก็ต้องศึกษาต่อไปในรายละเอียด ระหว่างคู่เปรียบ คือ

สัมมาปฏิบัติ (ศีล) กับ ทุศีล

สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ

สัมมาปัญญา กับ มิจฉาปัญญา

วิชชา กับ มิจฉาวิชชา

จากบทสรุปรวบยอดพระพุทธศาสนาของข้าพเจ้าว่า ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาคือ "ความถูกต้องชอบธรรมของ กาย วาจา ใจ" (The Mental, Verbal, and Physical Righteousness ) ซึ่งแบ่งแยกเบื้องต้นเป็น ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และแบ่งออกมาอีกชั้นเป็น "สัมมามรรค" คือมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นสัมมาปฏิบัติ แบ่งแยกได้อีกเป็น กุศลกรรมบท 10 และมงคลชีวิต 38 ประการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็น "สิ่งถูก"

ในขณะที่ สิ่งผิด ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ.. มิจฉามรรค, อกุศลกรรมบท 10 และ อวมงคลชีวิต 38 ประการ

ทั้งนี้ สิ่งถูก และสิ่งผิด มีการระบุชัดเจนในธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ และที่นอกเหนือจาก 84,000 พระธรรมขันธ์นี้ ก็ยังสามารถจัดเข้ากลุ่มได้ ใน ศีล (ความบริสุทธิ์) สมาธิ (ความสงบ) ปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ) และมรรค 8 คือสัมมาปฏิบัติ หรือปฏิบัติชอบ ดังนี้

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
www.meditation101.org
25 กุมภาพันธ์ 2563


เพราะเหตุใดผู้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงบรรลุธรรมได้ง่าย?

(1)                ผู้ฟังธรรมดำรงตนอยู่ในศีล คืออินทรีย์สังวรศีล มีความสำรวมขณะฟังธรรม ดำรงตนไม่ตึงไม่หย่อน ระงับนิวรณ์คือความเกียจคร้านขณะนั่งฟังธรรม

(2)               ผู้ฟังธรรมตั้งอยู่ในขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ เกิดจาก “พุทธานุสสติ” มีอารมณ์สงบ ไม่ตึงไม่หย่อน ระงับนิวรณ์คือ กามฉันทะ, พยาบาท, และความฟุ้งซ่าน ซึ่งเป็นไปได้ด้วยพุทธานุภาพประกอบกัน

(3)               ผู้ฟังธรรมเจริญปัญญา คือ “สุตตมยปัญญา” คือปัญญาจากการฟังธรรม ซึ่งเนื้อหาธรรมมีความถูกต้องและเหมาะกับจริตและอัธยาศัยของผู้ฟัง ก่อให้เกิดความรู้ และความเข้าใจ ที่พอเหมาะ ไม่คิดมากเกิน ช่วยระงับนิวรณ์คือความลังเลสงสัย

ด้วย (1), (2), และ (3) คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเกิด “มรรคสมังคี” เป็นการประหารกิเลส และละสังโยชน์ ด้วยกำลังแห่งปัญญา บนพื้นฐานของสติ และสมาธิที่สงบระงับมากพอ ทำให้นิวรณ์ทั้ง 5 ดับ ทรงไว้ซึ่งจรณะ และก่อเกิดเป็นวิชชา 3 วิชชา 8 ส่วนว่าเมื่อการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ายังให้เกิด “มรรคสมังคี” โดยง่ายแล้ว ผู้ฟังธรรมจะบรรลุธรรมเบื้องต้น เบื้องสูง ต่างกันอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจวาสนาบุญบารมีที่บำเพ็ญสั่งสมและอธิษฐานกันมา ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

24 กุมภาพันธ์ 2563

www.meditation101.org


ปกิณกะธรรมเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา พ.ศ. 2563

การสร้างบุญบารมี มีแรงจูงใจได้ 2 อย่าง คือ "ตัณหา" ที่ทำให้ข้องอยู่ในกาม อันเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้เวียนวนอยู่ในวัฏสงสาร และ "ฉันทะ" ที่ปรารถนาจะสละกามคุณทำให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถ้าปรารถนาจะเวียนอยู่ในภพ แต่บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ฝักใฝ่การละกิเลส มีกิเลสเบาบาง แล้วจะสบายตัวครับ

 

ถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทีมงาน

เรื่อง เกร็ดเสริมการสร้างบารมี เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา พ.ศ. 2563

น้องๆ คงเคยได้ยินเรื่องมหาอุบาสิกาวิสาขา เมื่อครั้งได้รับสมบัติจากบิดา ก่อนออกจากเรือน ไปสมรสกับสามีในต่างเมือง นางวิสาขาเคยทำบุญแบบ "ให้เกินพอ" เช่นพอพระฉันแล้วก็คะยั้นคะยอว่า ฉันอันนั้นอีกนิด อันนี้อีกหน่อย ด้วยเหตุนี้ พอบิดาของเธอมอบโคให้เป็นสมบัติติดตัว พอปิดคอกแล้ว โคก็กระโดดข้ามคอกตามออกไปอีกส่วน

ในลักษณะเดียวกัน ไปทำบุญที่ใด ถ้าเขากำหนดว่า กฐินผ้าป่า กองละเท่านั้นเท่านี้ เช่นกองละ 20000 ก็ให้ทำไป 22000 ทำอย่างนี้เรื่อยๆ บ่อยๆ เวลาได้อะไร ก็จะได้แบบเกินกว่าคนอื่น เวลาทำวิชชา ก็จะได้แบบแถมๆ มา เวลาทำละเอียด ก็จะละเอียดเกินหน้าคนอื่นไปอีกหน่อย ผมเองก็ได้อานิสงส์แบบนี้ พอคิดจะเขียนบทความหรือคำคมลงเว็บ คิดไว้อย่างหนึ่ง โพสต์ไว้อย่างหนึ่ง พอทำเป็นรูปภาพ หรือทำจริงลงเว็บ กลับได้ปัญญาเพิ่มทะลุออกมาอีก เป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ด้วยอานิสงส์ของการทำบุญแบบ "เกินกว่าที่กำหนด" ครับ

 

เพราะเหตุใด วันพระจึงมีความสำคัญ?

 

คำตอบคือ ในสมัยพุทธกาล แต่เดิมทียังไม่มีวันพระครับ แต่เป็นค่านิยมของนักบวชในสมัยนั้น ที่จะนัดประชุมกันทำกิจกรรมในวันเพ็ญบ้าง วันแรมบ้าง วันแรม 8 ค่ำบ้าง วันขึ้น 8 ค่ำข้าง ก็คือพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์ดับ พระจันทร์เต็มครึ่งดวง พระจันทร์เสี้ยวครึ่งดวง

แล้วก็มีพุทธบริษัทมากราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ "วันพระ" ในทำนองเดียวกันกับนักบวชลัทธิอื่น เพื่อทำกิจกรรมในพระพุทธศาสนาครับ

 

ความไม่ประมาท คือมีสติ..

สติต่อศีล พัฒนาเป็น สมาธิต่อศีล เป็น อธิศีล

สติต่อสมาธิ พัฒนาเป็น สมาธิต่อสมาธิ เป็น อธิจิต

และสติต่อปัญญา พัฒนาเป็น สมาธิต่อปัญญา เป็น อธิปัญญา

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

7-9 กุมภาพันธ์ 2563


บุญ/บารมี

1.      บุญคือธาตุชนิดหนึ่ง อุปมาดั่งน้ำ

2.      คุณธรรมคือ “ธรรม” อุปมาดั่งสารส้ม ซึ่งมีอยู่แล้วในใจเราระดับหนึ่ง และถูกส่งมาจากเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทำงานในลักษณะหนุนเนื่องกันและกัน (ยิ่งใช้ ยิ่งมาเพิ่ม ยิ่งมีกำลัง)

     3.      เมื่อเราทำกุศล ด้วย กาย วาจา ใจ เครื่องธาตุเครื่องธรรม หรือใจภพ จะคำนวณ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ของเรา แล้วสั่งจ่ายบุญธาตุมาสู่ตัวเรา ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม

     4.      กุศลกรรม แห่ง กาย วาจา ใจ ของเรานั้น เกิดได้จากคุณธรรมที่มีอยู่แล้วในใจเรา หรือคุณธรรมที่ใจภพส่งมาหล่อเลี้ยง ด้วยการกระตุ้นเตือนจากภายนอก และภายใน ผ่าน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์

     5.      เมื่อบุญธาตุที่ได้ ผนวกเข้ากับคุณธรรมในใจเรา จึงเป็นประดุจน้ำที่ละลายเข้ากับผงสารส้ม

     6.      บุญมาก คือมีน้ำมาก บุญที่มีธาตุมาก คือบุญที่รองรับธรรมได้มาก อุปมาดั่งน้ำที่ทำละลายผสมผงสารส้มได้มากกว่า 

     7.      บุญธาตุที่กอปรเข้ากับคุณธรรม บ่มเพาะตาม “อินทรีย์” ที่แก่กล้ามากน้อย ใน 3 คุณลักษณะ คือ (ก) ปัญญา (ข) ศรัทธา (ค) วิริยะ โดยที่ สติ และ สมาธิ มีอยู่ในตัวทั้ง 3 ลักษณะ

     8.      บารมีธาตุ บารมีธรรม หมายถึง ความอ่อนแก่ของบุญธาตุ และคุณธรรม เมื่อเทียบตามสัดส่วนมากน้อยของปริมาณหนึ่งๆ

9.      บุญบารมีที่บ่มเข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนน้ำที่มีสารส้มทำละลายอยู่ แล้วตกผลึกจับตัวเป็นรูปร่าง (crystallization) กลายเป็นบารมีแต่ละอย่าง (บารมี 10 ทัศ) ซึ่งใช้เวลามากน้อย ขึ้นอยู่กับบุญธาตุที่มีมากน้อย (น้ำ) และคุณธรรมที่มีและเกิดขึ้นมากน้อย (ความเข้มข้นของสารส้มต่อปริมาณน้ำ) นั้นๆ ต่อระยะเวลา เช่น 20.1 อสงไขย, 40.1 อสงไขย, และ 80.1 อสงไขย


ธรรมเศรษฐศาสตร์

สมการทานกุศล

พลังงานบุญที่ได้ =

[ก่อนทำ + ขณะทำ + หลังทำ] x 

[ผู้ให้ (ความบริสุทธิ์)] x 

[ผู้รับ (ความบริสุทธิ์ + จำนวน)] x 

[วัตถุทาน (ความบริสุทธิ์ + ปริมาณ + คุณภาพ)] x 

[เจตนา (ความบริสุทธิ์ + คุณภาพ)]

หมายเหตุ: ด้วยความบริสุทธิ์ที่เท่าๆกันของตัวแปรทั้ง 4 วัตถุทานที่มีปริมาณและคุณภาพมากกว่า ย่อมให้ผลานิสงส์ผลบุญมากกว่าและประเสริฐกว่า

โดย พิรจักร (6 กุมภาพันธ์ 2563)

www.meditation101.org


ผู้ที่จะเป็นพระอินทร์ต้องทำบุญอย่างไร?

คนที่ทำบุญแล้วไปเกิดเป็นพระอินทร์ ก็เพราะบำเพ็ญวัตรบท 7 ประการ ซึ่งเป็นบุญที่ทำให้ได้เกิดเป็นผู้ปกครองสวรรค์ แต่ยุคที่ “ท้าวมัฆวาน” เกิดเป็นพระอินทร์นั้น ได้มีพระอินทร์องค์เดิมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นผู้ประมาท ชอบดื่มน้ำเมา จึงถูกผู้มาใหม่คือท้าวมัฆวานและพวก จับโยนลงจากสวรรค์ ในขณะเมาหลับอยู่ แล้วไปเกิดอยู่ในภพอสูร จากเรื่องนี้ทำให้ทราบว่า การเป็นพระอินทร์ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชาวพุทธ เพราะบางยุคก็ไม่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น แต่เป็นผู้ที่มีคุณธรรม และมีบุญมาก แต่เป็นบุญมากแบบชนที่ไม่ใช่ชาวพุทธ คือบุญสาธารณกุศล เปรียบเสมือนนักเรียนที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่มีความรู้มีความสามารถ มีคุณธรรมมากพอจะเป็นผู้นำ และดูเหมือนว่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะที่สุดสำหรับเวลานั้นๆ  

คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับพระอินทร์จากเว็บพลังจิต

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นพระอินทร์ หรือท้าวสักกะจอมเทพ เรียกว่า วัตรบทมี ๗ ข้อ คือ

๑.เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต

๒.อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต

๓.พูดจาอ่อนหวานตลอดชีวิต

๔.ไม่พูดจาส่อเสียดตลอดชีวิต

๕.ยินดีในการบริจาคทานตลอดชีวิต

๖.พูดคำสัตย์ตลอดชีวิต

๗.ไม่โกรธตลอดชีวิต

ถ้าเกิดความโกรธก็ระงับโดยเร็ว
ภิกษุทั้งหลาย! ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้รักษาวัตรบท ๗ ประการนี้บริบูรณ์ จึงได้เป็นท้าวสักกะ.

Source: https://palungjit.org/…/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%…/

เทวดาดื่มน้ำจันทน์ หรือสุรา ไม่บาปหรือ?

คำตอบคือ "การเจริญสติได้บุญ การทำลายสติได้บาป" เทวดาอยู่ในภพภูมิของการเสวยผลบุญ ดื่มเหล้าทิพย์ ก็ได้บาป แต่บาปน้อยกว่าตอนเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ที่ดื่มเหล้า น้อยคนที่จะดื่มแล้วอยู่อย่างสงบสุข มีที่ดื่มแล้วทะเลาะเบาะแว้ง อาละวาด โกหก เล่นการพนัน ผิดศีลกาเม แต่เทวดาดื่มเหล้า เขาจะเป็นคล้ายๆมนุษย์ผู้ดีดื่มไวน์ คือไม่มีการทะเลาะกัน เพราะเขามีเทวธรรมประจำใจอยู่ อย่างไรก็ตาม เทวดาดื่มเหล้าก็ได้บาป การนำสุรามาไหว้ผีไหว้เทพเจ้า ถ้าเขารับไปดื่มแล้วเสียสติก็ได้บาป และเมื่อพ้นจากอัตภาพแห่งความเป็นเทวดาแล้ว บาปจึงจะส่งผล เทวดาบางตน หมดอายุขัยแล้วไปเกิดในนรกก็มี บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป เหมือนมนุษย์ ยังไม่หมดอายุขัย ก็ดื่มเหล้าได้เรื่อยๆ หมดอายุขัยเมื่อไร ก็ไปนรก ถ้าขณะจิตก่อนตายเศร้าหมองครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 กุมภาพันธ์ 2563

 

การทำบุญในพระพุทธศาสนา กับการทำสาธารณกุศล อย่างใดได้บุญมากกว่ากัน?

ก่อนอื่นเลย ผมขออ้างถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระสงฆ์คือประมุขของบุญ” นั่นหมายความว่า การทำบุญกับพระสงฆ์ได้บุญมาก และการทำบุญก็มีองค์ประกอบ 4 ประการ ตามที่ผมเคยตอบไปก่อนหน้าคือ (1) ผู้ให้บริสุทธิ์ (2) ผู้รับบริสุทธิ์ (3) วัตถุทานบริสุทธิ์ และ (4) เจตนาบริสุทธิ์ ทั้งนี้ ข้อ (1) ถึง (4) ยังสามารถจำแนกเป็นปริมาณ(Quantity) และ คุณภาพ หรือความประณีต (Quality) ซึ่งส่งผลให้บุญมากน้อย ซึ่งชาวพุทธที่ทำบุญในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนใหญ่จะได้บุญมากกว่าประชาชนเหล่าอื่นที่ทำการกุศลนอกพระพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเช่นท่านพระอินทร์ ซึ่งบำเพ็ญประโยชน์สาธารณกุศล สร้างศาลา และดูแลผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ทำถนน ฯลฯ โดยมิได้ทำบุญกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเลย ด้วยบุญของท่าน ท่านได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ มีตำแหน่งเป็นราชาของเทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ในภายหลัง มีพุทธศาสนิกชนทำบุญแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นประชากรของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์ท่านก็รู้สึกเขินอาย ที่ทิพยสมบัติ และรัศมีของตนด้อยกว่า จะเปรียบเทียบไปก็เหมือนพระมหากษัตริย์ ที่มีตำแหน่งสูงสุดในประเทศ แต่มีสมบัติน้อยกว่าเศรษฐีคฤหบดีในประเทศเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในทางสายวิชชานั้น เมื่อเราศึกษาในรายละเอียดว่า “บุญ” คืออะไร? บุญคือพลังงานชนิดหนึ่ง ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ โดยบุญเกิดขึ้นจากภพผู้ผลิตบุญ และสั่งจ่ายให้กับผู้ทำบุญแต่ละคน โดยเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) ตามแต่โปรแกรมกฎแห่งกรรมจะคำนวณ บนพื้นฐานของ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม บุญมีลักษณะเป็น “ธาตุ” เช่นเดียวกับที่เราเรียกน้ำว่า ธาตุน้ำ และเมื่อบุญถูกส่งมายังตัวเราเพื่อกักเก็บ ก็เกิดอาการควบแน่นเข้ากับ “ธรรม” ที่เกิดขึ้นในใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า crystallization กอปรเป็น “คุณธรรม” ที่เราเรียกว่า “บารมี”

หากเราจะพิจารณาบุญที่เกิดขึ้นกับผู้ทำสาธารณกุศล ที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรมแล้ว ที่คำนวณจ่ายบุญตาม (1) ผู้ให้บริสุทธิ์ (2) ผู้รับบริสุทธิ์ (3) วัตถุทานบริสุทธิ์ และ (4) เจตนาบริสุทธิ์ ซึ่งทั้ง 4 อย่างเป็นตัวแปรของสมการที่คำนวณเป็นบุญ ผู้ที่ทำสาธารณกุศลบางท่าน โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ และเจตนาบริสุทธิ์ ถ้าทุ่มเทเสียสละด้วยความจริงใจ ดังนั้น แม้ผู้รับจะเป็นยาจกคนจนที่ไม่มีศีล แต่ด้วยตัวแปรอื่น ก็สามารถได้บุญมากเช่นกัน และบุญที่ชาวสาธารณกุศลได้มักจะเป็นบุญที่มีธาตุหนาแน่นมาก ซึ่งอาจเปรียบได้กับคำว่า “อินทรีย์แก่กล้า” คือความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตั้งใจ เสียสละ และอุตสาหะสูง โดยไม่หวังผลตอบแทน ตั้งใจเพียงแต่จะช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ พบสุข เกิดประโยชน์ บุญลักษณะนี้ จะสามารถควบแน่นเข้ากับ “ธรรม” ภายในตัวแล้ว “ตกผลึก” หรือ crystallization กลายเป็น “บารมี” ได้ดี แม้ว่าปริมาณพลังงานบุญอาจจะน้อยกว่า คนที่ทำบุญกับพระสงฆ์

ขอเอ่ยอ้างถึงนิทานชาดกว่า ในชาติหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพญากระแตอยู่ในป่า วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก รังของท่านซึ่งมีลูกเล็กๆ อยู่ ร่วงหล่นลงไปในลำธารป่า แล้วน้ำก็พัดพาไกลออกไป พญากระแตต้องการช่วยลูก จึงวิ่งไปที่ริมฝั่ง แล้วนำหางของตนจุ่มลงไปในลำธาร แล้วยกขึ้นมาสะบัดครั้งแล้วครั้งเล่า หวังให้น้ำแห้ง พญากระแตทำอย่างนั้นอยู่นาน กระทั่งเทวดาเกิดเห็นเข้า จึงใช้เทวฤทธิ์ช้อนเอารังพร้อมลูกของพญากระแตมาส่ง ชาดกสรุปว่า ชาตินั้นพญากระแตได้ “วิริยะบารมี” นี่คือบุญบารมีที่ไม่ได้ทำกับพระสงฆ์ ไม่ได้ทำในฐานะเป็นมนุษย์ผู้มีศีล แต่ทำด้วยจิตใจที่ยิ่งใหญ่ และถือว่าเป็นอีกชาติสำคัญที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมี

โดยสรุปแล้ว หลักธรรมก็ยังคงเป็นตามที่พระพุทธเจ้าสอน นั่นคือองค์ประกอบของการทำทาน ข้อ (1) ถึง (4) และบุญที่ได้มากคือบุญที่ทำกับพระสงฆ์  อย่างไรก็ตาม ด้วย “สูตรองค์ประกอบแห่งการทำทาน” เดียวกัน ชาวพุทธบ้างที่ทำบุญด้วยความโลภ ทำแล้วอยากรวย อยากได้สวรรค์สมบัติมากๆ ทำแล้วอยากถูกหวยรวยเบอร์ ได้ทรัพย์มาด้วยความไม่บริสุทธิ์ หรือทำบุญด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีทิฐิมานะ ต้องการเป็นเจ้าภาพใหญ่ข่มใครอื่น ก็เข้าข่ายที่ว่า ผู้ให้บริสุทธิ์น้อยกว่า เจตนาบริสุทธิ์น้อยกว่า ซึ่งเมื่อคำนวณตามสูตรนี้แล้ว บางครั้งก็เป็นไปได้ว่า บุญที่ได้จะน้อยกว่า ผู้ที่ทำสาธารณกุศล และบุญก็บริสุทธิ์น้อย ธาตุน้อย คืออินทรีย์ไม่แก่ เมื่อควบแน่นกับธรรมในใจแล้ว ก็กอปรเป็น “คุณธรรม” และ “บารมี” ที่ไม่มาก และไม่แก่กล้า ดังนี้.

หมายเหตุ: คงจะเป็นการดี หากเราต้องการทำบุญให้ได้บุญมาก แต่ก็เป็นบุญสาธารณกุศล เราสามารถทำได้ด้วยการประสานงานกับวัด จัดทอดผ้าป่า ซื้อเครื่องมือแพทย์ ทอดผ้าป่าทุนการศึกษา หรือทอดผ้าป่าสร้างโรงพยาบาล วิธีนี้จะทำให้ได้บุญมาก และได้ประโยชน์มากครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 กุมภาพันธ์ 2563


การถวายชุดสังฆทานแบบ เวียนถวายได้บุญหรือไม่?

ก่อนอื่นต้องขออ้างหลักธรรมคำสอนก่อนครับว่า สังฆทาน คือ ทานที่ถวายแด่สงฆ์ ซึ่ง สงฆ์ในที่นี้จะต้องเป็นคณะของพระภิกษุอย่างน้อย 4 รูป หรือเป็นรูปเดียวหรือมากกว่าที่เป็น ผู้แทนสงฆ์โดยของถวายนั้น เมื่อถวายแล้วย่อมตกเป็น ของสงฆ์คือเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือตามแต่สงฆ์จะตกลงมอบให้ใคร ส่วนองค์ประกอบของการให้ทาน มี 4 อย่าง คือ (1) ผู้ให้บริสุทธิ์ (2) ผู้รับบริสุทธิ์ (3) เจตนาบริสุทธิ์ และ (4) วัตถุทานบริสุทธิ์

สำหรับชุดสังฆทานที่เวียนกันถวายตามวัดนั้น หากเจ้าภาพทำตามกฎกติกาของทางวัด เช่นกำหนดว่า ชุดละ 200 บาท หยอดตู้แล้ว นำถังสังฆทานที่ทางวัดเตรียมไว้มาถวาย ก็ถูกต้องตามกติกาที่สงฆ์หรือทางวัดกำหนดไว้ ก็ย่อมได้บุญในฐานะที่ถวายสังฆทาน แต่บุญอาจจะ (แต่ไม่เสมอไป) หย่อนลงตรงข้อ (3) และ (4) คือ วัตถุทาน และเจตนา ซึ่งแม้จะบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่แรงกล้าเหมือนอย่างชุดสังฆทานที่จัดเอง หรือซื้อเอง ซึ่งจำแนกได้ว่า มีดวงจิตอันเป็นกุศลผุดเกิดขึ้นมากกว่าหรือน้อยกว่า ซึ่งสังฆทานที่จัดเองด้วยความตั้งใจ หรือซื้อหามาเอง มักจะมีกุศลเจตนาแรงกล้ากว่า ทำให้ ข้อ (3) และ ข้อ (4) เลิศกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางท่านมีจิตกุศลอันแรงกล้า และมีปัญญาเห็นถึงประโยชน์จากการถวายทรัพย์เพื่อประโยชน์แด่สงฆ์ มากกว่าการถวายข้าวของเครื่องใช้สังฆทาน ซึ่งบางชุดก็มีคุณภาพ บางชุดก็ด้อยคุณภาพ แทบจะไม่เกิดประโยชน์ในการใช้งานจริง

อย่างไรก็ตาม ทิพยสมบัติ และอานิสงส์แห่งทรัพย์สิน ที่จะเกิดขึ้น อันเป็นผลจากการถวายชุดสังฆทานที่จัดเอง กับ ใช้ของที่ทางวัดจัดให้ เพื่อเวียนถวายนั้น ก็ยังส่งผลเป็นทิพยสมบัติ และอานิสงส์แห่งทรัพย์สินได้เหมือนๆกัน เพียงแต่ว่า ชุดสังฆทานแบบเวียนถวายจะได้ไม่เต็มที่ เพราะดวงจิตอันเป็นกุศลในการเตรียมของไม่ได้มีมากเหมือนอย่างจัดเอง ส่วนผู้ที่จะได้บุญมากก็คือผู้จัดหรือซื้อมาถวายเป็นคนแรก แล้วของนั้นถูกนำมาเวียน แต่บุญจากการถวายทรัพย์หรือเงินใส่ซอง ก็เป็นบุญอเนกประสงค์ คือเป็นได้ตามใจปรารถนา บางคนจัดสังฆทานแล้วหงุดหงิด หรือเสียดายเงิน เพราะจัดแล้ว ค่าใช้จ่ายสูง จิตก็ไม่ผ่องใส เช่นจัดชุดละ 500 บาท แต่ถ้าใช้ของทางวัด ทำบุญ 300 แล้วใส่ซองอีก 200 ถวายพร้อมกัน ก็ง่ายกว่า สะดวกกว่า และจิตอาจจะผ่องใสกว่า ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามแต่ละคน บางคนชอบแบบวิริยะบารมี ก็ออกไปหาซื้อของมาจัด ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากกว่า ก็ได้บุญไปอีกแบบ ทั้งนี้เพราะบุญเกิดขึ้น 3 วาระ คือ ก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ ถ้าจัดชุดสังฆทานเอง ก็ได้บุญก่อนถวายมากขึ้น เพราะต้องเตรียมการณ์เอง และบุญหลังจากถวายก็อาจจะมากกว่า เพราะประทับใจในทานที่ได้ทำด้วยความตั้งใจสูง แต่บางคนก็ใจพร่องเพราะความยุ่งยากในการตระเตรียมทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ กับภาระในการดำเนินการ การถวายสังฆทานวิธีที่ดีที่สุดจึงน่าจะขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของแต่ละท่าน

ด้วยเหตุนี้ การถวายสังฆทานแบบเวียนกันถวายแล้วมีทรัพย์เพิ่มเสริมเข้าไป ก็อาจได้บุญมากน้อยต่างกันไป ตามแต่องค์ประกอบข้อ (1) ถึง (4) ซึ่งถ้าอธิบายโดยรายละเอียดแล้ว คำนึงถึงความบริสุทธิ์ ความตั้งใจมากน้อย และความประณีตมากน้อย ด้วย ทำให้ได้บุญและอานิสงส์แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ดังนี้ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 กุมภาพันธ์ 2563


การอุทิศบุญด้วยการกรวดน้ำ กับบังสุกุลเผากระดาษจดชื่อ แบบไหนดีกว่ากัน?

ก่อนอื่นต้องอ้างอิงคำสอนในพระพุทธศาสนาเรื่อง “กรรม” ว่าจะส่งผลตามกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เราคิด พูด ทำ และการทำบุญด้วยวิธี “ปัตติทานมัย” คือบุญจากการอุทิศบุญ ซึ่งสรุปใจความโดยย่อว่า เมื่อเราอุทิศบุญ เราก็จะได้บุญเพิ่ม ส่วนผู้อนุโมทนา ก็ได้บุญเพิ่มเช่นกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมี “จิตเป็นบุญกุศล” ต่อกุศลกรรม ที่เกิดขึ้น ส่วนโปรแกรมกฎแห่งกรรม ก็จะคำนวณ และปรุงแต่ง มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ตาม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเรา เช่นว่า เราสละสร้อยคอทองคำ เพื่อหล่อพระพุทธรูป โปรแกรมกรรมก็คำนวณจ่ายบุญออกมา และอาศัยพลังงานบุญ ปรุงแต่งเป็นอานิสงส์ และผลกรรม ให้เรามีวิมานทองในสวรรค์ และมีเครื่องประดับทองสวยงาม ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราอุทิศบุญด้วยการกรวดน้ำ บุญก็เกิดขึ้นจากการอุทิศบุญ ซึ่ง “เนื่องอยู่กับน้ำ” เราก็จะมีบุญบารมีในด้านของน้ำ เช่นอยู่ที่ไหนก็จะมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เกิดเป็นเทวดา ก็จะมีสระน้ำทิพย์อันสวยงามอยู่ในเขตวิมาน และหาก “เจริญกสิณ” ก็เจริญ “อาโปกสิณ” หรือ “กสิณน้ำ” ได้ดี เพราะมีบารมีน้ำสะสมเอาไว้มาก หากเราอุทิศบุญด้วยการเผาไฟมาก เราจะมี “บารมีไฟ” เมื่อเจริญกสิณ ก็ทำ “เตโชกสิณ” หรือ “กสิณไฟ” ได้ดี และมีบุญบารมีด้านเชื้อเพลิงที่ไม่ขาดแคลน ส่วนทิพยสมบัติในสวรรค์ ก็จะมีคบเพลิงจุดสว่างสวยสดงดงามอยู่ในเขตวิมาน

ส่วนการอุทิศบุญแบบแห้ง คือนึกในใจ ก็มีส่วนดี ถ้าหากว่าจิตเราเป็นสมาธิแรงกล้า ถึงขั้นฌาน เพราะกระแสจิตจะเชื่อมถึงวิญญาณได้แรงกว่า แต่ถ้าหากเพ่งกระแสจิต ขณะกรวดน้ำ หรือเผาไฟได้ด้วยก็ยิ่งดีมาก แต่บางคนก็อาจจะทำได้ดีกว่าหากนั่งสมาธิแล้วอุทิศบุญในสมาธิ ด้วยการถอดจิตไปหาวิญญาณ แล้วส่งกระแสพลังบุญ บอกกล่าวโดยตรง ให้อนุโมทนา ซึ่งบุญที่ได้ก็จะมากน้อยตามกำลังแห่งจิตและกำลังแห่งบุญของผู้อุทิศ และผู้อนุโมทนา ดังนี้ครับ.

 

หมายเหตุ: ลองนึกดูว่า ถ้าเราอุทิศบุญด้วยการฝากพระเพลิงมากๆ หากตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วมีมารผจญ คงจะเอ่ยอ้างพระเพลิง แทนพระธรณี พระเพลิงคงจุดไฟเผามารให้เผ่นอ้าวกันเข้าบ้างล่ะครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 กุมภาพันธ์ 2563


ชาวจีนเผากระดาษเงินกระดาษทองจะมีประโยชน์อะไร?

คำตอบก็คือ การเผากระดาษเงินกระดาษทอง และกระดาษที่ประดิษฐ์เป็นข้าวของเครื่องใช้นั้น คล้ายกับการ กรวดน้ำ หรือ เขียนชื่อบรรพบุรุษแล้วเผากระดาษทำบังสุกุล ของชาวพุทธครับ เป็นการใช้น้ำและไฟเป็น "สื่อ" ของจิต ที่เป็นสมาธิอ่อนๆเพื่อ "อุทิศให้" ชาวพุทธเผากระดาษเขียนชื่อทำบังสุกุลหลังทำบุญ เป็นการสื่อจิตอุทิศบุญให้ ส่วนการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ทำหลังการไหว้เจ้า เป็นการเลี้ยงอาหารแด่วิญญาณ (คล้ายธรรมเนียมการถวายข้าวบูชาพระพุทธ) ซึ่งก็พอจะเกิดบุญบ้าง โดยเฉพาะในกรณีของการเลี้ยงบรรพบุรุษบุพการี เมื่อเผากระดาษ วิญญาณก็ได้รับตามที่จิต "สื่อ" ถึง แต่เนื่องจากบุญที่ปรุงแต่งให้นั้นมีน้อย ของทิพย์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ยั่งยืน ต่างจากการนำของนั้นไปถวายแด่พระสงฆ์แล้วนำพลังงานบุญที่ได้มาอุทิศ ซึ่งเป็นไปตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม จึงได้อานิสงส์แบบตรงและมากกว่า (เช่นนำเสื้อผ้าไปบริจาคแล้วอุทิศบุญ เมื่อเทียบกับเผากระดาษที่ประดิษฐ์เป็นเสื้อผ้า) ดังนี้

 

ถ้าอย่างนั้นเราควรจะทำบุญแล้วอุทิศให้บรรพบุรุษดีกว่าการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษใช่หรือไม่?

คำตอบคือ เราควรทำทั้ง 2 อย่าง เพราะบรรพบุรุษบางท่านไม่เข้าใจเรื่องบุญ อนุโมทนาบุญไม่เป็น หรือบางท่านก็ไม่เปิดใจรับ หรืออยู่ในสภาพที่รับไม่ได้ เมื่อทำบุญอุทิศให้ บุญก็ถึงน้อย หรือแทบจะไม่ได้เลย แต่ถ้านำอาหารมาไหว้ ก็ได้กินแบบง่ายๆ เพราะอาหารมีส่วนทิพย์ที่บริโภคได้ทันทีครับ

 

ถ้าเช่นนั้นเราจำเป็นต้องบูชาเทวดาเทพเจ้าหรือไม่

คำตอบคือ ในศาสนาพุทธมีคำว่า "พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ" และ "เทวตานุสติ" คือสติรำลึกนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเทวดา การถวายข้าวบูชาพระ เป็นพุทธานุสติ เป็นจิตใฝ่ดี ผูกใจไว้กับพระพุทธเจ้า เทวตานุสติ เป็นจิตใฝ่ดี ผูกใจไว้กับเทวดา เป็นการยกใจให้สูงขึ้น ไม่ผิดคำสอนของพระพุทธศาสนาครับ เพียงแต่อย่าทำถึงขั้นให้ตนเองทุกข์ใจ คือใช้ทรัพย์แล้ว เสียใจว่าไม่ได้ตามที่ขอ ดังนี้ครับ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเทพองค์ไหนมี องค์ไหนไม่มีจริง?

คำตอบคือ โดยคร่าวก็ตรวจสอบเรื่องราวความเป็นมา และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มี อย่างเช่นตำนานของแต่ละองค์ บางองค์มีสำเร็จหลายท่าน อย่างเช่นพระแม่กวนอิม มีกันหลายท่านที่เป็นพระแม่กวนอิม พระศิวะ พระแม่อุมา มีทั้งนั้น และมีสำเร็จหลายท่าน หลายปาง บางท่านเริ่มจากตำนาน แล้วมีผู้ศึกษาสนใจมาก ขอบำเพ็ญเป็นเช่นนั้น เมื่อละโลกแล้วบางท่านก็ได้เป็นจริงๆ ตำนานจึงกลายเป็นจริงครับ เหมือนคนเห็นพระพุทธเจ้า อยากเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง ก็เลยเข้าสู่เส้นทางเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อบำเพ็ญสำเร็จ ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า บางคนเห็นพุทธมารดา พุทธบิดา ก็อยากเกิดเป็นพุทธมารดา พุทธบิดา หรือเป็นมหาอุบาสก มหาอุบาสิกา เมื่อบำเพ็ญกระทั่งครบถ้วนบารมี ก็ได้เป็นอีกพระองค์หนึ่ง ในทำนองเดียวกันนี้ครับ

 

เพราะเหตุใดเวลาจัดงานพิธีบวงสรวง จะต้องมีหัวหมู เป็ด ไก่ ที่ฆ่าแล้ว นำมาอยู่ในยัญพิธี?

คำตอบคือ ในการบวงสรวงนั้น เป็นพิธีของพราหมณ์ ซึ่งพราหมณ์ท่านก็จะอัญเชิญเทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้า ให้มารับเครื่องบวงสรวงสังเวย แล้วพราหมณ์ท่านก็จะร่ายชื่ออัญเชิญ ตั้งแต่ระดับพื้นๆ กระทั่งถึงสวรรค์ชั้นสูง เทพเจ้าต่างๆ ซึ่งเทพเจ้าและเทวดาที่สูงสักหน่อย ก็ไม่ได้รับประทานเครื่องสังเวย แต่รับไว้เป็นธรรมเนียม เหมือนคนเราถวายธูปเทียนแพแด่ผู้ใหญ่ ซึ่งท่านก็ไม่ได้เอาไปใช้ทำอะไรได้ แต่รับไว้เป็นเชิงสัญลักษ์ของพิธี เช่นเดียวกับการบวงสรวง แต่ผู้ที่อาจจะลงมากินของบวงสรวงอาจจะเป็นภุมมเทวา รุกขเทวา หรือยักษ์ชั้นต้นๆ ที่ยังชอบของเหล่านี้อยู่ เหมือนคนอีสานที่ชอบกินลาบ กินก้อยดิบๆ กินปลาร้าดิบๆ ที่ยังไม่ต้ม อารมณ์ประมาณนั้นน่ะครับ

 

มีท่านสงสัยประมาณว่า เพราะเหตุใด เรานำอาหารที่ปรุงแล้วไปไหว้ผี ผีจึงกินส่วนละเอียดนั้นได้

คำตอบของผมก็คือ คำถามนี้ทำให้ผมคิดอยู่นาน แต่เท่าที่จะพอตอบได้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เรามีเราเป็น ล้วนเกิดจากพลังงานบุญและบาป ที่ส่งผล เช่น อาหารมื้อเที่ยงที่เกิดขึ้นเพื่อเรา ก็เกิดจากพลังงานบุญ ดลบันดาลให้เรามีกินและมีใช้ สำรับอาหารของเรา ก็เกิดจากโปรแกรมกฎแห่งกรรมบันดาลให้มีขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ โดยโปรแกรมกฎแห่งกรรมจะทำงานได้ก็ต้องอาศัยพลังงานบุญ เช่นเดียวกับบาป ซึ่งสิ่งที่กายมนุษย์ได้กินได้ใช้ ก็เกิดจากส่วนอันเป็นทิพย์ปรุงขึ้นก่อน แล้วบันดาลให้กายมนุษย์ได้กินได้ใช้ตามมาภายหลัง ดังนี้แล้ว มื้ออาหารจึงมีส่วนแห่งความ "เป็นทิพย์" สถิตย์อยู่ ซึ่งสภาพอันเป็นทิพย์นั้นเกิดจากพลังงานบุญ และเมื่อเรานำอาหารไปไหว้ผี พวกเขาก็กินพลังงานทิพทย์ที่สถิตย์อยู่ในอาหาร (กินไก่ ไม่ได้หมายความว่าจะได้กินวิญญาณของไก่) เช่นเดียวกับการนำชุดไทยสีต่างๆ ไปมอบให้ต้นตะเคียน นางไม้ก็ได้ชุดไทยไปใส่ ด้วยอาศัยดึงเอาพลังงานทิพย์ในสิ่งของไปใช้ จึงมีลักษณะคล้ายการ "แบ่งบุญ" ไม่ใช่ "อุทิศบุญ" ผมพอจะอธิบายได้ดังนี้ครับ

 

ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมถึงการที่ผีหรือวิญญาณกินส่วนที่เป็นทิพย์ของอาหารครับ อาจอุปมาได้กับ พาวเวอร์แบ็งค์ ที่มีไฟฟ้าประจุอยู่เต็ม (สำรับอาหารที่มีส่วนทิพย์อยู่) แล้วเรานำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาดึงประจุไฟฟ้าในพาวเวอร์แบ็งค์ออกไปใช้ กระทั่งกระแสไฟฟ้าหมดไป แล้วโอนไปอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน ซึ่งก็สามารถใช้หมดไปได้ ดังนี้ครับ

พิรจักร

 

การเผากระดาษไหว้เจ้า ต่างกับการหาของอุปโภคบริโภคมาไหว้วิญญาณ ตรงที่ การเผากระดาษไม่มีวัตถุเหลือ เพราะเผาเป็นขี้เถ้าไป เหลือแต่ "เจตนาที่จะให้" ว่าอยากให้ผีได้รับอะไรบ้าง มิฉะนั้นแล้ว ผีก็คงได้เสื้อกระดาษ รถกระดาษ ไอโฟนกระดาษ แต่ที่ได้ของจริงเพียงชั่วครู่ เพราะเป็นเสมือนการอธิษฐานอุทิศให้ ด้วยบุญจากการไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษ ในทำนองเดียวกับการถวายข้าวพระพุทธครับ

 

เพราะเหตุใด การเผากระดาษไหว้เจ้า จึงไม่ได้อานิสงส์เหมือนการเผารายชื่อบุคคลเมื่อทำบังสุกุล?

คำตอบคือ รูปแบบหรือ form คล้ายๆ กัน คือ อาศัยไฟเป็นสื่อของจิต แต่ function ต่างกัน การเผารายชื่อนั้น เทวดาประจำท้องที่เขาจะมาจดบันทึกไว้ แล้วเขาจะเอาไปบอกญาติหรือบุคคลที่อยู่ในรายชื่อให้ เพื่อให้อนุโมทนาบุญ แต่ผมมีเทคนิคพิเศษคล้ายๆ การกรวดน้ำ คือ เวลาเรากรวดน้ำ ให้บอกว่า "ขอฝากพระธรณีด้วย" ส่วนเวลาเผากระดาษบังสุกุล ให้บอกว่า "ขอฝากพระเพลิงด้วย" ดังนี้ครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

4-5 กุมภาพันธ์ 2563


ศรัทธา & ปัญญา

ปัญญา ประกอบด้วย ความรู้ และความเข้าใจ ปัญญา มี 3 ระดับ คือ ปัญญาจากการศึกษา ปัญญาจากการคิด และปัญญาจากการภาวนา ปัญญาในพระพุทธศาสนามีประโยชน์ตรงที่ เมื่อเรารู้องค์ประกอบ หากเกิดปัญหาขึ้น เราสามารถแก้ไขได้ถูกจุด เช่น ความรู้ผิด ทำให้เข้าใจผิด เราก็แก้ไข โดยให้ความรู้ใหม่เพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้ทำความเข้าใจใหม่

ศรัทธา เป็นสังขารธรรม เกิดขึ้น แล้วดับไปได้ง่ายกว่าปัญญา ในการปฏิบัติพระพุทธศาสนา บางคนศรัทธาในพิธีกรรม ศรัทธาในปฏิปทาการแสดงออกของพระสงฆ์ บางคนศรัทธาในพระธรรมเทศนา ศรัทธาในรูปอันงาม และเสียงอันไพเราะ ฯลฯ ซึ่งเหตุปัจจัยของศรัทธาเหล่านี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การแก้ไขปัญหาศรัทธาเสื่อม จึงต้อง "รักษาศรัทธา" กันอยู่เสมอๆ

ศรัทธาที่เกิดจากปัญญานั้น มีคุณประโยชน์มาก และยั่งยืนกว่าศรัทธาอันเกิดจากความยินดียินร้ายทั้งปวง โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทเช่นกัน คือ 1. ศรัทธาจากปัญญาเรียนรู้จากผู้อื่น 2. ศรัทธาจากปัญญาคิดไตร่ตรองด้วยตนเอง และ 3.ศรัทธาจากปัญญาที่เกิดระหว่างการภาวนา หรือบรรลุธรรม

ในบรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย พระอริยเจ้าเท่านั้น ที่มีศรัทธามั่นคงไม่มีวันเสื่อมสลาย ดังนี้.

3 กุมภาพันธ์ 2563

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


มีท่านถามผมประมาณว่า ธรรม 84000 พระธรรมขันธ์ หมายถึงอะไร?

คำตอบที่ผมคิดได้ก็คือ พระธรรมขันธ์ไม่ใช่จำนวนของคำสอนของพระพุทธเจ้า เหมือนที่เราเรียก “ศีล” เป็นคำแทน ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 โดยรวมๆ กัน พระธรรมขันธ์เป็นสัดส่วนของธรรม ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมซึ่งอยู่ในการควบคุมของพระพุทธเจ้าพระต้นธาตุต้นธรรม ส่งมาหล่อเลี้ยงใจของมนุษย์และสรรพสัตว์ คือเป็นพระวินัยหรือศีล คือความสะอาด = 1 (21000 พระธรรมขันธ์) เป็นพระสูตรหรือสมาธิ คือความสงบ = 1 (21000 พระธรรมขันธ์) และพระอภิธรรม คือปัญญาหรือความเข้าใจ = 2 (42000 พระธรรมขันธ์) โดยมีคำสอนของพระพุทธเจ้าอันเป็น “พระธรรมวินัย” เป็นกรอบกำหนดโดยคร่าว เป็น 1:1:2 ดังนี้ครับ

สาเหตุที่ผมรจนาว่า พระสูตร ทำให้สงบนั้น เพราะฤทธิ์ตั้งต้นของพระสูตร คือ "สมาธิ" ที่ทำให้ใจ "สงบ" เป็น 1 ในไตรสิกขา ส่วนว่า ทำไมสมาธิ จึงกลายเป็นพระสูตร ก็คล้ายๆ กับ พระวินัยและศีล ที่ตั้งต้นเป็น ฤทธิ์แห่งความ "สะอาด" ซึ่งเมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว กาย วาจา ใจ จะสะอาดขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น พระสูตรที่นำไปศึกษาและปฏิบัติแล้ว จะก่อให้เกิดสมาธิ พาใจให้สงบ

มีท่านสงสัยถามประมาณว่า ทำไมสายธรรมกายจึงสามารถมองเห็นธรรมต่างๆ เป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นตน มีดวงศีล เป็นต้น?

คำตอบคือ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพาน พระอนุรุทธะได้ใช้ตาทิพย์ติดตามการเข้าฌานออกฌานของพระพุทธเจ้า และสามารถทราบและรายงานได้ว่า วาระจิตของพระพุทธเจ้าเข้าฌานใด ออกฌานใด ดับขันธปรินิพพานเมื่อใด ถามว่า ถ้าสภาวธรรมนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ แล้วทำไมต้องให้พระอนุรุทธะส่องตาทิพย์ติดตาม ทำไมไม่ให้พระอรหันต์รูปอื่นที่รู้วาระจิตเป็นผู้ติดตาม

วิชชาธรรมกาย เป็นวิชชาที่อาศัยอาโลกกสิณ คือกสิณแสงสว่างเป็นเบื้องบาท ซึ่งอาโลกกสิณมีคุณคือทำให้มีทิพยจักษุเลิศกว่ากสิณประเภทอื่นๆ (สว่างมาก ก็เห็นได้มาก เห็นมาก ก็รู้ได้มาก)

การที่ตามนุษย์ด้วยกัน มองกายนุษย์ด้วยกัน แล้วมองไม่เห็นวิญญาณ ก็เหมือนกับที่เทวดามีตาทิพย์ แล้วไม่เห็นนิพพาน นั่นก็คือ ตาทิพย์ขั้นที่เหนือกว่า สามารถเห็นขั้นที่ต่ำกว่าได้ แต่ตาทิพย์ขั้นต่ำกว่า ไม่สามารถเห็นขั้นที่สูงกว่าได้ครับ

เรื่องกายทิพย์ มองไม่เห็นนิพพาน ก็อุปมาได้ว่า กายเทวดานั้น ก็มียนต์กลไกอยู่ภายใน เช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีอวัยวะตับไตไส้พุง กายเทวดา มีดวงบุญ มีดวงบาป แต่ผู้มีตาทิพย์ทั่วไป เห็นเทวดาแล้วก็เห็นกายโปร่งสว่าง ไม่เห็นบุญ เห็นบาปของเทวดาที่สะสมอยู่ในตัว ต้องเป็นตาทิพย์ที่ละเอียดกว่าภพภูมิเทวดา จึงจะเห็นดวงบุญ ดวงบาป ดวงธรรม ในตัวเทวดาได้ครับ

มีท่านสงสัยว่า "การเข้านิพพานไม่ถอดกาย" หรือนิพพานเป็น ตามคำสอนของสายวิชชาธรรมกายจะเป็นไปได้อย่างไร?

คำตอบคือ สายวิชชาธรรมกายสอนเรื่อง "นิพพานถอดกาย" และ "นิพพานไม่ถอดกาย" กล่าวคือ นิพพานถอดกายคือการดับขันธปรินิพพาน ทิ้งกายมนุษย์ แล้วเข้านิพพานด้วยกายธรรม หรือธรรมกาย ส่วนนิพพานไม่ถอดกาย คือเข้านิพพานด้วยกายเนื้อ

โดยนัยนี้ คล้ายกันกับการที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คือเสด็จเข้าไปด้วยพระวรกายมนุษย์ ไม่ใช่การถอดจิต หรือถอดวิญญาณไป ในทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าที่บารมีมาก โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าในยุคบรรพกาล สามารถเข้านิพพานได้ด้วยพระวรกายมนุษย์ ในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งยากกว่าการเสด็จไปสวรรค์ เพราะนิพพานนั้นละเอียดประณีตกว่ามากครับ

มีท่านสงสัยถามผมประมาณว่า มีความจำเป็นอันใด พระพุทธเจ้าจึงต้องเข้านิพพานด้วยพระวรกายมนุษย์

คำตอบคือ อ้างถึงคำอธิบายของผม ตั้งแต่มีมนุษย์ในยุคเริ่มแรก คือมนุษย์ล้วนมีกายมหาบุรุษ และมีลักษณะกึ่งหยาบกึ่งละเอียด ซึ่งไม่ดับไปโดยง่าย เมื่อปะทะกับเหล่ามารในญาณ พระธรรมกาย ก็มีลักษณะอันเป็นทิพย์เป็นธรรม มีความละเอียดพอๆ กับธรรมกายมาร เมื่อสู้กัน ปะทะกัน หากเพลี่ยงพล้ำ พระธรรมกายจะเสียหายได้ แต่ถ้าเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ กายจะแน่นกว่า มีลักษณะกึ่งหยาบกึ่งทิพย์ ปะทะกันแล้ว ก็ไม่แตกดับโดยง่ายครับ อุปมาเหมือน ก้อนเมฆปะทะกับตัวเครื่องบิน เครื่องบินแข็งกว่า บินปะทะผ่านก้อนเมฆได้ แต่ถ้าก้อนเมฆปะทะกับก้อนเมฆด้วยกัน (ธรรมกายปะทะธรรมกาย) ก็เกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ เพราะเสียดสีกันครับ

สาเหตุที่ธรรมกายยังมีแตกดับเสียหายเมื่อปะทะกับธรรมกายมาร แต่ก็ยังมีผู้ต้องการเข้านิพพาน ก็เพราะไม่ต้องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นภัยในวัฏสงสาร ส่วนว่าท่านที่ไม่อยากจะมีตัวมีตน ก็สามารถทำได้ โดยเข้านิพพานแบบสูญ คือดับกาย เวทนา จิต ธรรม ของตนเอง แล้วสลายกลายเป็นหมอกควันละอองธรรมไปครับ แต่ถ้าทุกคนคิดแล้วทำอย่างนี้ ธาตุธรรมฝ่ายพระนิพพานก็จะไม่มีใครช่วยคุ้มครอง

แต่ถ้าธาตุธรรมฝ่ายเราจะพร้อมใจกันดับ กาย เวทนา จิต ธรรม ให้สูญสิ้นกันทั้งหมด แล้วปล่อยให้ใครอื่นยึดครองไป เราก็ไม่อาจทราบได้ว่า สักวัน ในอนาคต พวกมารจะมีวิธีประชุมร่างเรากลับคืนมา เพื่อใช้เป็นทาส ของพวกเขาหรือไม่ ยังไม่มีใครรับประกันได้ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

29 มกราคม 2563


มีท่านสงสัยประมาณว่า เพราะเหตุใด ในสมัยพุทธกาล คนฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมได้ง่าย?

คำตอบคือ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมนั้น ผู้ฟังธรรมได้โอกาสเจริญ "พุทธานุสติ" โดยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมที่เหมาะกับผู้ฟัง โดยรู้อัธยาศัยที่บำเพ็ญมา และอินทรีย์แก่อ่อนในปัจจุบัน จึงทรงเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะสม ในขณะฟังธรรม ผู้ฟังมีพุทธานุสติอยู่ มีใจเป็นขณิกสมาธิ ถึงขั้นอุปจารสมาธิ เมื่อฟังธรรมอยู่ นิวรณ์ 5 ก็ลดลง กระทั่งถึง "วิจิกิจฉา" ความลังเลสงสัย ที่หายไป เพราะเข้าใจในพระธรรมเทศนา เมื่อนิวรณ์หมดสิ้นไป จิตที่เป็นอุปจารสมาธิ อันเกิดจากการเจริญพุทธานุสติ ก็ถูกยกให้สูงส่งขึ้น และรวมกันแน่วแน่ ทำให้เกิดมรรคสมังคี แก่ อ่อน ตามกำลังสั่งสมมา แล้วถอนสังโยชน์ได้มากบ้างน้อยบ้าง บรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้ ดังนี้

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

29 มกราคม 2563

หมายเหตุ: มีท่านอธิบายเสริมว่า ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมนั้น พระพุทธองค์ได้ทรง “คุมธรรม” ให้กับผู้ฟังด้วย การคุมธรรมนั้นมีลักษณะคล้าย “การแผ่เมตตา” เพื่อให้ผู้ฟังธรรมมีใจเป็นสมาธิ มีนิวรณ์เบาบางลง สามารถบรรลุธรรมได้ง่ายขึ้น


มีท่านสงสัยถามประมาณว่า เพราะเหตุใดคนที่ทำอนันตริยกรรมอย่างพระเจ้าอชาตศัตรู จึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แม้จะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

คำตอบคือ ผู้ที่ทำอนันตริยกรรมนั้น "ดวงศีล" จะ "ดับ" เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถก่อให้เกิด "มรรคสมังคี" ได้แม้จะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เพราะมรรคสมังคี ต้องอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมๆ กันครับ

 

มีท่านสงสัยถามประมาณว่า "ดวงศีล" คืออะไร?

ดวงศีลคือ สภาวธรรมที่ประชุม สีลานุสติ และดวงจิต (อย่างในพระอภิธรรม) ที่เกิดขึ้นอันมีธรรมรสเป็น "ศีล" คือความสำรวมระวัง กาย วาจา ใจ มิให้ผิดธรรมและผิดวินัย

 

มีท่านสงสัยถามว่าดวงธรรมคืออะไร?

ดวงธรรมนั้นเปรียบเสมือน "แคปซูล" ที่บรรจุยา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุติญาณทัสนะ สาเหตุที่ต้องมีดวงธรรมก็เพราะเป็น "ยนต์กลไก" ที่ตั้งเอาไว้อย่างนั้น เหมือนจะถามว่า ทำไมจึงมีดวงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ตามตำแหน่ง ทำไมสลับกันไม่ได้ คำตอบคือ ที่มี ที่เป็นดังนั้น ก็เพราะประกอบยนต์กลไกเอาไว้อย่างนั้นมาแต่เดิมครับ น่าอัศจรรย์ที่ว่า มรรค ในทางมหายาน เชื่อว่ามี 10 มรรค ครับ โดยเพิ่มมาอีก 2 อย่าง คือ สัมมาวิมุติ กับสัมมาญาณทัสนะ ครับ ซึ่งตรงกับสายปฏิบัติวิชชาธรรมกายครับ

 

มีท่านสงสัยประมาณว่า ในเมื่อจิตนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตามพระอภิธรรม แล้วเหตุใดจึงมีดวงธรรม มีดวงศีล ตามที่สายวิชชาธรรมกายกล่าวอ้าง?

คำตอบคือ ผมขออ้างถึง form ในสติปัฏฐาน 4 โดยไม่กล่าวถึง function หมายความว่า จิตที่เกิดดับ เป็นเพียง 1 ใน 4 ประการ ซึ่งปฏิสัมพันธ์กันเป็น ปฏิจจสมุปบาท จิตที่เกิดดับ เปรียบเสมือนสายน้ำ ส่วนธรรม เปรียบเสมือนพืชน้ำที่สายน้ำพัดพามาสะสมกันที่ตลิ่ง เมื่อสายน้ำที่พัดพามาผ่านพ้นไปแล้ว ก็เหลือแต่พืชน้ำรวมกันอยู่ นั่นก็คือ "ธรรม" ที่สะสมอยู่ในตัวของเรา ภายในดวงธรรมต่างๆ ครับ

 

มีท่านสงสัยประมาณว่า ดวงศีลบารมี กับดวงศีล ที่อยู่ในดวงธรรม นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

คำตอบของผมก็คือ ดวงศีลบารมีนั้นมี function คล้ายแบตเตอรี่ที่สะสมพลัง ส่วนดวงศีลที่อยู่ในดวงธรรมนั้นมี function คล้ายเครื่องมือที่แสดงให้เห็นถึงสภาพของศีลธรรมของบุคคลในอดีตและปัจจุบัน และเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการทำให้เกิด "มรรคสมังคี" กล่าวคือ ดวงศีลบารมี เป็นพลังงานที่ส่งให้เกิดมรรคสมังคีได้ แต่ดวงศีลบารมี ไม่ใช่อุปกรณ์ของใจในการทำให้เกิดมรรคสมังคี แต่เป็นดวงศีลที่อยู่ภายในดวงธรรมครับ เปรียบเทียบดวงศีลบารมีเหมือนถ่านแบตเตอรี่ ส่วนดวงศีลในดวงธรรมเหมือนหลอดไฟของไฟฉาย ถ้าถ่านเต็ม แล้วหลอดไฟสะอาด หลอดไฟยังไม่ขาด และไม่มีสิ่งสกปรกปิดกั้นหน้าไฟฉาย ไฟก็สว่างมาก มันก็เป็นคนละอย่างกัน ซึ่งสัมพันธ์กัน ดังนี้ครับ


มีท่านสงสัยถามเรื่องดวงศีลประมาณว่า ผู้ที่ถือศีลมากข้อ น้อยข้อ ต่างกัน จะได้ศีลบารมีต่างกันหรือไม่ แล้วดวงศีลจะสะอาดและสว่างมากน้อยต่างกันอย่างไรหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ว่าจะถือศีลมากข้อน้อยข้อ ไม่ได้เป็นเครื่องวัดกำลังศีลบารมีโดยตรง เพราะเป็นเพียง "กรอบกำหนด" โดยคร่าว เพราะศีลที่แท้จริงนั้นนับเป็น 21000 พระธรรมขันธ์ พระอรหันต์ในพุทธกาลที่โลกเจริญทางธรรมมาก ก็ถือศีลกันเพียง 8 ข้อบ้าง 10 ข้อบ้าง อนึ่ง พระภิกษุณี ในพุทธันดรปัจจุบัน ก็มีศีลมากกว่า 300 ข้อ ซึ่งมากกว่าพระภิกษุ ไม่สามารถกล่าวได้ว่าภิกษุณีบริสุทธิ์กว่า หรือมีกำลังศีลบารมีมากกว่า โดยนัยยะของจำนวนสิกขาบท แต่ศีลบารมีได้มากน้อย ตามกำลังของใจที่สำรวมระวังในกาย วาจา และใจ โดยมีสิกขาบทเป็นกรอบโดยคร่าวครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

29 มกราคม 2563


สติศีล, สมาธิศีล เจริญเป็น อธิศีล

สติสมาธิ, สมาธิจิต เจริญเป็น อธิจิต

สติปัญญา, สมาธิปัญญา เจริญเป็น อธิปัญญา

 

สัมมาทิฐิ คือส่วนหนึ่งของสัมมาปัญญา

เกิดจากสุตตะ การเรียนรู้

เกิดจากจินตะ การคิด

เกิดจากภาวนา คือการทำสมถะวิปัสสนา

สัมมาทิฐิจึงมีนัยยะทั้งในรูปแบบของความคิดอ่านและสภาวธรรมในสมาธิ

 

ในเมื่อ สัมมาทิฐิ เป็นส่วนหนึ่งของสัมมาปัญญา

แบ่งออกเป็น สุตตมยปัญญา, จินตมยปัญญา, และภาวนามยปัญญา

แล้ว ศีล จะแบ่งจำแนกได้อย่างไร

คำตอบคือ ในทำนองเดียวกัน ศีล แบ่งได้เป็น

1. ศีลสิกขาบท หรือ ปาฏิโมกขสังวรศีล

2. อินทรีย์สังวรศีล

3. สีลานุสสติ

 

สำหรับ สัมมาสมาธิ

1. ขณิกสมาธิ (อนุสสติ, สมถะ, วิปัสสนา)

2. อุปจารสมาธิ (อนุสสติ, สมถะ, วิปัสสนา)

3. ฌาน (อนุสสติ, สมถะ, วิปัสสนา)

ดังนี้

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

28 มกราคม 2563


ความเห็นถูก (Right View) 

คือ "ปัญญาชอบ" อันเกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง (Right Knowledge & Understanding)  ความเห็นถูก อุปมาเหมือน “แว่นตา” เมื่อเรามองเห็นผ่านแว่นที่มีเลนส์ตรงกับสายตาของเรา เราก็จะมองเห็นได้ชัด เห็นแล้วก็รู้และเข้าใจไปตามสภาพความเป็นจริง ส่วนความเห็นผิด ก็เหมือนใส่แว่นตาที่เลนส์ไม่ตรงกับสายตาเรา เห็นผิดมากน้อย ก็เหมือนกับเลนส์ ที่ทำให้เห็นภาพมัวมากน้อย หรือเป็นเลนส์แว่นกันแดดมืดสนิท ก็แทบจะไม่เห็นอะไรเลย เมื่อเห็นถูกแล้ว จึงค่อยเกิดการดำริเป็น “ดำริถูก” (Right Intent) ในขั้นต่อไป  

"ทมะ" คือความข่มใจ 

เป็นธรรมชนิดหนึ่งที่มีในตัวทุกคน เปรียบเสมือนสารต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เมื่อใดที่เกิดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในฝ่ายอกุศล ที่เรารับรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วทำปฏิกิริยากับ “ธรรม” และ “อธรรม” ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมส่งมาหล่อเลี้ยงใจเรา มี ศีล สมาธิ ปัญญา และ โลภ โกรธ หลง เป็นอาทิ "ทมะ" เป็น function ที่จะทำหน้าที่เข้ากำกับข่มไว้มิให้ “อธรรม” กำเริบ และตั้งมั่นอยู่ใน “ธรรม” หากอกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจเราบ่อยๆ และเราเปิดโอกาสให้ "ทมะ" ทำงานบ่อยๆ "ทมะ" ก็จะแก่กล้าและว่องไวขึ้น สามารถยับยั้งความคิด คำพูด การกระทำ ในฝ่ายอกุศล ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นเชื้อโรคอ่อนๆ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

ศีล คือความสะอาด สมาธิ คือความสงบ ปัญญาคือความฉลาดเข้าใจ 

บางครั้งเราฉลาดพอ แต่สงบไม่พอ บางคราเราสะอาดพอ แต่ฉลาดไม่พอ สมาธิอบรมปัญญา คืออธิปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิคือ วิปัสสนา ศัตรูของสมาธิคือนิวรณ์ 5 ศัตรูของวิปัสสนาคือวิปัสสนูปกิเลส 10 อาศัยอธิปัญญา และวิปัสสนา อบรมปัญญา ให้เป็น สัมมาปัญญาแก่กล้ากว่า มิจฉาปัญญาโดยมีศีลความสะอาดมากพอ มีสมาธิ ความสงบมากพอ เราก็ชนะได้!

สัมมามรรค กับ มิจฉามรรค

เมื่อเราจำเป็นต้องตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด.. เกณฑ์ในการพิจารณาสิ่งถูกคือ "สัมมามรรค" (The Righteous Eightfold Path) ทั้งหลาย ส่วนสิ่งผิดคือ "มิจฉามรรค" (The Wrongful Eightfold Path) ทั้งปวง

ทาน ศีล ภาวนา บุญกริยาวัตถุ 10 คือ วิธีการสั่งสมบุญ เจริญแก่กล้าเป็นบารมี 10 ทัศ เพิ่มพูนคุณธรรม ส่วน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา คือมรรค 8 เพื่อการลดกิเลส และ ละสังโยชน์ เมื่อเกิดมรรคสมังคี

ทาน ศีล ภาวนา เป็นกำลังสะสมของพลังงานบุญ (ทำให้คุณธรรมเพิ่ม)

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังขจัดสังโยชน์ (ทำให้กิเลสลด)

ทั้งสองอย่างต้องมีพร้อม คือมีบุญบารมีมากพอ และเจริญมรรคมีองค์ 8 กระทั่งเกิดมรรคสมังคี จึงจะละสังโยชน์ บรรลุมรรคผลได้ ดังนี้

บุญบารมี

กล่าวคือ ในตัวคนเราก็มีเครื่องมียนต์กลไกอะไรต่างๆ แล้วก็มีดวงบารมีสถิตอยู่ในศูนย์กลางกาย ดวงบารมีก็แบ่งตาม "ธรรม" 10 ประการ โดยแต่ละดวงมีความ "แก่กล้า" 3 ขั้น เมื่อเราทำบุญกริยา (ทาน ศีล ภาวนา) ด้วย กาย วาจา ใจ เกิดเป็นคุณธรรมต่างๆ (คุณธรรมได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ปิฎก 3 ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมส่งมาหล่อเลี้ยง) เครื่องธาตุเครื่องธรรมจะคำนวณส่งบุญธาตุซึ่งเป็นพลังงานชนิดหนึ่งมาที่ตัวเรา แล้วบุญธาตุ ก็จะเข้ามาควบแน่นกับ “ธรรม” ในดวงบารมี สะสมเป็นบารมีธาตุบารมีธรรม อยู่ในดวงบารมีแต่ละดวง กลายเป็นคุณธรรมที่ตกผลึกอยู่ในตัวเราแล้ว โดยที่ ดวงบารมี แต่ละดวง ก็มี “ธรรมรส” แตกต่างกันไป ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ด้วยใจของเราเอง เช่น สภาวธรรมของใจที่เป็นอุเบกขา (อุเบกขาบารมี) กับสภาวธรรมของใจที่มีความเมตตา (เมตตาบารมี) ให้ความรู้สึกต่างกัน 

บารมีทั้ง 10 อย่างเป็นเสมือนพลังงานที่ "ออกฤทธิ์" ต่างกันไป ถ้าจะละสังโยชน์ตัดกิเลส ก็เหมือนการทานยา ซึ่งมียาหลายตัวที่จะแก้โรคให้หายได้ ฉันใดก็ฉันนั้น โรคของใจอันเกิดจากกิเลส ต้องอาศัยยา 10 อย่าง คือบารมี 10 ทัศ ดังนี้

 ทำไมจึงจะต้องสั่งสมบารมีทั้ง 10 อย่าง?

บารมีทั้ง 10 อย่างเป็นเสมือนพลังงานที่ "ออกฤทธิ์" ต่างกันไป ถ้าจะละสังโยชน์ตัดกิเลส ก็เหมือนการทานยา ซึ่งมียาหลายตัวที่จะแก้โรคให้หายได้ ฉันใดก็ฉันนั้น โรคของใจอันเกิดจากกิเลส ต้องอาศัยยา 10 อย่าง คือบารมี 10 ทัศ

ในเมื่อเปรียบบารมี 10 ทัศ เป็นพลังงานแล้ว หากเราถอนสังโยชน์ประหารกิเลส บุญบารมีที่สั่งสมมาจะลดลงไปหรือไม่?

คำตอบคือ ในกรณีการส่งฤทธิ์ของบารมี เพื่อถอนสังโยชน์ ผมคิดว่าใช้การอุปมากับ "ยาที่มี dose มากพอ และออกฤทธิ์แรงพอ" มากกว่าครับ นั่นหมายความว่า เราไม่เสียบุญบารมีอะไรมากนักกับการถอนสังโยชน์ครับ ส่วนว่าเราใช้บุญอยู่ตลอดเวลา แล้วพระอรหันต์ไม่ทำบุญแล้ว บุญจะหมดในอนาคตเบื้องหน้าหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ครับ เพราะพระอรหันต์จะได้รับ "สายบุญ" หรือ “ปุญญาภิสันธาน” เป็นรางวัลสำหรับการละสังโยชน์ทั้งหมดได้ จึงเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องทำบุญเพิ่มครับ

สำหรับการประหารกิเลสของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงประหารกิเลสด้วยบุญบารมีที่มีมากกว่าพระสาวกครับ แต่พระพุทธเจ้าทรงจำเป็นต้องใช้บุญมากกว่า ในการหล่อเลี้ยงพระศาสนา ในการแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในการใช้ฤทธิ์ปราบมิจฉาทิฐิ และในการแผ่ขยายพระศาสนา และอบรมสั่งสอนพระสาวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้บุญหล่อเลี้ยง แต่ก็ได้บุญบารมีตอบแทนในตัว ส่วนว่าการประหารกิเลสของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ใช้บุญมากอะไรนัก เมื่อทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าจะทรงได้สายบุญ หรือปุญญาภิสันธาน ที่เลิศกว่าของพระอรหันต์สาวกทั่วไปอีกด้วย (พระพุทธเจ้ามีปกติเข้าสมาบัติอยู่ตลอดเวลา ต่างแต่ว่าจะละเมียดละไมมากน้อยขึ้นอยู่กับพุทธกิจ) จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีต่างกัน เช่นสมเด็จพระพุทธโคดม กับสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย มีความพร้อมและกำลังในพระศาสนาไม่เท่ากัน และสามารถนำพาสรรพสัตว์เข้านิพพานได้ไม่เท่ากัน แม้จะประหารกิเลสได้หมดเหมือนๆ กันครับ

การอธิษฐาน ได้บุญ หรือเสียบุญ?

การอธิษฐานไม่ใช่ 1 ในบุญกริยาวัตถุ 10 แต่โดยมากแล้วเรานิยมอธิษฐานหลังจากทำบุญ ดังนั้น เมื่อบุญไหลมาสู่ใจเราแล้ว ส่วนหนึ่งของบุญก็ควบแน่นกับดวงจิตที่มุ่งมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะการอธิษฐาน กลายเป็นอธิษฐานบารมี

สำหรับการอธิษฐานโดยที่ไม่ได้ทำบุญ ก็จะเป็นการใช้บุญเก่าที่เคยเกิดขึ้นแล้ว มาควบแน่นในดวงอธิษฐานบารมี ทำให้เสียบุญเก่าไป แต่ก็กลายเป็นบารมี ไม่ใช่การเสียเปล่า และเป็นการตั้งผังสำเร็จหรือการกำหนดอนาคตแบบ "สะสม"

การ "ตั้งผัง" หรือ "จัดผัง" ในวิชชา ก็คล้ายการอธิษฐาน คือใช้บุญบารมีที่มี ในการกำหนดอนาคตว่าต้องการให้เป็นเช่นไร ซึ่งบางครั้งก็ทำให้สิ้นเปลืองบุญบารมีมาก แต่ถ้าการตั้งผัง หรือจัดผัง เพื่องานบุญงานกุศล ทำให้ได้บุญบารมีกลับมา ก็ต้องคำนวณดูว่า คุ้มกับที่ใช้ไปหรือไม่ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

26 – 27 มกราคม พ.ศ. 2563


จุดเชื่อมต่อกายมนุษย์กับกายวิญญาณ


มีท่านสงสัยที่ผมรจนาไว้ใน Dhammontronics เรื่องบุญเป็นประดุจพลังงาน และการทำงานของสมองและใจ กรณีสมองตาย

วันนี้ผมรู้และเข้าใจเพิ่มเติม โดยอ้างถึงหลักการเดิมที่ผมเคยกล่าวถึง ว่าเมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไป สักวันหนึ่งจะพบ "ระบบเชื่อมต่อ" ระหว่าง โลกวัตถุ กับ โลกวิญญาณ

ในวันนี้ ผมขอกล่าวถึง "สมอง" ที่ทำงานเป็น "ระบบไฟฟ้า" แต่ไฟฟ้าในสมอง ไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยส่วนหยาบในการ "สื่อ" ซึ่งผมเรียกสิ่งนี้ว่า Bio-Chemical Electricity และเมื่อสมองตาย กระแสไฟฟ้าใจุในสมองก็หยุดทำงานตามไปด้วย

เมื่อกล่าวถึงศูนย์กลางกาย หรือ กายมนุษย์ละเอียด หรือวิญญาณ นั้นสถิตย์อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ซึ่งล็อคอยู่กับกายมนุษย์หยาบด้วย "แผงควบคุมดวงธาตุ" นั่นก็คือ ดวงดิน ดวงน้ำ ดวงลม ดวงไฟ ดวงอากาศ และดวงวิญญาณธาตุ เมื่อธาตุทั้ง 5 แปรปรวน ก็เกิดอาการเจ็บป่วย และเมื่อดวงธาตุหยุดทำงาน ก็ล็อควิญญาณธาตุเอาไว้กับกายมนุษย์หยาบไม่อยู่ กายมนุษย์ละเอียดก็หลุดออกไป ร่างกายจึงตาย 

อย่างไรก็ตาม แผงควบคุมดวงธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มีลักษณะคล้ายไฟฟ้าในสมอง ก็คือ มีส่วนหยาบรองรับ ซึ่งในทางกายวิภาค เราเรียกสิ่งนี้ว่า Solar Plexus หรือศูนย์รวมประสาท ซึ่งอยู่ภายในกลางท้อง

สรุปก็คือ "ใจ" รวมถึงองค์ประกอบอันเป็นส่วนละเอียดต่างๆ ของมนุษย์ ถูกเก็บล็อคไว้ภายในกายมนุษย์ ซึ่งมี Solar Plexus เป็นจุดเชื่อมต่อ และมีแผงควมคุมดวงธาตุทั้ง 6 ที่ทำงานในส่วนละเอียด เมื่อละเอียดแปรปรวน จึงส่งผลต่อระบบประสาททั่วร่างกาย ทำให้ส่วนหยาบแปรปรวนตามไปด้วย นี้คือปรากฎการณ์ที่ใช้อธิบายการเกิดโรค การแก่ การเจ็บ และการตาย ว่า ส่วนละเอียด และส่วนหยาบ ทำงานร่วมกันอย่างไร ดังนี้.

ส่วนว่า กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม นั้น เมื่อหลุดออกมาจากกายมนุษย์หยาบแล้ว ก็ "ล็อคกันและกันไว้ภายใน" ด้วย "ดวงธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ" ซึ่งมีสภาพเป็นทิพย์ สถิตย์อยู่ในศูนย์กลางกายของแต่ละกาย ในทำนองเดียวกันกับกายมนุษย์ ฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

18 ธันวาคม 2562


ปกิณกะจากเรื่องเล่าตายแล้วฟื้น

มีท่านถามผมประมาณว่า เพราะเหตุใดสวรรค์และเทวดา ที่คนไทยเห็น จึงเป็นปราสาทราชวัง และเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม แบบสถาปัตยกรรม และรูปแบบไทยๆ

คำตอบคือ ผมขออ้างอิงถึงเรื่องที่ผมเคยโพสไว้ก่อนหน้านี้ว่า กฎแห่งกรรม คือ software ที่ควบคุมความเป็นไปในโลกธาตุ เมื่อเราทำกรรมดีหรือชั่ว ด้วยความคิด คำพูด หรือการกระทำ ผู้เลี้ยงผู้รักษา จะรายงานสิ่งเหล่านี้ เข้าไปยังเครื่องธาตุเครื่องธรรม ซึ่งมี "พระพุทธเจ้าพระต้นธาตุต้นธรรม" เป็น Administrator จากนั้นเครื่องก็จะประมวลกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนั้น ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม แล้วคำนวนจ่ายออกมาเป็นพลังงานบุญ แล้วตั้งโปรแกรมผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้น แล้วส่งกลับมาเก็บกักบุญไว้ในตัวเรา และติดตั้ง หรือ install ผลแห่งกรรมที่รอส่งผลไว้ในตัวเราเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อคนไทยทำบุญ สร้างพระเจดีย์ สร้างวิหาร สร้างโบสถ์พุทธ สร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบไทยๆ โปรแกรมกฎแห่งกรรมก็ประมวลสิ่งเหล่านี้ ตามกฎที่ว่า ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น แล้วก็ตั้งโปรแกรมเป็นผลกรรมว่า เมื่อสร้างแบบไทยๆ ก็ได้ผลเป็นแบบไทยๆ

ดังนั้น เทวดาที่เคยเป็นมนุษย์คนไทย จึงมีวิมานละม้ายคล้ายสถาปัตยกรรมไทย มีเครื่องทรงแบบไทยๆ ครับ

เครื่องแบบของพระยายม และเจ้าหน้าที่ในยมโลก พร้อมกับอาคารสถานที่ ที่เป็นแบบไทยๆ ก็เพราะ "บุญ" ของพระยายม และเจ้าหน้าที่ในยมโลกครับ บางท่านเคยเป็นคนไทย ก็มีเครื่องทรงแบบไทยๆ แต่งแบบไทยๆ เพื่อทำหน้าที่ตัดสิน และลงโทษ คนไทย รวมถึงชนชาติอื่นๆ

ประการแรกคือ เป็นบุญของพระยายมราชเอง ที่ทำเอาไว้แบบไทยๆ เมื่อมารับหน้าที่พระยายม ก็มีเครื่องทรงแบบไทยๆ

ประการที่สองก็คือ บุญสามารถเนรมิตเป็นไปต่างๆนาๆได้ เพื่อให้เหมาะสมกับหน้าที่ เหมือนอะไร เหมือนสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ที่เกาะรัตนโกสินทร์ ทำงานแบบนานาชาติ ที่มาตั้งอยู่ในเมืองไทย ก็ออกแบบละม้ายไทยๆ หน่อย แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

ประการที่สาม เป็นการทำเพื่อรองรับคนไทยโดยเฉพาะ เหมือนที่สวนลุมพินี ประเทศเนปาล มีวัดไทย ต้อนรับคนไทย มีวัดญี่ปุ่น ต้อนรับคนญี่ปุ่น มีวัดจีน ต้อนรับคนจีน แบบนั้นล่ะครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
www.meditation101.org

24 พฤศจิกายน 2562


ที่มาของ “มารกายมนุษย์” หรือ “มนุษมาเร”

มีท่านสงสัยที่ผมเล่าเรื่อง มารกายมนุษย์ ว่ามนุษย์ตัวเป็นๆ จะเป็นมารได้อย่างไร ผมขออธิบายด้วย วิจารณญาณทัสนะของผมโดยคร่าว พอเป็นพื้นฐานดังนี้นะครับ

[1] แต่เดิมมาธาตุธรรมมีแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเกิดพยับแสงอ่อนๆ โดยบังเอิญ พยับแสงนั้นคล้ายกับเวลาเมฆฝนเคลื่อนเสียดสีผ่านกัน แล้วเกิดแสงฟ้าแลบ หรือคล้ายๆ กับเวลา ความร้อนกับความเย็นปะทะกัน แล้วเกิดพลังงานลม

[2] พยับแสงนั้นได้ทำให้ความว่างเปล่าในบริเวณหนึ่งเกิดเป็นมวล แล้วมวลนั้นก็กอปรขึ้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานมากๆ มวลนั้นเริ่มมี เชื้อแล้ววิวัฒนาการเป็นมวลสารทิพย์ คล้ายเซลล์ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน ต่อมาเซลล์นั้นได้ขับเอา ธาตุธรรมออกมาเป็นหย่อมๆ หก-รด ความว่างเปล่า มีธาตุธรรมขาว ธาตุธรรมดำ เป็นอาทิ คล้ายการแบ่งตัวของเซลล์ทิพย์

[3] เมื่อเป็นดังนี้แล้ว มวลธาตุธรรมต่างก็แยกกันวิวัฒนาการผ่านกาลเวลาอันยาวนานมากๆ ในทำนองเดียวกันกับมหาสมุทรในโลกที่เริ่มต้นจากไม่มีสิ่งชีวิตใดๆเลย หลังโลกก่อตัวขึ้นแล้วเย็นตัวลง แล้วสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ของมหาสมุทร ก็ค่อยๆ กอปรขึ้นมาเอง กระทั่งมีสัตว์น้ำหลากหลาย มีสิ่งมีชีวิต มีวงจรชีวิต มีความเป็นไปในรูปแบบต่างๆ กระทั่งเกิดเป็น ระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม นั่นเอง

[4] ดังนี้แล้ว ธาตุธรรม หรือโลกธาตุ จึงเริ่มมี ตัวตนโดยที่องค์ต้นกำเนิดแรกสุดของมวลเซลล์ทิพย์ทั้งปวง ได้กลายเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง มีความคิด มีจิตใจ เรียกกันว่า องค์บรมธาตุหรือ องค์ปฐมธาตุ

[5] ส่วนมวลเซลล์ขาว และมวลเซลล์ดำ ที่ถูกขับออกมา ก็วิวัฒนาการกระทั่งเป็นตัวเป็นตน เรียกว่า องค์พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาวและ องค์ต้นธาตุต้นธรรมภาคดำ

[6] เดิมทีต่างฝ่ายก็ต่างอยู่ พัฒนาภพภูมิของตนเองไป กระทั่งฝ่ายดำคิดจะยึดครองฝ่ายอื่นๆ รวมถึงธาตุธรรมฝ่ายขาว จึงแอบสั่งสมกำลัง แล้วเดินวิชชาล่วงหน้าไป เพื่อทำศึกยึดธาตุธรรมฝ่ายขาว โดยที่แต่ละฝ่ายก็มีบุคลากรของตน โดยฝ่ายขาวมีปกติยินดีในความบริสุทธิ์ดีงาม ชอบทำคุณประโยชน์ ส่วนฝ่ายดำ ยินดีในความเสื่อม ความทุกข์ ชอบทำให้เกิดโทษ (ยุคนี้ยังไม่มีพระพุทธเจ้า ยังไม่มีพระจักรพรรดิ)

[7] เมื่อฝ่ายดำมีกำลังมากพอแล้ว ก็เปิดศึกกับฝ่ายขาว โดยแต่ละฝ่ายมีพระต้นธาตุต้นธรรมเป็นหัวหน้า ฝ่ายขาวเห็นว่ากำลังของตนหย่อนกว่า เพราะไม่ได้เตรียมการรบไว้ จึงหาวิธีว่าทำอย่างไร จะมีกำลังมากพอในระยะเวลาอันสั้น จึงได้สร้าง กายมนุษย์ขึ้น

[8] กายมนุษย์เริ่มแรกเดิมทีของฝ่ายขาว มีลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า มีภาวะกึ่งทิพย์กึ่งหยาบ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีแสงสว่างในตัว เป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องทานอาหาร สาเหตุที่สร้างกายแบบนี้ขึ้น เพราะเมื่อปะทะกันในญาณ กายมนุษย์มีมวลที่หนาแน่นกว่ากายอันเป็นทิพย์ จะไม่แตกดับไปแม้จะเพลี่ยงพล้ำ ในยามปะทะกัน

[9] เมื่อฝ่ายดำทราบว่าฝ่ายขาวสร้างกายมนุษย์ขึ้น ซึ่งสามารถต่อกรหรือสู้รบกับตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงบั่นทอนกายมนุษย์ของภาคขาว ด้วยการทำให้กายมนุษย์ผิดเพี้ยนไปจากเดิม โดยค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นกายพระพุทธเจ้าเหมือนๆ กัน ก็กลายเป็นกายอย่างพรหม กายทิพย์ กายละเอียด กายมนุษย์ มีชายมีหญิง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีกิเลส มีทุกข์ มีภพภูมิต่างๆ ที่เสื่อมลงเรื่อยๆ คือ อรูปภพ รูปภพ สวรรค์ โลกมนุษย์ อบายภูมิต่างๆ เป็นอยู่ได้ก็ต้องกินอาหาร มีขับถ่าย ไม่มีอานุภาพในการต่อสู้กับฝ่ายดำได้ดังก่อน แล้วก็บังคับไว้ด้วยกฎแห่งกรรม

[10] เมื่อฝ่ายขาวเห็นกายมนุษย์ของตนเป็นเช่นนั้น ก็บังคับมนุษย์ในฝ่ายของตน ผ่านสายธาตุสายธรรม (สายควบคุมกายมนุษย์แต่ละกาย) ให้ทำความดี บำเพ็ญบารมี ตายแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพาน หลุดออกจากความทุกข์ทรมานในวัฏสงสาร ส่วนฝ่ายมาร ก็ลองส่งมนุษย์ของตนลงมาบ้าง แล้วบังคับให้มนุษย์ของตน สร้างปัญหา ก่อความเดือดร้อน แต่บ้างก็ทำได้ บ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเมื่อมาอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเหมือนๆ กันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แย่งกันโน้มน้าวมนุษย์

[11] เมื่อทั้งฝ่ายดำ และฝ่ายขาว ต่างก็มีมนุษย์เป็นพวกของตน ก็เกิดการแย่งชิงบุคคลากรขึ้น ภายใต้กฎแห่งกรรม คือ ฝ่ายขาว ซึ่งได้สร้างพระนิพพานไว้รองรับแล้ว ก็คอยดลจิตดลใจมนุษย์ทั้งหลาย ให้อยู่ในศีลในธรรม ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบุญ มีศีล สมาธิ ปัญญา ตายแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพาน เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า บางครั้งก็เป็นคนของตน บางครั้งก็แย่งคนของฝ่ายมารมา ในลำดับนี้เอง จึงเริ่มมี พระพุทธเจ้าและมี พระจักรพรรดิทั้ง ในวิชชาและที่เป็นตัวเป็นตนในโลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ให้กับสายธาตุสายธรรมแห่งตน

[12] ส่วนฝ่ายดำก็ดลจิตดลใจมนุษย์ให้ทำความชั่ว ตายแล้วกลายเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก บ้างก็สำเร็จเป็นเทวบุตรมาร เป็นโพธิสัตว์มาร บำเพ็ญทุศีล มิจฉาสมาธิ มิจฉาปัญญา กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้ามารไป ซึ่งพระพุทธเจ้ามารนี้ จะได้ไปอยู่ใน มารโลกซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อ พระนิพพานซึ่งต่างก็สู้รบ ต่อกร ต่อรองกัน ด้วยฤทธิ์ สิทธิ์ อำนาจ และวิชชา พลังงานบุญ และพลังงานบาป แทรกแซง แก่งแย่งกันและกันอยู่ทุกอนุวินาทีตราบจนถึงปัจจุบัน.
                                                                                          จบบรรพ์

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
Vijja Scholar

3 พฤศจิกายน 2562



ดวงธรรมทั้ง 6 ในหนทางสายกลาง

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา (Pittaya Wong)

www.meditation101.org

30 สิงหาคม 2562

ดวงธรรมคืออะไร?

ดวงธรรมคือสถานีประชุมธรรมหล่อเลี้ยงกายมนุษย์ และหล่อเลี้ยงแต่ละกายภายใน (เช่น ดวงธรรมของกายทิพย์ หล่อเลี้ยงความเป็นความอยู่ของกายทิพย์ ดวงธรรมของกายพรหม หล่อเลี้ยงความเป็นความอยู่ของกายพรหม) โดยที่ ศีล สมาธิ ปัญญา และคุณต่างๆ จะส่งฤทธิ์มาประชุมในดวงธรรมที่หล่อเลี้ยงกายนั้นๆ หากดวงธรรมซูบซีดเศร้าหมอง ชีวิตก็ซบเซา หากดวงธรรมสุกสว่าง ชีวิตก็รุ่งโรจน์ โดยที่ดวงต่างๆ เหล่านี้ มิใช่ภาพนิมิตลูกแก้ว แต่เป็นดวงแห่งสภาวธรรม คล้ายๆ ดวงจิต ที่มีพรรณนาไว้ในพระอภิธรรม

ดวงศีลคืออะไร?

ดวงศีล คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเรา ให้เกิดจิตสำนึก ความรู้สึกผิด ชอบ ชั่วดี ปรารถนาจะรักษาความประพฤติ คำพูด และความคิด ให้อยู่ในศีลธรรมความดี กล่าวโดยรวมคือ ศีลทำให้ กาย วาจา ใจ สะอาด โดย “ธรรมรส” หรือ “ธรรมารมณ์” แห่งศีลนี้ หากมีอยู่ในสมาธิ มีฌานเป็นอาทิ เรียกว่า “อธิศีล”

ดวงสมาธิคืออะไร?

ดวงสมาธิ คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเราให้สงบจากนิวรณ์ โดยที่ธรรมารมณ์นี้ หากมีอยู่ในสมาธิ หรือ ฌาน ขั้นต่างๆ เราเรียกว่า “อธิจิต”

ดวงปัญญาคืออะไร?

ดวงปัญญา คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเรา ให้ฉลาดในการทำความเข้าใจองค์ความรู้ และธรรมต่างๆ ตรงไปตามความเป็นจริง มากบ้าง น้อยบ้าง โดยสภาวธรรมนี้ หากมีอยู่ในสมาธิฌานเป็นอาทิ เรียกว่า “อธิปัญญา”

ดวงวิมุติคืออะไร?

ดวงวิมุติ คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์ปลดเปลื้องใจเราให้หลุดออกจากการครอบงำของกิเลส มีสังโยชน์ เบื้องต่ำ เบื้องสูง เป็นอาทิ

ดวงวิมุติญาณทัสนะคืออะไร?

ดวงวิมุติญาณทัสนะ คือดวงแห่งสภาวธรรม ที่เป็นเครื่องรู้ บ่งบอกให้บุคคลหยั่งรู้ หรือรู้แจ้งว่า ตนได้หลุดพ้นจากกิเลส และสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง แล้ว


เพราะเหตุใดธรรมกายจึงมีอยู่?

พระธรรมกายนั้น แท้จริงแล้วก็คือ "ตัวตนดั้งเดิม" ของเรานั่นเอง ที่ถามว่า คนเรามาจากไหน ใครสร้าง คำตอบก็คือธาตุธรรม (กุศลาธรรมา / อกุศลาธรรมา / อัพยากตาธรรมา) สร้างพระธรรมกายขึ้นมา เมื่อพระธรรมกายเกิดขึ้นแล้ว มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย คือต่อสู้กับภาคอกุศลาธรรมา เพื่อปกป้องอธิปไตยของฝ่ายกุศลาธรรมา มิให้ถูกยึดครอง หรือครอบงำ เดิมทีเราก็เป็นดุจพระธรรมกายอรหัต ต่อมาภาคอกุศลาธรรมาก็นำ "สังโยชน์" มาใส่ กลายเป็นพระธรรมกายที่บริสุทธิ์หย่อนลงมา คือพระอนาคามี แล้วภาคอกุศลาธรรมา ก็ใส่สังโยชน์ เติมกิเลส เติมอวิชชา เข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งพระธรรมกายหย่อนลงเป็น พระสกทาคามี พระโสดาบัน อรูปพรหม พรหม กายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ที่สมบูรณ์ กายมนุษย์ที่บกพร่อง กระทั่งเป็นเหมือนทุกวันนี้ ที่มนุษย์ไม่มีศักยภาพ และประสิทธิภาพมากพอ จะต่อสู้กับมาร หรือภาคอกุศลาธรรมา เหมือนดั่งที่เคยเป็นพระธรรมกายครับ

 

พิรจักร [ทิศุธิวงศ์] สุวพรรดิเดชา

23 สิงหาคม 2562


พระอริยบุคคลต้องเห็นพระธรรมกายหรือไม่?

ธรรม ของหยาบ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า คือพระไตรปิฎกที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้น

ธรรม ของละเอียด คือสภาวธรรม อย่างเช่นใน "พระอภิธรรม" คือ "ธรรมปิฎก" ที่หล่อเลี้ยงใจ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

ธรรมกาย ของหยาบ คือหมวดหมู่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ธรรมกาย ของละเอียด คือสภาวะของธรรม ที่ประชุมขึ้นเป็นกาย ในทำนองเดียวกันกับที่ กายเทวดา หรือกายทิพย์ ประชุมขึ้นจาก ดินทิพย์ น้ำทิพย์ ลมทิพย์ ไฟทิพย์ ส่วนกายธรรม หรือธรรมกาย ประชุมขึ้นจาก "ธรรมธาตุล้วนๆ"

คนไม่เห็นธรรมกาย เป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่?

คำตอบคือ พระสุขวิปัสสโก ไม่เห็นธรรมกาย แต่ก็เป็นพระอรหันต์ โดยละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ส่วนคนเห็นธรรมกาย แต่ละสังโยชน์ไม่ได้ ก็ไม่ใช่พระอริยบุคคล ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะการเป็นพระอริยบุคคล ขึ้นอยู่กับการละสังโยชน์ ไม่ใช่ว่าเห็นหรือไม่เห็นอะไร

มีท่านถามมาประมาณว่า กล่าวถึงพระอภิธรรม ดวงจิตเกิดขึ้นแล้วดับ เพราะเหตุใดธรรมกายจึงไม่ดับ

คำตอบคือ ตราบเท่าที่สภาวธรรมยังทรงอยู่ ธรรมกายก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น

เหมือนพระอริยบุคคล สภาวธรรมยังทรงอยู่ คือทรงอยู่ในสภาพอันปราศจากสังโยชน์ ส่วนว่าจะเห็นธรรมกาย หรือไม่เห็นเป็นประเด็นรอง ขึ้นอยู่กับ วิชชา/จรณะ 15 อันมี ฌาน 1 ถึง ฌาน 4 เป็นอาทิ

ดวงธรรมและธรรมกาย มีอยู่ แต่จะเห็น หรือไม่เห็นเท่านั้น เช่นเดียวกับสภาวะธรรมที่ทรงอยู่ สภาวะนั้นไม่ดับไป กล่าวคือ เป็นพระอรหันต์แล้ว จะเห็นดวงจิต หรือไม่เห็น ก็เป็นพระอรหันต์อยู่ดีครับ

มีท่านถามมาว่าเพราะเหตุใดจึงบรรลุธรรมแบบไม่เห็นอะไรได้

คำตอบคือ การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หรือพระอริยบุคคลนั้น อยู่ที่ "การละสังโยชน์" ได้ และการละสังโยชน์ได้ขึ้นอยู่กับ "มรรคสมังคี" ซึ่งมรรคสมังคี ก็เกิดได้หลายรูปแบบ เช่นเกิดในสมาธิ คือจิตรวมเป็นฌาน ประกอบกับความปรารถนายินดีละสังโยชน์ และกำลังบารมีมากพอ ส่วนมรรคสมังคีของพระสุขวิปัสสโกนั้นเกิดในปัญญา คือศึกษาและทำความเข้าใจ ธรรมะ ประกอบกับบารมีมากพอ และจิตปรารถนา ก็เกิดมรรคสมังคีในตัวปัญญา ดับสังโยชน์ไปได้เช่นกัน ดังนี้

ป.ล. คำว่าจิตปรารถนานั้น คือยินดีในการละสังโยชน์ ส่วนจิตไม่ปรารถนา เช่นพระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนา ก็ไม่เป็นอันละสังโยชน์ ก็ทรงอยู่ในสมาธิ หรือทรงอยู่ในปัญญา ที่บำเพ็ญ ส่วนผู้ปฏิบัติสายธรรมกาย ได้ 18 กายแล้ว ไม่คิดจะละสังโยชน์ เพราะไม่ยินดีในอริยมรรคอริยผล หรือยินดีแต่กำลังบารมีไม่พอ พอหมดละเอียด ก็กลับมาทรงอยู่ที่กายธรรมโคตรภู เพียงเท่านี้

พิรจักร [ทิศุธิวงศ์] สุวพรรดิเดชา

23 สิงหาคม 2562


"สายบุญ" คืออะไร?

สายบุญก็คือ "ปุญญาภิสันธาน" หรือท่อธารแห่งบุญ ที่บุคคลได้จากการมี กาย วาจา และใจ ที่เป็นกุศล โดยปกติแล้ว เมื่อบุคคลทำบุญกุศล ภาคผู้เลี้ยงจะรายงาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ส่งเป็นทอดๆ ผ่านไปถึง "เครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายกุศล" เครื่องก็จะคำนวณ กายกรรม วจีกรรม และมโหนกรรม ที่เป็น input แล้วตั้งโปรแกรมตามกฎแห่งกรรม เพื่อตั้งผังอานิสงส์ที่จะได้รับ พร้อมจ่าย "กระแสบุญ" ส่งมายังบุคคลนั้นๆ ในการทำบุญธรรมดา กระแสบุญ หรือ ปุญญาภิสันธาน อาจจะไหลมาเก็บไว้ในดวงบุญของตัวบุคคล มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เมื่อใดที่บุคคลทำบุญที่มีอานิสงส์ไม่หมดสิ้น ก็จะได้รับสายบุญส่งมาจรดที่กลางตัวบุคคลนั้นๆ โดยบุญจะไหลมาอย่างตลอดต่อเนื่องเรื่อยไป ไม่มีหมด


สำหรับผู้ที่ "เล่นประกาฯ" ผู้ทรงวิชชา จะคำนวณเสริม เพิ่มเติมจาก เครื่องธาตุเครื่องธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสายบุญชนิดต่างๆ แล้วแบ่งกัน ระหว่าง 1. เจ้าของประกาฯ 2. เจ้าของงานบุญพิธี และ 3. ผู้ทรงวิชชาผู้คำนวณ


สายบุญที่ได้จากการเล่นประกาฯ มีดังนี้ครับ (จากสำคัญน้อย ไปมาก)

1. สายสันวิวัฎฐายี

2. สายมหาสันวิวัฏฐายี

3. สายบรมสันวิวัฎฐายี

4. สายระฆา

5. สายสุรฆา

6. สายอธิฆา

7. สายสันฎิฆา


อย่างไรก็ตาม แม้สายบุญจะส่งบุญมาต่อเนื่อง แต่บุคคลก็จะสามารถรองรับบุญได้มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ "ธาตุ" ที่มีมากหรือน้อย

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าหากบุญที่ได้จากสายบุญไม่มีวันหมด เพราะเหตุใดจึงไม่ทำให้รวยขึ้น ผู้รจนาขอเอ่ยอ้างคำสอนของครูวิชชาว่า บุญจากสายบุญเหล่านี้ มีลักษณะคล้าย "บุญจากการนั่งสมาธิ" ดังฉะนี้แล.


- พิรจักร


นิพพานอย่างไร?

มีท่านถามมาประมาณว่า นิพพานไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่สถานที่ จะขัดกับเรื่องนิพพานที่กล่าวถึงในสายวิชชาธรรมกายหรือไม่?

คำตอบ: ผมขออ้างถึงพระนิพพานสูตรก่อนว่า

นิพพานสูตรที่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ (ความว่าง) วิญญาณัญจายตนะ (วิญญาณ) อากิญจัญญายตนะ (ความไร้สูญ) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภาวะที่มีความจำก็ใช่หรือไม่มีก็ไม่ใช่) โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไปหาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์
(นิพพานสูตรที่ ๑ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๑๕๘/๑๔๓)

ตามพระสูตรข้างต้นนั้น หมายถึง นิพพานในตัวหรือ นิพพานขณะยังมีชีวิตอยู่” (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ซึ่งพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ไม่ต้องมา ไม่ต้องไป เพราะอยู่ภายในตัวของท่านเอง ไม่ได้ตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ยังไม่ต้องจุติ ยังไม่ต้องอุบัติ ไม่ได้อาศัยอะไรในการตั้งอยู่ เพราะมีลักษณะเป็น อายตนะเท่านั้น สาเหตุที่เรียกว่าเป็นอายตนะ เพราะมีลักษณะ "น้อมเข้าไป" เช่นเดียวกับ ดวงตาดึงดูดรูป หูดึงดูดเสียง จมูกดึงดูดกลิ่น นิพพานในตัวก็ดึงดูดใจของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์

ส่วน นิพพานนอกตัวหรือ นิพพานเมืองแก้วซึ่งเป็นนิพพานที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปประทับอยู่หลังจากดับขันธ์ปรินิพพาน หรือเสียชีวิตแล้ว (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) มีลักษณะต่างๆ กัน จากที่ผมทราบ การนิพพาน มีหลายแบบ คือ

(1) นิพพานแบบนิรมานกาย คือ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ยังเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ สามารถเสวยสุขจาก จิตนิพพานซึ่งมีลักษณะเป็น อายตนะอยู่ในตนเอง
(2) นิพพานแบบ ถอดขันธ์ออก เหลือแต่ธรรมกาย แล้วเข้านิพพานไปเจริญนิโรธสมาบัติเสวยสุขอยู่ในภพนิพพานโล่งๆว่างๆ ที่สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ เป็นธรรมขันธ์ และนิพพานธาตุ นี้เป็นนิพพานที่สาย ธรรมกายพบเห็น
(3) นิพพานแบบ ถอดขันธ์ออก กลายเป็น สัมโภคกาย แล้วเข้าไปเสวยสุขและทำกิจต่างๆ เช่นเทศน์สอน อยู่ในเมืองนิพพาน ที่เป็นปราสาทราชวังอันงดงามที่สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ หรือที่เรียกกันว่า "พุทธเกษตร" มีการเข้าออกไปมาหาสู่กันในหมู่มนุษย์, เทพ, และพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงภูมิธรรม นี้เป็นนิพพานที่สาย มโนมยิทธิพบเห็น
(4) นิพพานแล้วสูญ คือถอดขันธ์ออก แล้วดับสลายตนเองให้สิ้นไป ไม่เหลือทั้งนิรมานกาย ธรรมกาย สัมโภคกาย กลายเป็นฝุ่นละอองธรรมคล้ายเมฆหมอก นี้เป็นนิพพานที่สาย พุทโธพบเห็น

หมายเหตุ: ด้วยความตระหนักในด้านเทคนิคการแปล ขอให้สอบทานพระบาลี และการคลี่คลายเป็นสยามภาษาว่า คำว่า นิพพานที่อยู่ในบริบทหนึ่งๆ นั้น มุ่งหมายใช้เป็น กริยา (verb) หรือว่าเป็น คำนาม (noun) เพราะจะมีผลต่อการขยายความใจความที่เนื่องกันมาครับ

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา (นามเดิม Pittaya Wong)

9-10 สิงหาคม 2562

www.meditation101.org


คลื่นเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา 10 สิงหาคม 2562

ผมอ่านบทความว่า คลื่น ในทะเลเกิดขึ้นได้อย่างไร บทความบอกว่า เกิดจากลม ที่พัดผิวน้ำ แต่ผมกลับคิดว่า คลื่นเกิดจาก "แรงหมุนรอบตัวเองของโลก" ซึ่งทำให้น้ำในทะเล "กระฉอก" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจุดที่น้ำลึกมาก น้ำก็ยิ่งกระฉอก เป็นระลอกคลื่น มีความถี่ตามสัดส่วน อันสัมพันธ์กับความเร็วของการหมุนเวียนของโลก และการ flow ของกระแสน้ำในทะเล ในทำนองเดียวกับการเกิด สึนามิ ส่วนทะเลสาบ และ แม่น้ำ ไม่มีคลื่นมากนัก เพราะน้ำตื้นครับ


ถาม-ตอบ เรื่องพระจักรพรรดิ โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2562

มีท่านถามมาประมาณว่า เพราะเหตุใด พระพุทธจักรฯ จึงดูสวยงามกว่า?

คำตอบคือ เป็นมาตั้งแต่วิวัฒนาการธาตุธรรม เริ่มตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีอะไร และไม่ค่อยมีใคร พระต้นธาตุ (องค์ต้นกำเนิดโลกธาตุ) ท่านก็แบ่งฝ่ายกันและกัน เป็นมาอย่างนี้ และเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในคุณสมบัติ ท่านก็มีการแบ่งแยกว่า พระจักรพรรดิ ให้มีเครื่องประดับประดา ส่วนพระพุทธเจ้าไม่ประดับ ถ้าไม่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ผู้พบเห็นก็อาจจะไม่รู้คุณหรือตระหนักถึงความพิเศษของท่าน ก็เหมือนครูอาจารย์ทั่วไป กับอธิการบดี อาจารย์ทั่วไปก็ใส่ครุยธรรมดา อธิการบดี ก็มีสายระยางค์คล้องบ่า ให้สังเกตุทราบได้ ครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า หากพระพุทธเจ้าประเสริฐกว่า จะแสดงออกอย่างไร?

คำตอบคือ ขออ้างคำสอนของครูวิชชาที่ว่า พระพุทธเจ้านั้น ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี ส่วนพระจักรพรรดิ ยิ่งประดับประดายิ่งดี

พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมกายที่แก่ๆอยู่ในอันดับต้นๆ จะละม้ายคล้ายกายมนุษย์มหาบุรุษ จีวรเรียบแนบพระสรีระ ไม่มีเกตุดอกบัวตูม หรือเกตุเปลวเพลิง โดยนัยนี้ จะพอสังเกตได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐ และแก่ธาตุแก่ธรรม

อย่างไรก็ตาม พระองค์ต้นฯ องค์ใหญ่สุดของแต่ละภาคมักจะเป็นพระพุทธเจ้าครับ แต่ในกรณีที่พระจักรพรรดิก็ไม่เป็นรอง พระจักรพรรดิก็สำเร็จเป็น "พระองค์ไท" ไม่ขึ้นอยู่ในการปกครองไปครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าเช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็เป็นใหญ่ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ว่าพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ หรือพระจักรพรรดิเป็นใหญ่ แต่ในธาตุในธรรม เรานับถือกับว่า "ธรรมเป็นใหญ่" ใครก็ตามที่ทรงธรรม ไม่ว่าพระพุทธเจ้า หรือพระจักรพรรดิ ก็จะเป็นใหญ่ แต่โดยมากแล้ว พระพุทธเจ้าจะทรงธรรมมากกว่า แต่ถ้ามีพระจักรพรรดิที่ทรงธรรมมาก พระจักรพรรดิก็เป็นใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่บำเพ็ญในทั้งสองฟาก คือมีภาคธรรม และภาคจักร ในคนๆเดียวกัน ก็ใหญ่กว่าทั่วไปครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าพระองค์ต้นฯ ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธเจ้า?

คำตอบคือ กล่าวเช่นนั้นก็ยังไม่ครบความ 
ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า พระต้นธาตุฯ คือใคร พระต้นธาตุก็คือเจ้าของธาตุธรรมที่สืบเนื่องมา พระต้นธาตุฯ เกิดก่อนใคร (แต่เกิดหลัง องค์ปฐมธาตุปฐมธรรม) และเป็นผู้เริ่มต้นวิวัฒนาการ แต่บางครั้งพระต้นธาตุฯ ก็อวตารเป็นพระพุทธเจ้า บางครั้งก็เป็นพระสงฆ์ คราวใดที่ ((ต้นธาตุฯ อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีสิทธิ์และอำนาจในพระศาสนา แต่ยามใดที่เป็นพระสงฆ์ ก็ยังต้องกราบไหว้พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดา ของพระศาสนายุคนั้นๆ

พระต้นธาตุเกิดขึ้นก่อนใคร แล้วท่านก็วิวัฒนาการตนเองเรื่อยมา ในหมู่พระต้นธาตุด้วยกัน ท่านก็ "จัด" ตามความชอบพอใจของท่าน เช่น

ภาคขาว มี (1) พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว (2) พระองค์ต้นจักรพรรดิภาคขาว

ภาคมารดำ มี (1) พระต้นธาตุ (2) พระต้นธรรม (3) พระองค์ต้นจักรพรรดิ

ก็แล้วแต่ภาคเขาจะจัดกันไปน่ะครับ แต่ก็จะคล้ายๆ กัน เหมือนประเทศแต่ละประเทศในโลก ก็มีระบบระบอบการปกครองที่เขาลอกเลียนแบบกัน แต่ปรับใช้ บางประเทศมีประธานาธิบดี กับนายกฯ บางประเทศมีพระมหากษัตริย์ กับ นายกฯ ทำนองนี้ครับ


เล่าเรื่องกายสิทธิ์

โดย พิรจักร

www.meditation101.org

1 สิงหาคม 2562

 

หินแร่จุยเจียก็มีกายสิทธิ์ที่ดีครับ หินแร่ส่วนใหญ่จะมีกายสิทธิ์มาแต่เดิม นับตั้งแต่เจ้าของธาตุเขาส่งลงมาปลูกเลี้ยง กว่าจะมาถึงมือผู้ทรงวิชชา ก็ผ่านความไม่สะอาดมาบ้าง ผู้ทรงวิชชาก็ต้องนำมากลั่นให้สะอาด แล้วค่อยเดินวิชชากัน ผู้ทรงวิชชาบางท่านก็สามารถเลี้ยงกายสิทธิ์กระทั่งแก่กล้าไปตามลำดับ ส่วนกายสิทธิ์ที่เชิญมาซ้อนลงลูกแก้วหลอม ก็อย่าดูเบา ครูวิชชาบางท่านเชิญกายสิทธิ์พระจักรพรรดิใหญ่ๆ ลงมาซ้อนได้ อย่างนี้ก็ง่ายดีครับ หินแร่เปรียบเสมือนบ้านที่มีเจ้าของอยู่อาศัยมาแต่เดิม จะเชิญใหญ่กว่ามาซ้อนก็ยังไงอยู่ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องกลั่นแล้วสอนวิชชา แต่ลูกแก้วหลอม เหมือนบ้านเรือนเปล่า ที่ไม่มีใครอยู่ ครูวิชชาเก่งๆ ท่านก็เชิญกายสิทธิ์ดีๆ อย่างพระจักรพรรดิลงมาซ้อนอยู่ในนั้นได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาบ่มหรือปลูกครับ แต่ก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป ส่วนลูกแก้ว 3 ดวง ในรูปหล่อยืนของหลวงพ่อสด ที่ผ่านการทำวิชชารบมา ก็เป็นแก้วหลอมทั้ง 3 ดวงครับ ซึ่งกายสิทธิ์พระจักรพรรดิก็ได้รับเชิญมาซ้อนสถิต ในทำนองเดียวกันครับ

กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ จะมีวิชชา หรือไม่มีวิชชา ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเป็นส่วนใหญ่ครับ เหมือนบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ออกมา มี operation system พื้นฐาน เมื่อถึงมือเจ้าของผู้ซื้อ ก็ต้องลงโปรแกรมกันตามใจชอบครับ โปรแกรมก็คือวิชชา ซึ่งผู้ผลิตกายสิทธิ์ ท่านมีหน้าที่ผลิต ท่านไม่ได้มีหน้าที่ค้นวิชชามาใส่ครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ทำไมบางคนได้วัตถุมงคลที่มีอานุภาพมากไปแล้ว ยังคงประสบโชคร้ายหรือมีเคราะห์

คำตอบคือ กฎแห่งกรรมก็เหมือนโปรแกรมนี่ล่ะครับ เวลาทำบุญ/บาป ด้วยกาย วาจา ใจ โปรแกรมเขาก็คำนวณ input ว่าจะต้องรับผลอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วส่งโปรแกรมออกมาเป็น output ติดตั้งไว้ในตัวคนเรา ทีนี้กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ ก็อุปมาเหมือนทิพยนต์ ที่เราลงโปรแกรมเอาไว้ หรือเรียกว่ามีวิชชา ถ้าเราไม่สั่งงานกายสิทธิ์ให้แก้ไข เราก็ต้องประสบเคราะห์กรรมอยู่ดี หรือกายสิทธิ์มีวิชชา แต่ก็ไม่มากพอจะแก้โปรแกรมของกรรมได้ เพราะกรรมบางอย่างก็แรงมาก ผมอุปมาโปรแกรมเคราะห์กรรมเหมือน "แรงดึงดูดโลก" ซึ่งมีกำลังสามารถดึงดูดภูเขาทั้งลูก ให้ติดอยู่กับพื้นได้ แรงกรรมบางอย่างมันก็แรงมากเหมือนอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้น ถึงมีกายสิทธิ์ ก็อาจจะไม่พอแรงสู้ หรือบางอย่างกายสิทธิ์ได้แก้ไขให้แล้ว จากหนักเป็นเบา หรือจากเบา ก็เป็นไม่เกิดขึ้น แต่เราไม่ทราบ เราก็นึกว่ากายสิทธิ์ไม่ได้ช่วยอะไรครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าจะเลี้ยงกายสิทธิ์ให้ใหญ่ขึ้น ก็คือทำบุญ แล้วเขาจะใหญ่ตามเรา ใช่หรือไม่

คำตอบคือ จริงๆ แล้ว กายสิทธิ์ไม่ได้บุญจากการอนุโมทนากับเรานะครับ แต่ถ้าเรามีกายสิทธิ์คุ้มครอง แล้วเราทำความดี เจ้าของผู้ผลิตกายสิทธิ์จะได้ส่วนแบ่งแห่งบุญ แล้วเขาก็จ่ายหล่อเลี้ยงกายสิทธิ์ที่อยู่ในความดูแลของเขา ถ้าเราบำเพ็ญบารมีได้มาก เจ้าของผู้ผลิตกายสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งมากเป็นเงาตามตัว เขาก็จ่ายเลี้ยงกายสิทธิ์ของเขามากเป็นพิเศษ แต่ผู้ทรงวิชชาท่านทำแบบโดยตรง ก็คือเติมวิชชา แล้วก็อัดบุญบารมีเข้าไปในองค์กายสิทธิ์ แล้วก็เดินวิชชาร่วมกัน กายสิทธิ์ก็แก่กล้าขึ้นครับ

กายสิทธิ์ทุกองค์ มีเจ้าของผู้ผลิตทั้งนั้นล่ะครับ เหมือนคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ผลิตทุกเครื่อง ไม่มีเครื่องใดที่เกิดขึ้นเอง แต่กายสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้ทรงวิชชา ก็มีทั้งแบบที่ยังต่อสายกับเจ้าของผู้ผลิต กับแบบที่ตัดสายเชื่อมกับผู้ผลิตออกไปแล้ว ซึ่งแบบที่ตัดสายแล้ว เป็นประโยชน์ต่อผู้ทรงวิชชาตรงที่ มีสิทธิ์ควบคุมกำกับการกายสิทธิ์ในการเดินวิชชาได้เต็มที่ครับ ซึ่งการจะตัดสายควบคุม ก็ต้องตกลงกับเจ้าของผู้ผลิต บางท่านก็เต็มใจให้ตัด บางท่านก็ไม่ยอม ต้องตกลงแลกเปลี่ยนกันตามสมควรครับ

มีท่านถามมาประมาณว่าเพราะเหตุใดกายสิทธิ์พระจักรพรรดิจึงพาเข้าละเอียดได้

คำตอบคือ กายสิทธิ์มีความละเอียดบริสุทธิ์ต่างกัน ตามการผลิต เพื่อทำงานในภพภูมิต่างกันไป กายสิทธิ์ระดับพระพุทธจักรพรรดิ ถือกันว่าเป็นกายสิทธิ์ของเมืองพระนิพพาน ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าสวรรค์ และพรหมโลกโดยทั่วไป กายสิทธิ์พระพุทธจักร ก็ถูกสร้างด้วยความละเอียดประณีตและบริสุทธิ์ สำหรับเมืองนิพพานนั้น เมื่อซ้อนกายสิทธิ์ระดับนี้เข้าธรรมะหรือเข้าวิชชา กายสิทธิ์ก็พาเข้าละเอียดถึงความละเอียดเดียวกันกับเมืองนิพพานได้ แต่ถ้าจะไปไกลกว่านั้น ก็ต้องไปต่อเอาเอง ดังนี้

มีท่านถามมาประมาณว่า หากกายสิทธิ์พระจักรพรรดิชั้นสูงสามารถพาเข้าละเอียดได้ดี ทำไมครูวิชชาจึงไม่เชิญมาซ้อนเป็นพระของขวัญหรือลูกแก้วของขวัญ

คำตอบคือ ในวิชชามีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง การเชิญกายสิทธิ์พระจักรพรรดิชั้นสูงลงมาจากภพภูมิชั้นสูง ต้องเปลืองกำลังมาก จะคว้าลงมาเปล่าๆ บางทีก็ไม่ได้ ต้องต่อรองกับเจ้าของผู้ผลิตว่าจะแลกกับอะไร บางทีก็ทำให้เปลืองฤทธิ์ เปลืองละเอียด หรือบางที ก็เหมือนกับสาธุชน เป็นขั้นร้อยโท จะไปเชิญจักรพรรดิชั้นพันเอก พลเอก มาให้ใช้ มันก็ดูไม่เหมาะควร ถ้าสาธุชนเป็นผู้ทรงวิชชาชั้นสูง ก็ได้ครอบครองพระจักรพรรดิกายสิทธิ์ชั้นสูง ก็ควรอยู่ ต้องคำนึงถึงหลายอย่างด้วยกันครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า หากกายสิทธิ์มีความละเอียดสูง เพราะเหตุใดจึงไม่มีวิชชา

คำตอบคือ กายสิทธิ์ก็คล้ายๆ อัญมณี ที่มีคุณค่า ตามคุณสมบัติ เช่น น้ำหนัก ความสะอาด สี ฯลฯ ดังนั้น ความละเอียดของกายสิทธิ์จึงไม่ใช่ปัจจัยส่งผลโดยตรง กับการมีวิชชา แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกันคนละประเด็น คือ เมื่อมีละเอียดมาก ก็สามารถเดินวิชชาได้มากขึ้น อุปมาเหมือนคนที่อ่านหนังสือหลังจากนอนหลับพักผ่อน ตื่นมาจิตใจแจ่มใส นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อย ก็เหนื่อย จิตใจไม่แจ่มใส เหมือนก่อนจะเริ่มอ่าน ฉันใดก็ฉันนั้น การทำวิชชาเหมือนการทำงานทางใจ เมื่อเดินวิชชามากๆ ละเอียดก็หมดเปลืองไป ต่างจากการเข้าละเอียดอย่างเดียว ที่มีความสุข สะอาดครับ

 

 

มีท่านถามมาเรื่องปุญญาภิสันธาน

"ปุญญาภิสันธาน" ก็คือ "สายบุญ" หรือ "ท่อธารแห่งบุญ" ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรม คำนวณ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นกุศล แล้วเบิกส่งจ่ายบุญออกมาจากแหล่งผลิตและเก็บบุญ ปกติแล้ว จะเป็นการลำเลียงบุญส่งมาเก็บไว้ใน "ดวงบุญ" ของผู้สร้างบุญ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่นาน หรือหลายวัน ขึ้นอยู่กับว่าบุญใหญ่มากน้อยเพียงใด ในกรณีของสายบุญที่สำคัญๆ ก็มีหลายขั้นมีความแรงของกระแสบุญและปริมาตรของบุญมากน้อยต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่สร้างบุญใหญ่ที่มีกุศลผลต่อเนื่องยาวนาน คำนวณออกมาได้เป็นสายบุญที่จ่ายมาต่อเนื่องยาวนาน อย่างเช่น "สายบุญสันวิวัฏฐายี” และ “สายบุญระฆา" เป็นอาทิ โดยบุญที่ส่งมา ก็เหมือนน้ำที่ไหลเข้าภาชนะ หากบุคคลมี "ธาตุมาก" ภาชนะก็ใหญ่ สามารถรองรับบุญที่ไหลมาได้มาก ธาตุจะมากจะน้อย ก็เกิดจากการทำความดี ด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อทำมาก ก็จะเกิดเป็น "บารมีธาตุ" สะสมไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว บารมีธาตุ ก็เกิดจากการบริหารธาตุคือดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ แห่งตัวตนของเราเองในการทำความดี ความดีบางอย่างได้บารมีธาตุมาก แต่บุญน้อย อย่างเช่นการทำสาธารณกุศล ส่วนบารมีธรรม ส่วนใหญ่จะเกิดจาก “คุณธรรม” ในใจที่เจริญขึ้นจากการทำความดี เมื่อบารมีธาตุมาก ก็รองรับบุญได้มาก โดยคุณธรรมที่เกิดขึ้น จะบ่มหรือกลั่นบุญให้กลายเป็น “บารมี” ซึ่งเป็นคำที่รวมเอาทั้งบารมีธาตุและบารมีธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

"บารมีธาตุ" ที่เกิดจากการทำความดี ก็เหมือน การเจริญเติบโตของ "ฟองน้ำ" ในทะเล เมื่อเราทำความดี ก็เหมือนฟองน้ำได้สารอาหาร ก็มีโครงสร้างที่โตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อุปมาเหมือน "ดวงบุญ" ของบุคคล ที่ขยายขึ้น จากการทำความดี ความดีบางอย่าง ทำแล้วได้บารมีธาตุมาก ความดีบางอย่างทำแล้วได้บารมีธาตุน้อย ก็เหมือนสารอาหารที่เสริมสร้างฟองน้ำได้มากน้อยต่างกันไป ส่วนบุญที่อยู่ในดวงบุญ ก็เหมือน "น้ำ" ที่อยู่ใน "ฟองน้ำ" น้ำก็มีเพิ่มมีลด เพราะเราดำเนินชีวิตก็ทำบุญได้บุญมา และใช้บุญไปด้วย แต่โครงสร้างฟองน้ำก็ยังคงอยู่ แม้บุญจะเพิ่มจะลดไปบ้าง สมมติว่าเราได้สายบุญ "ระฆา" ที่ไหลต่อเนื่องมา ก็เหมือน เราเอาท่อน้ำไปเชื่อมต่อกับฟองน้ำ ฟองน้ำก็รับน้ำเข้าไป ส่วนที่เกินกว่าจะอุ้มเอาไว้ได้ ก็ล้นจากกายมนุษย์เข้าสู่กายภายใน เช่นกายมนุษย์ละเอียด (วิญญาณ), กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม, กระทั่งถึงกายธรรม ซึ่งแต่ละกายก็มีดวงบุญเป็นของตนเอง เมื่อทำวิชชา แล้วใช้บุญ หรือดำเนินชีวิตไป แล้วใช้บุญ น้ำก็ถูกดึงออกจากฟองน้ำ แต่ท่อธารแห่งบุญก็เติมเข้าไปจนเต็มอีก ปกติแล้ว ปุถุชน และพระอริยบุคคลชั้นต้น ยังต้องทำบุญอยู่ ต่อเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์แล้ว จึงจะมีสิทธิ์ได้ "สายบุญ" ก็ไม่ต้องทำบุญอีก ส่วนปุถุชนที่ได้สายบุญจากการสร้างบุญครั้งใหญ่ ซึ่งปกติแล้วได้มาไม่ง่ายเลย ก็จะมีบุญมาก แต่ก็รองรับได้ตามที่บารมีธาตุจะเอื้ออำนวย ซึ่งบุญที่ได้จากสายบุญในลักษณะนี้ อาจจะไม่เหมือนบุญที่ได้จากการสร้างบุญตามปกติ เพราะบุญที่ได้จากการสร้างบุญตามปกติด้วยการออกแรงกาย แรงวาจา แรงใจ ส่วนใหญ่แล้วจะได้บุญที่เข้มข้นกว่า เพราะบารมีธาตุจะเกิดร่วมด้วย แต่บุญที่ไหลมาอัตโนมัติจากสายบุญจะไม่กอปรเป็นบารมีธาตุ มีลักษณะคล้ายบุญที่เกิดจากการนั่งสมาธิด้วยภูมิจิตปกติครับ

โดย พิรจักร 10 July 2019

www.meditation101.org


The Dhammic Crystallisation

การบำเพ็ญบารมี มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ (1) ธาตุ หรือ บุญธาตุที่ได้ และ (2) ธรรม หรือ คุณธรรมที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเราได้บุญธาตุมาแล้ว ธรรมที่เกิดก็เป็นเครื่อง "กลั่น" บุญให้บริสุทธิ์แก่กล้าและมีการจัดเก็บแบ่งตาม "องค์คุณ" 10 ประการ คือ "บารมี 10 ทัศ" ซึ่งเรารับรู้ได้ด้วยใจเราเองว่า บารมีนี้ มี "ธรรมรส" เป็นอย่างนั้น อย่างนี้

การทำทาน โดยหวังผลตอบแทน กับการทำทานโดยมุ่งเสียสละ จึงแตกต่างกัน และธรรมรสที่สัมผัสได้ ก็ต่างกันโดยนัยนี้

มีท่านถามมาว่า อะไรเป็นเครื่องกำหนดว่าได้บุญมากน้อย

คำตอบคือ "โปรแกรมกฎแห่งกรรม" ของ "เครื่องธาตุเครื่องธรรม" ซึ่งประมวล input จาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เกิดขึ้น และจ่ายออกมาเป็น "บุญธาตุ" มากน้อยต่างกันไป แต่บุญสะอาด หรือไม่สะอาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่อง เพราะบุญที่ผลิตขึ้น โดยหลักจะมีมาตรฐานเดียว แต่บุญไม่สะอาด เกิดจากการที่จิตเป็นอกุศลหรือมีมลทิน แล้วบุญไหลผ่านใจที่เป็นมลทินนั้น นอกจากนี้ ในกรณีที่ใจเป็นบาปอกุศลขณะทำบุญ อย่างเช่นจิตใจขุ่นมัว โกรธไม่พอใจใครขณะถวายทาน เครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายมาร เขาก็ประมวลแล้ว ส่งบาปเข้ามา ทำให้ได้ “บุญปนบาป”

โดยหลักแล้วบุญจะมีความสะอาดเป็นมาตรฐานเดียว ยกเว้น "บุญศักดิ์สิทธิ์" คล้ายๆ บุญที่เกิดขณะเข้านิโรธสมาบัติ บุญจะสะอาดมาก และมีกำลังแรงมาก จากต้นแหล่งการผลิต

 

การเจริญสมาธิภาวนาก่อนทำบุญ เป็นการรักษา กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้สงบสะอาด ดังนี้แล้ว ภาคผู้เลี้ยงมาร ก็จะไม่ได้โอกาส ในการนำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นทุจริต ส่ง input เข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายมาร แล้วประมวลออกมาเป็น "บาป" ที่อาจ "เกิดร่วม" กับการทำบุญ แต่การทำบุญที่มุ่งหวังความร่ำรวยตอบแทน หรือหวังทิพยสมบัติ ก็ทำให้ เป็น "เชื้อโลภะ" เกิดขึ้น ทำให้มีบาปอ่อนๆ ปะปนได้ และได้ปริมาณบุญน้อยลง และสะอาดน้อยลง ถ้าปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ให้ทำบุญด้วยความเสียสละ ไม่หวังสมบัติร่ำรวยตอบแทน ก็จะดีมากครับ

การทำบุญโดยไม่อธิษฐานอะไรนั้น เฉพาะเจตนาถ้าเป็นกุศล ก็เป็นบุญกุศลในตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่มุ่งมั่นจำเพาะเจาะจงอะไร ก็เหมือนได้เงินมา แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเอาไปทำอะไร สำหรับคนมีวิชชา ได้บุญมาก็เก็บไว้ก่อน เมื่อใจละเอียดอยู่ในวิชชาแล้ว ค่อยเบิกบุญมาตั้งผังสำเร็จในภายหลังก็ได้ บางคนอธิษฐานขอเยอะมาก กระทั่งใจไม่สงบ สมาธิก็หย่อนลง บางท่านจึงรู้สึกว่า ทำบุญแล้วไม่ขออะไรเลยจะดีกว่า เพราะสบายใจดี ถ้าอธิษฐานด้วยจิตที่เป็นกุศล ก็เป็นอธิษฐานบารมี ถ้าอธิษฐานด้วยจิตที่เป็นอกุศล ก็เป็นอกุศลจิตไป เข้าข่าย "บารมีมาร" คือกิเลสเจริญขึ้นจากการบำเพ็ญบุญ ถ้าอธิษฐานไปในทางที่ไม่ดีไม่ชั่ว ก็เป็นอัพยากฤต อย่างไรก็ตาม วาระจิตนั้นละเอียดอ่อน การอธิษฐานเพียงหนึ่งนาที ดวงจิตที่เกิดขึ้น อาจเป็นนับล้านดวง วาระจิตดีล้วนๆ ก็เป็นกุศลล้วนๆ วาระจิตดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็เป็นกุศลและอกุศลปะปนกันไป ซึ่งดวงจิตทุกดวงก็เกิดขึ้นในใจเรา ผ่านใจเราทั้งนั้นครับ ส่งมาจากเครื่องธาตุเครื่องธรรมของแต่ละฝ่าย (ดี/ชั่ว) ผ่านภาคผู้เลี้ยง ครับ

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมีในสายปัญญา คือ ยิ่งเรารู้และเข้าใจมาก กิเลสต้องลดลง

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมี ในสายแห่งศรัทธา คือ ยิ่งเชื่อมั่นมาก ควรเหนี่ยวภูมิจิตภูมิธรรมให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไป

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมี ในสายวิริยาธิกะ คือ เมื่อบากบั่นพากเพียรมากแล้ว ควรก่อเกิดเป็นกุศลจิตอันแก่กล้า ทรงพลังยิ่งๆ ขึ้นไป

โดย พิรจักร 9 July 2019


มีท่านถามมาประมาณว่า หาเรื่องราวเกี่ยวกับธาตุธรรมเป็นดังผมว่าไว้ พระบรมธาตุ จะถือว่าเป็น God หรือไม่?

คำตอบคือ "ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น" เพราะคำว่า God มี connotation และ stereotype ในนัยยะที่ว่าเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ สร้างจักรวาล แต่พระบรมธาตุไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการ ต่อกร ต่อรอง ต่อสู้ encountering, bargaining, and settling ระหว่างธาตุธรรมฝ่ายต่างๆ ที่ได้ประมูลฤทธิ์ ประมูลสิทธิ์ ประมูลอำนาจ คือฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว กระทั่งเกิดเป็นโลกธาตุ มนุษย์และสัตว์ ที่อยู่ภายใต้การครองของกันและกันดังปัจจุบัน

ถ้าถามผมว่า หากองค์บรมธาตุ ไม่ใช่ God แล้วเราจะเรียกท่านว่าอะไร คำตอบคือ The Lord of Origin ซึ่งองค์บรมธาตุก็ทรงนับถือพระพุทธศาสนาครับ

กายอวตารขององค์บรมธาตุ ก็คือ สมเด็จเท็นซิน องค์ดาไลลามะ
กายอวตารของพระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว ก็คือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
กายอวตารของสมเด็จองค์ปฐมบรมครู ก็คือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา

ดังนี้ครับ

พิรจักร

www.meditation101.org


มีท่านถามมาว่า แล้วทำไม ต้องแยกกันระหว่าง พระพุทธเจ้า กับพระจักรพรรดิ แล้วทำไมต้องแต่งองค์ทรงเครื่องไม่เหมือนกัน

คำตอบคือ พระต้นธาตุต้นธรรม ท่านก็ "จัดองค์ประกอบ" เพื่อให้เหมาะกับหน้าที่ หรือ function และผู้ทำหน้าที่นั้นๆ ก็มี form หรือรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แยกแยะออกจากกันได้

เหมือนอะไร เหมือน ประเทศ ที่มีตำรวจ กับ ทหาร มีเครื่องแบบไม่เหมือนกัน มีหน้าที่คล้ายๆ กัน แต่แบ่งแยกออกจากกันชัดเจน ถ้าทหารไม่แต่งชุดประดับยศ เป็นทหารนอกเครื่องแบบ หรือนอกเวลาราชการ ก็เหมือนพระจักรพรรดิ มิได้แต่งองค์ทรงเครื่อง เวลาใครเห็นเข้า ก็ไม่แน่ใจว่านี้เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมไม่ให้ทหารมาทำหน้าที่ตำรวจ?

เรื่องพระพุทธเจ้ากับพระจักรพรรดินี้ ท่านแบ่งภาคกันมาตั้งแต่ พระต้นธาตุต้นธรรม บางภาค มีพระต้นธาตุ พระต้นธรรม พระองค์ต้นจักรพรรดิ แล้วแต่จะจัดกัน แล้วก็สืบสายธาตุสายธรรมกันเรื่อยลงมาอย่างนี้ครับ

พิรจักร


องค์ปฐมธาตุปฐมธรรมคือใคร
พระต้นธาตุต้นธรรมคือใคร
สมเด็จองค์ปฐมฯ คือใคร
พระนั่งเมืองคือใคร
แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง?

อธิบายความโดย พิรจักร
www.meditation101.org

[1] ผู้ที่เกิดก่อนสุดในบรรดามี คือ "องค์ปฐมธาตุปฐมธรรม" หรือ องค์บรมธาตุครับ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด ธาตุธรรม ทั้งฝ่าย กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา และอัพยากตาธรรมา แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ปกครองโดยตรง เหมือนพ่อแม่ให้กำเนิดบุตรโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วมิได้เลี้ยงดู บุตรก็ดิ้นรนเติบใหญ่ขึ้น ไม่ได้อยู่ในความปกครองของพ่อแม่ แล้วก็ไม่ลงรอยกัน เป็นธาตุธรรมหลักสามฝ่าย คือกุศล อกุศล และอัพยากตา ครับ

[2] พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม คือองค์ต้นกำเนิดธาตุและธรรมแต่ละฝ่ายครับ (ฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว แบ่งเป็น กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา) เกิดก่อนสมเด็จองค์ปฐมฯ แต่พระต้นธาตุต้นธรรม ก็อาจจะไม่ใช่พระพุทธเจ้า อย่างที่สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเป็นครับ แต่ก็มีบ้าง ที่พระต้นธาตุต้นธรรม อวตารลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าด้วยตนเองเพื่อทำภารกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการแก้ไขธาตุธรรมที่เกิดจากการ เสียสมดุลเพราะภาคมารรุกรานครับ

[3] สมเด็จองค์ปฐมฯ คือพระพุทธเจ้าพระองค์แรกสุดครับ แต่ท่านไม่ "ลง" ประชุมเมือง ถ้าท่านลงประชุมเมือง (นิพพาน) ก็อาจจะต้องเตรียมที่ให้พระองค์ครับ ก็คล้ายๆ พระสงฆ์ประชุมกันในสภาที่วัดพระเชตวัน แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จมาเป็นครั้งคราว บรรยากาศทำนองนี้ครับ

[4] หากจะอุปมาไป สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเปรียบเสมือนประธานาธิบดี พระนั่งเมืองแก้ว ทรงเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรี พระต้นธาตุต้นธรรมคือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศ ส่วนองค์ปฐมธาตุปฐมธรรม หรือองค์บรมธาตุ คือผู้ให้กำเนิดบรรพบุรุษ ทำนองนี้ครับ

[5] สมเด็จองค์ปฐม (บรมครู) ทรง "ตั้งพระศาสนา" ส่วนพระต้นธาตุต้นธรรมเกิดก่อน แต่เป็นเจ้าของธาตุธรรม ซึ่งโดยเริ่มแรกก็อาจจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเจ้าของพระศาสนา แต่เป็นเสมือนบรรพบุรุษที่ก่อร่างสร้างประเทศ ให้กำเนิดธาตุ กำเนิดธรรมเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมี “อายุธาตุ” ไล่เลี่ยกันกับพระต้นธาตุต้นธรรม เป็นประดุจ “น้องรอง” นับตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมทรงมี “ชีวะ” คือมีชีวิต และเริ่มบำเพ็ญบารมีมาเป็น “อายุธรรม” และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภายหลังจากที่ พระต้นธาตุต้นธรรมได้ “ตั้งธาตุตั้งธรรม” เอาไว้แล้ว สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงตรัสรู้ได้ ก็เพราะอาศัยธรรม อาศัยบุญบารมี แต่ผู้สร้างพลังงานบุญขึ้นมาใช้ สร้างธรรมหล่อเลี้ยง ให้มีดี มีชั่ว ก็คือพระต้นธาตุต้นธรรม ครับ

[6] หากถามว่าพระต้นธาตุต้นธรรม กับสมเด็จองค์ปฐมฯ ใครใหญ่กว่ากัน ก็ใหญ่กันคนละแบบครับ สมเด็จองค์ปฐมฯ เรียกได้ว่า เป็นองค์ต้นพระพุทธศาสนา ที่สืบต่อๆ กันมา เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกสุด แต่ส่วนใหญ่สมเด็จองค์ปฐมฯ ไม่ทรงทำวิชชา หรือจะมุ่งปราบมาร อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าทรงตั้งวัดอยู่ในแคว้นโกศล เมื่อเกิดศึกสงคราม พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องออกรบ แต่ผู้ที่จะออกรบ ก็คือพระราชาผู้ปกครองแคว้น ฉันใดก็ฉันนั้น พระราชาก็เปรียบได้กับพระต้นธาตุต้นธรรมที่จำเป็นต้องออกรบเพื่อคุ้มครองธาตุธรรมให้พ้นภัยจากฝ่ายมาร หรือภาคอกุศลาธรรมา ยกตัวอย่างเช่น ภัยจากภาคมาร คือทำให้มนุษย์มีปกติจิตตกต่ำ มีเกิดแก่เจ็บตาย นี้เป็นภัยจากภาคมาร 

[7] ส่วนพระต้นธาตุต้นธรรม ก็เป็นเจ้าของผู้ผลิตบุญ เจ้าของบารมี เป็นผู้ต่อกร ประชันฤทธิ์ สู้รบ และต่อรองกับภาคมาร กระทั่งเกิดเป็นโปรแกรมกฎแห่งกรรม มีกฎกติกา การสร้างบารมี การบรรลุธรรม การเข้านิพพาน พระต้นธาตุต้นธรรม จึงเป็นใหญ่ใน "ธาตุธรรมของตน" ส่วนว่า พระต้นธาตุต้นธรรม เป็นพระพุทธเจ้า หรือไม่ ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้น พระต้นธาตุต้นธรรม ก็เป็นพระพุทธเจ้าด้วย แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของพระศาสนา ไม่มีสิทธิ์ในพระศาสนาโดยตรง

[8] เหมือนอะไร เหมือนหลวงพ่อสด กับสมเด็จพระพุทธโคดม เมื่อหลวงพ่อสด องค์อวตาร พระต้นธาตุฯ มาเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อทำภารกิจปราบมาร (ร่างกายมนุษย์แข็งแรงกว่ากายทิพย์อันละเอียดอ่อน เมื่อปะทะกันในญาณ กายมนุษย์ก็ไม่ดับไปโดยง่าย) มาบวชในศาสนาของพระพุทธโคดม ก็ต้องกราบไหว้พระพุทธเจ้าตามธรรมเนียม เพราะหลวงพ่อสด ไม่ใช่พระศาสดา อีกทั้งยังนับถือว่าเป็นพระสงฆ์สาวกรูปหนึ่งของสมเด็จพระพุทธโคดมด้วยครับ

[9] “พระจักรพรรดินั่งเมืองก็คล้ายๆ ประธานาธิบดีของภพพระจักรพรรดิครับ หรือจะบอกว่าเป็น "พระเจ้าจักรพรรดิ ของเหล่าพระจักรพรรดิ" ก็พอได้ครับ เป็นใหญ่ในฝ่ายจักรฯ มีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจมาก ซึ่งในภพพระจักรพรรดิ ก็มี “พระพุทธจักรฯ” เป็นสมาชิก คือพระจักรพรรดิที่บำเพ็ญบารมีสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่ประชากรน้อยกว่าเมืองพระนิพพาน หรือเมือแก้ว เพราะพระพุทธจักรพรรดิมีขั้นตอนในการบำเพ็ญบารมีมากกว่า กว่าจะสำเร็จได้

[9] ส่วน พระนั่งเมืองแก้วคือประธานของพระนิพพานครับ เป็น "พระพุทธเจ้าของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์" เป็นใหญ่ในธรรมครับ ถ้าเปรียบเทียบกับระบบธุรกิจ เมื่อสมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเป็นประดุจ ประธานกรรมการบริหาร หรือ Chairman พระนั่งเมืองแก้วก็เป็นประดุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ครับ แต่สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมีทั้ง 2 ภาค คือภาคพระพุทธเจ้า และภาคพระจักรพรรดิ จะเห็นได้ว่ารูปหล่อสมเด็จองค์ปฐม บางคราวก็เป็นพระพุทธเจ้าคล้ายพระพุทธชินราช บางคราวก็มีเครื่องทรงสวมมงกุฎ คล้ายพระจักรพรรดิ ครับ ขึ้นอยู่กับว่าทรงออกงานใด หากทรงออกงานให้โอวาทพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ก็เสด็จไปด้วยปางพระพุทธเจ้า หากทรงออกงานพระจักรพรรดิ ก็เสด็จไปด้วยปางพระจักรพรรดิ ทำนองนี้ครับ

 

ขออธิบายพอสังเขปแต่เพียงเท่านี้ครับ
พิรจักร
5 - 6 กรกฎาคม 2562


มีท่านถามมาว่า "กายสิทธิ์รักษาโรค" คืออะไร? ผมขออธิบายโดยภาพรวมก่อนว่า มนุษย์และสัตว์อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นประดุจ "โปรแกรม" ที่ควบคุมความเป็นอยู่และความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์นั้น เมื่อมนุษย์ทำบาป เครื่องธาตุเครื่องธรรม ซึ่งเป็นประดุจ "เซิร์ฟเวอร์" ของวัฏสงสาร ก็คำนวน กาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม แล้วประมวลจ่ายออกมาเป็นพลังงานบาป และโปรแกรมกรรมชั่ว ส่งมาติดตั้งในตัวมนุษย์และสัตว์ เมื่อโปรแกรมกรรมชั่วทำงาน ก็เกิดเป็นความทุกข์ยากลำบากต่างๆ โรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นโปรแกรม ที่ทำให้กายมนุษย์ "รวน" กระทั่ง "เสียหาย"

กายสิทธิ์รักษาโรค ก็เป็นประดุจ "ทิพยนต์" หรือ Transcendroid ที่มีโปรแกรมติดตั้งหรือ install ไว้ สามารถ แก้โปรแกรม โรคภัยไข้เจ็บ ได้ เปรียบเสมือ AI ที่มีความรู้ความสามารถรักษาโรคได้ ถ้านำมาติดตั้งไว้ในตัวมนุษย์ ก็จะคอยแก้ไขโปรแกรมโรคภัยไข้เจ็บ ให้ทุเลา หรือหมดไปได้ ก่อนที่จะส่งผลเป็นความแปรปรวน หรือเสียหายของร่างกายในส่วนหยาบครับ

- พิรจักร


เรื่องการมอบของที่ระลึก

ถ้าจะมอบลูกแก้ว ใช้แก้วหลอมก็ดีนะครับ โดยภาคทองเราอาจทำเป็นแก้วสีทอง คล้ายอำพัน ถ้าใช้แก้วจุยเจียแท้ จะมีกายสิทธิ์อยู่แล้ว ถ้าจะใส่กายสิทธิ์กับวิชชาของฝ่ายเราลงไป ก็เหมือนกับอัดเสียงทับลงไปในเทปที่มีเพลงอยู่ แต่ถ้าใช้แก้วหลอม ก็เหมือนอัดเสียงลงไปในเทปเปล่า จะง่ายกว่าในทางวิชชาครับ ส่วนเรื่องกายสิทธิ์ในหินจุยเจีย ผมขออธิบายดังนี้นะครับ หินจุยเจียส่วนใหญ่เป็นธาตุเป็นธรรมของ "ภาคขาว" เช่นเดียวกับอัญมณีหินสีต่างๆ ที่เป็นธาตุเป็นธรรมของแต่ละสี เช่นมรกต ของภาคเขียว ไพลิน ของภาคน้ำเงิน ทีนี้ เมื่อจักรพรรดิต่างสีจะใช้ดวงแก้ว ถ้าใช้หินจุยเจีย ก็ไม่ใช่ธาตุไม่ใช่ธรรมของตน แต่ถ้าจะใช้ก็ใช้ได้ ก็ต้องนำมากลั่น นำมาเติมวิชชา อัดบุญบารมี อัดวิชชาเข้าไป แต่ก็เข้าทำนอง อัดเสียงลงเทป ที่ผมเคยบอกนั่นล่ะครับ

 

มีท่านถามมาว่า ภาคขาว กับ ภาคทอง อย่างไหนดีกว่ากัน

คำตอบก็คือ ภาคขาวชั้นดีก็เหมือนเพชร ภาคขาวชั้นรอง ก็เหมือนหินจุยเจีย มีความแข็ง ความแกร่ง ความใสสะอาด ไม่เท่ากัน เพชร สำเร็จยากกว่าจุยเจีย เพชรเม็ดใหญ่ๆ ก็มีระดับหนึ่ง จุยเจียก้อนใหญ่ๆ มีมากกว่า แต่เนื้อก็เป็นรอง ส่วนทอง ก็มีหลายเกรด มีทอง 18 k ทอง 24 k ทองเนื้อเก้า ฯลฯ ไปกระทั่งถึง ทองเนื้อ "พัชรสุวรรณ" ทองสำเร็จง่ายกว่าเพชร แต่จุยเจียสำเร็จง่ายกว่าทอง ทองเป็นโลหะ เนื้อแกร่ง ไม่แตกสลาย เวลารบกับมาร ก็มีกำลังหนักหน่วง ปราบมารได้ไม่ย่อหย่อนไปกว่าเพชรครับ ให้ลองนึกถึงกำปั้นที่หล่อขึ้นด้วยทองคำล้วนๆ เนื้อตัน ไม่กลวงข้างใน เวลาทุบไปที่กายมาร กายมารแตกกระจายเชียวครับ

 

มีท่านถามมาเรื่องวิมานทอง

ผมขออุปมาว่า ในสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานแก้ว กับวิมานทอง อย่างไหนมีมากกว่ากัน ฉันใดก็ฉันนั้น เพชร มีราคาสูงกว่าทอง แต่หายาก เม็ดใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยมี ทอง มีราคาไม่เท่าเพชร แต่หาง่ายกว่า รวมกันเป็นก้อนใหญ่ๆ หล่อเป็นพระพุทธรูป เป็นพระเจดีย์ได้ ซึ่งเพชรจะทำอย่างทองแบบนี้ ก็ยังไม่ได้ครับ วิมานเพชร รวมกันก็มีสักกี่คน วิมานทอง ก็มีทองหลายเกรด รวมกันมีสักกี่คน ใครมีกำลังเท่าใด?

 

ภาคทองมี "สิทธิ์" มาก เวลาชาวโลกจะประกันค่าสกุลเงิน ก็ต้องเอาทองมาค้ำประกัน และเพชร พลอย รัตนชาติ เมื่อจะขึ้นเรือน ให้ดูสวยงามล้ำค่า ก็ต้องอาศัยทองเป็นเรือนครับ

เครื่องทอง มิใช่เครื่องประดับ ของเทวดาชั้นต้นเท่านั้น แต่ทองเป็นเครื่องประดับของเทวดาแทบจะทุกชั้น ยกเว้นพรหมโลก แม้แต่พระจักรพรรดิในวิชชา หากจะประดับเครื่องทรง มีหมวกเป็นอาทิ ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้เครื่องทอง กันแทบทั้งนั้น แล้วค่อยประดับเพชร หรือพลอย ประจำของตนครับ

 

มีท่านถามมาว่า เพราะเหตุใดผมจึงดำริให้นำทองคำมาหลอมเป็นดวงกลมแล้วมอบให้ผู้ทรงวิชชา

คำตอบคือ เพื่อให้ "เข้าธาตุเข้าธรรม" ครับ เวลาจะซ้อนหรือประดาธาตุประดาธรรม ถ้าผู้ทรงวิชชาฯ ที่มีสายธาตุสายธรรมจากภาคใด สีใด ได้ของที่เป็นธาตุเป็นธรรมของตน ก็จะเข้าธาตุเข้าธรรมได้ง่ายครับ เหมือนภาคขาว ถ้าซ้อนลงเพชร ลงจุยเจีย ก็จะดีมาก ถ้าภาคแดง ซ้อนลงทับทิมแดงหรือเพชรแดง ก็จะเข้ากันดี ส่วนภาคทอง ถ้าได้ซ้อนลง โลหะทอง ก็จะเข้ากันได้ดีมาก ผมดำริถวายดวงทองคำให้ผู้ทรงวิชชา เพื่อเจริญกสิณทองคำครับ อานิสงส์จะมากมหาศาล เพราะถวายถูกธาตุถูกธรรม ด้วยอานิสงส์นี้ กายภายในของผมจะเป็นทองเนื้อเลิศยิ่งๆ ขึ้นไปครับ

เวลาจะนำอัญมณี หินสี รัตนชาติ และทองคำ ไปถวายผู้ทรงวิชชา ต้องขอให้ นายมณีกร หรือ นายสุวรรณกร จัดหาให้ครับ เพราะนายมณีกร หรือนายสุวรรณกร มีความชำนาญในการคัดเลือกทั้งของหยาบ ที่เป็นเรือน และชำระความสะอาดให้กับกายสิทธิ์ ที่ซ้อนอยู่ภายในอัญมณี หรือทองคำ สามารถนำไปใช้ประกอบวิชชาได้ทันทีโดยสะดวกครับ ดังนี้แล้วอานิสงส์จะมากกว่าของที่ยังไม่ได้ชำระกายสิทธิ์ให้สะอาดครับ

     -  พิรจักร

27 มิถุนายน 2562


มีท่านถามมาว่า "พระบรมพุทธจักรฯ" คืออะไร?

คำตอบคือ พระจักรพรรดิชั้นใหญ่ ที่อยู่ในพระนิพพาน ทั้งนี้ พระบรมพุทธจักรฯ มี 2 ประเภทหลักๆ คือ (1) มีชีวะ สามารถเวียนเกิดได้ และ (2) ไม่มีชีวะ เป็น ทิพยนต์ เรียกว่า "กายสิทธิ์" ไม่ต้องเวียนเกิด ครับ

กายสิทธิ์พระบรมพุทธจักรฯ ก็เหมือน "ทิพยนต์" ที่เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นั่นล่ะครับ เมื่อครูวิชชาท่านได้ไปแล้ว ท่านก็นำไปแก้โปรแกรม คือผังสงครามโลก ที่ฝ่ายมารตั้งโปรแกรมไว้ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ก็ทำงานในวิชชา แก้โปรแกรมได้หมดครับ

พระธรรมกายก็ทำวิชชาแก้โปรแกรมได้ครับ แต่เมื่อมีพระบรมพุทธจักรฯ ประกอบด้วย ก็ราวกับว่ามีเครื่องทุ่นแรง เหมือนขับเครื่องบิน จะขับเองแบบ manual ก็ได้ แต่ถ้าตั้งโปรแกรม ให้คอมพิวเตอร์ควบคุมให้ ก็สะดวก และแม่นยำ ดีเหมือนกันครับ

พระบรมพุทธจักรฯ ที่อยู่ในเมืองนิพพานไม่จำเป็นต้องเกิดอีกครับ ยกเว้นแต่จะ "ถอยพืด" กลับลงมา ซึ่งการกลับลงมาเกิด ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงาน อย่างเช่นการแก้ไขปัญหาให้กับสรรพสัตว์ แก้ไข การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ให้กับส่วนรวมครับ เปรียบเสมือน คนไทย ทำธุรกิจสำเร็จ ได้ย้ายไปอยู่สหรัฐฯ แต่ก็กลับเมืองไทย มาพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งๆ ที่อยู่สหรัฐฯ ก็สบายดีครับ

ตาม standard แล้ว เมื่อเข้านิพพานแล้ว ก็ไม่ต้องเกิดอีกครับ ธาตุธรรมตั้งโปรแกรมไว้อย่างนั้น แต่ถ้าจะเกิด ก็ต้อง alter the program ซึ่งบางท่านสามารถทำได้ ก็เลยกลับมาเกิดได้อีกครับ

พระบรมพุทธจักรฯ มีเครื่องทรง เพราะเป็นธรรมเนียมของธาตุธรรมอย่างนั้นครับ เหมือนพระมหากษัตริย์ ก็ต้องมีเครื่องประดับตกแต่ง ให้ดูแตกต่างจากสามัญชน คนทั่วไป เครื่องประดับของพระจักรพรรดิ มีไว้บ่งบอก ลำดับขั้นต่างๆ และมีไว้สำหรับ "ส่งกำลัง" และ "เดินวิชชาประกอบฤทธิ์" ไม่ได้มีไว้โชว์เล่นๆ ครับ

มีท่านถามมาว่า เพราะเหตุใด พระจักรพรรดิจึงต้องอาศัยเครื่องประดับในการเดินวิชชาและส่งฤทธิ์ เพราะเหตุใดพระธรรมกายจึงทำได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องประดับ

คำตอบคือ เครื่องประดับของพระจักรพรรดิ บางอย่างก็เป็น "อาวุธ" ไปในตัว เช่น "ดารา" หรือ "ดาว" ที่ประทับอยู่บนเครื่องทรง สามารถปลิดออกมาใช้แทนอาวุธลับ คล้ายๆ ดาวกระจาย ของนินจา ส่วนเครื่องประดับเพชรพลอย ก็คล้ายๆ กับอัญมณี และหินสีในเมืองมนุษย์ ที่มีฤทธิ์ สามารถ "เสริมอานุภาพ" ให้กับพระจักรพรรดิ ส่วนพระธรรมกาย ท่านเป็น "รัตนะ" อยู่ในตัวเสร็จสรรพอยู่แล้ว แต่พระธรรมกายที่ต้องการฤทธิ์เดชมาก ก็ต้องหา "รัตนะ 7" มาใช้กันครับ

ครูวิชชาท่านสอนไว้ว่า พระจักรพรรดิ ยิ่งประดับประดามากยิ่งดี ส่วนพระธรรมกาย ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี

พระจักรพรรดิที่แก่กล้า สามารถดูกันที่เครื่องทรงและผ้าที่ครอง

ส่วนพระธรรมกายที่แก่กล้า ดูกันที่รูปลักษณะจะละเอียดลออคล้ายคนมีชีวิตครับ

- พิรจักร


มีท่านถามมาว่า ทำไมต้องแบ่งแยกระหว่าง พระธรรมกาย กับพระจักรพรรดิ

คำตอบก็คือ มันเป็น "อัธยาศัย" ที่แตกต่างกันไปของผู้บำเพ็ญบารมีครับ ซึ่งเป็นผลมาจากธาตุธรรมดั้งเดิมที่ถูกปรุงขึ้นมา นับตั้งแต่มีธาตุมีธรรม และที่ปกครองสายธาตุสายธรรมของแต่ละคน

ยกตัวอย่างเหมือน คนเป็นตำรวจ กับเป็นทหาร ถามว่าทำไมถึงอยากเป็นตำรวจ ทำไมไม่เป็นทหาร ต่างคนก็มีเหตุผลของตนเองใช่ไหมครับ หรือถามว่า ทำไมเรียนสายวิทย์ ทำไมไม่เรียนสายศิลป์ ก็ทุกคนมีความถนัด และความชอบใจของตนเอง ใช่ไหมครับ บางคนก็อธิบายได้ว่าทำไมชอบ ถนัด และทำได้ดี บางคนก็ไม่สามารถอธิบายได้ครับ

บางคนเขาว่า พระจักรพรรดิเหมือนคนรับใช้ ของภาคธรรม เป็นกายธรรมประเสริฐกว่า แต่จักรพรรดิก็คล้ายทหาร บอกว่าทหารรับใช้ประชาชน แต่บางครั้งทหารก็ปกครองประชาชน หรือหากบอกว่า พระจักรพรรดิ เหมือนมัคทายก พระพุทธเจ้า เหมือน "เจ้าอาวาส" แต่เมื่อ มัคทายกบวช แล้วเป็นเจ้าอาวาสเอง ก็มักจะเก่งกว่าในหลายๆ ด้าน แต่พระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าอาวาส ที่บวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร ก็ประเสริฐกว่า ในแง่ของ "ความบริสุทธิ์" และ "มีมลทินน้อย" แต่หากมีพระจักรพรรดิองค์ใดสามารถบำเพ็ญอย่างบริสุทธิ์ได้เสมือนพระพุทธเจ้า เป็นพระจักรฯทรงธรรม หรือพระจักรฯบรรลุธรรม จึงเรียกได้ว่าเป็น "พระพุทธจักรพรรดิ" ซึ่งประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้าสามัญ แต่การที่จะเป็นดังนี้ได้ ก็ยังนับว่าพอดีพอร้ายอยู่ครับ

- พิรจักร


ในการเลือกว่าเราจะเป็นพระองค์ธรรม หรือเป็นพระจักรพรรดิ.. เป็นธรรมกาย หรือเป็นพระจักรพรรดิ ผมขอแนะแนวว่า ให้เลือกสายที่ตรงกับการบำเพ็ญมา

เหมือนคนเรียนสายศิลป์ แล้วเข้ามหาวิทยาลัย ก็เรียนต่อด้านภาษา ก็จะถนัดและทำได้ดี หรือเหมือนคนเรียนสายวิทย์ แล้วเข้ามหาวิทยาลัย ก็เรียนต่อเป็นวิศวกร ก็จะทำได้ดี

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่บำเพ็ญเป็นพระจักรพรรดิมา ฝึกมาตั้งแต่เป็นพระรัตนะบุคคล หากย้ายมาอยู่ "สายธรรม" ส่วนใหญ่ก็จะอ่อนลง

แต่ถ้าพระจักรพรรดิใด ปรารนาจะทรงธรรม ก็มีทางเลือกให้ บำเพ็ญในทั้งสองสาย แต่ต้องเลือกว่าสายใดเป็นสายหลัก เหมือนคนเรียนปริญญา มีวิชาเอก วิชาโท ครับ เหมือนคนที่เป็นทั้งทหาร และตำรวจ ในเวลาเดียวกัน

- พิรจักร


Super Executive Summary: สรุปรวบยอดการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา (ฉบับขยายความ)

แนวทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นจากสั่งสมบุญบารมี

โดยการสั่งสมบุญนั้นมี 10 วิธี เรียกว่าบุญกริยาวัตถุ 10 ประการ คือ

(1) ให้ทาน (2) รักษาศีล (3) เจริญสมาธิภาวนา (4) ประพฤติเคารพอ่อนน้อม (5) ช่วยเหลือผู้อื่น (6) อนุโมทนาบุญ (7) อุทิศบุญ (8) ฟังธรรม (9) แสดงธรรม (10) ทำความเห็นให้ถูกต้องตามธรรม

ในการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ดังกล่าว เมื่อบำเพ็ญแล้วจะได้ “พลังงานบุญ” สะสมไว้ในตัวเรา โดยพลังงานบุญจะถูกจัดเก็บในรูปของ “บารมี 10 ทัศ” เหมือนเราหยอดกระปุกออมสินมีเหรียญหลายขนาดหลายมูลค่า แล้วนำเหรียญเหล่านั้นออกมาเข้าเครื่องนับเหรียญ เครื่องก็จะแบ่งแยกเหรียญตามขนาดต่างๆ กันให้โดยอัตโนมัติ แล้วจัดเก็บเป็นช่องเป็นส่วนต่างหากกัน ฉันใดก็ฉันนั้น บุญที่ได้จากการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ก็ถูกจัดเก็บเป็นบารมี 10 ประเภทคือ

(1) ทานบารมี คือใจกว้างใจเสียสละ

(2) ศีลบารมี คือความข่มใจ

(3) เนกขัมมบารมี คือใจสันโดษ

(4) ปัญญาบารมี คือความรู้ความเข้าใจ

(5) วิริยบารมี คือใจมีกำลังต่อสู้

(6) ขันติบารมี คือใจอดทนอดกลั้น

(7) สัจจะบารมี คือใจจริง จริงใจ

(8) อธิษฐานบารมี คือใจที่มุ่งมั่น

(9) เมตตาบารมี คือใจอ่อนโยนนุ่มนวล

(10) อุเบกขาบารมี คือใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย

 

โดยการบำเพ็ญบุญ เพื่อสะสมเป็นบารมีนั้น ไม่ได้นับเอาปริมาณของบุญเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จก้าวหน้า แต่วัดกันที่กำหนดระยะเวลา ดังนี้

(1)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 1 แสนกัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระอรหันต์

(2) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 2 อสงไขย มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

(3) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 20 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัญญาธิกพุทธเจ้า

(4)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 40 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า

(5)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 80 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

ซึ่งการบำเพ็ญบารมีในพระพุทธศาสนานั้นนับหน่วยเป็นช่วงเวลาในการ “บ่มปัจจัยร่วม” คือทั้ง ธาตุ (บุญธาตุคือบุญเชิงปริมาณว่าปริมาณมากน้อย) และ ธรรม (กุศลธรรมคือคุณภาพของบุญว่าสะอาดมากน้อย) อุปมาเหมือนการอบขนมปัง หากเราอบขนมปังก้อนเล็ก ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลา ขนมปังสุกพอดีในระยะเวลาอันสั้น (เปรียบเสมือนพระอรหันต์) ส่วนการอบขนมปังก้อนใหญ่ ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลาที่นานกว่า (เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า) เพื่อให้ได้ขนมปังที่สุกพอดี รับประทานได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การบำเพ็ญบุญบารมี ก็คือการ “บ่มบุญที่สะสมได้ให้เป็นบารมีด้วยปริมาณ, ความสะอาด, คุณภาพ, และระยะเวลา ที่พอเหมาะพอสมนั่นเอง

 

เมื่อบำเพ็ญบุญบารมี บ่มครบตามกำหนดเวลาแล้ว ผู้ปฏิบัติก็ต้องหาทางบรรลุ ซึ่งผู้ปฏิบัติบางท่านก็ออกแสวงหาธรรม แต่บางท่านก็มีผู้มาโปรด ทั้งนี้ทั้งนั้นการบรรลุธรรมก็มีสองแบบคือ

(