23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)











นานาสาระ: เรื่อง “ยศทิพย์”

ท่านที่ติดตามนานาสาระเท่าที่ผ่านมา คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดในโลกทิพย์จึงมีการจัดแบ่งชนชั้น “ยศทิพย์” อย่างหลากหลายมิติ เช่น เจ้าเวฆินทร์, เจ้าประกาศิต, และ เจ้าลังการ ทำไมไม่รวมนับเข้าด้วยกันแล้วแบ่งลำดับอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งข้าพเจ้าขออธิบายชี้แจงว่า ภพทิพย์นั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งพระพุทธเจ้าที่ยังแวะมาโปรดสรรพสัตว์ ทั้งพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ทั้งพระโพธิสัตว์ เทพเซียน พระพรหม เทวดา ยักษ์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ การที่จะบรรลุข้อตกลงยอมรับนับถือเหมือนๆ กันได้ ก็อาจจะยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับยศทิพย์ ที่มีการนับถือแตกต่างกันโดยประเภท ก็มีลักษณะคล้ายการประชุมผู้นำในโลกมนุษย์ กล่าวคือบางครั้ง จัดลำดับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นพระมหากษัตริย์ อย่างเช่นตามงานราชพิธีใหญ่ๆ ของประเทศผู้ทรงอิทธิพล อย่างงานอภิเษกสมรสของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ที่เชิญแขกเหรื่อมาเป็นพระมหากษัตริย์ประเทศราชต่างๆ บางงานเป็นงานประชุมประธานาธิบดี ผู้นำประเทศ บางงานเป็นงานประชุมนายกรัฐมนตรี บางงานเป็นงานประชุมสุลต่าน ในขณะเดียวกันกับที่ สุลต่านบางท่านก็เป็นพระมหากษัตริย์ และ/หรือ เป็นนายกรัฐมนตรี ไปในตัว ฉันใดก็ฉันนั้น “ยศทิพย์” อันเป็นที่ยอมรับนับถือกันในโลกทิพย์และโลกวิชชา ก็มีได้หลากหลาย ซึ่งก็มีซ้ำซ้อนกันบ้างในบางประเภท อย่างเช่นเจ้าพัสตราภรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าประกาศิต ก็เข้าข่ายเป็นเจ้าพัสตราลังการได้เช่นกัน ในขณะที่ เจ้ามยุรเวฆินทร์ ก็สามารถเป็นเจ้ามยุรลังการได้ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเชื้อไวรัสโควิดมาจากไหน?


เชื้อโรคที่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์และสัตว์แทบทั้งหมดนั้น ฝ่ายมารโลกเป็นผู้ปรุงเชื้อโรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา โดยอาศัย ดิน (ของแข็ง) น้ำ (ของเหลว) ลม (พลังขับเคลื่อน) ไฟ (อุณหภูมิ) อากาศ (ก๊าซและช่องว่าง) กอปรขึ้นเป็น "เชื้อ" ด้วย "วิชชา" จากนั้นจึงกำหนดโปรแกรมในการเกิดโรค ด้วยกฎแห่งกรรม เช่นกรรมเสพกามเมถุนมากเกินเหตุ ก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยมีพลังงาน "บาป" เป็นพลังในการทำงานของเชื้อที่กำหนดโดยกรรม ภายใต้พันธุกรรมที่มีรหัสที่ถูกตั้ง “ค่าพื้นฐาน” เอาไว้นับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา อันโปรแกรมกฎแห่งกรรมกำหนดขึ้นจากกรรมเก่าที่ติดตัวมา ทั้งนี้ มนุษย์ทุกคนมี "สายธาตุสายธรรม" เชื่อมอยู่กับเครื่องธาตุเครื่องธรรมของพระนิพพาน และของมารโลก เหมือนเครือข่ายคลื่นโทรศัพท์เซลลูล่าร์ (Cellular) ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่มองด้วยตาทิพย์จะเห็นเป็นโครงข่ายของคลื่นความถี่เชื่อมถึงกัน ส่วนฝ่ายมารโลก ส่งเชื้อโรคมาสู่มนุษย์ด้วยสายธาตุสายธรรมนั้น ตามกลไกการทำงานของเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายบาป ถ้าอุปมา เชื้อโรค เหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ มารก็คือโปรแกรมเมอร์ผู้สร้างเชื้อ และพลังงานบาปที่ใช้ดำเนินงานไวรัสคอมพิวเตอร์ก็คือไฟฟ้า ในขณะที่ตัวมนุษย์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ (User Station) ส่วนโปรแกรมที่ใช้สร้างเชื้อก็คือ “วิชชา” อย่างภาษา C และภาษาปาสคาล ซึ่งกำหนดการทำงานของโรคบนระบบปฏิบัติการ (operation system) คือกฎแห่งกรรมครับ ที่ฝ่ายพระนิพพาน กับฝ่ายมารโลก วางกรอบตกลงกันไว้ แต่ต่างฝ่ายก็ต่างแทรกแซงการส่งผลของกรรมของฝ่ายตน ให้มีประสิทธิภาพมากน้อยไม่เท่ากัน กระทั่งเกิดเป็นความผันผวนมากน้อยต่างกัน ด้วยวัตถุประสงค์คือ ฝ่ายพระนิพพานมีจิตอาสาปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ให้มีความสุข ส่วนฝ่ายมารโลกมีจิตเป็นพาล ต้องการทำให้สรรพสัตว์มีความทุกข์ แล้วจึงจะพอใจ สำหรับเชื้อไวรัสโควิดนั้น เป็นเชื้อโรคจากโปรแกรมกรรม ที่ฝ่ายมารสร้างขึ้น ด้วยกรรมจากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ระบบออนไลน์ และโซเชียลมีเดียครับ กล่าวคือรัฐบาลนำรายได้จากภาษีเงินได้ จากระบบอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และแพลทฟอร์มต่างๆ มาใช้จ่ายด้านการทำสงคราม ทำให้มีคนล้มตายจำนวนมาก ด้วยกรรมรูปแบบใหม่นี้ ภาคมารจึงประมวลสร้างเป็นโรคไวรัสโควิด ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว แต่ยังมีรายละเอียดต่างๆ เฉพาะบุคคลไป ซึ่งยังไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ครับ ดังฉะนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องพระพุทธจักรพรรดิ

พระพุทธจักรพรรดิ หรือพระพุทธจักรฯ เป็นจักรพรรดิขั้นสูงเทียบชั้นพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า สาเหตุที่เรียกพระจักรพรรดิว่าเป็น “พระพุทธจักรฯ” ก็เพราะเป็นจักรพรรดิที่ทรง “พุทธคุณ” และ/หรือ รวมถึงเป็นจักรพรรดิที่ประทับอยู่ในเมืองพระนิพพาน ส่วนที่จำแนกว่าเป็น “จักรฯ” หรือ “จักรพรรดิ” ก็เพราะมี “รัตนะ” เป็นใหญ่ หรือ เป็นสำคัญ ในการทรงอยู่และใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น “สัตตรัตนะ” ครบถ้วน หรือมากน้อยในความครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นของหยาบ หรือของละเอียด รวมถึง “สัตตรัตนธรรม” คือความถนัดและความชำนาญเก่งกล้าสามารถที่ได้จากการบำเพ็ญงาน 7 ด้านตามประเภทของรัตนะทั้ง 7

พระพุทธจักรฯนั้นมีหลายขั้น และหลายประเภท ทั้งที่ประเสริฐกว่า และด้อยกว่าพระพุทธเจ้า หากเราคำนึงถึงโดย “ธรรม” หรือ โดย “ฤทธิ์เดช” ทั้งนี้พระพุทธจักรฯแบ่งเป็นองค์ที่มีชีวะคือมีชีวิต กับองค์กายสิทธิ์ที่ไม่มีชีวะคือเป็น “ทิพยกลกาย” เป็น “กายทรงเครื่อง” ที่มีฤทธิ์เดช (เหมือนกายมนุษย์สวมใส่ชุดหุ่นยนต์ทำให้มีพละกำลังและอานุภาพมากราวกับยอดมนุษย์) ประกอบกับพุทธคุณ

กายสิทธิ์พระพุทธจักรฯ ที่ผู้ทรงวิชชาคว้า (เชิญ) ลงมาจากภพ รวมถึงพระนิพพาน ที่ยังไม่มีวิชชามากนัก จะอุปมาไปก็เหมือน "นายร้อยพิเศษ" "นายพันพิเศษ" "นายพลพิเศษ" ที่ยังไม่มีความรู้ในการทำกิจในวิชชา แต่เราสามารถนำไปเติมวิชชา ให้ "เป็นวิชชา" ขึ้นมาได้ เมื่อกายสิทธิ์ระดับพระพุทธจักรฯ ได้วิชชาแล้ว ก็จะเปรียบเสมือน “พลเอกพิเศษ” ที่ได้เรียนรู้วิชาทางทหาร แล้วกลายมาเป็น “พลเอก” ตัวจริง

ดวงแก้วพระบรมพุทธจักรฯ ที่สายหลวงปู่ดู่ท่านคว้าลงมาได้ เป็นที่ชอบใจของผู้ทรงวิชชา เพราะโดยมากเป็น "กายสิทธิ์" ที่ยังไม่ค่อยมีวิชชา ต่างจากพระพุทธจักรฯ ในวัตถุมงคลของสำนักวิชชาต่างๆ ที่เป็นการ "ลงส่วน" ของ "ผู้ทรงวิชชา" ที่มีชีวะ การได้ "กายสิทธิ์พระพุทธจักรฯ" มานั้นดีตรงที่ เราสามารถน้อมพระเข้าไปเก็บไว้ในตัวได้ คือใส่ไว้ในสายธาตุสายธรรม ไม่ต้องนำมาแขวนติดตัว แต่ว่าบุคคลก็มีธาตุพอใส่ไม่เท่ากัน เหมือน CPU ของคอมพิวเตอร์ ที่มี slot สำหรับใส่ การ์ด อัพเกรด เครื่องได้มากน้อยไม่เท่ากัน หรือเหมือนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มี พอร์ท (port) อย่าง USB หรืออื่นๆ มากน้อยไม่เท่ากัน จะพ่วงอุปกรณ์เสริมก็จำกัดด้วยพอร์ทที่มีอยู่ อนึ่ง กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ์สายหลวงปู่ดู่ สามารถสละสายเชื่อมต่อปกครองในวิชชา เมื่อจ่ายบุญธาตุแลกเปลี่ยนกันแล้ว และได้มาอยู่ในครอบครองโดยสมบูรณ์ ไม่ขึ้นอยู่ในการกำกับวิชชาของผู้ผลิตหรือผู้สร้างอีกต่อไป และนำมาลงโปรแกรม คือใส่วิชชาได้เองตามใจชอบ

หลายๆ ท่านเข้าใจผิดว่า "จักรพรรดิ" คือ "คนรับใช้" อันที่จริงแล้ว จักรพรรดิเป็นเหมือนทหารและตำรวจ ซึ่งมีหลายระดับ และมีหลายบทบาทหน้าที่ ทหารบางท่านเป็นยาม บางท่านเป็นคนขับรถ บางท่านเป็นสารวัตรทหาร บางท่านเป็นครู บางท่านเป็นแพทย์ บางท่านเป็นนายกรัฐมนตรี บางท่านเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นทหารบางท่านจะมาเป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จพระราชาคณะก็ได้ หรือแม้แต่องค์พระสังฆนายกก็ตาม โดยทั่วไปแล้วใครที่เป็น “จักรพรรดิ” จะถือว่ามีความล้ำเลิศเฉพาะทาง หากเป็นจักรพรรดิในเรื่องวิชชา ก็จะทำวิชชาเก่งคล่องแคล่วกว่าผู้อื่นทั่วไป หากจะเป็นจักรพรรดิทำงาน ก็จะเก่งงาน จักรพรรดิด้านวิชชารักษาโรค ก็จะรักษาโรคเก่งมาก จักรพรรดิในด้านการอบรมสั่งสอน ก็จะเป็นครูชั้นเลิศ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 – 28 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเครื่องอลังการ

กายในวิชชา อย่างกายพระพุทธราช, พระธรรมกาย, และพระจักรพรรดิ รวมถึงกายทิพย์ของเทวดานั้น มีที่นับถือกันว่ามี “เครื่องทรง” อันเป็นเลิศ บ่งบอกถึงวาสนาบุญบารมี ซึ่งยศทิพย์แห่งเครื่องทรง ท่านเรียกกันว่า “เจ้าลังการ” แบ่งเป็นลังการของกายวิชชา กับลังการของกายทิพย์คือกายเทวดา แต่สาเหตุที่นับรวมกันก็เพราะ ในการประชุมเทวสมาคมหลายๆ ครั้งที่เทวดากายทิพย์มาเข้าร่วมประชุม ผู้ทรงวิชชาก็มักจะมาร่วมงานโดยปรากฎกายในรูปลักษณ์ของกายในวิชชา ไม่ได้มาด้วยกายทิพย์

สำหรับ “เจ้าลังการ” ทั้ง 8 ประเภท ได้แก่ (1) เจ้ารัตนาลังการ (2) เจ้ามณีลังการ (3) เจ้ารัชดาลังการ (4) เจ้าสุวรรณลังการ (5) เจ้ามยุราลังการ (6) เจ้าพัสตราลังการ (7) เจ้าปุษบาลังการ (8) เจ้าวัลลยาลังการ 

การจะหามาครอบครองกันก็ไม่ยากไม่ง่าย เหมือนมนุษย์หรือสัตว์ที่โชคดี ได้เกิดมาพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ทำบุญกับท่าน แล้วอานิสงส์ก็ส่งอลังการกันไป แต่คนรวยๆ ที่ไม่ได้พบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะแจกทาน ทำบุญเท่าไร ก็ไม่พอจะได้เครื่องอลังการ ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่โชคดีมาก เพราะเจ้าธาตุเจ้าธรรม องค์ธาตุ องค์ธรรม องค์วรงค์ องค์วงศ์ มาเกิดกันมาก ใครที่หวังจะได้อลังการในยุคนี้ ย่อมเป็นไปได้

ส่วนสาเหตุที่เจ้ารัตนาลังการ กับเจ้ามณีลังการ แยกต่างหากกันนั้น คล้ายเจ้าปุษบาลังการ ที่มีเครื่องประดับลวดลายดอกไม้ กับเจ้าวัลยาลังการ ที่มีเครื่องประดับแบบไม้เลื้อยไม้เถามีกิ่งก้านใบ ตามที่มักจะเห็นกันอย่างเทวดานวนิยายของฝรั่งท่านที่สวมมงกุฎเถาใบไม้ (ส่วนใหญ่ด้วยอานิสงส์จากพวงหรีดกิ่งไม้ซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกนิยมกัน) กล่าวคือ จะรวมกันก็ได้ เพราะคล้ายคลึง แต่ตัวเจ้าลังการเองพึงพอใจที่จะให้แยกแยะต่างกันออกไปมากกว่า สำหรับเจ้ารัตนาลังการนั้น เครื่องลังการมีลักษณะเป็นเครื่องประดับที่ประดิดประดอย มีอัญมณีหลากหลาย ซึ่งไม่เน้นวิชชาในมณีสีแสง ส่วนเจ้ามณีลังการ มักจะมีความประดิดประดอยของเครื่องประดับน้อยกว่า และอัญมณีที่มีก็เป็นไปตามวิชชาของแต่ละสีของเจ้าวรงค์ โดยมณีจะมีวิชชาอยู่ครับ

ว่ากันว่า เจ้ารัตนาลังการ ทรงเครื่องอัญมณีประดับกายที่ประดิดประดอย เช่นทรงหัวใจ รูปทรงนก รูปทรงปลา รูปทรงกระต่าย รูปทรงอ่อนช้อย ลายกนกซับซ้อนไปด้วยเพชรพลอย แต่เจ้ามณีลังการ ทรงเครื่องประดับมณีที่เรียบร้อยกว่าตามแบบแผน คือชฎา สร้อยคอ แหวน สนับข้อ สนับแขน ทับทรวง เข็มขัด รัดแข้ง มีรูปลักษณ์ที่เรียบร้อย แต่วิจิตรบรรจง ไม่สร้างสรรค์เชิงศิลปะ

ระหว่าง "กายทิพย์" กับ "กายในวิชชา" จะมีความแตกต่างทางอานิสงส์คือ กายทิพย์อยู่ใกล้กายมนุษย์มากครับ เวลากายมนุษย์ทำบุญ อานิสงส์จะถึงกายทิพย์ก่อน แล้วก็เกิดขึ้นง่าย และรวดเร็ว พอทำบุญปุ๊บ สมบัติทิพย์ก็เกิดปั๊บ “ทิพยจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำภพทิพย์ ก็ปรุงเครื่องทรงองค์แต่งและทิพยสมบัติให้เสร็จสรรพ ส่วนกายในวิชชา ซึ่งในที่นี้ หมายถึงพระธรรมกาย หรือกายพระจักรพรรดิ หรือกายอื่นๆ ในทำนองเดียวกับพระธรรมกาย จะมีเครื่องประดับ และเครื่องอลังการขึ้นไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ครับ กว่าเพชรจะขึ้นได้ซักกะรัตหนึ่ง ก็ไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ กายในวิชชาได้เครื่องทรงไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ เพราะเครื่องคำนวณตามภพเจ้าของ เช่นทอง ทองคำขาว เพชร พลอย แล้วส่งให้ได้ไม่มากจากการคำนวณครับ ยกเว้นแต่ภพเจ้าของยินดีจะให้มากเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่ต้องทำแบบ "เนื่องด้วยวิชชา" คือทำในวิชชา หรือถวายของหยาบแด่ผู้ทรงวิชชา หรือทำวิชชาเดินมณี สี แสง สาย วรงค์ วงศ์ องค์ แต่ถ้ารู้วิธี คือทำกับผู้ทรงวิชชา แล้วทำแบบถูกธาตุถูกธรรม เช่น ถวายเพชรขาวใส แด่องค์พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว หลวงพ่อสด หรือถวายเพชรแดง แด่หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า สายพระจักรพรรดิแดง ดังนี้แล้ว มณีในวิชชาจะเกิดขึ้นโดยง่าย ถ้าทำ "เนื่องด้วยวิชชา" อีกอย่างคือสมบัติที่เนื่องด้วย "ผู้เลี้ยง" เช่นเครื่องราชฯ ยศชั้นฐานันดร กายจะมีเครื่องทรงขึ้นเองโดยอัตโนมติ หากทำบุญตามธรรมดาสามัญ ว่ากันว่า แม้ทำบุญด้วยเพชรพลอยตั้งหนึ่งแสนเม็ด ก็ยังไม่สามารถได้เป็น “เจ้ารัตนาลังการ” หรือทำบุญด้วยดอกไม้หนึ่งแสนดอก ก็ยังไม่ได้เป็น “เจ้าปุษยาลังการ” คล้ายกับเรื่องของท่าน “อินทกเทวบุตร” กับ “อังกุรเทวบุตร” ในพระไตรปิฎก ฉันนั้น

ส่วนท่านใดที่ประสงค์จะได้เครื่องรัตนาลังการ หรือมณีลังการ ทางลัดก็คือ "ถวายพระอุณาโลมอัญมณี"  พระอุณาโลม นี้เหมือนปุ่มเปิด on/off พอถวายแล้ว เครื่องทรงขึ้นครบ แต่ไม่ต้องกังวลว่าพระอุณาโลมจะถูกนำไปติดที่พระนลาฎของพระพุทธรูปหรือไม่นะครับ ผู้ทรงวิชชาท่านมีวิธีให้ บางทีท่านนำไปบรรจุกรุไว้ในพระพุทธรูปนั้น แล้วซ้อนวิชชาไว้ในอัญมณี ถ้านำมาติด บางทีอันตราย ใครอาจจะมาแกะออกไป อย่าถวายเป็นคริสตัล เพราะเทวดาท่านมองออกว่าของไม่แท้ ให้ถวายของจริงแล้วเช็ดล้างส่วนละเอียดมาก่อนถวาย แต่ถ้าถวายเครื่องประดับเฉพาะๆ อย่างแหวน สร้อย ด้วยก็ยิ่งดี เครื่องอลังการจะขึ้นมากครับ.

มีท่านถามว่า ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า เป็นอรหันต์ แล้วจะแคร์เครื่องอลังการไปทำไม คำตอบคือ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงมีองค์ประกอบแห่งพระสัพพัญญูไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าบางพระองค์เข้านิพพาน ที่เป็นเมือง เป็นเวียง เป็นวัง ปราสาทสวยงาม บางพระองค์เข้าประทับอยู่ในที่โล่งว่างกว้างใหญ่เรียบง่าย หรือเหมือนพระพุทธเจ้าจะทรงผนวช บางพระองค์ทรงม้า บางพระองค์ทรงช้าง บางพระองค์ทรงวอทองแบกหาม บางพระองค์ประทับปราสาทลอยไป ซึ่งความแตกต่างตรงนี้ จะมีผลถึงพุทธบริษัท ที่ได้เห็นถึงวาสนาบารมีของพระพุทธเจ้า แล้วปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง หรือหันมานับถือพระพุทธเจ้า แล้วบรรลุมรรคผลกัน รายละเอียดที่แตกต่าง อย่างเครื่องลังการ จึงเป็นคล้ายๆ แรงจูงใจ Influencer หรือ Inspiration ที่มีเครื่ององค์ประกอบเกียรติวาสนาบารมีของแต่ละท่านครับ เหมือนสมเด็จองค์ปฐมฯบรมครู พระพุทธเจ้าพระองค์แรก ทรงเป็นพระพุทธเจ้า เวลาประชุมธรรม ทรงปรากฎในภาคพระพุทธเจ้า มีลักษณะมหาบุรุษ ครองจีวรเรียบง่าย แต่สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมีเครื่องทรงจักรพรรดิ เวลาเข้าประชุม หรือเข้าสมาคมของเหล่าพระจักรพรรดิ ก็ทรงครองเครื่องจักรพรรดิไปร่วมงานพิธี หรือเหมือนองค์สมเด็จพระพุทธโคดม ตอนทรงทรมานท้าวชมพูบดี ทรงเนรมิตเครื่องทรงจักรพรรดิมาครอง ให้เหมาะกับโอกาส คือแสดงอำนาจวาสนาบารมีข่มท้าวชมพูบดี

เครื่องอลังการมีการจัดสรรโดยมีทั้งฝ่ายส่ง และฝ่ายรับ ครับ ฝ่ายส่งคือภพผู้เป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น "ภพมยุรา" ก็มีทั้งพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ กายสิทธิ์ ดูแลรักษาเผ่าพันธุ์นกยูง ปรุงแต่งสรรค์สร้างพันธุกรรมนกยูงสายพันธุ์ต่างๆ คอยกำกับความเป็นไปของเหล่านกยูงในสวรรค์และในเมืองมนุษย์ อุปมาเหมือน รัฐมนตรี ที่มีองค์การสวนสัตว์ อยู่ในกำกับการดูแล แต่ไม่ได้ลงไปบริหารเองโดยตรง เพียงแต่คอยอำนวยการ และตัดสินใจเวลามีเรื่องสำคัญ อย่างเช่นมีพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นพญานกยูง นี้เป็นฝ่ายส่ง ส่วนฝ่ายรับ ก็คือตัวมนุษย์และสัตว์เอง ที่ประสงค์จะสั่งสมบุญกุศล อันเนื่องด้วยขนนกยูง ผู้เลี้ยงหรือเทวดาประจำมนุษย์ ก็ดลจิตดลใจ ให้ไปหามาถวาย พบกันครึ่งทางค่อนทาง แล้วก็สำเร็จเป็นมยุราลังการ ซึ่งพอเกิดขึ้น ภพทิพย์ ทั้งผู้ทรงวิชชา และเทวดา ก็วางกรอบกำหนดขึ้นมา ว่าผู้ที่มีแบบนี้ จัดเข้าหมวดลังการประเภทใด พบกันครึ่งค่อนทางครับ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 – 28 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเคล็ดลับการลอยกระทง


การลอยกระทงเป็นประเพณีของไทย ซึ่งผสมผสานกับวัฒนธรรมชาวพุทธ ถ้าผู้ลอยกระทงมุ่งหมายที่จะลอยกระทงเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ก็จะมีอานิสงส์คือ หากเป็นฆราวาสก็จะมีความสุข ความเบิกบานใจ มีดวงตาเห็นธรรม ซึ่งมาทางน้ำ เพราะจุดธูปจุดเทียน ให้เแสงสว่าง เป็นที่จรรโลงใจ ด้วยความเคารพจะได้เกิดในตระกูลสูง ได้นั่งเรือประจำตำแหน่ง มีคนสักการะบูชาไปตามทาง เหมือนราชพิธีบางอย่างของประเทศไทย

 

ถ้าทำบุญประกอบกับการลอยกระทงด้วย เช่นบริจาคซื้อกระทงการกุศลของวัด ก็จะได้ลาภทางน้ำ ค้าขายทำธุรกิจทางน้ำได้กำไรงาม เช่นจัดเรือรับส่งนักท่องเที่ยว เรือสำราญ เรือค้าขายสินค้า ส่วนอานิสงส์อันเป็นทิพย์ ก็จะเพลิดเพลินใจ ในขณะนั่งเรือท่องเที่ยวไปตามสระโบกขรณีอันรื่นรมย์ในสวรรค์ สำหรับพระสงฆ์ที่ลอยกระทง อานิสงส์แห่งการลอยกระทงก็คือ บุญจะส่งผลทางน้ำได้ดี ยกตัวอย่างเช่น พายเรือออกบิณฑบาต ก็จะได้รับความเคารพสักการะนับถือ มีชาวบ้านออกมาใส่บาตรด้วยโภชนะ และดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงเคยได้รับอานิสงส์ทางน้ำในสมัยพุทธกาล เหมือนเมื่อครั้งพระองค์เสด็จเดินทางไปต่างแคว้นด้วยเรือ พระมหากษัตริย์ทำการบูชาสักการะ ส่งเสด็จด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง

 

เคล็ดลับในการลอยกระทงแบบประหยัดวิชชาก็คือ ให้อธิษฐานลอยกระทงเพื่อบูชาพระรัตนตรัยในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว ที่ยั่งยืนตลอดไป ทั่วทั้งธาตุธรรม โดยขอฝาก "พระคงคา" นำส่วนละเอียดอันเป็นทิพย์ไปถวาย แล้วจ่ายค่ากำเน็จให้พระคงคา อานิสงส์จะได้มาก ท่านใดมีดวงตราประกาศิต ก็ให้ปักธงดวงตราประกาศิตไว้ที่กระทง ที่สำคัญคืออย่าลืมให้ "คุณบุษบากร" หรือ “คุณบุษบาธร” ช่วยแต่งส่วนละเอียดของกระทงดอกไม้ ให้เรียบร้อยก่อนนำไปลอย ท่านใดไม่รู้จัก "คุณบุษบากร" ซึ่งมีกันไม่มากไม่น้อย หากจะทำเองก็ยังไม่ชำนาญ อาจจะลองเรียกกายสิทธิ์ "นางแก้ว" ที่ผู้ทรงวิชชาซ้อนไว้ตามวัตถุมงคลต่างๆ ที่มีรัตนะ 7 ครบ หรือเรียกออกมาจาก "จักรรัตนะ" ของทิพย์ แล้วมอบหมายให้เธอจัดส่วนละเอียดของดอกไม้ให้ ก็น่าจะพอได้  หากจะลอยโคมยี่เป็ง ต้องฝากพระเพลิง หรือพระพาย นำไปถวาย แต่ต้องจ่ายค่ากำเน็จเช่นกัน.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง “กายมนุษย์” ในฐานะ End-User Station

มนุษย์ทุกคน มี "ผู้เลี้ยง" คือเจ้าหน้าที่ประจำตัว ส่วนใหญ่เป็นกายสิทธิ์ หรือ transcendroid และมี "ธรรม" ที่ควบคุมกำกับความคิด คำพูด การกระทำ ถ้าจะเทียบของชาวตะวันตก ก็คือ Angel & Devil ซึ่งเขาควบคุมมนุษย์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา (ฝ่าย Angel) ส่วนอีกฝ่าย ควบคุมด้วย ราคะ โทสะ โมหะ (ฝ่าย devil) เมื่อมนุษย์ดำเนินชีวิต แต่ละฝ่ายก็จะกระตุ้น ด้วย “ธรรม” และ “อธรรม” ของตน เพื่อให้ คิด พูด ทำ เมื่อ คิด พูด ทำ ตามที่กระตุ้นแล้ว ผู้เลี้ยงจะรายงานผล ความคิด คำพูด การกระทำ นั้นๆ ส่งต่อเป็นทอดๆ เพื่อป้อนข้อมูลเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม แล้วประมวลเป็น "โปรแกรมกรรม" พร้อมทั้งเบิกพลังงานบุญบาปจากแหล่งเก็บ จ่ายเข้ามาเก็บในร่างกาย นี้คือส่วนของ “ธาตุ” ในส่วนของ “ธรรม” ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มีลักษณะเปรียบได้กับมวลกล้ามเนื้อ ก็คือยิ่งใช้บ่อยๆ ทำบ่อยๆ ออกกำลังบ่อยๆ ก็ยิ่งมีกำลังมาก เหมือนคนเล่นกล้าม ยิ่งออกแรงยก ยิ่งแข็งแรงขึ้น ศีลที่รักษาบ่อยๆ เป็นประจำนั้น เครื่องจะส่ง “ธรรม” มาหนุนเลี้ยงและสะสมเพิ่มอีก จากรักษาได้ยาก เป็นรักษาได้ง่ายๆ ในทำนองเดียวกัน "กามวิตก" ที่เกิดจากการเสพเมถุนบ่อยๆ ก็จะทำให้ "ราคะ" พอกพูน และ “อ่อนไหว” และ “ไว” ต่อกามราคะมากขึ้น เมื่อพบสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ความนึกคิด ก็จะคิด พูด ทำ เพื่อตอบสนองต่อกามราคะนั้นโดยง่ายกว่า เป็นเหตุให้ถูกรายงานเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม และรับบาปเพิ่มขึ้น ถูกตั้งโปรแกรมวิบากอกุศลกรรมเพิ่มเติมอีก

"สายธาตุสายธรรม" ที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับเครื่องธาตุเครื่องธรรม ของฝ่ายพระนิพพาน และฝ่ายมารโลก มีลักษณะคล้ายเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จับต้องไม่ได้ด้วยกายมนุษย์ แต่ถ้ามองด้วยตาทิพย์ จะเห็นโครงข่ายเหมือนใยแมงมุม แล้วระบบก็ทำงานรวดเร็วมาก สามารถประมวลผลกรรมเสร็จแล้วจ่ายบุญบาปภายใน 1-2 วินาที เร็วพอๆ กับการโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามทวีปจากประเทศไทย ไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพียงครู่เดียวก็เชื่อมต่อสัญญาณได้ หรือเหมือนส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือ Whatsapp คุยกันข้ามทวีป ซึ่งข้อความถึงกันภายในไม่ถึงวินาที ดังนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Meditation101.org

 

นานาสาระ: เรื่องการคำนวณอานิสงส์ของบุญด้วยวิชชา

หลายท่านที่ติดตามบทความและโพสต์ในโซเชียลมีเดียของข้าพเจ้า คงพอทราบแล้วว่า สำนักของผู้ทรงวิชชาหลายแห่ง เมื่อมีการจัดงานบุญพิธีนั้น ผู้ทรงวิชชาประจำสำนัก จะสามารถ “คำนวณด้วยวิชชา” เพื่อให้การทำบุญเกิดเป็นอานิสงส์ใหญ่ ได้บุญมาก ซึ่งการทำเช่นนี้จะสามารถทำได้หลายรูปแบบ แล้วแต่ความถนัดของผู้ทรงวิชชา

บางท่านอาจสงสัยว่า การคำนวณบุญด้วยวิชชา ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นจริงหรือว่าเป็นเพียงนิมิตลวงในสมาธิ? ทั้งนี้บทความนานาสาระนี้จะขออธิบายคร่าวๆ ว่า ผู้ทรงวิชชาที่มีญาณทัสสนะมากพอ จะสามารถเห็นที่มาที่ไป “วงจรกลไก” การทำงานของกรรม และการเกิดขึ้นของบุญบาป เช่นเห็น “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” หรือ “ใจภพ” ซึ่งทำงานด้วยโปรแกรม “กฎแห่งกรรม” ที่คอยประมวล กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเวไนยสัตว์ อยู่ตลอดเวลา แล้วตั้งโปรแกรมผลกรรม พร้อมทั้งเบิกจ่ายบุญ สำหรับหล่อเลี้ยงโปรแกรมนั้นให้ทำงาน กระทั่งผลกรรมเป็นจริงขึ้นมา โดยที่การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม จะมีการส่งรายงานผล กลับไป กลับมา เป็นทอดๆ อย่างรวดเร็วและเป็นระบบโดย “ผู้เลี้ยง” ประจำกาย (อุปมาได้ว่าเป็น เทวดาประจำตัว แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เทวดา) ซึ่งผู้ทรงวิชชาที่ทราบกลไกนี้ จะสามารถ “เสริมเติม” เข้าในกระบวนการคำนวณ ด้วย “วิชชา” ซึ่งมีลักษณะคล้ายการ ระบุ หรือ เอ่ยอ้าง ตัวแปร และปัจจัยร่วมส่งผลในบุญกรรม เช่น การ “โยงอ้างถึง” พระพุทธเจ้า ที่เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ว่ามีกี่พระองค์ มีบารมีเท่าไร มีพระกรุณาธิคุณ บริสุทธิคุณ ปัญญาธิคุณ อย่างไร พระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งของผู้ถวายทาน และผู้รับทาน มากน้อยแก่อ่อนอย่างไร และพระสงฆ์ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีกิเลสอาสวะมากน้อย มีคุณมากน้อย มีมรรคผล มากน้อยอย่างไร รวมกันเป็น บุญเขต ได้เท่าไร โดยสามารถเอ่ยอ้างเข้าสู่การคำนวณได้ละเอียด หรือกว้างไกล มากน้อยกว่ากัน ดุจดังพระสารีบุตร ที่สามารถ “นับเม็ดฝน” ที่ตกลงมาได้ทั้งหมด แต่การโยงเอ่ยอ้างเข้าเป็นตัวแปรเหล่านี้ ผู้ทรงวิชชามิได้ร่ายยาวเป็นคาถา แต่ทำด้วยฤทธิ์ทางใจ ซึ่งท่านเห็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และทายก ทายิกา เป็นกาย ทั้งกายมนุษย์ กายทิพย์ กายละเอียด กายปาฏิหาริย์ ส่วนธรรม และธาตุ ก็เห็นเป็นดวงๆ แก่อ่อน หยาบละเอียด ใหญ่เล็ก สะอาดหรือไม่สะอาด มากน้อยกว่ากัน ซึ่งท่านนำสิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาประมวลร่วม “ตั้งส่ง” และ “ตั้งรับ” ในการทำบุญ เพื่อให้การทำบุญนั้นได้อานิสงส์มาก และสามารถคำนวณได้ด้วยเช่นกันว่า ปริมาณบุญมีเท่าไร แบ่งเป็นหัวบุญ กลางบุญ หรือหางบุญ ที่มีธาตุผสมอยู่มากน้อยกว่ากัน และสามารถคำนวณต่อไปได้อีก ว่าบุญเท่านั้นเท่านี้ เมื่อส่งผลแล้ว จะนับเป็นทรัพย์มูลค่ายุคปัจจุบันได้เท่าใด เช่นทำบุญ 1 บาท ได้อานิสงส์เป็นเงิน 16 บาท มีบุญเท่านั้นเท่านี้ จะเพียงพอต่อการบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงขั้นเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไปภายภาคเบื้องหน้า ดังนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องทำมาหากินอย่างไรให้เจริญรุ่งเรืองแบบถูกธาตุถูกธรรม

ชาวพุทธส่วนใหญ่ล้วนเชื่อในเรื่องของบุญ และเรื่องของกรรม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีอยู่แล้ว กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงค้นพบด้วยการญาณจากการตรัสรู้ธรรม แล้วทรงนำมาสั่งสอนพุทธบริษัท นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันก็ยังมีครูบาอาจารย์มากมายหลายสำนัก ได้เทศน์สอนขยายความแนะนำการทำบุญอย่างถูกวิธี ซึ่งหลายๆ ท่านก็ได้ชี้แนะเอาไว้ดีแล้ว สำหรับบทความนานาสาระนี้ จะขอกล่าวถึงการทำมาหากินแบบ “ถูกธาตุถูกธรรม” ซึ่ง “ธาตุ” ในที่นี้ ก็หมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และบุญธาตุ บาปธาตุ ที่อยู่ในรูปของพลังงาน ส่วน “ธรรม” ในที่นี้ก็คือ กุศลธรรม ที่ให้สุข, อกุศลธรรม ที่ให้ทุกข์, และอัพยากตธรรม คือความเป็นกลางๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์

เนื่องจากคนเราได้เวียนว่ายตายเกิดมาเนิ่นนาน บางชาติได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบพระพุทธเจ้า พบพระอรหันต์ พระอริยบุคคล หรือพระฤาษีดาบสทรงฌาน บ้างก็ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญ บ้างก็ไม่ได้ทำ หรือได้ทำกับสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่มีคุณวิเศษ หลายท่านก็อดจะคิดไม่ได้ว่า ควรจะทำบุญแบบใด จึงจะเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจหน้าที่การงาน มีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นการ “สร้างเหตุให้เป็นผล” ส่วนบทความนี้จะขอแนะนำเรื่อง “การสร้างผลให้เอื้อเฟื้อต่อเหตุ” นั่นหมายความว่า เราจะต้องหาวิธีทำมาหากิน เพื่อให้บุญกรรมส่งผลได้ดีเป็นพิเศษ

โดยนัยนี้ บุคคลต้องทราบก่อนว่า ในอดีตชาตินั้น ตนเคยทำบุพกรรมอันใดไว้บ้าง ซึ่งอาจต้องปรึกษาผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์ผู้มีรู้มีญาณ เพื่อ “ตรวจบุพกรรม” เมื่อเราทราบบุพกรรมแล้ว เราก็เลือกทำธุรกิจหน้าที่การงานที่ตรงกันกับบุพกรรมของเรา ยกตัวเช่นบุคคลเคยทำบุญด้วยการถวายพืชผักผลไม้แด่พระอรหันต์ในอดีตชาติ หากในชาติปัจจุบันได้ทำงานเป็นชาวไร่หรือเปิดตลาดขายผักขายผลไม้ บุพกรรมก็จะส่งผลานิสงส์ผลบุญได้เต็มที่ ก็จะขายผักขายผลไม้ได้ดีเป็นพิเศษ ถ้าเคยถวายรถม้า หรือเกวียน แด่วัดวาอาราม ก็จะเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจที่เกี่ยวกับยานพาหนะ เช่นถือหุ้นบริษัทรถยนต์ หรือเปิดโชว์รูมและเต็นท์รถ จำหน่ายรถยนต์ ก็จะขายดี เจริญรุ่งเรือง ส่วนผู้ที่เคยบริจาคทองคำสร้างพระเจดีย์ หากเปิดร้านทอง ก็จะขายดีมีกำไรงาม เหล่านี้เป็นการ “สร้างผล ให้ตรงกับเหตุ เพื่อเปิดโอกาสให้บุญกรรมส่งผลได้เต็มที่” นั่นเอง ดังนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: สาเหตุที่ทำให้การทำบุญด้วยทองคำมีผลานิสงส์มาก


การที่บุคคลทำบุญด้วยทองคำแล้วได้บุญมากกว่าการทำบุญด้วยวัสดุทั่วไปอื่นๆ นั้นเป็นเพราะคุณลักษณะและคุณสมบัติของ "ธาตุ" และ "ธรรม" ของโลหะทองคำที่ประเสริฐกว่าโลหะอื่น นับโดยธาตุแล้ว ทองคำมีความคงทน ไม่ผุกร่อนง่าย สวยงาม เนื้อละเมียดอร่ามตา ตามสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์เนื้อทอง และปริมาณทองคำนั้นมีอยู่ในโลกไม่มากไม่น้อย คือไม่มากไปจะทำให้เฝือ กระทั่งด้อยราคา และไม่น้อยไปกระทั่งไม่สามารถใช้สอยได้พอ อนึ่ง ธาตุของทองมี "กายสิทธิ์" จากภพทองลงรักษา เป็นกายสิทธิ์ฝ่ายดี ทำให้โดย "ธรรม" แล้ว ทองคำมักให้คุณ มากกว่าให้โทษ นอกจากนี้ โลหะทองคำทั่วไป ยังอยู่ในกำกับการสายปกครองวิชชาของภาคทอง ซึ่งควบคุมวิชชาให้ทองคำมีความล้ำค่า เป็นหลักประกันมูลค่าที่มั่นคง และเป็นที่นิยมมาแทบจะทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งทองคำยังมีความเป็นกลางมากขึ้นในการรองรับวิชชาต่างๆ เมื่อผู้ทรงวิชชาจะจัดสร้างวัตถุมงคลด้วยทองคำ แล้วนำมาปลุกเสก ไม่ว่าจะเป็นพระกริ่ง ตะกรุด พระพุทธรูป ธาตุทองก็สามารถรองรับวิชชาจากสายธาตุสายธรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แทบจะไม่มีเกี่ยง ด้วยธาตุธรรมและวิชชาของทองคำนี้ เมื่อบุคคลนำทองคำไปทำบุญแต่ประการหนึ่งประการใด “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” หรือ “ใจภพ” จะสามารถคำนวณกุศลกรรม โดยอาศัย “ทองคำ” เป็นปัจจัยร่วมในส่วนของ “ทานวัตถุ” กอปรเป็นอานิสงส์ผลบุญใหญ่ได้มากกว่าโลหะด้อยค่าอื่นๆ โดยทั่วไป แต่อานิสงส์ของการทำบุญด้วยทองคำจะยิ่งใหญ่ไพศาลมากขึ้น หากทองคำนั้นได้รับการชำระกายสิทธิ์และส่วนละเอียดโดย “นายสุวรรณกร” หรือ “พระสุวรรณกร” ให้สะอ้านก่อน โดยจะต้องจ่าย “ค่ากำเน็จ” เป็นบุญธาตุด้วย หรือจะแช่น้ำพระพุทธมนต์ก็ได้ (ประสิทธิภาพในการชำระล้างมากน้อยตามกำลังและส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายค่าชำระมลทินเช่นกัน) เพื่อให้มีความล้ำค่าหมดจดทั้งในส่วนหยาบและส่วนละเอียด พร้อมที่จะรองรับวิชชา, ธรรม, หรือกายสิทธิ์สำคัญๆ ที่ภาคทอง หรือภาคอื่นๆ จะส่งลงมาซ้อนสถิตต่อไป ซึ่งทองคำที่ได้รับการชำระส่วนละเอียดนั้น เครื่องธาตุเครื่องธรรม จะสามารถคำนวณอานิสงส์ผลบุญได้มากขึ้นในส่วนของ “ความบริสุทธิ์ของวัตถุทาน” ดังฉะนี้.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org

 


นานาสาระ: เรื่องความเร็วและเนิ่นช้าแห่งอานิสงส์ของกฐินกาลทาน

การทอดกฐินนั้นจัดว่าเป็น “กาลทาน” คือการทำทานที่จำกัดด้วยเวลา และการทำบุญแทบทุกอย่าง ล้วนมี “เวลา” เป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลถึง “อานิสงส์ผลบุญ” กล่าวคือ กรรมดีทุกอย่างที่เราทำ สามารถทำให้นานมาก นานน้อยกว่ากัน หรือทำเร็วมาก เร็วน้อยกว่ากัน ซึ่ง “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” (ใจภพ) ที่ทำงานตาม “โปรแกรมกฎแห่งกรรม” จะนำ “เวลา” ที่เนื่องด้วยกรรมของเรานั้น เข้าไปคำนวณร่วมด้วย ก่อนจะตั้งโปรแกรมผลกรรมดีชั่วที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งคำนวณพลังงานบุญที่จะจ่ายออกมาสำหรับหล่อเลี้ยงบังคับใช้โปรแกรมผลกรรมให้เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งส่งพลังงานบุญมากักเก็บในตัวบุคคล สำหรับใช้หล่อเลี้ยงชีวิตติดตามตัวไปข้ามภพชาติ ให้บันดาลเป็นความสุข ความเจริญ ความสำเร็จ ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองมนุษย์ เมืองสวรรค์ หรือเมืองนิพพาน

กฐินกาลทานนั้น เกิดจาก “พุทธานุญาต” คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดให้คณะพระสงฆ์จำนวนอย่างน้อย 5 รูป ที่จำพรรษาในอาวาสเดียวกันครบถ้วนไตรมาส คือช่วงเข้าพรรษาประมาณ 3 เดือน สามารถรับ “ผ้ากฐิน” จากเจ้าภาพได้ เมื่อรับแล้ว ก็จะได้อานิสงส์แห่งกฐินตามพุทธบัญญัติ คือกฎกติกามารยาทของพระต่างๆ อย่างเช่น ฉันภัตตาหารร่วมกลุ่มเป็นคณะได้ และไปจากอาวาสนั้นได้โดยไม่ต้องบอกลากัน และอื่นๆ สำหรับในปัจจุบัน พระสงฆ์ประจำอาวาสนั้นๆ ยังจะได้รับ “บริวารกฐิน” อันได้แก่ ผ้าไตรบริวาร, ชุดเครื่องประกอบกองกฐิน มีบาตร, ตาลปัตร, ข้าวของเครื่องใช้ และทรัพย์ปัจจัยต่างๆ ซึ่งถ้าหากเจ้าภาพถวายผ้ากฐินพร้อมบริวารกฐินโดยเร็วหลังวันออกพรรษา เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีปวารณาวันออกพรรษากันแล้ว พระสงฆ์ก็จะได้รับอานิสงส์แห่งการรับกฐินโดยเร็ว รวมถึงสามารถใช้สอยบริวารกฐิน (ถ้ามี) ตามจำเป็น โดยพลันและโดยสะดวกกว่า

วัดบางวัดจัดงานทอดกฐินช้า หรือไม่มีเจ้าภาพจองถวายแต่เนิ่นๆ พระสงฆ์จะแยกย้ายกันไปก็ไม่สะดวก ต้องรอรับกฐินก่อน หรือมีความจำเป็นจะใช้จ่ายทรัพย์บริวารกฐิน ก็ยังไม่สามารถทำได้ บังเกิดเป็นความเนิ่นช้าแห่งการกุศล ดังนั้น การถวายกฐินโดยเร็ว จะทำให้ได้ผลานิสงส์ผลบุญแบบรวดเร็วทันใจ และมีความสะดวกสบายมากกว่าการถวายกฐินแบบเนิ่นช้าใกล้หมดฤดูกาลถวายกฐิน แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไป ดังฉะนี้แล.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องรัศมีสีสัน

การทำบุญด้วยแสงสว่าง จุดประทีปโคมไฟ และค่าไฟฟ้าส่องสว่างตามวัดวาอารามนั้น เป็นบุญที่ส่งผลานิสงส์ต่อ “จักษุ” โดยตรง คือมีดวงตาที่มีประสิทธิภาพดี ไม่ว่าจะเป็น “ตาเนื้อ” ของกายมนุษย์ หรือ “ตาทิพย์” ของเทวดา หรือ “ธรรมจักษุ” ของกายในวิชชา นอกจากนี้ยังส่งผลให้ “รัศมี” เรืองรอง ทั้งนี้รัศมีของกายมนุษย์ (ในกรณีที่บุญส่งผลมากพอจะถึงกายมนุษย์) หรือกายทิพย์ สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ “รัศมี” คือความสว่าง และ “รังสี” คือสีสันของความสว่าง การทำบุญแสงสว่างตามปกติ จะส่งผลให้เป็นรัศมีมากน้อย ตามขั้นต่างๆ อย่างเช่น อาภา, ประภา, ประภัสสรา ส่วนสีสันของรัศมีก็มีหลายขั้น เช่น รังสี, รังสิยา, ปุษยาภา, ปุษยรังสี, ปุษยรังสิยา อุปมารัศมีเหมือนแสงสว่าง คือหลอดไฟอย่างเช่นหลอดนีออน หรือแอลอีดี เมื่อเรานำมาหุ้มด้วยกระดาษแก้วสีต่างๆ เมื่อแสงเปล่งออกมา ก็กลายเป็นแสงหลากสี ฉันนั้น การทำให้รัศมี เป็นรังสี ก็มีหลายวิธี เช่นถวายโคมไฟหรือวัตถุทานหลากสี หรือบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ ซึ่งดอกไม้หลากสีจะแปรเปลี่ยนรังสีตามสีของดอกไม้ แต่ก็ไม่เสมอไป การถวายหรือบูชาพระด้วยดอกไม้สีขาว จะสามารถแปรเปลี่ยน หรือเติม เป็นรังสีหลากสีสันได้อีก เหมือนแสงสีขาวของพระอาทิตย์ที่ส่องมายังพื้นโลก เมื่อสะท้อนผ่าน “ปริซึม” ก็แตกออกเป็น “สเปร็คทัม” คือแสงรุ้งหลากสีได้อีกฉันนั้น แต่อาจจะไม่มีสีใดเด่นชัดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การถวายดอกไม้สดจะทำให้ได้รังสีที่สดใสและดูสดชื่นมากกว่าการถวายดอกไม้พลาสติกหรือดอกไม้ประดิษฐ์ รวมถึงการถวายดอกไม้แล้วทิ้งไว้ให้แห้งเหี่ยวคาโต๊ะหมู่บูชา อนึ่ง ดอกไม้ทั้งหมดล้วนมี “กายสิทธิ์” และส่วนละเอียดสถิตอยู่ คอยรักษาดอกไม้ให้สวยงามน่าชื่นชม และดูสดชื่นสดใส ขณะยังสดอยู่ โดยกายสิทธิ์เหล่านี้ถูกปรุงและส่งมาจาก “ภพเจ้าของดอกไม้” ซึ่งดอกไม้แต่ละสายพันธุ์ล้วนมีเทวดาผู้เลี้ยงคอยรักษาอยู่ หากดอกไม้ได้รับการจัดสรรส่วนละเอียดโดย “คุณบุษบากร” หรือ “คุณบุษบาธร” ซึ่งเป็นผู้ค้าหรือผู้จัดดอกไม้ที่ทรงวิชชา ระเบียบดอกไม้นั้นก็จะกลายเป็นดอกไม้ที่สูงค่า เมื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยหรือผู้ทรงคุณ ก็จะมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นอีก แต่จะต้องจ่าย “ค่ากำเน็จ” ในการจัดดอกไม้เพิ่มเติมด้วย “บุญธาตุ”  อนึ่ง การถวายหรือบูชาผู้ทรงคุณด้วยดอกไม้แบบ “ถูกธาตุถูกธรรม” ก็จะมีอานิสงส์มากตามธาตุตามธรรมนั้นๆ เช่นถวายดอกไม้สีขาวบูชาพระพุทธเจ้าธาตุธรรมฝ่ายขาว ก็จะได้รังสีหลากสีสันแบบรวมๆ เว้นแต่ประสงค์จะได้สีขาวสะอ้าน หรือถวายดอกไม้สีแดงบูชาพระพุทธจักรพรรดิแดง ก็จะได้รัศมีสีแดงแรงมากกว่าสีอื่น ส่วนรัศมีอีกประเภทที่เป็นที่ยอมรับนับถือว่าพิเศษก็คือ “รัศมีสีทอง” ซึ่งแบ่งเป็นหลายขั้น และมีหลากหลายลีลา แต่ลีลาไม่มากเท่ารัศมีแบบหลากสีสันของปุษยาภา รัศมีสีทองอาจเกิดได้จากการบำเพ็ญธรรม หรือการทำบุญด้วยทองคำ อย่างเช่นดอกไม้ทองคำ, ผอบทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ, เจดีย์ทองคำ, ฉัตรทองคำ, ทองคำหล่อพระพุทธรูป และอื่นๆ โดยควรจะต้องชำระส่วนละเอียดของทองคำให้สะอาดก่อน โดยนายสุวรรณกร หรืออื่นๆ อย่างเช่นการแช่ทองคำในน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งรัศมีที่ได้เรียกว่า สุวรรณอาภา, สุวรรณประภา, สุวรรณประภัสสรา, สุวรรณรังสี, สุวรรณรังสิยา, สุวรรณรังสิยาภา ส่วนขั้นที่สูงกว่าละเมียดและละเอียดประณีตกว่า เรียกว่า “สุพรรณฯ” และ "สุภิพรรณรังสี" โดยที่ผู้มีรัศมีสีทอง มักจะมีคุณลักษณะของ “ความสุขุม” มากกว่ารัศมีแบบสีสัน ส่วนการแผ่รัศมีออกจากกายก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งปกติแล้ว “ปุษยาภา” จะมีลูกเล่นได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การเล่นรัศมีสีสันของกายมนุษย์ กายทิพย์ และกายในวิชชา ต้องคำนึงถึงสายธาตุสายธรรม และวิชชาของกาย เช่นสายธาตุสายธรรม ที่เป็นพระธรรมกาย และพระจักรพรรดิภาคขาว จะเข้ากันได้ดีกับ รัศมีหลากสี อย่างปุษยาภา และรัศมีสีทอง อย่างสุพรรณรังสี แต่กายอื่นๆ อย่างเช่น กายพระจักรพรรดิแดง มักจะนิยมสีประจำสายธาตุของตน คือสีแดง ในทำนองเดียวกันกับ "จ้าววรงค์และคณะ" คือบรรดาเจ้าสี และฝ่ายกายสี เช่นสีชมพู, สีฟ้า, สีม่วง, สีน้ำเงิน, สีส้ม, สีเหลือง, สีเขียว, และอื่นๆ ซึ่งถ้ารังสีของรัศมีขัดกันกับวิชชาและธาตุธรรมของกาย ก็อาจจะส่งผลให้รู้สึก ไม่สบายจักษุ ส่วนกายทองคำ จะสามารถเข้ากันได้กับหลายสี เช่นสีทอง สีขาว สีรุ้ง สีแดง สีชมพู สีม่วง อุปมาเหมือนเรือนแหวนทองคำที่รองรับอัญมณีได้หลากสี ในขณะที่ยังคงแลดูสวยงาม ไม่ขัดเคืองจักษุ

การถวายหรือการบูชาดอกไม้แต่ละชนิด ให้อานิสงส์ไม่เหมือนกัน ดอกไม้ต่างก็มีลีลาแห่งระเบียบเกสรและกลีบใบและกลิ่นไม่เหมือนกัน ดอกไม้บางชนิดแลดูฉูดฉาดกลิ่นหอมแรง รูปลักษณ์สวยงามน่ารัญจวนใจ อย่างเช่นดอกกุหลาบ ส่วนดอกไม้บางประเภทแลดูน่ารัก อย่างเช่นดอกทิวลิป ในขณะที่ดอกไม้บางประเภทอย่างดอกบัว แลดูสุภาพอ่อนโยน สงบใจและหอมอ่อนๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่ออานิสงส์แห่งกุศลกรรม กล่าวคือ การถวายดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์ฉูดฉาด ก็จะทำให้รังสีที่ได้แลดูจัดจ้านมากขึ้น ในขณะที่การถวายดอกไม้สีอ่อนและแลดูสงบเสงี่ยมอย่างดอกบัว ก็ทำให้รัศมีแลดูสงบเย็นใจ สบายตา ทั้งนี้รวมถึงอานิสงส์แห่งความหล่อความสวยของบุคคลที่ได้จากการถวายดอกไม้ด้วย บางท่านหล่อสวยแบบเท่ห์ๆ บางท่านหล่อสวยแบบสุขุมเนี้ยบๆ บางท่านหล่อสวยแบบน่ารักดูขี้เล่น ก็ได้อานิสงส์ต่างกันไปตามดอกไม้ที่ถวาย ยกเว้นแต่จะอธิษฐานกำกับตามใจปรารถนา สำหรับการถวายดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ก็จะทำให้รัศมีมีกลิ่นหอมด้วย ถ้าถวายดอกไม้ไม่มีกลิ่นหอม ความหอมของกายมนุษย์ และกายทิพย์ หรือกายในวิชชา ก็จะมีน้อยกว่า ส่วนว่ารัศมีกับรังสีนั้นมีความสำคัญเพียงไร ก็ขอเฉลยว่า แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังทรงมีรัศมี ซึ่งเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาและสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น สามารถสร้างศรัทธาให้ผู้คนหันมาสนใจศึกษาพระธรรม และข่มบุคคลที่ควรข่ม รวมถึงบ่งบอกถึงบุญญาธิการที่ได้สั่งสมมาว่ามากน้อยกว่ากัน (พระพุทธเจ้าทรงมีรัศมีมากน้อยไม่เท่ากัน) ไม่ว่าจะเป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายเทวดา หรือแม้แต่กายในวิชชา อย่างกายพระจักรพรรดิ และพระธรรมกาย ซึ่งผู้ที่มีรัศมีมาก และรัศมีสวย มักจะเป็นที่เคารพยำเกรงของผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นสัมภเวสี ผีสาง นางไม้ ทวยเทพเทวดา และพระพรหม รวมถึงผู้ทรงวิชชาท่านต่างๆ เหมือนพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ที่ผู้คนต่างก็จดจำได้ดี และให้ความสำคัญตามลำดับของความสว่าง

ส่วนการบูชาพระรัตนตรัย และผู้ทรงคุณที่มีอานิสงส์เป็น “อัศจรรย์” และ “มหัศจรรย์” นั้นได้แก่การสร้าง “พระเจดีย์ดอกไม้” ขนาดต่างๆ ซึ่งปกติแล้วการสร้างพระเจดีย์ ไม่ว่าจะเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือประดิษฐานพระพุทธรูป หรือวัตถุมงคลต่างๆ จะมีอานิสงส์มาก หากบุคคลสร้างพระเจดีย์ด้วยดอกไม้สด ซึ่งเคยมีในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระราชาทำสักการบูชาต้อนรับพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสร้างพระเจดีย์ดอกไม้ไว้บนเส้นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน ก็จะเกิดผลบุญเป็นอัศจรรย์ และมหัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับผู้ทรงคุณที่รับการสักการบูชา ดังฉะนี้แล.


พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org

 


มีท่านถามผมประมาณว่า ต้องคำนวณบุญแบบใด บุญจึงจะส่งผลเร็ว?

ผู้ถามชี้แจงว่า ต้องคำนึงถึงความรวดเร็วในการตัดใจเพื่อทำบุญ ผมขอเสริมว่า เราสามารถทำบุญที่เกี่ยวกับ "การเร่งผล" ต่างๆ เช่นถวายปุ๋ยอินทรีย์ เร่งดอกผลของต้นไม้ ทำบุญเร่งการดำเนินการ เช่น ส่งแบบด่วน ส่งแบบ EMS ทำบุญ "ค่าเร่งงาน" เช่นจากปกติที่จ่ายเงินตามตกลงแล้วจะเสร็จภายใน 7 วัน เราก็จ่ายเพิ่มให้ แล้วขอให้เสร็จภายใน 3 วัน แล้วเราก็เอากุศลกรรมเร่งรัดเหล่านี้มาอธิษฐาน หรือคำนวณในวิชชา เพื่อให้อานิสงส์ผลบุญของเราส่งเร็วขึ้นครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 กันยายน พ.ศ. 2564

Meditation101.org


ส่วนละเอียดของวัตถุกับ พลังทิพย์

เครื่องราชฯ และยศชั้น ฐานะ ต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเชิงสัญลักษณ์ อย่าง ดารา” “สายสะพาย” “ดวงตราและอื่นๆ ล้วนเป็นวัตถุมีฤทธิ์ในวิชชา ซึ่งถ้าหากผู้ทรงวิชชาได้ไป จะเป็นกำลังให้ได้ในโลกวิญญาณ ฤทธิ์ในวิชชาเหล่านี้มีบทบาทสำคัญคือ เมื่อละโลกไปแล้วฤทธิ์นั้นก็จะยังคงอยู่กับเรา บางทีต้องปะทะกับมาร เราก็มีกำลังเอาชนะพวกมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กายในวิชชาของเรานั้นอยู่ตราบนานเท่านาน ไม่เหมือนกายมนุษย์ ผู้ทรงวิชชาจึงให้ความสำคัญกับกายในวิชชา และยศชั้นของกายในวิชชา ซึ่งมีระบบการนับถือปกครองกัน ในทำนองเดียวกันกับพระนิพพาน อรูปภพ รูปภพ และกามภพ

สำหรับวัตถุสัญลักษณ์บ่งบอกยศชั้นฐานะของหยาบต่างๆ จะมี "ส่วนละเอียด" อันเป็นทิพย์อยู่ ซึ่งเมื่อผู้ทรงวิชชาได้รับแล้ว ก็จะทำให้กายในวิชชาของท่านมีเครื่องยศเกิดขึ้น (บางอย่างต้องนำของทิพย์มาสวมใส่) ขอยกตัวอย่าง การที่มีบุคคลนำเสื้อผ้าเครื่องประดับมาไหว้นางตะเคียนตามต้นไม้ หรือมอบให้กุมารทองอย่าง ไอ้ไข่พอนำของหยาบมาบูชา นางตะเขียน หรือกุมารทอง ไอ้ไข่ก็มีของทิพย์เอาไว้สวมใส่ ทั้งนี้เป็นเพราะของหยาบมีของทิพย์สถิตอยู่ ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้ทรงวิชชาได้รับเครื่องราชฯ หรือเครื่องประกอบยศใดๆ กายในวิชชาของผู้ทรงวิชชา ก็จะมีเครื่องประกอบยศที่มีฤทธิ์สวมใส่ได้ 

ผู้รจนาขอยกตัวอย่างเรื่อง "น้ำ" ว่า กว่าที่จะมีน้ำในลำคลองเอาไว้ใช้ประโยชน์อาบน้ำ หุงหาอาหาร รดน้ำต้นไม้ ได้นั้น "น้ำ" ก็เป็นธาตุละเอียดที่ประชุมกันตอนจักรวาลก่อเกิดจากการประชุมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในรูปของน้ำละเอียด คือมวลไอน้ำ และไอน้ำก็ควบรวมกันเป็นเมฆหมอก ซึ่งรวมกันเป็นก้อนเมฆ กลั่นตัวเป็นน้ำฝน รวมกันเป็นทะเล และมหาสมุทรได้ ซึ่งไอน้ำ ที่รวมกันเป็นก้อนเมฆ เมื่อเกิดการเสียดสี สามารถก่อให้เกิด ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ที่รุนแรง และธาตุน้ำก็ผสมอยู่ในคน สัตว์ สิ่งของทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่งภายในโลก ไม่เว้นแม้แต่กายเทวดา ก็มีธาตุน้ำละเอียดอันเป็นทิพย์อยู่ด้วย เหมือนเหรียญสิบบาท หากเรานำไปหลอม เราก็จะพบว่าในเหรียญที่เป็นโลหะนั้น มีไอน้ำอยู่ในนั้น ต่างเพียงแต่ว่ามากน้อยเพียงใด ฉันใดก็ฉันนั้น ส่วนอันเป็น ทิพย์ของวัตถุสิ่งของ รวมถึงเครื่องราชฯ และเครื่องยศ ต่างๆ ก็มีแฝงสถิตอยู่ในของหยาบ หรือใน ภพประจำของหยาบนั้นๆ ด้วยกันทั้งนั้น หรือเราอาจเปรียบ “พลังทิพย์” ในเครื่องราชฯ และเครื่องประกอบยศ ได้กับ “กัมมันตรังสี” ที่สถิตอยู่ภายในแร่ธาตุต่างๆ อย่างควอทซ์ ซึ่งพลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานทิพย์ในโลกวิชชาที่สามารถนำมาใช้ได้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

19 สิงหาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


ยศฐาบรรดาศักดิ์ในทางวิชชา

ยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ในเมืองมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีเทวดาคอยกำกับการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นมนุษย์ผู้ก่อตั้งยศถาบรรดาศักดิ์นั้นขึ้น แล้วละโลกไปเกิดเป็นเทวดา อำนาจของยศฐาบรรดาศักดิ์และ credential ต่างๆ ในวิชชานั้นจึง มีลักษณะคล้าย "เทวฤทธิ์" ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ "มโนมยิทธิ" ได้ และสามารถส่งผลถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น พระมหากษัตริย์ทำพิธีบวงสรวงเทวดาเพื่อขอฝน กับคนธรรมดาสามัญทำพิธีบวงสรวงเทวดาเพื่อขอฝน พอเทวดาทราบก็นับถือพระมหากษัตริย์มากกว่า และช่วยเรียกฝนให้ เพราะเทวดาก็คือพสกนิกรที่ตายไปเกิดเป็นเทวดา หรือเป็นเทวดาบรรพบุรุษของชาติ การบวงสรวงอาจถึงขั้น มีพระอาทิตย์ทรงกลด หรือมีฝนพรำ นี้เป็นส่วนทิพย์ ที่มีผลถึงส่วนหยาบได้ แต่ในเชิงวิชชา ผู้ทรงวิชชาสามารถนำเอาอำนาจทิพย์ในยศถาบรรดาศักดิ์มาใช้ได้โดยตรง คล้ายการใช้ตำแหน่งค้ำประกัน ส่วนเครื่องราชฯ นั้น มักจะมี "เทวดา" รักษาอยู่ ยิ่งเครื่องราชฯชั้นสูง เทวดา ก็ชั้นสูงตาม มีฤทธิ์มากขึ้นที่จะช่วยเรา ซึ่งหากคนมีวิชชาที่เท่ากัน เสมอกันในทุกอย่าง คนมีวิชชาที่มีเครื่องราชฯ จะประเสริฐกว่า เพราะมี "เทวดา" รักษา และคอยช่วยอยู่ ซึ่งเทวดาเหล่านี้ก็เป็นบริวารของพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนาเครื่องราชฯชั้นนั้นๆ ที่ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ ซึ่งท่านคอยดูแลผู้ที่ได้รับเครื่องราชฯ ที่ท่านเป็นผู้สถาปนาขึ้น นับเป็นเวลาในสวรรค์แล้วก็เพียงไม่กี่วันตามเวลาของสวรรค์ ซึ่งพลังทิพย์ แห่งวิชชา ก็สามารถใช้สู้กับ พลังทิพย์ แห่งวิชชา ด้วยกัน เหมือนเทวดากับอสูรรบกัน ก็คือกายทิพย์ รบกับกายทิพย์ ด้วยอาวุธของทิพย์ครับ.

 

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

15 สิงหาคม 2564

 

มีผู้กล่าวประมาณว่า "วิชชาเป็นของนอกพระพุทธศาสนา" มีผู้ถามว่าผมคิดเห็นอย่างไร?

คำตอบคือ "วิชชาในพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเพียง วิชชา 3 และวิชชา 8" (สัมมาวิชชา) ซึ่งวิชชาเหล่านี้จะต้องตั้งอยู่บน "จรณะ 15" มิฉะนั้นแล้วอาจจะกลายเป็น "มิจฉาวิชชา"

ส่วนวิชชาธรรมกาย และวิชชาพระจักรพรรดิ นั้นเป็นประดุจใบไม้ในป่าประดู่ลาย มิใช่ใบไม้ในพระหัตถ์ของสมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงนำมาสั่งสอน แต่พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นที่ทรงตรัสรู้ขึ้นในยุคเก่าๆแก่ๆดึกดำบรรพ์ยาวนานย้อนไปไกลโพ้น มีบางพระองค์ทรงตรัสรู้แจ้งวิชชามากกว่าวิชชา 3 และวิชชา 8 ครับ จึงเท่ากับว่า วิชชาเหล่านั้นยังคงเป็นวิชชาในพระพุทธศาสนา แต่เป็นพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ที่เก่าๆ แก่ๆ โบราณดึกดำบรรพ์ สาเหตุส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้ามิทรงใช้วิชชาอย่างวิชชาธรรมกาย และวิชชาพระจักรพรรดิ เพราะมีที่มาที่ไป กล่าวคือ วิชชาบางอย่างใช้แล้ว หมดเปลืองบุญบารมี และวิชชาอย่างเช่นวิชชารักษาโรค อาจทำให้ติดโรคเสียเอง และ "วิชชารบ" กับหมู่มาร อาจจะทำให้กายทิพย์ของพระพุทธองค์ มีผลกระทบส่งมาถึงส่วนหยาบ คือทำให้เจ็บป่วย หรือ “ญาณดับ” ตัวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงรู้วิชชานอกเหนือวิชชา 3 และวิชชา 8 ก็อย่างเช่น “พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า” หรือ “พระพุทธเจ้ายา” ผู้ทรงมีชื่อเสียงในการรักษาโรค เป็นอาทิ.

 

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

15 สิงหาคม 2564

 

นานาสาระ: ชำระมลทินในกายสิทธิ์ด้วยน้ำมนต์

 

ท่านใดที่ชอบสะสมของกายสิทธิ์ มีคดหิน เหล็กไหล แร่ควอทซ์ หินรัตนชาติ โลหะธาตุมีค่า ต่างๆ หากได้มาใหม่ๆ กายสิทธิ์ไม่สะอาด สามารถชำระมลทินเบื้องต้นได้ด้วยการแช่ของกายสิทธิ์นั้นในน้ำพระพุทธมนต์ครับ โดยวิธีแช่นั้นอาจจะใช้น้ำมนต์ล้วนๆ แช่เต็มทั้งชิ้นของกายสิทธิ์ หรือผสมน้ำสะอาด โดยมีเคล็ดอยู่ว่าจะต้องใส่น้ำสะอาดก่อน แล้วค่อยเติมน้ำมนต์เสริมเข้าไปสมทบภายหลัง ห้ามผสมพร้อมกัน และห้ามใส่น้ำมนต์ก่อนแล้วใส่น้ำสะอาดตามหลัง ซึ่งน้ำมนต์จากแต่ละวัดก็มีพุทธคุณไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะน้ำมนต์ของสำนักผู้ทรงวิชชา หากเราทราบสายธาตุสายธรรมของแต่ละสำนัก เราก็สามารถเลือกใช้น้ำมนต์ที่เหมาะกับกายสิทธิ์ อย่างเช่น ใช้น้ำมนต์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แช่หินจุยเจีย หรือแร่ควอทซ์สีขาว น้ำมนต์ของวัดศีรษะทอง แช่กายสิทธิ์ของสีดำ เช่นไพลดำ นิลสำหรับทำเป็นพระเนตรของพระพุทธรูป เหล็กไหล ฯลฯ จะ "ถูกธาตุถูกธรรม" ซึ่งน้ำมนต์จะช่วยชำระกายสิทธิ์ได้ประมาณ 20 - 60% แต่เราอาจจะต้องจ่ายบุญธาตุเป็นค่าดำเนินการให้กับเจ้าของวิชชาน้ำมนต์นั้นครับ เมื่อเราแช่ในน้ำมนต์แล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยนำกายสิทธิ์มากลั่นให้สะอาดด้วยญาณ ก็จะทุ่นแรงได้มากครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


เพียโซอิเลคทริก กับพลังงานแห่งโลกวิญญาณ

พลังงานของจิตวิญญาณนั้น มีอยู่ตลอดเวลาทั้งในตัวเรา และรอบตัวเรา เพียงแต่ประสาทสัมผัสของเราไม่ไวพอที่จะรับรู้ สาเหตุเพราะเครื่องรับรู้อย่าง “ใจ” ยังไม่อยู่ในสภาวะที่มีประสิทธิภาพมากพอ เหมือนตอนที่เราตื่นอยู่ ใจของเราส่งออกนอกกายเมื่อ ได้เห็น ได้กลิ่น ได้ยิน ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสร้อนหนาว และได้นำมาคิด ทำให้ใจเราไม่สงบพอจะสัมผัสโลกวิญญาณ แต่เมื่อเรานอนหลับ จิตตกสู่ภวังค์ ไม่ออกไปรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประสาทสัมผัสที่ 6 ก็เปิดกว้างมากขึ้นในบางโอกาส จึงฝันเห็นวิญญาณ เห็นคนที่ตายไปแล้ว เห็นผีสาง เทวดา นางไม้ เพราะภาวะจิตตกสู่ภวังค์ขณะหลับ ก็เป็นอารมณ์คล้ายสมาธิอ่อนๆ

เมื่อเราทำบุญ กายกรรม มโนกรรม วจีกรรมของเรา จะป้อนค่าเข้าสู่ “เครื่องใจภพ” ซึ่งประมวลผลตามกฎแห่งกรรม แล้วคำนวณจ่ายกระแสบุญ โดยเบิกจ่ายจากแหล่งที่เก็บส่งเข้ามาสถิตในตัวเรา มีลักษณะเป็นไฟฟ้าอ่อนๆ ที่สัมผัสรับรู้ได้น้อยขณะตื่นอยู่ คล้าย “เพียโซอิเลคทริก” (piezoelectric)  ที่อยู่ในแร่ควอทซ์ แต่เมื่อจิตเรารวมเข้าสู่ภวังค์ หรือสมาธิ เราจะสัมผัสรับรู้ได้ถึงพลังงานบุญที่มีกำลังมาก เกิดขึ้นขณะทำบุญ เพราะจิตไวต่อไฟฟ้าและสัมผัสไฟฟ้าอย่าง เพียโซอิเลคทริก ได้สมบูรณ์ โดยเฉพาะจิตที่รวมเป็นสมาธิ มีลักษณะเป็นการเปิดรับรู้ ซึ่งไวต่อสัมผัสไฟฟ้ามากขึ้น โดยที่ ประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกปิดหรือแคบลงชั่วคราวขณะทำสมาธิ หรือนอนหลับ เป็นเหตุให้กิจกรรม “ชีวกลไฟฟ้า” ของร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบระงับ ทั้งนี้ พลังงานไฟฟ้าแห่งจิตวิญญาณที่คล้าย เพียโซอิเลคทริกนั้น แม้จะตรวจวัดพบว่ามีน้อยในทางกายภาพของโลกมนุษย์ แต่ก็อาจมีกำลังมหาศาลในโลกจิตวิญญาณ คล้ายความฝันซึ่งตรวจพบเป็นเพียงคลื่นไฟฟ้าในสมอง แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันอาจมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่ทำสมาธิแล้วสามารถรวม “ใจ” ให้แน่วแน่ จะสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากใจ เพื่อกำหนดเพียโซอิเลคทริกในแร่ต่างๆ อย่างเช่นควอทซ์ เพื่อใช้ประโยชน์อย่างการบำบัดรักษาโรค การใช้อำนาจจิต การเปิดญาณหยั่งรู้ และและการเพิ่มกำลังสมาธิ เพื่อทำกิจกรรมในโลกวิญญาณได้มากขึ้นเช่นกัน

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

27 มีนาคม 2564

www.Meditation101.org


วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

นานาสาระ เก็บตกวันมาฆบูชา

ตามที่ผมได้เคยรจนาเล่าสู่กันฟังแล้วว่า การทำบุญด้วยอัญมณี บรรจุพระเจดีย์ หรือสร้างพระอุณาโลม หรือนำทองคำไปหล่อพระ ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนานั้น เราต้องชำระทั้ง (1) ส่วนหยาบ และ (2) ส่วนละเอียด ส่วนหยาบก็คือ สภาพภายนอกต้องตัดแต่งอย่างดี เป็นเพชรพลอยน้ำงาม ไฟสวย มี clarity & purity สำหรับส่วนละเอียด ซึ่งโดยมากก็จะเป็นกายสิทธิ์และห้องที่สถิตย์ ก็ต้อง "เช็ด" หรือ "ชำระ" ด้วยผู้ทรงวิชชา อย่าง "นายมณีกร" และ "นายสุวรรณกร" ซึ่งเราก็ต้อง "จ่าย" ค่าดำเนินการให้ท่านด้วย โดยที่ส่วนใหญ่ท่านก็คิดเป็นบุญในวิชชาครับ

อย่างไรก็ตาม ผมได้เคยบอกเคล็ดลับไว้ว่า ถ้าหากไม่รู้จักนายมณีกร หรือนายสุวรรณกรที่ไหนเลย ก็สามารถนำอัญมณีและทอง ไป "แช่น้ำมนต์" ได้ครับ ดังนี้

(1) นิล หรือมณีดำ สำหรับทำเป็นพระเนตรของพระพุทธรูป ให้แช่น้ำมนต์จากวัดศีรษะทอง จ.นครปฐม

(2) เพชรขาวใส แช่น้ำมนต์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

(3) มรกต และหยกสีเขียว แช่น้ำมนต์ของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี

(4) เพชรแดง พลอยแดง ทับทิมแดง แช่น้ำมนต์ของวัดถ้ำเมืองนะ จ.เชียงใหม่

(5) ทองคำ แช่น้ำมนต์ของวัดอมรินทราราม กรุงเทพฯ

(6) ไพลิน พลอยสีน้ำเงิน แช่น้ำมนต์ของวัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน

โดยนัยนี้ จะเป็นการทำให้ "ถูกธาตุ ถูกธรรม" แล้วจะทำให้ส่วนละเอียด ที่เป็นกายสิทธิ์สะอาดสะอ้านขึ้นด้วยฤทธิ์ของน้ำมนต์ที่วิชชาตรงกับสายธาตุสายธรรม เมื่อนำไปทำบุญแล้วก็จะได้อานิสงส์มากครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การเล่นประกาศิตนั้น ไม่ต้องกลัว "คงค้างสิทธิ์" ในกันและกัน ระหว่างประกาฯ นะครับ เราสามารถ "ตรัสคาถา" หรือ "ตรัสสิทธิ์" เพื่อสละสิทธิ์คงค้างต่อกันและกันได้ครับ อาจจะใช้สิทธิ์ไปบ้าง แต่ส่วนได้ก็มากคุ้มค่ากว่าครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พิธีเวียนเทียน

ท่านใดที่จะเวียนเทียนวันมาฆบูชา ผมขอมอบเทคนิควิธีการคือ เมื่อจุดเทียนเวียนประทักษิณ ต้องระวังอย่าให้เทียนดับตลอดพิธีกรรมของการเวียนเทียน จะใช้โคมก็เข้าที แล้วให้ติดดวงตราประกาศิตไว้ที่โคมหรือแท่งเทียนครับ (สมัยนี้เราสามารถพิมพ์สติ๊กเกอร์ใสลวดลายตราประกาศิตไว้ใช้เป็นประจำได้) เวลาเวียนหากจะสวดมนต์เช่นบท “อิติปิโส ภควาฯ” ห้ามสวดผิดเกิน 3 ครั้ง หากกังวลสาละวนอยู่กับการจุดเทียนที่ดับ ให้ติดใหม่ ให้ใช้เทียนไฟฟ้าแบบใส่ถ่านแทนครับ ใจจะได้ปลอดกังวลรวมเป็นสมาธิขณะเวียนเทียน ถ้าถือดอกไม้กับธูปอย่าใช้แบบรีไซเคิลให้เตรียมมาเองครับ เทียนไฟฟ้ามีอานิสงส์บุญประมาณ 3 ถึง 4 ใน 5 ส่วนของเทียนเปลวไฟจริงครับ แต่ถ้าเทียนเปลวไฟดับระหว่างเวียนประทักษิณ อานิสงส์จะน้อยกว่าเทียนไฟฟ้าที่สว่างตลอดระยะเวลาเวียนประทักษิณครับ และการเวียนตอนกลางคืนหรือค่ำได้บุญมากกว่าตอนกลางวันครับยกเว้นแต่จะใช้วิชชาครับ ส่วนเนื้อนาบุญที่เราเวียนรอบนั้น ก็มีส่วนสำคัญมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพระประธานตามพระอุโบสถ พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งบ้างก็มีผู้ทรงวิชชาซ้อนส่วนละเอียดไว้ เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธจักรพรรดิ ที่มีธาตุธรรมแก่อ่อนต่างกันไป บ้างก็มีเพียงเทวดารักษา ก็ให้อานิสงส์ไม่เท่ากันครับ ซึ่งปกติแล้ว ในโลกแห่งวิชชา ก็จะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค ว่าเป็นภาคขาว ภาคทอง ฯลฯ แบ่งวงศ์ เป็น มหาวงศ์ บรมวงศ์ โพธิวงศ์ ฯลฯ ซึ่งบางคณะก็ไม่ไปมาหาสู่กับใครอื่น มักจะผูกสมัครรักใคร่อยู่กับผู้นำหรือองค์ประธาน หรือหัวหน้าของคณะ แต่ถ้าจะเลือกทักขิณาแบบกลางๆ ที่ได้อานิสงส์มาก ก็เป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” ก็เหมาะมาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว พระองค์เป็นที่เกรงใจของทุกคณะ และเป็นปฏิภาค คือปรากฏในภาคธรรมก็มี ปรากฏในภาคจักรฯ ก็มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพระพุทธรูปที่เราไปเวียนเทียนโดยรอบนั้นจะลงส่วนละเอียดมากน้อยกี่ส่วนด้วยนะครับ 


ผมเคยเสนอว่าน่าจะทำเทียนพิเศษสำหรับเวียนเทียน แบบลมพัดแล้วไม่ดับ เหมือนเทียนเค้กวันเกิดที่เป่าแล้วไม่ดับ แต่ต้องทำเล่มใหญ่หน่อยครับ 


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา



วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ประกาศิตกับ “กาลทาน”

พรุ่งนี้เป็นวันมาฆบูชาแล้วนะครับ ท่านใดทำบุญทำทานในวันพิเศษอย่างนี้จะได้บุญเพิ่มขึ้นอีกครับ เพราะจัดเป็น "กาลทาน" ครับ สาเหตุหนึ่งที่ทำบุญในวันสำคัญและกาลทานแล้วได้บุญมากเพราะเทวาจ้าวพิธีท่านคำนวณบุญให้เป็นพิเศษครับ ส่วนเครื่องก็คำนวณนับจ่ายบุญมากขึ้นเมื่อเป็นกาลทานครับ หากจะทำบุญกับผู้ทรงวิชชา จะถือว่าเป็น “กาลทาน” หากทำในวันสำคัญของท่าน อย่างเช่นวันคล้ายวันเกิด วันบรรพชาอุปสมบท วันจบการศึกษา วันคล้ายวันละสังขาร ฯลฯ อย่างวันคล้ายวันเกิด ก็มีผู้ทรงวิชชาหลายท่าน “คำนวณรับ” หรือ “ตั้งรับ” เอาไว้ในวิชชา ใครมาทำบุญด้วย จะมีผลาอานิสงส์มาก เคล็ดลับในการทำบุญวันคล้ายวันเกิดของผู้ทรงวิชชา ให้เตรียมกระเช้าดอกไม้ไปถวาย หรือไปมอบด้วย อานิสงส์จะมาก ส่งผลให้กายภายในของผู้ถวาย มีรูปงามมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ส่วนการทำบุญด้วยแอพพลิเคชั่นโอนเงินเข้าบัญชี หรือสแกน QR code นั้นมีอานิสงส์ทำให้บุญส่งผลรวดเร็วและสะดวกครับ แต่บุญไม่แรง เพราะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นกุศลนั้นเกิดขึ้นน้อย ดวงกุศลจิตที่ผุดขึ้นเป็นดวงๆก็เกิดน้อยกว่าครับ แต่มีวิธีเสริมคือตั้ง profile picture ของเราเป็นรูปประกาศิตครับ โดยแอพพลิเคชั่นธนาคารส่วนใหญ่จะสำแดงตราประกาศิตของธนาคารเพื่อยืนยันรับโอนครับ แต่ไปทำเองด้วยตัวได้บุญมากกว่า โดยเฉพาะหากมีพิธีกรรม แต่พิธีกรรมที่เทวาท่านพอใจ ก็ไม่ถึงกับเป็นพิธีกรรมยืดเยื้อยาวนานเป็นวันๆ พิธีกรรมที่ดีต้องกระชับ น่าประทับใจ ไม่หลุดคิว เพราะเทวาท่านรีบมา รีบกลับ บางพิธีใช้เวลานานมาก เหล่าเทวาที่มาร่วมงาน ก็ทยอยกลับ พอถึงเวลาสำคัญเช่นเททองลงเบ้าหลอมหล่อพระ กลับเหลือเทวาองค์สำคัญอยู่ไม่กี่องค์ บางท่านสงสัยว่า ทำไมต้องยึดติดกับพิธีกรรม เพราะในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงมีพิธีรีตองอะไรมากในการทำบุญ ผมขอเฉลยว่า พระพุทธเจ้าทรงมี "พุทธประเพณี" ครับ เทวาท่านก็มีพิธีรีตองของท่าน อนึ่งพิธีกรรมมักจะมีส่วนทำให้ได้บุญมากขึ้น ได้จุดเทียน ได้สวด ได้อาราธนาศีล ใจก็สงบก่อนทำบุญ อย่าง “อสทิสทาน” ของพระนางมัลลิกา ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหกรรมทำบุญครั้งใหญ่ ที่พุทธกาลหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว ก็มีพิธีกรรมที่มีองค์ประกอบหลายอย่าง


สำหรับท่านใดที่ทำบุญแล้ว ถูกผู้ทรงวิชชาที่ปกครองในวิชชา “ดูดบุญ” เอาไปใช้ ก็ขอให้ลองทำบุญด้วยประกาศิต แล้วตกลงกับเทวา ให้ท่าน "สะสมยอด" เอาไว้ในภพของท่าน ซึ่งเราอาจต้องจ่ายค่าบำรุงบัญชี เสร็จแล้ว เมื่อเราพ้นจากวิชชาแล้ว เราจึงค่อยเบิกบุญมาใช้ ซึ่งบุญก็มีหลายขั้น อาจจะสะสมเพื่อขอ "สายบุญ" หรือ "เครื่องบุญ" ฯลฯ ครับ


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ทองจริงกับทองปลอมหล่อพระ

ในกรณีที่เราทำบุญด้วยทองคำเลียนแบบ ก็เข้าข่ายปัจจัยหนึ่งในสมการ คือ Quality หรือคุณภาพของวัตถุทาน ครับ อานิสงส์ก็คือ หากเราจะได้บุญส่งผล พอเป็นเทวดา เครื่องประดับ ก็จะเป็นทอง ที่ไม่สุกปลั่ง ซึ่งเทวดาด้วยกันท่านดูออกครับ แล้วบางท่านก็รู้อีกด้วยว่าเป็นอานิสงส์จากการทำบุญด้วยทองวิทยาศาสตร์ หรือทองเลียนแบบ ส่วนวิมาน ถ้าหากเป็นทอง ก็จะไม่สุกปลั่งเช่นกัน ส่วนพานพลาสติกสีทอง และที่กรวดน้ำพลาสติกสีทอง นั้นจัดเป็น "ดิน" เพราะทำจากเม็ดพลาสติก ที่ได้จากกรรมวิธี ปิโตรเคมี ก็จะมีข้าวของเครื่องใช้ ที่เป็นสีทอง แต่ไม่สุกปลั่ง และให้ "สุข" น้อย เพราะของที่ใช้ทำบุญมี "กายสิทธิ์" สถิตย์อยู่น้อยครับ (ทองคำแท้ หรือทองคำผสม 24k, 22k, 20k, 18k, 14k, 12k, 8k ล้วนมีกายสิทธิ์จากภาคทองสถิตอยู่) แต่ถ้าให้เลือกแล้ว ก็ทำไป ยังดีกว่าไม่ทำ หรือไม่มีครับ ยกเว้นแต่กรณีที่จะเป็นโทษ คือทางวัดจะหล่อรูปเหมือนทองคำ แล้วเราเอาทองปลอมไปใส่เบ้าหลอม ทำให้ความเป็นรูปเหมือนทองคำ ไม่สมบูรณ์ เราก็จะติดวิบากกรรมครับ สำหรับท่านใดที่มีทรัพย์น้อย แต่มีศรัทธามาก ประสงค์จะทำบุญด้วยทองคำ ในร้านทองก็พอจะมีสินค้าทองคำ อย่างเม็ดตุ้มหูเกลี้ยง ที่ราคาหลักพันต้นๆ ครับ แค่นี้ก็ทำบุญได้ แต่ถ้าไม่มีจริงๆ เป็นกระยาจก หรือเป็นมหาทุคตะ ก็ลองซื้อทองคำเปลวแท้ 100% แผ่นละ 20 บาท ร่อนออกจากกระดาษแนบแล้วนำไปหย่อนเบ้าหลอมสัก 3 แผ่นครับ แต่ต้องขออนุญาตเจ้าของพิธี หรือเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าภาพประจำองค์พระที่จะหล่อก่อนนะครับ กราบเรียนท่านตามตรงว่าเรามีศรัทธามาก แต่ไม่มีทรัพย์ เจ้าพิธีบางท่านก็เมตตามากๆ ครับ หลายท่านอาจจะอาย ทำให้ไม่ได้บุญ แต่ถ้าเราใจกล้า เหมือนมหาทุคตะ มาขอบาตรจากพระพุทธเจ้า เพื่ออาราธนาไปฉันที่เพิงเรือน ก็จะได้อานิสงส์เป็น “มหัศจรรย์” หรือเหมือนพระอินทร์ ที่แปลงกายมาใส่บาตรพระมหากัสสัปปะ ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ก็ได้บุญมหาศาล แม้จะถูกพระมหากัสสัปปะติบ้าง อย่างไรก็ตาม ท่านใดประสงค์จะทำบุญหล่อพระด้วยทองคำ แต่ทรัพย์มีมากน้อย ไม่พอซื้อทองสลึง ทองบาท สามารถซื้อ "เม็ดลูกปัดทองคำ" ราคาเม็ดละหลักร้อย ไปร่วมหล่อได้ครับ ร้านอยู่ที่ท่าพระจันทร์ครับ ผมบอกงาน แนะนำให้ดังนี้ครับ ลองดูได้ตามเว็บลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

https://www.facebook.com/taihengshop

ส่วนท่านใดที่มีทรัพย์มากพอ ผมขอแนะนำร้านขายเครื่องประดับทองคำ 99.99% สำหรับนำไปหล่อพระครับ

http://www.goldmaster.co.th/mobile/index.html

https://www.facebook.com/PrimaThailand/

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ธาตุในบุญ กับประกาศิต และพิธีหล่อพระ

หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าเวลาทำบุญด้วยธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ควรเลือกที่มีสภาพใหม่ๆมาทำบุญ จะทำให้ได้อานิสงส์มากขึ้น และเวลาบุญส่งผล เมื่อบุญส่งผลให้ได้อะไร ก็จะได้ในสภาพใหม่และดีกว่าคนอื่น และถ้าหากหล่อพระพุทธรูป หล่อฉัตร หล่อยอดเจดีย์ หรือสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ แล้วนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่มีลายดวงตราประกาศิตมาหย่อนลงเบ้าหลอมโดยเอ่ยอ้างหรือตรัสคาถาด้วยก็จะได้อานิสงส์มากเป็นอัศจรรย์ครับ ส่วนผู้ที่ทำบุญด้วยทองคำแล้วยิงเลเซอร์หรือสลักลายประกาศิตของตน หรือจ้าวประกาฯ ใดไว้บนทองคำ, เงิน, นาค, หรือโลหะอื่นใด ก็จะได้อานิสงส์มากตามการคำนวณของเทวา โดยขึ้นอยู่กับขั้นของประกาศิต และคุณค่าของโลหะ (โลหะมีค่ามีกายสิทธิ์สถิตย์อยู่ ควรให้พระสุวรรณกร หรือผู้ทรงวิชชาเช็ดชำระให้สะอาดก่อน เพื่อให้ส่วนละเอียดมีความบริสุทธิ์ และส่วนหยาบก็นำไปแช่น้ำมนต์ แล้วเช็ดชำระล้างไม่มีสนิม สำหรับเหรียญโลหะธรรมดาอื่นๆ อย่าง นิคเกิ้ล นั้นห้ามมิให้นำมาหล่อโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อโลหะไม่เข้ากัน และทำให้เกิดความบกพร่องของรูปหล่อครับ) ทั้งนี้พิธีหล่อพระส่วนใหญ่ จะมีพิธีการมาก นับตั้งแต่อัญเชิญเทวดา บวงสรวง สวดเจริญพระพุทธมนต์ พรมน้ำมนต์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ นั่งปรกปลุกเสกและอื่นๆ ซึ่งงานลักษณะนี้เทวาจะเสด็จลงมาร่วมงานด้วย บางองค์ลงมา กั้นฉัตรให้ และค้อมคำนับ เทวาอื่น หรือมนุษย์ที่เป็น เจ้าประกาฯที่มาร่วมงาน ตามลำดับ ยิ่งถ้าหากรูปเหมือนที่จะหล่อขึ้น เป็นผู้ทรงคุณมาก และเป็นผู้ทรงวิชชา อานิสงส์มาก เทวาท่านก็จะแสดงการให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง แต่เทวาส่วนใหญ่ท่านจะรีบมารีบกลับ ไม่ถึงกับอยู่นับแต่เริ่มกระทั่งจบ ยกเว้นเทวาที่ใกล้ภพภูมิมนุษย์ ส่วนใหญ่ก็พอเททองเสร็จ ท่านก็จะเริ่มทยอยกลับ ส่วนเครื่องบวงสรวงอย่างหัวหมู มะพร้าว กล้วย ผลไม้ เทวาชั้นสูงก็รับไว้เป็นเครื่องบูชา โดยไม่ได้เสวย ยกเว้นแต่ยักษ์ และวิญญาณที่ภพภูมิใกล้มนุษย์ จะมากินกันอย่างเอิกเกริก ส่วนเทวานั้นก่อนกลับท่านก็จะคำนวณบุญแล้วแบ่งกันกับเจ้าพิธี  ในการทำบุญด้วยประกาศิตแล้วได้อานิสงส์นั้นพึงตระหนักถึงบุญที่ได้ว่าเป็น หัวบุญหรือ หางบุญเนื่องจากบุญมี "ธาตุ" ผสมอยู่ไม่เท่ากัน บุญที่มีธาตุมากเวลานำไปใช้เช่นอธิษฐานหรือทำวิชชามักจะแรงและแน่นกว่า แต่ หางบุญก็นำมาอัดแน่นในวิชชาได้ ซึ่งเจ้าพิธี และเจ้าประกาฯ ก็จะตกลงกันว่าประสงค์จะรับเอาบุญแบบใด ส่วนเทวาท่านมักนิยมบุญแบบเบาหน่อย เพราะอัตภาพอันเป็นทิพย์ของท่านรองรับ และเหมาะกับพลังงานบุญอย่างนั้นครับ


วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำแดงดวงตราประกาศิตบนธนบัตรในการบริจาคทำทาน

วันนี้ผมใช้ธนบัตรใบละ 100 บาท สีเหลืองทอง ในการทำบุญโดยร่วมสำแดงตราประกาศิต “ธรรมะสุริยะ” ของผมเอง ไว้บนซองพลาสติกใสบรรจุธนบัตรครับ ได้ “ศักดิ์สิทธิ์” ประมาณ 936 หน่วย ซึ่งถือว่ามากเป็นพิเศษ ทราบมาว่า เป็นเพราะดวงตราประกาศิตด้านหน้าของธนบัตรมีความ “พิเศษ” และตรงกันกับรัชสมัยปัจจุบัน โดยดวงตราประกาศิต ของพระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ นั้นเทวา ท่านจะใส่คำว่า “ราชย์” ต่อท้ายชื่อดวงตรา เพื่อให้ทราบว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน และถ้าหากดวงตรามี “มงกุฎ” ก็จะจัดไว้ในหมวดหมู่ของ “มงกุฎ” ซึ่งมีนัยยะสำคัญกว่าดวงตราที่ไม่มีมงกุฎ แต่ประกาศิตที่สำแดงแล้วมีอานิสงส์มากควรจะตรงกันกับรัชสมัยปัจจุบัน ว่าเป็นรัชสมัยใดในศักดิ์, สิทธิ์และอำนาจของแผ่นดินนั้นๆ ครับ

 

เทวาที่ท่านดูแลเรื่องดวงตราประกาศิตนั้น มีพิธีรีตองที่ต้องเอาใจใส่ และท่านก็จัดลำดับชั้นของประกาศิต เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำผลงานให้ได้เลื่อนขั้น หรืออยู่ชั้นใหญ่กว่า หากทรงคุณมากกว่า ในสมัยปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบ การคัดลอก การพิมพ์ การสำแดงตราประกาศิตทำได้ง่าย ได้มาก และสะดวก อย่างดวงตราประกาศิตสีรุ้งวาวบนธนบัตรใบละ 1000 บาท ของรัชกาลก่อน ก็จัดว่าเป็นประกาศิตที่จะให้อานิสงส์มาก เพราะสวยงาม และทำได้ยาก ส่วนดวงตราประกาศิตที่พิมพ์ทองเคก็ได้อานิสงส์มากขึ้นครับ สำหรับตราพระครุฑ ซึ่งเป็นตราราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นธนบัตรใบละ 100 บาทสีแดง อานิสงส์จะมากกว่า เพราะพระครุฑที่ประกาศไว้ให้เป็นตราราชการแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการนั้นเป็นพระครุฑแดงครับ ถ้าสีตรงกัน ก็จะได้อานิสงส์มากกว่า ส่วนตราพระตรีศูร ต้องเป็นสีทอง จึงจะมีอานิสงส์มาก

 

ดวงตราประกาศิตทุกดวงที่ประกาศใช้หรือขึ้นทะเบียนแล้ว ล้วนมีผู้ดูแลรักษาครับ เหมือนมนุษย์ทั้งโลกทำบุญไม่ว่ากลางวัน หรือกลางคืน อยู่ในป่า ในเขา ในเมือง บนเครื่องบิน หรือในอุโมงค์ใต้ดิน เทวาเขาก็สามารถจดทำรายงานไว้ได้ทั้งหมด ไม่ต้องห่วงว่าเราใช้ประกาศิตแล้ว เทวาท่านจะไม่ทราบ เว้นแต่ผู้ที่เล่นประกาศิตในวิชชา ก็ต้องสำแดงประกาศิตในวิชชา และ/หรือ ตรัสคาถาประกอบกัน โดยการสำแดงตราประกาศิตในวิชชาก็คล้ายการ “เนรมิตภาพนิมิต” ตราประกาศิต ขึ้นมาระหว่างพิธีครับ

 

ส่วนเนื้อนาบุญที่เราควรทำบุญโดยสำแดงประกาศิต ก็ได้แก่สังฆทานตามวัดต่างๆครับ โดยเฉพาะวัดหรือสำนักของผู้ทรงวิชชา ให้ลองตรวจดูแต่ละแห่งว่าที่ใดมีอานิสงส์มากน้อยครับ เรื่องของประกาศิตนั้น ถ้ามีพิธีการหน่อยอานิสงส์จะเพิ่มขึ้น ถ้าหยอดตู้รับบริจาคก็ต้องดูว่าใครเฝ้าตู้อยู่ครับ ถ้าเป็นตู้หน้าพระประธานก็มีธาตุธรรมแก่อ่อนต่างกันไป ทำพิธีสักหน่อยก่อนจะหย่อนเงินลงตู้ โดยสวด “อะระหังสัมมาฯ นะโมตัสสะ 3 จบ” หย่อนเงินเสร็จแล้วก็สวด “อะระหังสัมมาฯ” ปิดท้ายครับ เป็นอันจบพิธี และถ้าหากสวดผิด หรือเกิดข้อสะดุด ต้องเดินออกนอกจุดทำบุญ หรือจุดบุญพิธี จะต้องรีบกลับมาโดยเร็ว และผิดได้ไม่เกิน 3 ครั้ง มิฉะนั้น เทวา จะหักลดอานิสงส์ลงครับ

 

ตามธรรมเนียมของผู้ทรงวิชชา และประกาศิต เมื่อสำแดงประกาศิตในการทำบุญ กระทั่งได้อานิสงส์ และบุญแล้ว จะต้องแบ่งส่วน ให้กับเทวาฯ ผู้อำนวยการ, ผู้จัดพิธี (หากมีพิธีกรรม), เจ้าภาพ (หากมีผู้อื่นร่วมบุญ), และเจ้าของประกาศิต ทั้ง "ฝ่ายส่ง" และ "ฝ่ายรับ" เช่นทำบุญแล้วได้รับใบอนุโมทนาบัตรซึ่งมีดวงตราประกาศิตของวัดพิมพ์แสดงไว้ ส่วนว่าจะแบ่งเท่าไร ก็แล้วแต่จะตกลงกันครับ จะให้ "เทวา" ท่านกำหนดให้เลยก็ได้ แต่ผู้ทรงวิชชาส่วนมาก ท่านจะขอกำหนดเองก็เป็นได้ครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


21 กุมภาพันธ์ 2564

เล่าเรื่องประกาศิตกับเครื่องธาตุเครื่องธรรม (continue)

 

ดวงตราประกาศิต หรือ “แบรนด์” ที่มีลำดับขั้นในโลกทิพย์นั้น ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทน quality ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ต่างๆกันไป มีศักดิ์ศรี, เกียรติภูมิ, คุณค่า, ยศ, สิทธิ์, ศักดิ์, อำนาจ, ความเป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นอาทิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักไม่ปรากฏมีอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมในวัตถุทาน เมื่อเราตราประกาศิตในวัตถุทาน ก็เท่ากับเพิ่มตัวแปร (คือ factorial variable) ในการคำนวณบุญตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม เหมือนโปรแกรมคำนวณภาษีออนไลน์ หากเราป้อนค่า input ต่างกันไป ผลจากการคำนวณก็ต่างมากน้อยกันไปครับ หรือเหมือน “ระดับขั้นของสมาชิกภาพ” องค์กร หน่วยงาน ร้านค้า ที่มีสิทธิพิเศษมากน้อยต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกบัตรทองของสายการบิน เมื่อเทียบกับสมาชิกขั้นแพลทตินั่ม ก็จะแลกแต้มได้ไม่เท่ากัน หรือเปรียบเทียบได้กับ “สมาชิกผู้ขายตรง” ที่แบ่งเป็นลำดับขั้น เช่น ระดับทอง ระดับเงิน ระดับทับทิม ระดับเพชร ระดับมรกต ระดับมงกุฎ ซึ่งแต่ละขั้นเปรียบได้กับขั้นของประกาศิต ที่ได้รับอัตราผลกำไรได้มากน้อยไม่เท่ากัน ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

ส่วนเทวาผู้คำนวณบุญอันเป็นอานิสงส์จากประกาศิตมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายบุญคือ เทวานั้นท่านสามารถแทรกแซงกระบวนการขั้นตอนเกิดบุญได้ เพราะสายธาตุสายธรรมมีลำดับขั้นตอนที่ต้องผ่านกายทิพย์ และอื่นๆ กว่าจะถึงเครื่องธาตุเครื่องธรรม อุปมาเหมือนสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ส่งผ่านเราท์เตอร์ แล้วมีการติดตั้งอุปกรณ์เร่งความแรง และขยาย bandwidth ในการกระจายสัญญาณ ให้กระจายได้ดีขึ้น และมากขึ้น และในบางกรณี เทวาผู้ทรงวิชชา ก็คำนวณจ่าย แบ่งสิทธิพิเศษ แยกต่างหาก ออกจากเครื่องธาตุเครื่องธรรมอีกด้วย อย่างในกรณีของ “ฉัตรวิชชา” ที่ประดิษฐานไว้เป็นเกียรติ แต่ผู้ทรงวิชชาสามารถนำมาใช้งานในวิชชาได้

 

สำหรับการคำนวณของเครื่องธาตุเครื่องธรรม ก็คำนวณจากจิตที่เกิดขึ้นเป็นดวงๆนับจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม บุญบาป ธาตุธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ฯลฯ โดยเครื่องคำนวณเร็วมากเหมือนเราป้อนข้อความส่งผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ข้ามทวีปไปต่างประเทศ แล้วถึงผู้รับภายใน 1-2 วินาที

 

ในโลกธาตุนี้ เราทำบุญ เครื่องก็คำนวณจ่ายบุญประมวลเป็นโปรแกรมเป็นผังบุญว่าจะเกิดอะไรดีๆ เวลาทำบาป ฝ่ายบาปเขาก็ตั้งโปรแกรมของเขา เมื่อทำบุญปนบาป ก็ต่างฝ่ายต่างตั้งโปรแกรม ทีนี้มายุ่งตอนบังคับส่งผล ต่างฝ่ายต่างบังคับให้เป็นจริงตามโปรแกรมที่กำหนด ก็ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นๆ ระหว่างพระ (พระนิพพาน) กับมาร (มารโลก) ใครมีกำลังมากกว่ากัน ต่างฝ่ายต่างประชันฤทธิ์สู้กันด้วยวิชชา, ฤทธิ์, สิทธิ์, อำนาจ โดยมีโปรแกรมกฎแห่งกรรมที่ต่อรองยอมความ (settle) กันไว้เป็นสนธิสัญญาก่อนหน้านั้นเป็น platform โดยการประชันฤทธิ์นั้นอาจรุนแรงถึงขึ้นทำร้ายทำลายล้างกันและกันภายใน “สนามรบ” ของธาตุธรรม คือพื้นที่กลางสำหรับต่อสู้นั่นเอง.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


20 กุมภาพันธ์ 2564

การทำบุญด้วยธนบัตร ก็สามารถเอ่ยอ้างดวงตราประกาศิตบนธนบัตรได้ หากทำบุญด้วยอามิสสิ่งของ ที่สำแดงตราประกาศิต หรือ "แบรนด์" อยู่บนบรรจุภัณฑ์ หรือตัวสิ่งของนั้น ก็สามารถเอ่ยอ้างได้เช่นกันครับ แล้วจะมีอานิสงส์มากขึ้นครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


19/20 กุมภาพันธ์ 2564

ท่านใดที่ชอบ หรือสนใจเล่นดวงตราประกาศิต เวลาทำบุญ จะตรัสคาถาเอ่ยอ้างประกาศิตประจำ “ธนบัตร” ที่ใช้ทำบุญได้ครับ ธนบัตรของแต่ละประเทศส่วนใหญ่มักจะมี “ดวงตราประกาศิต” อยู่ด้วยกันทั้งนั้น เช่นตราครุฑพ่าห์ของประเทศไทย และดวงตรานกอินทรีย์ของธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอื่นๆ บ้างก็เป็นดวงตราประจำประเทศ ดวงตราของรัฐบาล ดวงตราประจำบุคคล หรือนอกเหนือจากนี้ ซึ่งดวงตราประกาศิตบนธนบัตรนั้น สามารถ “ให้คุณ” ได้ในส่วนของ “คุณสมบัติของทรัพย์ที่ใช้ทำทาน” ซึ่งผู้ทรงวิชชาที่กำกับการใช้ประกาศิตของมนุษย์นั้น สามารถ “คำนวณ” ให้ก่อเกิดเป็นอานิสงส์ผลบุญได้มากน้อยต่างกันไป การทำบุญแบบเอ่ยอ้างตราประกาศิตบนธนบัตรนั้น ปรากฏว่าได้อานิสงส์เพิ่มมากขึ้นไปอีกแบบ เมื่อเทียบกับธรรมดาที่ใส่ซองประทับตราประจำตัว แต่การจะอ้างประกาศิตใดๆ ก็ต้องสำแดงตรานั้นให้ปรากฏ จึงอาจไม่ใส่ซอง เหมาะสำหรับทำบุญหยอดตู้หรือยื่นส่งมอบใบธนบัตร (โดยอาจมีสลิปเล็กๆ ที่ประทับตราประกาศิตประจำตัวของเราเหน็บติดไปด้วยพร้อมระบุชื่อนามสกุล และจำนวนเงินบริจาค) แต่ที่อ้างประกาศิตแล้วได้อานิสงส์ก็เพราะผู้อ้างเป็น “จ้าวประกาฯ” บุคคลทั่วไปอาจจะได้ไม่มาก กล่าวคืออ้างประกาศิตบนธนบัตรแล้วอาจถึงขั้นได้ “ศักดิ์สิทธิ์” กับ “อัศจรรย์” ครับ สำหรับคนที่ยังไม่มีวิชชา หรือไม่ชำนาญการตรัสคาถา อาจจะกล่าวเพียงว่า “ด้วยดวงตรา... ที่สำแดงบนธนบัตรนี้ขอทำบุญ...” มีท่านสงสัยถามประมาณว่าทำอย่างไรจะสำแดงตราประกาศิตบนธนบัตรได้ โดยที่เราใช้ประกาฯเราด้วย คำตอบคือนำธนบัตรใส่ถุงพลาสติกใส แล้วติดสติ๊กเกอร์ใสตราประกาศิตของเราโดยไม่บังกัน หรือเป็นธนบัตรเปล่าๆ แนบสลิปประทับตรา ตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมเนียมแล้ว เมื่อเจ้าของประกาศิต ส่งประกาฯเวลาทำบุญ ผู้รับจะต้องรับไปเก็บไว้ แต่ถ้าผู้รับส่งคืน เช่นยื่นซองเปล่า หรือสลิปคืน ให้นำซองหรือสลิปนั้นไปใส่ตู้รับบริจาคที่ตรงกับประเภทของการทำบุญครับ

 

การใช้ดวงตราของจ้าวประกาฯทำบุญ ก็ได้ปริมาณบุญมากขึ้นหลายเท่าครับ  แต่เอ่ยอ้างดวงตราบนธนบัตรแล้วได้ “ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเปรียบเสมือน “หัวบุญ” ที่เข้มข้น อุปมาได้กับบุญที่ได้ทำกับผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะเทพผู้ทรงวิชชาผู้ดูแลเรื่องดวงตราสัญลักษณ์ท่านคำนวณให้ได้ดังนั้น ส่วนเทพผู้ทรงวิชชาเองก็ได้ “ค่ากำเน็จ” เป็นส่วนแบ่งไป การเล่นประกาศิตเล่นได้ 2 แบบ คือเล่นเป็นดวงตราที่จับต้องได้ กับเล่นในวิชชา ดวงตราควรจะพอเหมาะกับกำลังและอัธยาศัยวาสนาบารมีของเรา คะเนดูว่าจะไม่ต้องเปลี่ยนประกาฯบ่อยๆ เมื่อได้เลื่อนขั้น แต่อาจเพิ่มเสริมเติมองค์ประกอบได้ครับ ส่วนสีของประกาศฯก็สำคัญ ควรเป็นสีที่เราชอบ และถูกโฉลก ผู้ทรงวิชชาแก่กล้าอาจจะเล่นประกาฯในวิชชา เพราะงานการเกี่ยวกับการตราประกาฯ นั้นอาจเป็นธุระมากเกินไป ขณะเวลาท่านกำลังเข้าวิชชา ซึ่งบางท่านก็เข้าวิชชาตลอดทั้งวัน ทุกอิริยาบถ อนึ่ง การใช้ประกาฯนั้น ผู้ทรงวิชชาท่านอื่นๆ ที่พบเห็นดวงตราประกาศิต จะสามารถตรวจได้ ว่าประกาฯนี้เคยตราใช้ทำอะไรมาแล้วบ้าง ผู้ทรงวิชชาที่ไม่ปรารถนาจะทิ้งร่องรอยไว้ จึงอาจไม่นิยมเล่นประกาฯแบบที่จับต้องได้ หรือแบบหยาบๆ นั่นเองครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


26 มกราคม 2564

เรื่อง "ปัญญา" กับ "ศรัทธา" นั้นผมคิดอยู่นานข้ามปี จึงสรุปได้ครับ

ปัญญา มีลักษณะแห่งการแยกแยะเพื่อทำความเข้าใจ เพื่อให้ “รู้” ได้ ส่วนศรัทธา แปลตรงตัวว่า "ความเชื่อ" มีลักษณะแห่งการเข้าไป "ยึดถือ" หรือ “ยึดเหนี่ยว” แต่ "ศรัทธา" (faith) กับ "ความยึดมั่นถือมั่น" (attachment) ใช้ต่างกัน คือ ศรัทธา มี connotation เป็นบวก คือในแง่ดี เช่นศรัทธาในพระรัตนตรัย ส่วน attachment มักใช้ในทางลบ คือ negative เช่นยึดมั่นถือมั่นในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ แต่ในบางคราวเราก็นำมิติของศรัทธามาอธิบายความยึดมั่นถือมั่นได้ครับ ดังนี้แล.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

 

27 มกราคม 2564

มีท่านถามผมว่า เพราะเหตุใดเครื่องประดับของกายพระจักรพรรดิจึงหนักเวลาสวมใส่ ต่างจากเครื่องประดับของเทวดา ที่เทวดารู้สึกเบาสบาย แนบเนื้อ และไม่หนักอะไร?

ผมตอบว่า เครื่องประดับโดยเฉพาะอัญมณีสีแสงต่างๆนั้น มี "วิชชา" สถิตย์อยู่ อุปมาได้กับ "รังสี" ซึ่งหนักเบาไม่เท่ากัน การที่กายพระจักรพรรดิ ทรงเครื่องประดับที่มีวิชชาสถิตย์อยู่ ก็เป็นเสมือน รังสีหนึ่ง (อันเป็นทิพย์) ที่รับน้ำหนัก รังสีอื่นๆ ซึ่งมีความหนักเบารวมกันอยู่ ยิ่งมีเครื่องประดับมาก รังสีหนักเบาก็มาก ถ้าเป็นกายมนุษย์อาจไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นกายใน  จะรู้สึกได้มากกว่าครับ ส่วนเทวดา มีเครื่องประดับ แต่เครื่องประดับไม่มีวิชชา เป็นเสมือนโฮโลแกรมซึ่งบางเบาและโปร่งแสงครับ

พิรจักร

 

เพราะเหตุใดพระพุทธรูปของพระพุทธจักรฯจึงทรงเครื่องประดับมากน้อยต่างกันไป?

     ผมขอรวบรวมคำตอบมาจากผู้ทรงคุณวุฒินะครับคือ

     1) พระพุทธรูปที่หล่อขึ้น บางทีช่างปั้นลดรายละเอียดเพื่อให้ปั้นและหล่อง่าย

     2) พระพุทธจักรฯที่หล่อออกมาแล้วทรงเครื่องประดับมาก บางทีเป็นการท้าทาย

     3) ขึ้นอยู่กับวาระโอกาส เช่น "ออกศึก" หรือ "ออกงาน"

     4) เจ้าของกาย ไม่ประสงค์จะเปิดเผยมากเกินไป จึงให้นายช่างปั้นและหล่อออกมาแต่พอควร และไม่ให้เหมือนในวิชชาทั้งหมด เพราะอาจจะตามเจอครับ

     5) กายในวิชชามีเครื่องประดับมาก แต่ไม่ประสงค์จะแสดงให้เห็นในรูปหล่อ

     6) กายในวิชชามีความพึงพอใจในการแต่งอย่างนั้น คือลำลอง ดังนี้

     โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ

      www. meditation101. org


นานาสาระสวัสดียามบ่ายครับ

มีเสียงชื่นชมกันมา เกี่ยวกับเนื้อหานานาสาระ เรื่องล่าสุด ก็เป็นเรื่องประกาศิต บางท่านก็สงสัยว่าจะเป็นจริงหรือ? ซึ่งผมก็แนะนำไปว่า ให้ลองใช้วิชชาคำนวณอานิสงส์แต่ละแห่งดู ว่าที่ไหนได้มากน้อยเท่าใด บางสำนักท่านมีวิชชา บางสำนักไม่มีวิชชา แต่ต่างก็มี "ทีเด็ด" ของตน บางสำนักที่ไม่มีวิชชาแต่ "ทรงฌาน" แก่ๆๆ ก็อานิสงส์แรง บางสำนักมี "ประกาศิตรับ-ส่ง" ก็ดีไปอีกแบบ หรือท่านใดพอจะมีเวลาช่วยออกแบบ Vijja-Application หรือ "แอพพลิเคชั่นวิชชา" มีลักษณะคล้ายๆ วิไล แล้วประมวล องค์แห่งทาน คือ เจตนา, ผู้รับ, ผู้ให้, ทานวัตถุ, และอื่นๆ แล้วประมวลผลแสดงผลเป็นวิไล คล้ายเป้าของลูกดอกที่เป็นวงๆ มีตัวเลขกำกับ หรือแสดงผลแบบอื่นๆ ว่า input แบบนี้ output จะเป็นอย่างไร ทำแล้วแจกกันใช้ ให้ไปตรวจกันเองครับ ว่าจะได้ธาตุได้ธรรมเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การทำทานบางครั้งเราก็ไม่ได้มุ่งแค่อานิสงส์ ว่าจะได้เงินกลับมาเท่านั้นเท่านี้ บางทีเราทำเพื่อเพิ่มพูนคุณธรรมให้กับตนเอง และสละกิเลสครับ ^ _ ^


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

 

นานาสาระ: เรื่องทำบุญพร้อมสำแดงประกาศิต

 

ประกาศิตนั้น จะว่าภาษามนุษย์ง่ายๆ ก็คือ ดวงตราสัญลักษณ์ หรือโลโก้ ซึ่งประกาศิตจัดเป็น "แบรนด์" ที่มีสิทธิ์ มีศักดิ์ มีอำนาจ ตามบทบัญญัติ และมีชื่อเสียง การยอมรับ นับถือกันในสังคมมนุษย์และเหล่าเทพเทวา เช่นตราประทับราชการ ตราประทับบริษัท หน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน การ "เล่นประกาฯ" โดยสำแดงประกาศิตอยู่เสมอๆ ในการทำบุญ และ "เดินงาน" เช่นปักลวดลายประกาศิต ไว้บนตาลปัตร พัดรอง หรือย่าม สำหรับถวายพระที่มาร่วมพิธี หรือทำธงประดับงาน มีส่วนช่วย เพิ่มอานิสงส์แห่งบุญอันพึงได้ จากสมการแห่งทานคือ

บุญที่ได้ = วัตถุบริสุทธิ์ x เจตนาบริสุทธิ์ x ผู้ให้บริสุทธิ์ x ผู้รับบริสุทธิ์

 

ประกาศิตที่มีลำดับชั้น เปรียบเสมือนเครื่องรับประกันคุณภาพ อาทิเช่น ความบริสุทธิ์ของเจ้าของประกาฯ คือผู้ให้ และวัตถุทาน และเพิ่มความสวยงาม, ความน่าประทับใจ, การให้ความสำคัญ, เกียรติภูมิ, ความน่ายินดี เหมือนอย่างดวงตราโลโก้ของนาฬิกาโรเลกซ์ หรือรถเบนซ์ หรือเสื้อตราโปโล หรือลาคอสท์ ที่ทำให้ผู้ใช้ หรือผู้ได้รับ รู้สึกถึงฐานะอันเลิศที่ “ทรงคุณค่า” “ภูมิฐาน” และน่า “ภาคภูมิใจ” ในวัตถุที่มีตราประกาศิตสำแดงอยู่

 

ในกรณีที่ประกาศิตเป็นประกาฯชั้นสูง ผู้รับพึงมียินดี ที่ได้รับวัตถุทานที่มีประกาศิต ส่วนเจตนา ก็มีเจตนาอันดี และแรงกล้ามากขึ้น เมื่อผู้ถวายทานใส่ใจในการสำแดงประกาศิต พร้อมทั้งได้ "อานิสงส์แห่งประกาศิต" คือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่จะได้ เมื่อได้รับประกาศิต เช่นเดียวกับการที่พระสงฆ์รับผ้ากฐิน แล้วได้อานิสงส์ต่างๆ ตามพุทธบัญญัติ และด้วยเหตุผลทางวิชชาอื่นๆ ซึ่ง “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” ก็จะนำ input ต่างๆ เหล่านี้ ประกอบเข้าด้วยกันโดยคำนึงถึงดวงจิตที่เกิดดับทั้งหมดในกระบวนการ ที่เกิดจาก กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำบุญ เพื่อคำนวณจ่ายบุญและตั้งโปรแกรมเป็นแผนผังแห่งผลกรรมว่าจะส่งผลในอนาคตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยเหตุนี้ การทำบุญพร้อมสำแดงประกาศิต จึงมีอานิสงส์มากกว่าปกติธรรมดา ในทำนองเดียวกัน การสำแดงประกาศิตเพื่อใช้ในทางผิดศีลผิดธรรม ในทางมิชอบ อย่างเช่นสุราแบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียง ก็จะได้บาปมากขึ้นเป็นพิเศษ ดังนี้.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

14 พฤศจิกายน 2563

www.meditation101.org


ทรัพย์สมบัติในวิชชา ภาค 2

ทรัพย์ในวิชชา ไม่ว่าจะเป็นสายสมบัติ กองสมบัติ แก้ว แหวน เงิน ทอง เพชร นิล จินดา ที่เห็นในวิชชา ให้แปลงเป็นเงินบาทในยุคปัจจุบัน ณ วันที่นั้น วันที่นี้ หรือเป็นเงินสกุลอื่นๆ หรือทองคำกี่เปอร์เซ็นต์ ตามน้ำหนัก หรือที่ดิน ทรัพย์สินศฤงคาร โดยอาจดู "วิไล" เพื่อวัดดูว่า ทรัพย์ในวิชชา จะมีค่าเท่าไรในเมืองมนุษย์ แล้วถ้าเร่งอานิสงส์ให้เร็วให้ช้า จะต้องใช้บุญอีกมากน้อยเพียงใด จะเหลือเท่าใด วาระในการส่งผล จะเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน รายปี ต่อภพ ต่อชาติ อย่างไร ถัวเฉลี่ยเท่าไร นับจากชาติปัจจุบัน ถึงภพชาติสุดท้าย แล้วจะเป็น มนุษยสมบัติ, สวรรค์สมบัติ, พรหมสมบัติ, นิพพานสมบัติ เท่าใด จะได้สมบัติง่ายยาก ได้ด้วยวิธีอะไรจึงจะตรงกับกรรมที่ทำไว้ แล้วได้มาก ได้น้อย อย่างไรหยาบกับละเอียดจึงจะตรงกันได้? บุญได้ธาตุได้ธรรมเท่าใด เงินที่ทำบุญกับเงินที่จะได้เป็นอานิสงส์คิดเป็นร้อยละเท่าใด? ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

13 พฤศจิกายน 2563


มรรค คือเครื่องถอนกิเลสสังโยชน์

เมื่อถอนแล้ว จึงเป็น "นิโรธ" คือดับทุกข์จากกิเลส

นิโรธสมาบัติ คือดับธรรมอันสะอาดน้อย ไปสะอาดกว่า

ดับธรรมอันสุขุมน้อย ไปสุขุมกว่า

ดับธรรมอันประณีตน้อย ไปประณีตกว่า ดังนี้.

- พิรจักร


นานาสาระ ว่าด้วยเรื่องวิชชากับสมบัติ

สมบัติในวิชชาก็เหมือนบุญจากการนั่งสมาธิ ซึ่งถ้าประกอบเหตุหยาบแล้วละเอียดตรงกัน จึงจะเกิดทรัพย์อัศจรรย์ตามที่เห็นในวิชชาได้

คนบางพวกทำบุญมากแล้วรอคอยบุญส่งผลให้รวยโดยไม่ขวนขวายเท่าที่ควร แต่บางคนจะรวยได้ก็ต้องขวนขวายมาก เพราะตอนทำบุญนั้นผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญต้องเหนื่อยขวนขวายมากในการรับทาน ดังนั้นบุญจะส่งผลให้รวยได้ หยาบละเอียดตรงกัน ก็ต้องขวนขวายมากในการทำมาหากิน ฉะนี้.

ทำทานมีอานิสงส์มาก หากทำแล้วธาตุเพิ่มมาก และธรรมเพิ่มพูน

การอธิษฐานมีสองแบบ คืออธิษฐานมุ่งโลกุตระ (ทางธรรม) กับมุ่งโลกียะ (ทางโลก) การอธิษฐานนั้นคล้ายการตั้งผังในวิชชาหรือเซ็ตโปรแกรมอนาคต ต้องใช้บุญในการตั้งผัง แต่ถ้าอธิษฐานโลกุตระ จิตเป็นกุศลก็ได้บุญตามที่ “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” คำนวณ “มโนกรรม” แล้วจ่ายบุญให้ ต่างจากโลกียะซึ่งมักไม่ได้บุญเพิ่ม แต่ต้องเสียบุญไปกับการกำหนดอนาคต

บางคนจะรวยได้ก็ต้องทุ่มเทความคิดสติปัญญาแรงกายแรงใจในการทำมาหากินให้มากเหมือนกับที่ผู้รับทานทำตอนขอรับบริจาค เช่นงานทอดกฐินสามัคคีประจำปี ทางวัดต้องเกณฑ์พระภิกษุสามเณรมาจัดงาน ติดผ้าระบาย เตรียมโต๊ะ เก้าอี้ เตรียมอาหารเลี้ยง เช็ดล้าง ทำความสะอาดสถานที่จัดงาน กางเต็นท์ และอื่นๆ ต้องเหน็ดเหนื่อยเตรียมงานกันหลายวัน เพื่อต้อนรับเจ้าภาพมาถวายผ้ากฐิน และปัจจัยซึ่งเป็นบริวารกฐิน ด้วยกรรมนี้ เจ้าภาพอาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยทำมาหากิน กว่าจะได้ทรัพย์ อันเป็นอานิสงส์แห่งการทำบุญ แต่ครั้นจะได้ ก็จะได้มากเป็นพิเศษเฉพาะกาล

ในสมัยพุทธกาลมีบางคนได้สมบัติอัศจรรย์เพราะพระพุทธเจ้าท่านเสริมเปิดโลกให้เหมือนตอนแสดงยมกปาฏิหาริย์ ซึ่งเท่าที่สังเกตจากเรื่องราวในพระไตรปิฎก ทายกทายิกาก็มิได้อธิษฐานขออะไรมากๆ

บางคนทำบุญมาก ประสงค์จะได้สมบัติจักรพรรดิ คำอธิษฐานนี้ต้องใช้บุญมากและยังอธิษฐานใหญ่ๆอีกหลายอย่าง บุญจึงหมดเปลืองไป ชีวิตในปัจจุบันก็ตกต่ำยากจนลง เพราะเอาบุญเก่าบุญใหม่ไปตั้งผังตามคำอธิษฐานโครงการชีวิตใหญ่ๆ เหมือนคนมีเงินสามร้อยบาทอยากจะกินบุฟเฟ่ต์ชาบู แต่หาเงินได้วันละ 50 บาท ก็ต้องรอหกวันจึงได้กิน ระหว่างนั้นก็อดอยากไม่มีอะไรกิน

คนมีวิชชา เห็นสมบัติในวิชชา ให้ลองใช้วิไลตรวจดูในวิชชาว่า กรรม และ/หรือ อานิสงส์ และ/หรือ สมบัติ และ/หรือ วิชชาจะ “เป็น” จะ “ไป” มากน้อยเพียงใดในโลกมนุษย์ หรือในแต่ละภพภูมิ โดยดูวิไลเหมือนดูเป้าลูกดอกที่เป็นวงๆ หรืออื่นๆ ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

12 พฤศจิกายน 2563


มีท่านแนะนำมาว่า สภาพอันเป็นว่าง ได้เกิดมีเป็นไปได้ก็เพราะ “สภาวะว่างมาก และสภาวะว่างน้อย” นั้นชนกัน ซึ่งผมสรุปได้ว่า “เวลา” ที่เสียดสีกัน หรือ “สภาวะว่างมาก และสภาวะว่างน้อย” ที่ชนกันนั้น ทำให้เกิด “มิติ” ซึ่งท่านผู้แนะนำได้เสริมว่า เป็นการ “บิดสภาพ” ทำให้มิติ “เปิดอ้าออกมา” ดังนี้.

เวลา กับ เวลา เหลื่อมกัน ทำให้เกิด “เร็ว” เกิด “ช้า”

“ว่างมาก” กับ “ว่างน้อย” เหลื่อมกัน ทำให้เกิด “ไม่ว่าง”

ผมก็พยายามจะหาอุปมาอุปไมยว่า "ว่าง" ที่มีตอนแรกเริ่ม จากที่ไม่มีอะไร กลายมาเป็น "มี" ได้อย่างไร มีท่านแนะนำมาว่า "ว่างมาก" "ว่างน้อย" ที่ชนหรือเหลื่อมกันนั้น เหมือนกับ "สุญญตา" ชนกับ "สุญญตา" ด้วยกัน หรือ "อรูปฌาน" ของคนหนึ่ง "ชน" เข้ากับ "อรูปฌาน" ของอีกคนหนึ่ง ซึ่งสภาวการณ์ที่เกิด "ชน" กันของอรูปฌานนั้น คล้ายกับตอน "ว่าง" เหลื่อมกัน แล้วทำให้เกิดบิดรูปมิติ เผยอขึ้น และกลายเป็น  the conditioned ครับ


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


มีท่านสงสัยถามผมประมาณว่า ในเมื่อยุคก่อนกำเนิดจะมีอะไรอะไรทั้งปวงทั้งสิ้นนั้นเป็น "ว่าง" แล้วจากว่างที่ไม่มีอะไรเลย มันจะเกิดความมีความเป็นได้อย่างไร?

คำตอบคือ ให้ลองนึกถึง "เวลา" ที่เสียดสีกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาของภพดาวดึงส์ กับเวลาของโลกมนุษย์ เมื่อมีการเดินทางจากภพดาวดึงส์ มาเมืองมนุษย์ "เวลา" ที่คาบเกี่ยวก็กอปรเป็น "ทิพยสภาวะ" หนึ่งขึ้น ผมอุปมาความว่างในยุคก่อนกำเนิดว่าเป็นประดุจมิติของ "เวลา" อันไม่มีตัว ไม่มีตน แต่สามารถกอปรเป็นสภาวะสภาพหนึ่งขึ้นมาได้ และเมื่อผ่านไปเนิ่นนาน ก็ทำให้เกิดตัวเกิดตน มีเป็น มีไป ขึ้นมาครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


มีท่านสงสัยถามผมว่า นิโรธไปสุดที่ใด?

คำตอบคือ สุดของนิโรธคือ "ว่าง" ครับ แต่ก็ไกลมากๆๆ ทีเดียว เลยพระนิพพานในพระนิพพาน พระนิพพานของพระพุทธเจ้าพระองค์เก่าๆ แก่ๆ เลยพระต้นธาตุต้นธรรม ไปเรื่อยๆ ครับ

 

สุดของนิโรธนั้นเป็น "ว่าง" แต่ว่างนั้นจะเป็นสุญญตาหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "ไม่" ครับ เพราะยังมีบางอย่างอยู่ที่นั่น เหมือนเราขึ้นบันไดเลื่อน ไปกระทั่งถึงสุดทาง พบห้องว่างๆ แต่มันมีเชิงบันไดเลื่อน ก็เลยสรุปไม่ได้ว่าเป็นสุญญตาน่ะครับ แต่สุญญตาจริงๆ แล้ว มันก็ต้องมี "อารมณ์กำหนดว่าง" ซึ่งอารมณ์นั้นจะมีขอบเขตอันว่างเปล่าไปที่ใด ก็วัดกันได้ เช่นว่างตลอดจักรวาล ว่างตลอดอนันตจักรวาล และพอสุดอารมณ์แล้ว มันก็มีขอบเขตอยู่เท่านั้น เหมือนแผ่เมตตา ว่าจิตจะขยายออกไปได้เพียงไร ซึ่งอารมณ์สุญญตาที่กำหนดได้ ก็ใช้ว่าจะคงอยู่ตลอดเวลาในขณะเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป็นอรูปพรหม หรือพรหมลูกฟัก ก็จะเป็นได้ตลอดอายุขัย ส่วนสภาวะก่อนเกิดมีอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น จะกล่าวว่าเป็น “สุญญตา” ก็ได้ เพียงแต่ไม่มีอะไร และไม่มีใครมากำหนดอารมณ์ว่าว่างอย่างสุญญตา เพราะแม้แต่ “วิญญาณขันธ์” ก็ไม่มีอยู่เพื่อรับรู้ความว่างเปล่านั้น

มีท่านถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเข้านิโรธไปทำไม?

คำตอบคือ เหมือนต้นน้ำลำธาร น้ำไหลมาจากซอกเขา ก่อเกิดเป็นลำธารเล็กๆ ไหลลงมาตามไหล่เขา กระทั่งถึงฝายเก็บน้ำ ต่อไปเรื่อยจนเป็นแม่น้ำ เราจะใช้น้ำ เราก็ไปแค่ที่ฝาย ไม่จำเป็นต้องไปถึงซอกเขาครับ นิโรธเข้าไปแล้ว ก็ไปแช่อิ่มอยู่ที่ฝายน้ำ ตักน้ำ ตวงน้ำมาใช้ได้ตามใจชอบครับ


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

10 พฤศจิกายน 2563


สุญญตา หรือ nothingness เป็นสภาวะของใจที่ว่างเปล่า เห็นสรรพสิ่งสรรพสัตว์ราวกับว่าไม่มีแก่นสาร ในขณะที่กายตัวตนก็ยังมีอยู่และเป็นไปตามกฎอนุรักษ์มวลสารและพลังงาน ถ้าใจเราฝักใฝ่อยู่ในสุญญตามีอารมณ์เป็นอรูปฌาน ก็จะไปเกิดเป็นอรูปพรหม ส่วน "อนัตตา" เป็นสภาวะทางกายภาพและสภาวะธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง (non-self) ไม่ใช่ original อันเป็น true-self ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Buddhahood and Buddhist Sainthood เป็น true self, more or less.

 

คำถาม การที่เรานำใจไปเหนี่ยวไว้กับ "สุญญตา" หากพัฒนากลายเป็นอรูปฌาน ก็จะเป็นผลให้ไปเกิดเป็น "อรูปพรหม" ดังนี้แล้ว เราควรยังใจให้เป็นเยี่ยงไร?

คำตอบ ลองตรองดูถึงการปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทบทวนฌานขั้นต่างๆ เข้าออก กระทั่งแก่รอบ แล้วทรงดับขันธปรินิพพานในระหว่างฌานที่ 4 กับฌานที่ 5 กล่าวคือ พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงเข้าอรูปฌาน หรือยึดฌานใดฌานหนึ่งเป็นอารมณ์ รวมถึงสุญญตา

ตามทฤษฎีธรรมะเศรษฐศาสตร์

บรรลุธรรม = มรรคสมังคี x บุญบารมีถึงพร้อม x ดำริชอบว่าจะละสังโยชน์

เราจะเห็นได้ว่า การทรงอารมณ์ในสมาธิ จัดเป็น 1 ในมรรคสมังคี คือ ความเพียรชอบ (balanced effort) สติชอบ (consistent mindfulness) สมาธิชอบ (right focus or concentration) ซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องอยู่ในฌานขั้นใด เราสามารถบรรลุธรรมได้ด้วยฌานทุกขั้น ตั้งแต่ฌาน 1 ถึง ฌาน 8 หาก ฌานนั้น ประกอบกับมโนธรรมแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วเกิดมรรคสมังคีได้ โดยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามวาสนาบารมีที่สั่งสมมา ซึ่งในการปฏิบัติตามหนทางสายกลาง ใช้คำว่า "มัชเฌนธรรม" คือใจเป็นกลางๆ สมดุลใน ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเอื้อต่อการเข้าสู่หนทางสายกลาง และกอปรเป็นมรรคสมังคี เมื่อมรรคสมังคีแล้ว ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง หากมีบุญบารมีถึงพร้อม และดำริชอบว่าจะละสังโยชน์ หรือฝักใฝ่มรรคผล (ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิ) ก็จะบรรลุมรรคผลได้ ดังนี้.

 

อรูปฌานสามารถยังให้เกิดมรรคสมังคี แล้วบรรลุมรรคผลได้ครับ แต่เปอร์เซ็นต์เกิดมรรคสมังคี น่าจะน้อยกว่าฌานขั้นอื่นๆ เพราะอรูปฌานนั้น "เบา" เกินไป ในสัดส่วนของ ความเพียรชอบ, สติชอบ, และสมาธิชอบ กล่าวคือ ความเพียรชอบมี สติชอบมี แต่สมาธิชอบจะอ่อนหน่อย เพราะไม่กำหนดอะไรเลย แต่เป็น "ว่าง"

ผมเห็นว่า สาเหตุที่มีอรูปฌาน ก็เพราะเป็น "องค์คุณหนึ่ง ในบรรดาฌานทั้งหมด" ซึ่งในขณะที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน ก็ทรงทบทวนฌาน 1 ถึง ฌาน 8 ไม่เว้นแม้แต่อรูปฌาน เพื่อให้จิตควรแก่การงาน แล้วทรงละไปในรอยต่อของฌานที่ 4 กับฌานที่ 5 ครับ

สาเหตุที่พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องสุญญตา ก็เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ 84,000 พระธรรมขันธ์ ที่ต้องทรงสอนตามพุทธประเพณี เพื่อให้พระธรรมครบถ้วน และทั่วถึง พระสาวกจึงรู้ได้ว่าสิ่งใดใช่ สิ่งใดไม่ใช่ สิ่งใดใช่ว่าใช่ และไม่ใช่ว่าไม่ใช่ ครับ

วิชชาธรรมกายก็มี "อรูปฌาน" ครับ คือเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็ให้พระธรรมกายนั้นกำหนดจิตไปใน "ว่าง" กลางแผ่นฌานที่ประทับนั่งอยู่ ดังนี้แล้ว พระธรรมกายจะมีอรูปฌานเป็นอารมณ์ครับ

กายอรูปพรหม และกายธรรม สามารถเข้าอรูปฌานได้ ก็เหมือนที่กายมนุษย์นั่งเข้าอรูปฌาน เป็นกายมนุษย์ที่มีอรูปฌานเป็นอารมณ์ ฉันใดก็ฉันนั้น กายอรูปพรหม มีอรูปฌานเป็นอารมณ์ปกติ ส่วนกายธรรม มีอรูปฌานเป็นอารมณ์ได้ตามปรารถนา จะถอน จะถอย จะเลื่อนไปฌานอื่นก็ได้ครับ

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ไปในระหว่างฌาน 4 กับฌาน 5 ด้วยอารมณ์อันเป็น "นิโรธ" ไม่ติดอยู่ในฌานใดซึ่งนิโรธเป็นอารมณ์ของพระนิพพานครับ

อารมณ์ในพระนิพพานของพระพุทธเจ้า, พระอรหันต์เป็นนิโรธที่เครื่องนิโรธปรุงหล่อเลี้ยง เหมือนนิพพานเป็นในตัว (สภาวะจิตที่นิพพานในขณะยังมีชีวิตอยู่)

อารมณ์นิโรธในอายตนนิพพานคือ "ดับ" อันที่จริงผมไม่อยากใช้คำว่า "อารมณ์" เพราะในอันที่จริงนิโรธไม่เข้าข่ายเป็นอารมณ์ แต่เป็นสภาวธรรมเดิมแท้ เมื่อปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น นิโรธที่หล่อเลี้ยงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ในพระนิพพาน ก็คล้ายกับการเข้านิโรธสมาบัติของกายมนุษย์ขณะยังมีชีวิต คือใจหยุดเป็นจุดเดียวแน่นละเอียดลึกเข้าไปเรื่อยๆ เครื่องนิโรธก็ทำหน้าที่คล้ายการ "คุมธรรม" ของครูวิชชา คือดึงใจของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ให้หยุดเป็นจุดเดียวแน่นละเอียดลึกเข้าไป ไม่เป็นอื่น แต่พระนิพพานที่เป็นปราสาทราชวัง ก็จะต่างกันออกไป อารมณ์ในนิโรธจะอ่อนกว่า อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าขณะยังทรงมีชีวิต ทรงเข้านิโรธตลอดเวลา ทรงทำกิจต่างๆได้ ใช่ว่าจะอยู่ในท่านั่งสมาธิอย่างเดียว ต่างแต่ว่า ละเอียดมากน้อย โดยเครื่องนิโรธเลี้ยง "วิมุตติสุข" ครับ

ในตัวมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มี “เครื่องนิโรธ” แต่จะชักจูงดึงจิตเข้าสู่สภาวธรรมอันเป็นนิโรธได้ ก็ต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ สาเหตุเพราะ “กิเลสสังโยชน์ไม่มี (พระอรหันต์) หรือมีน้อย (พระอนาคามี)” อุปมาเหมือนเครื่องปั๊มน้ำ สูบน้ำเข้ามาใช้ ถ้ากิเลสสังโยชน์หยาบยังมาก ก็เหมือนท่อน้ำมีตะกรันมาก น้ำไม่สามารถไหลผ่านได้โดยสะดวก เมื่อละสังโยชน์แล้ว ท่อสะอาด จิตก็ดำเนินในหนทางสายกลาง จากอารมณ์หยาบ เข้าสู่อารมณ์ละเอียด ควรแก่การงาน กระทั่งเป็น “นิโรธสมาบัติ” ได้ฉันนั้น

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

10 พฤศจิกายน 2563


ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ล้วนมีเทพรักษา

ทำบังสุกุลเผาชื่อผู้ตายในกระดาษ ให้บอก “ฝากพระเพลิง” ด้วย

กรวดน้ำ หยาดลงดิน ให้บอก “ฝากพระธรณี”

ลอยกระทง, กรวดน้ำ หยาดลงแม่น้ำลำธาร ให้บอก “ฝากพระคงคา”

จุดธูปอธิษฐาน ปักกลางแจ้ง ให้บอก “ฝากพระพาย”

เทพประจำดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านรับทราบแล้ว จะนำความปรารถนาของเราไปส่งถึงจุดหมาย โดยมี “ค่าฝาก”

-        พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


การเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดในญาณ

 

มีท่านส่งข้อความมาถามผมว่าการเห็นพระพุทธเจ้ารูปลักษณ์กายมนุษย์อันเป็นทิพย์มาพบในญาณ เป็นนิมิตลวงหรือไม่ ผมตอบว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นเป็นพระพุทธเจ้าภาคสัมโภคกาย ตามคำสอนเรื่องตรีกายของทางมหายาน คือพระพุทธเจ้าที่ออกโปรดพระโพธิสัตว์และพระสาวกคล้ายกับพระอมิตตาภะพุทธเจ้าจากแดนสุขาวดี เรื่องนี้เคยมีในสมัยที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาเยี่ยมในญาณพร้อมพระสาวก นั้นเป็นสัมโภคกายครับ กล่าวคือพระธรรมกายแก้วใสของพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระนิพพานแล้วทรงปาฏิหาริย์สัมโภคกายออกมาทำกิจในภพภูมิต่างๆ ดังนี้ครับ

 

มีท่านถามผมประมาณว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นในญาณนั้นเป็นองค์จริงมาโปรดหรือเป็นนิมิต
คำตอบคือในเบื้องต้นให้ดูว่าญาณทัสนะเป็นญาณแจ้งโลกหรือไม่และเป็นญาณของพระอรหันต์ พระอริยบุคคล เป็นโลกียะ หรือโลกุตระ ว่ามีกิเลสเจือปนหรือไม่ เพราะพระอรหันต์ไม่มีว่าเห็นผิด มีแต่ว่าเห็นได้มากได้น้อยตามแต่กำลังจะบำเพ็ญมาครับ ส่วนการจะดูว่าเป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง หรือว่าเป็นการสำคัญผิด ให้ตรวจดูว่าในใจยังมีกิเลสสังโยชน์เหลืออยู่อีกหรือไม่ ถ้ายังมี มีอะไรเหลือ ถ้าดับแล้ว อะไรที่ดับไป เช็คลิสต์ดูตามหลักธรรมว่าพระอริยบุคคลขั้นใด ละสังโยชน์อะไรได้บ้างครับ

พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว แต่ยังทรงมีธรรมกาย และสัมโภคกายอยู่ ครั้นพระพุทธศาสนาครบ 5000 ปี พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าจะส่งฤทธิ์บันดาลให้พระบรมสารีริกธาตุประชุมขึ้นเป็นกายอีกครั้งแล้วแสดงปาฏิหาริย์ก่อนจะสลายพระนิรมานกายหรือส่วนของกายมนุษย์

มีท่านแย้งผมว่า การที่พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจะมาประชุมรวมกันเมื่อครบ 5000 ปี ตามอายุของพระพุทธศาสนา แล้วกอปรเป็นพระวรกายของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงฤทธิ์นั้นเป็นการ "อธิษฐาน" ของพระพุทธเจ้าให้เป็นดังว่าหรือไม่?

ผมขอแก้ว่า ถ้าเป็นดังนั้นจริง แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุประชุมขึ้นเป็นพระวรกายบ่อยๆ เช่น ทุกๆ หนึ่งปี หรือหนึ่งร้อยปี เพื่อประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา และรักษาศรัทธาพระสาวก ทำไมต้องอธิษฐานรอให้ครบ 5000 ปีเท่านั้นครับ

ผมขออธิบายต่อไปว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระธรรมกาย มีพระสัมโภคกาย และมีพระนิรมานกาย เราถือเป็น "กายแต่ละภาค" ของพระพุทธเจ้า หรือเรียกได้ว่า "กายแบ่งภาค" เหมือนเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ทรง "แบ่งภาค" กายหนึ่งแสดงธรรมที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ อีกกายหนึ่งออกไปบิณฑบาตที่ทวีปอื่น พระองค์มิได้ทรง "อธิษฐาน" แบ่งกาย แต่เป็นกาย "ปาฏิหาริย์แบ่งภาค" ดังนี้ครับ

23 กรกฎาคม 2563

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

 

EXECUTIVE SUMMARY: 

ศรัทธา และ ปัญญา ในพระพุทธศาสนา

บทสรุปแก่นการสร้างบารมีให้ประสบความสำเร็จด้วย อินทรีย์/พละ 5
(1) ปัญญา เป็นตัวเพิ่ม ศักยภาพ และ ศักยผล
(2) ศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น และมั่นคง ไม่ผันแปร
(3) วิริยะ คือกำลังขับเคลื่อน แรงมาก/น้อย
(4) สติ คือความจรดจ่อสนใจต่อเนื่อง
(5) สมาธิ หมายถึงใจที่สงบดีพอ มีคุณภาพ ก่อเกิดเป็นความคิด คำพูด การกระทำ ที่ดีมีประโยชน์

ศรัทธา และปัญญา เกิดจากอะไร?

ศรัทธา เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ความยินดี ยินร้าย ในกุศลธรรม และ/หรือ อัพยากตธรรม และ/หรือ อกุศลธรรม โดยศรัทธาอาจเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง ไปตามความผันแปรของธรรมที่ยินดียินร้ายอยู่ ยกเว้นพระอริยบุคคล มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ไม่คลอนแคลน อารมณ์เสวยเวทนาขันธ์ของศรัทธา อาจทำให้จิตมีกำลังมาก

ปัญญา เกิดจาก ความรู้ ความเข้าใจ มีสติเป็นองค์ประกอบ มีการทำงานในลักษณะพิจารณาไตร่ตรองได้มากน้อย ต่างกันไป โดยผ่านกระบวนการ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงอาจทำให้เกิดความเนิ่นช้า มีลักษณะแห่งวิญญาณขันธ์ ซึ่งหากว่ามีความรู้มากพอแล้ว และมีความชำนาญในการทำความเข้าใจ ปัญญาก็จะเจริญขึ้นโดยง่าย

ศรัทธา มีด้วยกัน 2 ประเภทหลัก คือ
(1) ศรัทธาจาก "ปสาทะ" คือความเลื่อมใส ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กอปรเป็น ธรรมารมณ์ อันควรยินดี ทำให้เลื่อมใส และเชื่อมั่น
(2) ศรัทธาจาก "ปัญญา" คือความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในธรรม เป็นเหตุให้ยินดี และเชื่อมั่น

ศรัทธาจาก "ปสาทะ" จำเป็นต้องปรุงแต่ง ให้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิดนั้นเป็นที่น่าพอใจ เพื่อให้ธรรมารมณ์ เป็นที่ยินดีอยู่เสมอ มิฉะนั้น ศรัทธาก็จะเสื่อมถอย เช่น บุคคลพยายามรักษากริยามารยาทให้ดูสงบเรียบร้อย ผู้พบเห็นก็เกิดความเลื่อมใส ยินดีในรูป เสียง ที่ได้เห็น แต่เมื่อใดที่ขาดมารยาทอันดี ความศรัทธาประเภทนี้ก็คลอนแคลน เสื่อมลงได้ง่ายๆ อย่างเช่นตัวอย่างในเรื่องพระสารีบุตรกระโดดข้ามคูน้ำ

ศรัทธาจาก "ปัญญา" เกิดจาก "ความรู้" และ "ความเข้าใจ" ในธรรมอย่างถูกต้อง กอปรเป็น ธรรมารมณ์ ที่ทำให้เชื่อมั่น เป็นความศรัทธา ยกตัวอย่างเช่น บุคคลศึกษาพระพุทธศาสนากระทั่งเข้าใจว่า พระรัตนตรัยคือสิ่งสำคัญ และมีบทบาทอย่างไร ต่อการปฏิบัติธรรมของตน แม้จะมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ก็ทำความเข้าใจได้ว่า แม้ในสมัยพุทธกาล ก็มีเรื่องอื้อฉาวแบบนี้ และพระสงฆ์ก็มีทั้ง พระอริยสงฆ์ กับสมมติสงฆ์ แม้จะมีข่าวอื้อฉาว ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มิได้ผันแปร  ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

22 มิถุนายน 2563

www.meditation101.org


ดวงตราประกาศิต กับเทวดาผู้เลี้ยง

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านบทความนี้ คงคุ้นเคยกับการเดินทางสัญจรบนท้องถนน และหลายท่านก็มีรถยนต์ในความครอบครอง ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับบทความนี้ก็คือ ดวงตราสัญลักษณ์ หรือ “ดวงตราประกาศิต” ของรถยนต์แบรนด์ต่างๆ มีนัยยะที่สำคัญอะไรบ้าง ที่น่าศึกษา

เมื่อเราสังเกตดูดวงตราสัญลักษณ์แบรนด์รถยนต์ หรือแม้แต่สินค้า และบริการอื่นๆ ก็ตาม เราจะเห็นได้ว่ามีประเภทหลักๆ คือ (1) แบรนด์ที่เป็นชื่อคน อย่างเช่น โตโยต้า, ฮอนด้า, ฟอร์ด, จิออดาโน่ (2) แบรนด์ที่เป็นชื่อกิจการ ไม่ใช่ชื่อคน เช่น เล็กซัส, โบอิ้ง, ไมโครซอฟท์, แอ็ปเปิ้ล

ซึ่งในกรณีของรถยนต์นั้นจะเห็นได้ว่า มีแบรนด์ที่เป็นชื่อคน แบบทั้งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งประกาศิต อย่างเช่น โตโยต้า หรือ เป็นชื่อตัวอักษร อย่างเช่น ฟอร์ด หรือเป็นทั้งสองอย่าง อย่างเช่น เมอร์ซิเดส เบนซ์

จะเห็นได้ว่า แบรนด์ที่เป็นชื่อคน และเป็นตัวอักษรนั้น ดูจะไม่แรงมากพอ เมื่อขยายตัวออกไปมากๆ ทั้งนี้เพราะ เทวดาผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกิจการ หรือบรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ของผู้ก่อตั้งกิจการ มีกำลังในการหล่อเลี้ยงจำกัด และเมื่อชื่อแบรนด์เป็นตัวอักษรชื่อคน (ชื่อสกุล) ก็ทำให้นักบริหารที่เคยทำงานร่วมในองค์กรนั้น ไม่ได้มาร่วมเป็นเทวดาผู้เลี้ยงมากนัก ทำให้ขาดความหลากหลายและลำดับขั้น ของเทวดาผู้เลี้ยงก็มีน้อยกว่า

ส่วนกิจการที่เป็นชื่อคน แต่มีแบรนด์เป็นตราสัญลักษณ์ ไม่ได้ใช้ตัวอักษร ก็จะมีเทวดาผู้เลี้ยงมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโดยมากแล้ว จะเป็นครูอาจารย์ บรรพบุรุษ ของผู้ก่อตั้งกิจการ และผู้บริหารต่างๆ ภายใต้แบรนด์นั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า แบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ดูจะเปิดกว้างให้กับเทวดาผู้เลี้ยงมากกว่า เพราะความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของนั้นต่างกัน ถ้ากิจการมีตราสัญลักษณ์เป็นชื่อคนแบบตัวอักษร เทวดาผู้เลี้ยงอื่นที่จะเข้ามาช่วยก็อาจจะมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมน้อยลง

ส่วนกิจการที่มีชื่อกิจการเป็นชื่อคน หรือเป็นชื่อที่ไม่ใช่ชื่อคน แล้วมีดวงตราสัญลักษณ์กำกับ อย่างเช่นเมอร์ซิเดส เบนซ์ ก็ดูจะมีกำลังมาก จากเทวดาผู้เลี้ยง ทั้งที่เป็นผู้ก่อตั้ง ครูบาอาจารย์ และผู้บริหาร มีกำลังจากทั้งประกาศิต และเทวดาผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เนื่องจาก กำลังของประกาศิต และเทวดาผู้เลี้ยง เมื่อรวมกันแล้ว อาจมีผล 35 – 65% ครับ

องค์ประกอบแห่งความสำเร็จของแบรนด์มีหลายประการด้วยกัน แบรนด์ดังๆ บางอย่าง ก็ซบเซาลง เพราะบุญที่ส่งผลนั้นแผ่วลง หรือมี "แบรนด์คู่แข่ง" ที่โดดเด่นกว่า มาแย่งส่วนแบ่งตลาด หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของแบรนด์ เลิกทำงานด้านนั้น หรือละโลกแล้ว ไม่ได้เป็นเทวดาผู้เลี้ยง มีหลายเหตุด้วยกัน

ด้วยความรู้นี้ หากเราจะจัดตั้งองค์กร หน่วยงาน หรือทำแบรนด์สินค้า เราก็คงพอจะได้แนวทางที่จะทำให้ธุรกิจ กิจการ ของเรานั้นได้กำลังเสริมจากภพทิพย์ และประสบความสำเร็จได้มากขึ้นครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

11 มิถุนายน 2563


การทำบุญและเส้นผม

1. ทำบุญด้วยน้ำยาสระผม จะทำให้ไม่เป็นโรคผิวหนัง โดยเฉพาะหนังศีรษะ

2. บูชาพระด้วยแววหางนกยูง จะทำให้มีเส้นผมและขนสลวยสวยงาม เส้นผมไม่พร่อง

3. ทำบุญด้วยมีดโกนสำหรับปลงผม จะทำให้มีกายใจปลอดโปร่งสบาย


ศรัทธา และปัญญา เกิดจากอะไร?

ศรัทธา เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ความยินดี ยินร้าย ในกุศลธรรม และ/หรือ อัพยากตธรรม และ/หรือ อกุศลธรรม โดยศรัทธาอาจเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง ไปตามความผันแปรของธรรมที่ยินดียินร้ายอยู่ ยกเว้นพระอริยบุคคล มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ไม่คลอนแคลน อารมณ์เสวยเวทนาขันธ์ของศรัทธา อาจทำให้จิตมีกำลังมาก

ปัญญา เกิดจาก ความรู้ ความเข้าใจ มีสติเป็นองค์ประกอบ มีการทำงานในลักษณะพิจารณาไตร่ตรองได้มากน้อย ต่างกันไป โดยผ่านกระบวนการ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงอาจทำให้เกิดความเนิ่นช้า มีลักษณะแห่งวิญญาณขันธ์ ซึ่งหากว่ามีความรู้มากพอแล้ว และมีความชำนาญในการทำความเข้าใจ ปัญญาก็จะเจริญขึ้นโดยง่าย

 

ทำบุญแล้วไม่อธิษฐานอะไร

เคยสงสัยไหมครับ ว่าบางคนทำบุญ แล้วไม่ได้อธิษฐานอะไร หรืออธิษฐานไม่รัดกุม พอบุญส่งผล ก็รวย แต่รวยแบบทำบาป เช่นขายอาวุธรวย นั่นก็เพราะวิชชาของแต่ละฝ่าย เขาแย่งกันส่งผลครับ ก็ทำนองเดียวกัน คำอธิษฐาน ก็เปรียบได้กับ ตัวบทกฎหมายที่จะรัดกุมก็ดีกว่าครับ

 

เหรียญทองนั้นจะสั่งวิชชาอย่างไร?

ผมขอวิสัชนาว่า ส่วนใหญ่แล้ว เหรียญทอง จะเนื่องด้วยผู้เลี้ยง หรือบุคคล แต่ก็มีเหรียญประเภทองค์กร หรือมหกรรม อย่างเหรียญโอลิมปิค เหรียญรางวัลต่างๆ

ส่วนเหรียญทอง ประเภทบุคคลนั้น ในการออกกฎหมายบทบัญญัติวิชชา กำหนดให้ บุคคลเป็น "ต้นองค์" แล้วสร้างภพอันเป็นแหล่งเก็บและจ่ายประดาฤทธิ์ให้กับเหรียญ โดยเชื่อมสาย-ฆา ไว้กับ "ต้นองค์" ของเหรียญ จากนั้นก็ใส่กายสิทธิ์เป็น แถว เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ตั้งเดินวิชชาอัตโนมัติ เมื่อมีการสร้างเหรียญขึ้น ต้นองค์ ก็ส่งกายสิทธิ์มาใส่ในเหรียญ แล้วก็เดินวิชชาเป็น ตามที่ผู้ร่างกฎหมายบัญญัติไว้ในวิชชา เช่นว่า ให้ส่งความรู้ ส่งวิชา วิทยาการ มาหล่อเลี้ยง ส่งบารมีศักดิ์ เป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับ ในทำนองเดียวกันกับการสร้างพระของขวัญ ประมาณนี้ครับ

 

พัดกาชาด

ผมสงสัยว่า พัดกาชาด กับเหรียญ และเข็มที่ระลึกกาชาดเนี่ย มี "คุณ" อย่างไรบ้าง.. ถ้าให้ผมว่าตามหลักวิชชาก็คือ กาชาดเนี่ย เป็นองค์กรใหญ่ ที่ปกมครองกัน เป็นวิชชาของฝ่ายบุญ ภาคกุศล ที่ส่งมาในเมืองมนุษย์ ผู้ที่บริจาคโลหิต เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ได้รับพัด เหรียญ และเข็มสมนาคุณ อานิสงส์คือ นอกจากอุปบารมี จากการให้เลือดเป็นทาน และอานิสงส์คือ มีสิทธิ์ได้ใช้โลหิตก่อน หากมีความจำเป็นต้องรับโลหิตสำหรับผ่าตัด หรืออื่นๆ พัดกาชาดก็ดี เหรียญกาชาดก็ดี เข็มกาชาดก็ดี หากได้รับแล้ว จะ "มีเกียรติ" ใน "สมาคม" สมมติว่าในที่ประชุมวิชชา หากว่าผู้ทรงวิชชาทั่วไป กับผู้ทรงวิชชาที่มีพัด เหรียญ หรือเข็มกาชาด ผู้ทรงวิชชาที่มีของสมนาคุณกาชาด จะมีเกียรติมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากอยู่ในสมาคมภาคีกาชาดด้วยกัน แต่ว่า "สิทธิ์" และ "อำนาจ" นั้น องค์กรกาชาด มิได้ตราให้ไว้ แต่ด้วยเกียรตินั้น ผู้ทรงวิชชาทั่วไป อาจจะต้อง "ค้อม" ให้กับผู้ทรงวิชชาที่มีของสมนาคุณกาชาดครับ รวมถึงส่งผลต่อการ "จัดอันดับ" ด้วย และจะเป็นการดี หากเราได้แล้ว ล็อคเอาไว้ครับ

 

ว่าด้วยเรื่องพัดยศ

มีท่านถามมากันเรื่องพัดยศ ผมก็คิดว่าพระสงฆ์ที่ทรงวิชชาท่านน่าจะทราบดีอยู่ แต่ถ้าจะให้ผมรจนาอธิบายในรูปแบบที่เข้าใจง่ายก็ตามนี้นะครับ

ผมขอเริ่มตั้งแต่ "พัดเปรียญ" ซึ่งเป็นเครื่องบ่ง "คุณวุฒิ" ของพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี เปรียญ ซึ่งในทางกฎหมาย ก็มิได้กำหนด สิทธิ์ และ อำนาจ กำกับอะไรมาก แต่ก็พอมีในทางฝ่ายศาสนจักร ตามบทบัญญัติต่างๆ เช่น "อันดับ" ในพิธีกรรม และ "ศักดิ์" ที่เคารพกันตามขั้นเปรียญ แต่ในปัจจุบันนี้ ได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาคณะสงฆ์ฉบับล่าสุด ซึ่งเทียบชั้นการศึกษาระหว่างทางโลกกับทางธรรม ทำให้พัดยศ มี "ศักดิ์" และ "สิทธิ์" เท่าวุฒิการศึกษาทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่ มีศักดิ์และสิทธิ์ เท่าปริญญาตรี โดยนัยนี้ เท่ากับว่า กฎหมายแห่งราชอาณาจักร ได้รับรอง ศักดิ์ และสิทธิ์ ของพัดเปรียญ ทำให้พัดเปรียญ มีศักดิ์ และสิทธิ์ เกิดขึ้นตามลำดับขั้น

ในทำนองเดียวกัน สำหรับ "พัดยศ" ผู้เลี้ยงได้ให้ทั้ง "ศักดิ์" "สิทธิ์" และ "อำนาจ" การปกครอง และการเคารพนับถือกันในศาสนจักร ราชอาณาจักร และพิธีกรรมต่างๆ ทั้งราชพิธี และราษฎร์พิธี สามารถจัดอันดับก่อนหลัง รวมถึงมีการเคารพกันตามลำดับ

ซึ่ง พัดยศ และ พัดเปรียญ ก็มีผลในทางวิชชาอยู่มาก เพราะผู้ทรงวิชชาสามารถ "เดินบารมีศักดิ์ บารมีสิทธิ์ บารมีฤทธิ์ บารมีอำนาจ" กระทั่งเกิดเป็น "เฉียบขาด" และ "ศักดิ์สิทธิ์" ในวิชชา ตามลำดับขั้น สามัญ ราช เทพ ธรรม พรหม สมเด็จ ซึ่งตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แยกแยะความแตกต่าง รวมถึง ศักดิ์ สิทธิ์ อำนาจ ที่จัดสรรไว้ให้ ตาม "ตราตั้ง" ซึ่งระบุว่า ให้ธำรงค์พระพุทธศาสนา ระงับอธิกรณ์ อะไรต่างๆฯ

วิธี "เดินฤทธิ์" ด้วยพัดยศ ให้ "เดินสี" ไม่ว่าจะเป็นพัดพื้นแดง หรือปักมณีลูกปัดแดง ให้เดินเข้ากสิณสีแดงในพัดครับ

นอกจากนี้ พัดยศ บ้างก็มี "มณี" ซึ่งปัจจุบันเป็น "ลูกปัด" สีสันต่างๆ ก็มีอิทธิคุณจากเจ้าสี ซึ่งจะมีกายสิทธิ์ลงรักษา เป็นคุณต่อผู้ทรงพัด

การใช้วิชชากับพัดยศนั้น มีอิทธิคุณได้หลากหลาย เพราะบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับพัดยศนั้นมีมาก ผู้ทรงวิชชาจึงสามารถใช้วิชชาได้ตามถนัด พลิกแพลง แผลงไปมา เกินกว่าจะพรรณนาได้หมดในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตาม พัดยศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง ศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจนั้น ไม่ได้แรงเหมือนราชูโภคอย่าง พระมงกุฎ พระคทา ดาราอิสริยาภรณ์ พระแสงขรรค์ แต่พัดยศ มีฤทธิ์แบบ "ผู้ดี" ที่ให้คุณให้โทษได้ เสมือนเทวดาหรือพรหมที่ให้คุณให้โทษต่อกัน ไม่ถึงกับประหัตประหารกันให้เสียเลือดเสียเนื้อ

อำนาจที่พัดยศมีอยู่นั้นแบ่งออกเป็นอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมาย และอำนาจในวิชชาครับ ในการใช้อำนาจของพัดยศเช่นอำนาจในการสวดทำสังฆกรรม หรือสั่งให้พ้นจากการเป็นพระ หากสั่งโดยตั้งพัดยศก็จะเต็มอำนาจ มีผลในทางวิชชาคือกายมนุษย์ละเอียดก็พ้นจากการเป็นพระด้วยดังนี้

 

ว่าด้วยเรื่องพัดรอง

พัดรอง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอำนาจกำกับอะไรครับ ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับ เป็นของที่ระลึก ที่มีเกียรติ มีอิทธิคุณคล้าย "ประกาศิต" ประการหนึ่งครับ

พัดรอง กับพัดสมนาคุณ ของกาชาด นั้นต่างกันตั้งแต่ชื่อแล้วครับ พัดรอง เป็นพัดที่ระลึก ใช้ในพิธีกรรม ไม่มีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจใดกำหนดเป็นบทบัญญัติ มีอิทธิคุณในลักษณะประกาศิต หรือโลโก้ ที่มีคุณมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันไปโดยธรรมชาติของประกาศิต

ส่วนพัดสมนาคุณของกาชาด ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็น "สมนาคุณ" คือมี "คุณ" แล้วพัดก็แบ่งเป็น 3 ระดับขั้น ตามความดีความชอบจากการบริจาคโลหิต มากน้อยต่างกันไป บทบัญญัติโดยสภากาชาดของประเทศไทยนี้เอง ที่ทำให้ พัดสมนาคุณของสภากาชาดไทย มี "คุณ" มากกว่าหรือน้อยกว่า (ในกรณีประกาศิตแรงมากน้อยกว่า) และแตกต่างจากพัดรองทั่วไป ครับ

 

ในเมื่อพระพุทธศาสนาสอนให้คนลดละกิเลส แล้วทำไมจึงต้องพึ่งพายศฐาบรรดาศักดิ์?

คำตอบคือ พระอรหันต์ที่ละกิเลสได้เหมือนๆ กัน องค์หนึ่งเป็นเจ้าชายมาบวช กับอีกองค์หนึ่งเป็นชาวบ้านมาบวช จะต่างกันไหมครับ? แล้วระหว่างพระอรหันต์ที่ละกิเลสได้เท่าๆ กัน องค์หนึ่งเป็นเอตทัคคะ ได้รับการยกย่องว่าให้เป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่ง กับอีกองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์ธรรมดา ซึ่งท่านก็ไม่รู้สึกเป็นปมด้อยอะไรเพราะท่านหมดกิเลสแล้ว แต่พระอรหันต์ที่เป็นเอตทัคคะ หรือเป็นเจ้าชายมาบวช ก็จะมี "โอกาส" มากกว่าในการทำหน้าที่ครับ

เรื่องพัดรองที่มีกำลังมากกว่าพัดยศนั้น ผมก็ได้ตอบเผื่อไว้แล้ว คือ "มากน้อย" แต่ในแง่ของวิชชา พัดรอง ที่มีประกาศิต ไม่ได้ใช้วิชชา แต่จัดเป็น "งาน" ประเภทหนึ่ง ซึ่งเข้าข่าย "งานพิธี" ส่วนพัดยศ จะเป็นวิชชาก็ได้ จะเป็นงานพิธีก็ได้ทั้งสองอย่างครับ

 

ทำบุญอย่างไร จึงจะได้ผลบุญอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกเรี่ยวแรงมาก?

คำตอบคือ ทำบุญแบบที่ไม่ต้องให้พระเณร ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ ต้องมาเหนื่อยกับการทำบุญของเราครับ อย่างเช่น การจัดพิธีกรรมทอดผ้าป่า ทอดกฐิน พระเณรต้องจัดเตรียมพิธีกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ด้วยอานิสงส์นี้ เวลาบุญจะส่งให้เราได้ทรัพย์ เราก็ต้องทำงานเหนื่อยก่อน จึงจะได้ วิธีแก้ไม่ให้พระเณรต้องเหนื่อยจัดงานพิธีก็เช่น จัดให้มีประธานอำนวยพิธีให้ฆราวาสกรรมการวัดเป็นผู้จัดเตรียมกันเองหรือจัดจ้างออร์แกไนเซอร์มาทำให้ครับ

 

"พัดประกาศิต" นั้นใช้อย่างไร?

คำตอบก็คือ ก่อนอื่นต้องทราบว่าประกาศิตคืออะไร และประกาศิตที่ปรากฏอยู่บนพัดนั้น มีลำดับขั้นใด ซึ่งเรื่องนี้เรายังไม่กล่าวถึงวิชชา แต่กล่าวถึง "งาน" หรือ "พิธีกรรม" ซึ่ง "จ้าวพิธี" ท่านก็จะพิจารณาความสมบูรณ์ของงานพิธี แล้วมีการอำนวยการต่างๆให้ เช่น "กั้นฉัตรวิชชา" ถวายประธานพิธี รวมถึงเจ้าของประกาศิต รวมถึงคำนวนบุญ สำหรับประกาศิตที่มีลำดับขั้นตั้งแต่ "สยมภู" เป็นต้นไป ทั้งนี้ พิธีกรรม จะต้องให้เกียรติประธานพิธี และเจ้าของประกาศิต "อย่างสมควร" ก็จะเกิดอานิสงส์ต่างๆ ตามแต่จ้าวพิธีท่านจัดสรรให้

ส่วน "พัดอาญาสิทธิ์" ก็มีลักษณะของการ "มอบสิทธิ์และอำนาจ" เพื่อใช้แทนกัน อย่างเช่นในกรณีที่ เจ้าคณะหน มีคำสั่งสึกเจ้าคุณในเขตพื้นที่หนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบล จะต้องดำเนินการ แต่ปรากฎว่า เจ้าคุณที่จะต้องถูกจับสึกนั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าคุณชั้นราช ซึ่งสูงกว่าเจ้าคณะตำบล และเจ้าคณะอำเภอ ดังนี้แล้ว เจ้าคณะหน อาจมีคำสั่งให้เจ้าคณะอำเภอใช้พัดยศของเจ้าคณะหน ซึ่งมีชั้นสูงกว่า อย่างเช่นชั้นพรหม ในการตั้งพัดจับสึกเจ้าคุณชั้นราช แทนเจ้าคณะหน ดังนี้.

 

มีข้อแนะนำใดบ้างเกี่ยวกับการเล่นประกาศิต?

คำตอบคือ ขออ้างถึงข้อมูลจากแหล่งอื่นว่า ประกาศิตนั้นก็เหมือนคนเรา ประกาศิตที่ออกแบบสวยๆ ก็เหมือนคนรูปงาม พอนำไปติดตราขายสินค้า ใครๆ ก็อยากซื้อ อยากลอง เหมือนคนรูปงาม ไปขายอาหาร ใครๆ ก็อยากจะมาซื้อ เพราะยินดีในรูปอันงามนั้น.. ผมขอขยายความต่อไปว่า ประกาศิตสวยๆ ซึ่งมีสัญลักษณ์องค์ประกอบที่ดี ก็มีผลประมาณ 30% มากน้อยกันไป แต่ถ้าประกาศิตสวย แต่สินค้า ที่ประกาศิตนำเสนอนั้น ไม่ใช่ของดี เป็นของด้อยคุณภาพ คนซื้อมาลองใช้ แล้วไม่ดี ต่อไปเขาก็ไม่ซื้อ การเล่นประกาศิตก็คล้ายๆ กันครับ เราต้องใช้ประกาศิตสำแดงใช้ในสิ่งดีๆ มีคุณ มีประโยชน์ อย่างสม่ำเสมอ และเสมอต้น เสมอปลาย ยิ่งมีคุณมาก มีประโยชน์มาก ขั้นประกาศิตยิ่งเลื่อนสูงขึ้นเร็ว และเกิดเป็นอานิสงส์ที่ดีตามมาครับ

ฉัตรวิชชา เป็นของทิพย์ครับ มีลักษณะเป็นชั้นๆ เหมือนฉัตรของไทย มี 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง 7 ชั้น 9 ชั้น ถึง 108 ชั้น แต่ละชั้นเป็นแผ่นฌาน กางกั้นบุคคลแล้ว บุคคลสามารถเล่นฌานใต้ฉัตรนั้น นั่งสบายไปเลยครับ บางท่านก็ทำวิชชาด้วยฌานนั้นครับ

 

อะไรคือปัญหาของคณะสงฆ์ไทยที่ทำให้เสื่อม?

คำตอบก็คือ ธรรมเนียมของสงฆ์ไทยหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น การบวชซึ่งมีธรรมเนียมและค่านิยมว่าบวชชั่วคราวได้ สึกแล้วไม่น่าเกลียด รวมถึงข้อปฏิบัติอย่างเช่นการรับเงินจับเงินได้ รวมถึงความสะดวกต่างๆ ทำให้พระอยู่สบาย และบวชง่าย ก็เลยมีเหลือบแอบแฝงหากินกับพระพุทธศาสนามาก

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับพระเวียดนาม หรือพระศรีลังกา ท่านบวชแล้วมีธรรมเนียมว่าไม่สึกตลอดชีวิต ส่วนพระจีน ก็ต้อง "จี้ธูป" ที่ศีรษะ เป็นการวัดใจกัน และต้องฉันอาหารเจ ซึ่งคนที่ยังยินดีในความเพลิดเพลินจากการบริโภค ก็จะไม่อยากเป็นพระ เพราะต้องฉันอาหารเจ

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่อง คัดกรองบุคคล ทำให้คนอยากบวชมีน้อย แต่เมื่อบวชแล้ว ส่วนใหญ่ก็คือคนที่ตั้งใจจริง

ส่วนตัวผมเอง เคยบวชเป็นพระ ก็ยังรับเงิน จับเงิน ซื้อของเหมือนฆราวาส ก็ทราบดีว่า สังคมยุคปัจจุบัน ต้องใช้เงินในการอำนวยความสะดวก จะไปไหนมาไหน ก็ต้องใช้เงิน ถ้าจับเงินไม่ได้ ก็เป็นอยู่อย่างจำกัด ก็เลยนึกว่า ถ้ามีไวยาวัจกร ช่วยดูแลเงินให้ ก็น่าจะดี แต่ไวยาวัจกรที่ไว้ใจได้ ก็หาไม่ง่าย ก็ขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้ครับ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพระไทย ผมเห็นว่า น่าจะมีการปฏิบัติธรรม แล้วคุมวิชชา "ตัดสังโยชน์" ให้พระไทยกลายเป็นพระโสดาบัน กันให้มากๆ (พระโสดาบันบรรลุง่ายครับ) เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็จะมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นเอง เป็นอัตโนมัติ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อีกอย่างก็คือ จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนมากๆ แล้วตัดสังโยชน์ให้สามเณร ใครที่มีแววดี หรือมีความประพฤติดี ก็คัดตัวมาเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา สามเณรโสดาบัน ก็จะไม่ร้อนผ้าเหลือง เหมือนปุถุชน อีกอย่างคือการอาราธนาพระนิยตโพธิสัตว์ และพระอริยบุคคล มาเกิดในเมืองไทย เพื่อสืบพระพุทธศาสนากันมากๆ ครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

 

การสอนเรื่องเพศให้กับเยาวชน ควรเป็นเช่นไร?

คำตอบคือ ให้อธิบายโดยละเอียด โดยเน้นภายในด้วยครับ คือภาพอวัยวะซึ่งทำงาน พร้อมทั้งเปิดภาพอสุภะให้เยาวชนดู เน้นให้ทราบว่า เพศสัมพันธ์ เป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกครอบงำ และไม่ใช่ความสุขอันแท้จริง ภายในเป็นเพียงดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ครับ

ว่าด้วยเรื่อง "มงกุฎนางงาม"

อันว่า "มงกุฎ" นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่ง supremacy ซึ่งพระมงกุฎของพระมหากษัตริย์นั้น มักจะมีกฎหมายรองรับ ว่าเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิ์และอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่เทพี หรือนางงาม ที่ได้ครองมงกุฎนั้น ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับเครื่องประกอบยศอื่นๆ คือมีผู้เลี้ยงประจำองค์กร นั่นก็คือกองประกวด หรือบริษัทที่เป็นเจ้าของรายการประกวด แล้วเขาก็กำหนดว่า นางงามที่ชนะเลิศ จะได้มงกุฎ หรือที่เรียกกันว่า "มงลง" และมีสิทธิ์ได้รับรางวัล ได้ทำหน้าที่ของนางงาม ตามที่กองประกวดกำหนด ซึ่งมงกุฎนางงามก็ไม่ได้มีสิทธิ์และอำนาจที่กำหนดไว้ให้อะไรมาก แต่มีลักษณะคล้ายๆ ตำแหน่งของ "จ้าววิจิตรา" ในสวรรค์ ซึ่งมีความโดดเด่นกว่าคนทั่วไป และเป็นที่รู้จักในหมู่สาธารณชนราวกับดาราคนหนึ่งครับ

 

การใช้วิชชากับมงกุฎนางงามนั้นทำได้อย่างไร?

คำตอบคือ มงกุฎนั้น เป็นเครื่องประกอบยศ มีอานุภาพตาม "สิทธิ์" และ "อำนาจ" ที่ผู้เลี้ยงให้ไว้ หากเป็นมงกุฎของชนชั้นปกครอง อย่างพระมหากษัตริย์ ก็จะมีสิทธิ์และอำนาจมาก สามารถ "สั่งพระมงกุฎ" ได้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายการ "ตรัสศักดิ์สิทธิ์" เพราะพระมงกุฎมีฤทธิ์จากผู้เลี้ยง และกายสิทธิ์ที่อยู่ในอัญมณี

ส่วนมงกุฎนางงาม ก็มีฤทธิ์จากผู้เลี้ยงเช่นกัน แม้จะไม่มากเหมือนอย่างมงกุฎพระมหากษัตริย์ ซึ่งสั่งเป็นสั่งตายกันได้ แต่มงกุฎนางงามก็มีอาณาเขตที่มากกว่ามงกุฎพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ มงกุฎนางงามจักรวาล มงกุฎนางงามระดับภูมิภาค มีพื้นที่มากกว่าประเทศราช แต่อานุภาพของมงกุฎนางงาม ซึ่งได้พลังจากผู้เลี้ยง ซึ่งจัดเป็น "เทวฤทธิ์" ชนิดหนึ่ง ก็มีผลไม่รุนแรงอย่างที่จะประหัตประหารกัน แต่มีผลสร้างสรรค์ เช่น หากนางงาม "สั่งมงกุฎ" ของตนด้วยวิชชาได้ มงกุฎจะส่องแสง ขับไล่ภูติผีปีศาจ และสลายมนต์ดำ อาคมต่างๆ ได้ คล้ายๆ ฤทธิ์ของเทวดาหรือเทพธิดานั่นเองครับ


มีท่านสงสัยถามผมประมาณว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้แจ้งแล้ว เพราะเหตุใด พระองค์จึงมิทรงแก้ไขปัญหาที่ฝ่ายมารก่อขึ้น?

คำตอบก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีกำลังมากน้อยต่างกันไป พระพุทธเจ้าก็ทรงมี "บารมีธรรม" ส่วนมารก็มี "บารมีมาร" พระพุทธเจ้าบ้างก็มีบารมี 20.1 อสงไขย 40.1 อสงไขย 80.1 อสงไขย ส่วนอีกฝ่ายบางตัวมีบารมีนับร้อยอสงไขย โดยเฉพาะผู้ที่เฝ้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) และดูแลระบบโปรแกรมกฎแห่งกรรม เขาก็มีการ์ดเฝ้าระวังคุ้มครองอยู่ ก็เหมือนกันกับฝ่ายพระนิพพานก็มีผู้คุ้มครอง ผู้ที่จะมาแก้ไขส่วนใหญ่จึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์เก่าๆแก่ๆ ที่บารมีเป็นร้อยเป็นพันอสงไขย (นับจากแรกถึงปัจจุบัน) ส่วนพระพุทธเจ้าบารมีหลักสิบอสงไขย โดยมากมีหน้าที่หลักคืออบรมสั่งสอนครับ เวลาพระพุทธเจ้ารบกับมาร ก็ปะทะกัน รุนแรงบ้าง ซึ่งพระองค์ที่บารมีหย่อนกว่า อาจจะทนรับสภาพการปะทะกันอย่างนี้ไม่ได้ แต่ท่านไม่มีเวทนา เวลารบกันแล้วเกิดแตกหักเสียหาย ท่านจะรู้สึกเพียงเสียววาบ แล้วถูกพากลับไปแก้ไข หรือไม่ก็ดับไปครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

12 – 13 มีนาคม 2563


มีท่านถามผมประมาณว่า เมืองพระนิพพานนั้น แท้จริงแล้ว เป็นที่โล่งว่าง หรือเป็นปราสาทราชวัง?

เรื่องนี้ผมขอออกตัวก่อนว่า ผม “คาดการณ์” ตามความรู้ที่มี โดยขออ้างคำตอบเดิมที่เคยโพสต์ก่อนหน้านี้ เรื่อง “ตรีกาย” ของทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้แก่ (1) ธรรมกาย (2) นิรมาณกาย และ (3) สัมโภคกาย โดยสรุปคือ

     (1)   ธรรมกาย คือรูปจิต และนามจิต ดั้งเดิม ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ มีลักษณะเป็นกายมหาบุรุษ ละม้ายคล้ายกันทั้งหมด ส่วนใหญ่ปรากฎในลักษณะนั่งขัดสมาธิเข้าสมาบัติ

     (2)   นิรมาณกาย คือกายมนุษย์ ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ มีอากัปกริยา ยืน เดิน นั่ง นอน มีชีวิต มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีรูปร่างหน้าตา แตกต่างกันไป

     (3)   สัมโภคกาย คือกายทิพย์ ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ลักษณะปรากฏคล้ายกายมนุษย์ มนุษย์ หรือเทพเทวดา
 
แต่มีสภาพเป็นทิพย์ มียืน เดิน นั่ง นอน ใช้อาศัยทำกิจต่างๆ เช่นโปรดสัตว์ แก้ไขทุกข์โศกโรคภัยให้สรรพสัตว์ (เช่นพระอมิตตาภะพุทธเจ้า) ปรึกษาสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ด้วยกัน และเป็นกำลังให้กับพระโพธิสัตว์ (เช่นพระยูไล)

ดังนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติสายวิชชาธรรมกาย เห็นพระนิพพาน เป็น “เมืองแก้วกายสิทธิ์” ที่สะอาดบริสุทธิ์โล่งๆ ว่างๆ สำหรับพระธรรมกายเข้านิโรธสมาบัติ โดยส่วนใหญ่ไม่ทำกิจอื่น ส่วนสายมโนมยิทธิเห็นพระนิพพานเป็นปราสาทราชวังเมืองแก้ว ซึ่งน่าจะเข้าข่ายของ “สัมโภคกาย” ที่เสวยบรมสุขด้วยกายทิพย์ ยังมี ยืน เดิน นั่ง นอน มีสถานที่ฟังธรรม ปรึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อให้เอื้อเฟื้อต่อการโปรดสัตว์ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้

ก่อนนี้ ผมศึกษาแต่สายวิชชาธรรมกายมาโดยตลอด เชื่อว่า มีแต่การเข้าถึงพระธรรมกาย ที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ และพระนิพพานต้องเป็นที่โล่งว่างเท่านั้น ครั้นเมื่อออกมาแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากสายอื่นๆ จึงทราบว่า การบรรลุธรรมแบบไม่เห็นธรรมกายก็มี ส่วนเมืองนิพพานก็มีหลายแบบ รวมถึงการนิพพานแบบดับสูญก็สามารถทำได้ ตามอัธยาศัยของผู้บำเพ็ญครับ พระธรรมกายนั้นจะยังอยู่ในที่ประทับ แม้ว่าสัมโภคกาย หรือนิรมาณกาย จะเสด็จไปไหนต่อไหน อุปมาเหมือนตอนสมเด็จพระโคดมพุทธเจ้าทรงโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กายหนึ่งก็ประทับนั่งเทศน์อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกกายหนึ่งก็ปาฏิหาริย์เสด็จออกไปบิณฑบาต ทั้งสองกายก็คือพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน

ส่วนปราสาทราชวังในเมืองนิพพาน ของสายมโนมยิทธิ นั้นก็น่าจะคล้ายๆ กับ “ปราสาทวิชชา” ในสายวิชชาธรรมกายครับ คือปราสาทสำหรับทำกิจ ซึ่งสร้างขึ้นจากแก้วกายสิทธิ์ของเมืองนิพพาน ซึ่งไม่ใช่ของภพเทวดา ยังมีไป มีมา มีเข้า มีออก ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

9 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

มีท่านถามผมประมาณว่า เพราะเหตุใด บางสายปฏิบัติจึงสอนให้สวดมนต์ หรือท่องคาถา หรือบริกรรมภาวนา บางอย่าง เพื่อให้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติ ถือว่าเป็นเรื่องงมงายหรือเปล่า?

คำตอบคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกมีมากด้วยกัน แต่ละพระองค์ก็มีกำลังและวิธีการของตนเองที่จะช่วยสรรพสัตว์ ท่านจึงกำหนดกติกาว่า ถ้าสวดมนต์บทนี้ เป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ หากสวดแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ก็จะช่วย แต่ถ้าสวดบทอื่น คาถาอื่น หรือบริกรรมภาวนาอย่างอื่น ก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์อื่นๆ คาถา บทสวด และบริกรรมภาวนา จึงเป็นคล้ายๆ Password ในการดำเนินจิตเข้าสู่ภายใน หรือเชื่อต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ครับ


สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางพระองค์ไม่เปิดเผยวิชชา แต่จะปล่อยให้ศิษย์บริกรรมภาวนา คาถา หรือสวดมนต์ไปเรื่อยๆ กระทั่งจิตหยั่งลงสู่สมาธิ และฌานขั้นต่างๆ แล้วท่านจึงจะส่งวิชชา หรือพลัง หรือสื่อสารโต้ตอบกันและกัน บางท่านจึงสงสัยว่า แค่สวดมนต์ ท่องคาถา แล้วจะไปสวรรค์ ไปนิพพานได้อย่างไร ซึ่งเรื่องก็เป็นดังประมาณนี้ล่ะครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
9 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


การทำพิธีกรรม บวงสรวงเทวดา เชิญแม่ย่านางรถ ตั้งศาลพระภูมิ ฯลฯ เป็นเรื่องงมงายหรือไม่?

การทำพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา เขียนยันต์ เจิมรถ ไหว้บายศรี อะไรต่างๆ นะครับ เป็นการ "สื่อสาร" กับเทพเทวา หรือ “เจ้าของวิชา” อย่างหนึ่ง ว่าเราปรารถนาอะไร ขออะไร ซึ่งส่วนมากเป็น “การปฏิบัติเชิงสัญลักษณ์” ผมเคยยกตัวอย่างการทำบายศรีไหว้หัวหมู เป่าสังข์ อัญเชิญเทวดาในงานหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเทวดาชั้นสูงที่ครูพราหมณ์ท่านร่ายอัญเชิญนั้น ท่านไม่ได้เสวยหัวหมูหรือของไหว้อะไรเลย อีกทั้งบายศรีท่านก็ไม่ได้ใช้ เพราะในวิมานของท่านมีเครื่องประดับประดาสวยกว่าบายศรีของมนุษย์มากมาย แต่มันเป็นการแสดง "ความให้เกียรติ และความเคารพนับถือ" ซึ่งก็ทำให้เทพเทวดาท่าน "เอ็นดู" เรา และอำนวยอวยพร ประทานพร ประทานพลังให้กับเรา บ้างก็จัดสรรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ/หรือ เทพเทวาในสังกัด ให้มาดูแลประจำพระพุทธรูป หรือรถที่เชิญแม่ย่านาง สถานประกอบการ หรือบ้านที่ตั้งศาลพระภูมิ

อีกกรณีหนึ่ง ก็เป็น "เคล็ด" ของผู้ทรงวิชชา และผู้มีวิชาอาคม บางท่านมีศิษย์มาขอความช่วยเหลือ ท่านก็บอกว่าให้ทำตามที่ท่านบอกแล้วปัญหาจะคลี่คลาย เช่น ให้เอาดอกไม้เจ็ดสีไปทำน้ำมนต์ แล้วอาบ พอเราทำตามที่ท่านบอก ท่านก็ส่งฤทธิ์หรืออธิษฐานบารมีปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้กับเรา แต่ถ้าเราไม่ทำตามเคล็ดนั้น ท่านก็อาจจะไม่ช่วยครับ

อีกกรณีหนึ่ง ก็เป็น อาจารย์วิทยาธร ท่านเหล่านี้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูบาอาจารย์สูง ท่านรับเงินไหว้ครูแค่ไม่กี่บาท เช่นยี่สิบบาท หนึ่งร้อยบาท แต่ขอให้นำบายศรีบ้าง ธูปเทียนแพบ้าง มาไหว้ตามกำหนด แล้วท่านก็ใช้เทวฤทธิ์คอยแก้ไขปัญหาให้กับเรา โดนของมาท่านก็แก้ให้ เจ็บป่วยท่านก็รักษาให้ ท่านไม่เน้นรับเงินทอง แต่ท่านภูมิใจที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก และได้ช่วยเหลือลูกศิษย์ แล้วลูกศิษย์เคารพนับถือกัน มีความกตัญญูกตเวที ทำให้ท่านเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่สังคมวิทยาธร

พิธีกรรมบางอย่าง ดูคล้ายเรื่องงมงาย แต่จริงๆแล้ว เป็นการสื่อสารกับเทพเทวดา หรือ “เจ้าของวิชา”  ผมเคยมอบอั่งเปาให้หลานๆ ในวันตรุษจีน ปีก่อนๆ ผมใช้ซองสีทอง แล้วติดสติ๊กเกอร์โลโก้ประจำตัว (ประกาศิต) ก็ไม่มีใครว่าอะไร ก็ดูสวยดี พอมาปีนี้ใช้ซองสีแดง ติดสติ๊กเกอร์โลโก้ประจำตัว เทพผู้รักษาท่านบอกประมาณว่า (ให้อานิสงส์มากกว่า) เพราะตรุษจีนต้องใช้ซองแดง เทพผู้รักษาท่านยึดถือตามพิธีกรรมและประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้าทำตามธรรมเนียม ก็จะดีกว่าครับ ดังนี้.

อย่างไรก็ตาม เทวดาท่านก็มีฤทธิ์ระดับหนึ่ง และอยู่ในภพภูมิอันเป็นทิพย์ สิ่งสำคัญคือแรงบุญแรงกรรมของเรา ทั้งในอดีต และในปัจจุบัน ประกอบกับความไม่ประมาท รวมถึงความเพียรพยายาม และมีวินัยของเราเอง ที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดชีวิต ความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจหน้าที่การงาน และความปลอดภัยของรถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย และตัวของเราครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

7 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 1 page

มีท่านถามผมประมาณว่า “ดวงธรรม” ที่เห็นในการปฏิบัติสายวิชชาธรรมกายนั้นคืออะไร?

ดวงปฐมมรรค คือดวง มรรคปฏิปทาหรือ มัชเฌนธรรมซึ่งเป็นสภาวธรรมของจิตที่ไม่ตึงไม่หย่อน เกิดขึ้นก่อน หรือขณะเข้าสู่เส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มีอารมณ์เป็น "อัปปนาสมาธิ" ซึ่งมีคุณลักษณะเป็น "ฌาน" อย่างหนึ่ง ที่ "ปรับสภาพ" ใจของเราให้สมดุล ระหว่างเข้าสู่หนทางสายกลาง เมื่ออารมณ์เป็น "อัปปนาสมาธิ" แนบแน่นเป็นฌานขั้นต่างๆ เมื่อดำเนินจิตต่อไปถึง "ดวงศีล" ก็เป็น "อธิศีล" เมื่อถึงดวงสมาธิ ก็เป็น "อธิจิต" เมื่อถึงดวงปัญญา ก็เป็น "อธิปัญญา" กระทั่งถึงดวงวิมุติ จึงหลุดพ้นจากกิเลส พอถึงดวงวิมุติญาณทัสสนะ ก็หยั่งรู้ได้ว่ากิเลสหมดแล้ว เมื่อ "ใจ" ของผู้ปฏิบัติที่มีเห็น จำ คิด รู้ รวมกัน ถูกดวงธรรม 6 ดวง กรอง (เหมือนน้ำไหลผ่านฟองน้ำ) แล้ว ก็เข้าถึงกายธรรม หรือธรรมกาย เป็น "ใจมนุษย์" ที่ "เข้าถึง" และ/หรือ "เป็น" ธรรมกาย อยู่ระยะหนึ่ง ตราบจนกว่ามรรคสมังคีจะอ่อนตัวลงแล้วถอนถอยเพราะสังโยชน์เหนี่ยวรั้งไว้ เพลินอยู่กับวิปัสสนูปกิเลส หรือนิวรณ์กลับเข้าครอบงำ เว้นแต่จะตัดสายสังโยชน์ด้วยพระธรรมกาย ก็ไม่เป็นอันถอนถอย แต่จะทรงอยู่ดังนั้นตลอดต่อเนื่อง เป็นพระอริยบุคคล ที่ทรงอยู่ด้วยพระธรรมกาย ซึ่งมีโลกุตรฌานเป็นอารมณ์ แก่บ้าง อ่อนบ้าง ตามวัตรปฏิบัติ ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

มีนาคม 2563

www.meditation101.org


Executive Summary: 2 pages

พระธรรมกายเป็นรูปที่ไม่เที่ยง? และทำไมได้ธรรมกายแล้วยังไม่เป็นพระอรหันต์?

พระธรรมกายที่ผมอุปมาว่าเป็นดั่ง “รูปจิต” ที่ทรงไว้ซึ่ง “นามจิต” นั้น มีท่านค้านว่า รูปไม่เที่ยง และจิตมีสภาพเกิดดับเป็นธรรมดานั้น ผมขออธิบายว่า พระธรรมกายที่อยู่ในขั้นโลกุตระ ซึ่งตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ และ/หรือ เบื้องสูง ขาดโดยสิ้นเชิงแล้วนั้น ประชุมขึ้นจาก “ธรรม” หรือ “ธรรมธาตุ” ซึ่งพระธรรมกายขั้นต่างๆ แตกต่างกันอยู่ที่มีสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง มากน้อยกว่ากัน รวมถึงละเอียดบริสุทธิ์ประณีตมากน้อยตามความลุ่มลึกของภูมิจิตภูมิธรรม การคงอยู่ของพระธรรมกายขั้นโลกุตระที่ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ และ/หรือ เบื้องสูง ขาดโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับการคงอยู่ซึ่งภูมิจิตภูมิธรรมของพระอริยบุคคล กล่าวคือพระโสดาบัน มีศีล 5 เป็นปกติ พระอนาคามี ไม่มีราคะเป็นปกติ ฉันใดก็ฉันนั้น พระธรรมกายขั้นโลกุตระ คงสภาพอยู่ เช่นเดียวกับภูมิจิตภูมิธรรมของพระอริยบุคคลที่คงอยู่อย่างนั้น อย่างไม่มีเสื่อมถอย แต่ “สภาวธรรม” อาจจะมีหยาบ มีละเอียด มีประณีตมาก ประณีตน้อยต่างกัน กล่าวคือ ฌานมีอ่อนมีแก่ แต่ว่ากิเลสสังโยชน์หมดไปเหมือนๆกัน ตามลำดับขั้น ส่วนเรื่องจิตเกิดดับนั้น รูปจิต และนามจิต ของพระธรรมกาย ก็ไม่ได้เกิดดับเหมือนอย่าง “จิต” ในขันธ์ 5 แต่เป็นลักษณะของ “ดับหยาบไปหาละเอียด” หรือ “ถอยจากละเอียดกลับสู่หยาบ” คล้ายการเข้า การออกฌาน หรือการเข้า การออกนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นความแก่-อ่อน และบริสุทธิ์มากน้อยของรูปจิต และนามจิต แห่งพระธรรมกาย ซึ่งเป็น “ธรรมขันธ์” คือประกอบด้วย "ศีลขันธ์" "สมาธิขันธ์" และ "ปัญญาขันธ์" ดังนี้.

มีท่านสงสัยถามว่า เพราะเหตุใด ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต หรือได้ครบ 18 กายแล้ว ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แถมยังเสื่อมถอยจากภูมิจิตภูมิธรรมของพระธรรมกายได้อีก?

คำตอบคือ ผู้ปฏิบัติที่ไม่สละสังโยชน์ (ตัดสายสังโยชน์) เบื้องต่ำ/เบื้องสูง โดยสิ้นเชิง แต่จิตของผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต ได้เสวยอารมณ์ในโลกุตรฌานของพระธรรมกายอรหัต ซึ่งสามารถดับสังโยชน์ได้ทั้งหมด (แต่ดับได้ชั่วคราวเฉพาะในช่วงที่จิตของผู้ปฏิบัติกำลังทรงอยู่ในธรรมกายอรหัต) ทั้งนี้ พระธรรมกายขั้นโลกุตระ สามารถดับกิเลสสังโยชน์เบื้องต่ำ/เบื้องสูง ได้ตามลำดับ ส่วนสาเหตุที่ทำให้จิตของผู้ปฏิบัติไม่สามารถทรงอยู่ในพระธรรมกายอรหัตได้ตลอดไป อาจมีสาเหตุมาจาก “คำอธิษฐาน” (คือบางท่านปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์) หรือขาด “ความดำริชอบ” ซึ่งจะตัดสละสายสังโยชน์โดยสิ้นเชิงตลอดไป (บางท่านยังเสียดายกิเลส)

อย่างไรก็ตาม พระธรรมกายอรหัต ทรงอยู่ด้วยโลกุตรฌาน มีมรรคสมังคี แต่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยสายสังโยชน์ ที่ดึงให้เสื่อมจากโลกุตรฌานได้ เป็นเพราะเข้าถึงพระธรรมกายอรหัต โดยผ่านพระธรรมกายขั้นต่างๆ โดยที่ยังไม่สละตัดสายสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูงโดยสิ้นเชิงเลย นับตั้งแต่พระธรรมกายโสดาบัน, พระธรรมกายสกทาคามี, และพระธรรมกายอนาคามี

สาเหตุที่ผู้ปฏิบัติสายธรรมกายที่เข้าถึงพระธรรมกายอรหัตแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็เพราะ พระธรรมกายอรหัต ก็คือกายพระอรหันต์ หรือรูปจิต ครองนามจิต ที่มีภูมิจิต ภูมิธรรม ชั้นอรหันต์ของแต่ละบุคคล พระธรรมกายอรหัตมีโลกุตรฌาน ไม่มีกิเลสสังโยชน์ใดๆ ส่วนมนุษย์ก็ปฏิบัติธรรมกระทั่งถึงธรรมกายขั้นต่างๆ หากยังไม่สละสายสังโยชน์ แม้เข้าถึงพระธรรมกายอรหัตแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันชั่วครู่ชั่วคราว แต่เมื่อสมาธิถดถอย กิเลสสังโยชน์ที่ยังไม่ตัดขาดโดยสิ้นเชิงในกายธรรมเบื้องต้นก็ดึงจิตให้กลับถดถอยลงมาสู่ภูมิจิตภูมิธรรมที่ด้อยกว่า กล่าวโดยง่ายก็คือ กายมนุษย์ กับพระธรรมกายอรหัตอาจเรียกได้ว่าเป็นคนละคนจวบจนกว่าจะ “เป็น” อันหนึ่งอันเดียวกันได้ตลอดไป ด้วยการเกิดมรรคสมังคีครบถ้วน มีบุญบารมีถึงพร้อม อธิษฐานเอื้อเฟื้อ และดำริชอบที่จะสละตัดสายสังโยชน์โดยสิ้นเชิงตลอดไป ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

6 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


EXECUTIVE SUMMARY:

รูป – นาม – พระธรรมกาย – วิชชา

ในธาตุธรรมตลอดสากลโลก นามธรรมส่วนใหญ่ ต้องอาศัยรูปธรรม ในการ “ทรงอยู่” แม้แต่อรูปพรหมที่เจริญอรูปฌาน เมื่อหมดอายุขัยจากพรหมโลกแล้ว ก็ต้องถอยกลับมา “ครองรูป” อยู่ในภพภูมิต่างๆ

พระธรรมกาย คือ “รูปจิต” สาเหตุที่เรียกว่า “รูปจิต” ก็เพราะรู้ตัวได้ทั่วพร้อม ไม่เรียกรูปขันธ์ เพราะไม่ได้ทำงานสัมพันธ์กับนามขันธ์ และไม่จัดว่าเป็นขันธ์ 5 ส่วน ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระธรรมกายคือ “นามจิต” ที่เรียกว่านามจิต เพราะรู้ได้อย่างนามขันธ์ แต่ไม่มีการปรุงแต่งเหมือนนามขันธ์

พระธรรมกายไม่มีขันธ์ 5 จึงไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง เพราะขันธ์ 5 คือผู้ปรุงแต่ง พระธรรมกายขั้นโลกุตระมีรูปจิต และนามจิต ตรงไปตามสภาพแห่งความเป็นจริงของภูมิจิตภูมิธรรมที่เข้าถึง และอาการรู้ของพระธรรมกายคืออาการ “รู้แจ้งเห็นแจ้ง” ด้วย “ญาณทัสสนะ” มิใช่การรู้ด้วยขันธ์ 5 และกระบวนการของขันธ์ 5

มีท่านถามผมประมาณว่า ใครปรุงแต่งให้พระธรรมกาย และ/หรือ เรา?

คำตอบ ซึ่งไม่ใช่พระธรรมในศาสนาของสมเด็จพระพุทธโคดม ก็คือ พระธรรมกายก็คือ พุทธภาวะ หรือ Buddhahood ภายในตัวแต่ละบุคคล ถ้าถามว่าพระธรรมกายมาจากไหน คำตอบก็คือ พระธรรมกายก็คือรูปดั้งเดิมแรกสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือ ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันหมด (ไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่ตั้งศาสนา แต่กล่าวโดยพุทธคุณ) โดยพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรมสร้างขึ้นและส่งมาจาก "พระนิพพาน" เพื่อปราบมาร ที่มาจาก “มารโลก”  เพราะว่า กายมนุษย์มีลักษณะของรูปที่หนาแน่นกว่า ไม่แตกสลายโดยง่ายเมื่อปะทะกับมารในญาณ หากว่าปะทะกันแล้วพระธรรมกายผันแปรไปในญาณ ก็สามารถซ่อมแซมแก้ไขต่อกลับคืนได้ แต่พระธรรมกายที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมนุษย์ในยุคเริ่มแรกสุดดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีรูปกายหยาบเหมือนอย่างในปัจจุบัน แต่มีลักษณะกึ่งทิพย์กึ่งหยาบ คล้ายยุคที่พระพรหมลงมากินง้วนดิน แต่ฝ่ายมารก็ได้อาศัยวิชชาของตน ทำให้มนุษย์กายธรรมนั้นเสื่อมลงตามลำดับ โดยใส่กิเลสสังโยชน์เข้าไปในมนุษย์กายธรรม และมีโปรแกรมกฎแห่งกรรมเกิดขึ้น จากการปะทะ ต่อกร ต่อรอง และบรรลุข้อตกลงกัน ระหว่างฝ่ายพระนิพพาน และฝ่ายมารโลก กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างส่ง “ธรรม” ของตนมาปกครองมนุษย์ โดยฝ่ายพระนิพพานส่ง “กุศลธรรม” มาดลบันดาล กาย วาจา ใจ ของมนุษย์ให้คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งโปรแกรมกฎแห่งกรรมจะคำนวณ บุญบารมีจ่ายให้ และกำหนดโปรแกรมผลกรรมดีให้เกิดขึ้น กระทั่งไปสวรรค์ และกลับนิพพาน ส่วนฝ่ายมาร ส่ง “อกุศลธรรม” มาบังคับ กาย วาจา ใจ ของมนุษย์ ให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว แล้วโปรแกรมกฎแห่งกรรมก็จะคำนวณบาป และโปรแกรมผลกรรมชั่วให้เกิดขึ้น กระทั่งไปอบายภูมิ ตกนรก มีโลกันตนรก เป็นที่สุด แล้วโปรแกรมกฎแห่งกรรมนี่เอง ที่บันดาลให้มนุษย์กายธรรมเสื่อมลง กระทั่งเป็นชาย เป็นหญิง เป็นสัตว์เดรัจฉาน บ้างก็รูปงาม บ้างก็รูปไม่งาม ผันแปรเปลี่ยนไป โดยในยุคที่มนุษย์เริ่มมีหญิงมีชายแบ่งแยกเพศเป็นครั้งแรก ผู้ที่มีธาตุเข้มข้นมากหน่อยก็จะกลายเป็นชาย ส่วนผู้ที่มีธรรมเข้มข้นมากหน่อยก็จะกลายเป็นหญิง อย่างในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

https://www.meditation101.org/16643179/9-ความเป็นมาของธาตุธรรม

 

มีท่านถามผมประมาณว่า ผู้ที่ไม่เห็นพระธรรมกาย จะทำวิชชาได้หรือไม่?

คำตอบคือ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ให้คำจำกัดความ "วิชชา" ไว้มากน้อยแค่ไหน ตามหลักการแล้ว “วิชชานั้นขึ้นอยู่กับจรณะ 15” ส่วนผู้ที่มีตาทิพย์ หูทิพย์ โดยยังไม่บรรลุธรรม ซึ่งออกคลิปยูทูปหลายท่าน ก็ไม่ได้เห็นธรรมกาย แต่มีตาทิพย์ หูทิพย์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นวิชชาอย่างหนึ่ง ส่วนวิชชาธรรมกาย ก็ต้องอาศัยพระธรรมกายในการเดินวิชชาเป็นหลัก ส่วนวิชชาพระจักรพรรดิ ก็ต้องอาศัยกายพระจักรพรรดิเดินวิชชา (ประกอบรัตนะ 7) ส่วนว่าเห็นพระธรรมกายแล้ว แต่ยังละสังโยชน์ไม่ได้ ก็ถือว่าพระธรรมกายนั้นยังมิใช่โลกุตระ ฌานของพระธรรมกายก็ยังไม่ใช่ โลกุตระ ภูมิจิต ภูมิธรรม ก็ยังไม่จัดว่าเป็นโลกุตระ ยกเว้นแต่จะเป็นโดยชั่วคราว ซึ่งก็มีท่านกล่าวว่า พระธรรมกายนั้นจัดว่าเป็นฌาน ก็เพราะระงับกิเลสเหมือนก้อนหินทับหญ้า ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

มีท่านถามคำถามผมมาประมาณว่า ในเมื่อผมอุปมา พระธรรมกาย ว่าเป็น "รูปจิต" แล้วผู้ที่อาศัยพระธรรมกายในการทำวิชชา นั้นเป็นไปได้ไฉน?

คำตอบคือ ก่อนอื่น ต้องหยิบยกขึ้นก่อนว่า "วิชชา" คืออะไร วิชชาก็คือความรู้แจ้ง วิชชานั้นถ้าพูดในภาษาไทย อาจจะหมายถึงคุณวิเศษก็ได้ เช่นหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติได้ ซึ่งในพระศาสนาของสมเด็จพระพุทธโคดมนั้นเรียกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 มีอาสวักขยญาณ เป็นที่สุด ทั้งนี้วิชชาทั้งปวงตั้งอยู่โดย "จรณะ 15" ทั้งสิ้น รวมถึงวิชชาธรรมกาย

วิชชาธรรมกายมีลักษณะคล้าย "มโนมยิทธิ" ซึ่งจัดเป็นวิชชาประเภทหนึ่งในวิชชา 8 ทั้งนี้เพราะผมได้มีประสบการณ์แปลตำราคู่มือสมภาร และมรรคผลพิสดาร เล่ม 1 เห็นว่า การเดินวิชชา มีลักษณะของการอาศัยพระธรรมกายและดวงธรรม ในการทำกิจต่างๆ แต่ถ้าจะสรุปให้เข้ากับศาสนาของพระพุทธโคดม ผมจึงขอ จัดวิชชาเข้าหมวดหมู่ของมโนมยิทธิ ซึ่ง "รูปจิต" และ "นามจิต" บันดาลฤทธิ์ไปต่างๆ นาๆ ครับ โดยที่ พระธรรมกายเองนั้นเป็นกายที่ทรงจรณะ 15 อยู่ในตัวเอง แต่พวกที่เป็นมิจฉาธรรมกาย หรือ อธรรมกาย ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

อานาปานสติเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดหรือไม่?

ในความเห็นของผม อานาปานสติ เป็นวิธีการที่ใช้ในการประคองอารมณ์ที่ดี ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ (ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยและการบำเพ็ญมา) แต่อานาปานสติ ชื่อก็บอกโดยตรงอยู่แล้ว ว่าเป็นการเจริญ "สติ" โดยอาศัย "ลมหายใจ" เป็นประดุจ “บริกรรมนิมิต” หรือ “บริกรรมภาวนา” เมื่อจิตหยั่งลงสู่สมาธิ กระทั่งถึงฌานที่ละเอียดขึ้นไป ลมหายใจ จะ "หยาบ" กว่าอารมณ์ในสมาธิ ที่เป็นฌาน มีผู้ปฏิบัติอานาปานสติแล้วจะเห็นว่า เมื่อจิตสงบแล้ว สามารถเห็นลมหายใจ ที่กำหนดใน อานาปานสติ เป็นควันบางๆ เคลื่อนไปมา ผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะยุติการกำหนดลมหายใจ แล้วเข้าสู่อารมณ์ของฌาน ซึ่งหยุดนิ่งรวมเป็นเอกคตา ณ จุดใดจุดหนึ่ง ไม่เคลื่อนตามลมหายใจอีกครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 2 page

ความสุขในพระนิพพาน กับพระธรรมกายเป็นเพียงนิมิตหรือไม่?

วันนี้ผมเกิดมีความสนใจในเรื่องของฌาน และลำดับขั้นของสมาธิ ฌาน 8 และสมาบัติ น่าจะพัฒนาต่อยอดในแง่ความรู้ทางวิชชาได้ และมีคำเกิดขึ้นในใจว่า "อรูปธรรมกาย" คือ "กายธรรมเจริญอรูปฌาน" ผมศึกษาเพิ่มเติม ได้พบเว็บไซท์ของคุณปฐวี ซึ่งดีมากๆ ผมจึงแชร์มาพร้อมโพสต์นี้ แต่ประเด็นคำถามที่น่าสนใจจากการอ่านเว็บไซท์ของคุณปฐวีเกิดขึ้น เมื่อผมอ่านคำอธิบายของพระสารีบุตรว่า พระนิพพานไม่มีเวทนา เหตุใดจึงเป็นสุข เมื่อผมพินิจพิเคราะห์ดู แล้วพบคำตอบว่า ในพระนิพพาน ไม่มีสุขจากการปรุงแต่ง แต่มีเพียงสุขจากสภาวธรรมอันไม่ปรุงแต่งที่ทรงอยู่ เป็นสภาวะธรรมชาติของจิต และสภาวะธรรมชาติของพระนิพพาน ซึ่งสิ่งที่ให้สุขในนิพพาน ก็คือใจเราเองที่เป็นประภัสสรครับ เพราะดวงจิตดั้งเดิมของมนุษย์นั้นสะอาด สว่าง สงบ และเป็นสุข แต่เมื่อกิเลสเข้ามาครอบงำ เราก็เป็นทุกข์ แบ่งเป็นทุกข์กาย กับทุกข์ใจ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก อาจจะมีทุกข์กาย เจ็บป่วย หิวกระหาย แต่ไม่มีทุกข์ใจ ส่วนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ที่เข้านิพพานแล้ว ไม่มีความทุกข์กาย และไม่มีความทุกข์ใจ ก็เป็นสุข "เหมือนเดิม" อย่างที่เคยเป็นมาก่อน คือจิตดั้งเดิมเป็นประภัสสรครับ

Credit: https://buddhadhamma-memo.blog

ส่วนว่า “พระธรรมกาย” ก็คือ "ใจ" ของเราเอง อันเกิดจาก "ธรรม" ที่ประชุมขึ้นเป็นรูป อาจกล่าวได้ว่าเป็น "รูปธรรม" ที่ครอง "นามธรรม" พระธรรมกายเข้าฌาน 1 ถึง 8 ก็คือ "ใจ" เข้าฌาน 1 ถึง 8 ครับ ชาวตะวันตกบางท่านฝึกธรรมกาย เห็นพระธรรมกายแล้วไม่สบายใจ เพราะเป็นชาวคริสต์ ก็เลยไม่กำหนดรูปของพระธรรมกายครับ แต่ภูมิจิต ภูมิธรรม ก็ทรงอยู่ตามลำดับขั้นต่างๆ ของพระธรรมกาย แม้ไม่เห็นพระธรรมกาย อย่างไรก็ตาม พระธรรมกายมี 2 ขั้นตอนหลักๆ คือแรกๆ จะเป็นเพียงนิมิต เช่น ปฏิภาคนิมิต และ อุคคหนิมิต คล้ายการเจริญกสิณที่กำหนดรูป แต่เมื่อพ้นจากขั้นนิมิตแล้ว ก็เป็น "สภาพรูปธรรม" ที่ครอง “นามธรรม” ดังที่เคยกล่าวไว้ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมบางท่านเห็นธรรม เป็นดวงกลมบ้าง เป็นกลุ่มแสงบ้าง เป็นไอละอองหมอกควันบ้าง “ธรรม” จึงเปรียบเสมือนน้ำใสชุ่มเย็น บางครั้งก็อยู่ในรูปของไอน้ำที่เบา บางครั้งก็เป็นดุจของเหลวที่ไม่มีรูปร่างแน่นอน ส่วนพระธรรมกาย เปรียบได้กับ “ธรรม” คือน้ำที่แช่แข็งขึ้นรูป เป็นก้อนน้ำแข็ง ที่เป็นตัวเป็นตน ดังนี้.


มีท่านถามผมว่า "พระธรรมกาย" เป็น "อัตตา" จริงหรือไม่?

คำตอบคือ พระธรรมกายนั้นเป็นได้ทั้ง "อัตตา" และ "อนัตตา" ครับ หมายความว่า ในสภาพปกติ พระธรรมกาย คือรูปธรรม ที่ประชุมขึ้นจากธรรมอันเป็นโลกุตรธรรมนั้น มีสภาพคงอยู่ได้นิจนิรันดร์ ซึ่งโดยนัยยะนี้ เราไม่นับรวมถึงพระธรรมกายที่เป็นอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต แต่เราหมายถึงพระธรรมกายที่เกิดจากการประชุมธรรมที่ภูมิจิตภูมิธรรมเข้าถึงโลกุตรธรรมตามลำดับขั้นต่างๆ แต่ในกรณีที่ พระธรรมกายประชุมขึ้นจากโลกียธรรม ก็ยังมีเสื่อมถอย และ/หรือ ในกรณีที่พระธรรมกายที่ประชุมขึ้นจากโลกุตรธรรมนั้น ปะทะกับมาร กระทั่งต่างแตกสลาย หรือเสียหาย พระธรรมกายดังกล่าวก็มีอันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป คือไม่เที่ยง ดังนี้.  


มีท่านถามผมว่า เพราะเหตุใดจึงดำริคำว่า "อรูปธรรมกาย"?

คำตอบคือ จากประสบการณ์ในการอ่านและแปลงานวิชชาธรรมกาย พระธรรมกาย ที่เจริญอารมณ์ "ว่าง" จะกอปรเป็น "อรูปฌาน" ในทำนองเดียวกันกับ "อรูปพรหม" ในหลักวิชชาธรรมกาย ซึ่ง "อรูปพรหม" ไม่ใช่พระพรหมที่ไม่มีรูปร่างตัวตน เพราะในแผนผัง 18 กาย ก็ยังเห็นว่ามีภาพอรูปพรหมอยู่ อรูปพรหมจึงเป็นกายพระพรหมที่เจริญอรูปฌาน ในทำนองเดียวกันกับ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วพิจารณา "สุญญตา" นั่นคือความ "ว่างของจิต" ที่เห็นทุกอย่างว่างเปล่า ซึ่งเป็นสภาวะของใจ คือสภาวะธรรม ไม่ใช่สภาวะของกาย ซึ่งก็ยังคงอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน ตามกฎอนุรักษ์มวลสารและพลังงานครับ ดังนี้.


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

4 มีนาคม 2563

www.meditation101.org

 

Executive Summary: 2 pages

พระญี่ปุ่นที่มีภรรยา ถือว่าเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือไม่?

ก่อนอื่นขอกล่าวอ้างคำสอนของสมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนว่า พระองค์ทรงยอมรับว่า เมื่อยุคสมัยแห่งพุทธกาล เริ่มเข้าใกล้สู่ปลายยุค สังคมมนุษย์จะเสื่อมศีลธรรม และมนุษย์จะมีอายุขัยน้อยลงตามลำดับ ส่วนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะมีข้อวัตรปฏิบัติที่ย่อหย่อนลงเรื่อยๆ กระทั่งถึงระดับหนึ่ง พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะแต่งกายเหมือนอย่างฆราวาสทั่วไป แต่จะมีชิ้นผ้ากาสาวพัสตร์ติดไว้ที่เสื้อ แม้กระนั้น บุคคลผู้ทำบุญกับพระสงฆ์ประเภทนี้ ก็ยังได้บุญมาก แต่พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสห้ามไว้ล่วงหน้าว่า หากบุคคลยังสามารถขวนขวายบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนากับพระอุปัชฌาย์ได้ และทำตามพระธรรมวินัยดั้งเดิมได้ ก็พึงทำเช่นนั้น ไม่พึงบวชตนเอง กล่าวโดยง่ายก็คือ หากยังคงทำตามพระธรรมวินัยได้ ก็ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แต่ถ้ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เอื้อเฟื้อต่อการทำตามพระธรรมวินัย ก็ค่อยอนุโลมว่ากันอีกทีครับ

สำหรับพระญี่ปุ่น ซึ่งแต่งกายเหมือนฆราวาสในเวลาปกติ แต่สวมจีวรในเวลาทำพิธีกรรม มักมีข้อกังขาในสมาคมพระสงฆ์นานาชาติว่า จะยอมรับนับถือว่าเป็นพระสงฆ์ได้หรือไม่ บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็ไม่เห็นด้วย สำหรับผม.. ผมขอแนะนำหลักการในการพิจารณาบุคคลว่าเป็นพระสงฆ์หรือไม่ตามหลัก “พรหมจรรย์ 10 ประการ” ซึ่งพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ ดังนี้:

พรหมจรรย์ อันเป็นข้อวัตรปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น มี 10 อย่าง คือ
1. ทานการให้ การบริจาค การเสียสละ
2. เวยยาวัจจะ การขวนขวายในกิจพระพุทธศาสนา
3. เบญจศีล มีศีล 5 เป็นปกติ
4. เมตตาอัปปมัญญา มีเมตตาจิต และพรหมวิหารธรรม
5. เมถุนวิรัติ งดเว้นการเสพเมถุน
6. สทารสันโดษ ความสันโดษ พึงพอใจตามมีตามได้
7. วิริยะ ความพากเพียรในพระธรรมวินัย
8. อุโบสถ มีศีล 8 เป็นปกติ หรือในวันธรรมสวนะ
9. อริยมรรค ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ 8 ตาม ศีล สมาธิ ปัญญา
10. ศาสนา
นับถือพระพุทธศาสนา

Credit: พรหมจรรย์ 10 ประการ

https://dhamma.mthai.com/principle/742.html

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/8620

ทั้งนี้ ท่านที่เคยอ่านพระไตรปิฎกอาจจะเคยพบคำว่า “อยู่จบพรหมจรรย์.. หมดกิจในพระพุทธศาสนา” เมื่อมีพระสงฆ์สาวกบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ โดยนัยนี้ พระสงฆ์สาวกที่ยังเป็นปุถุชน คือเป็นสมมติสงฆ์ เป็นพระที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นใดเลย รวมถึงพระที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี คือพระอริยเจ้าเบื้องต้น เบื้องกลาง ก็ “ยังไม่อยู่จบพรหมจรรย์.. และยังมีกิจในพระพุทธศาสนาที่ยังต้องทำอีก” ซึ่งกิจในพระพุทธศาสนาของสงฆ์ก็มี (1) คันถะธุระ การศึกษาพระธรรมวินัย และ (2) วิปัสสนาธุระ การประพฤติปฏิบัติธรรม

ด้วยหลักการนี้ เราสามารถนำ “พรหมจรรย์ 10 ประการ” มาพิจารณาสถานภาพ ความเป็น ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของบุคคล กล่าวคือ ผู้ที่จะเป็นพระภิกษุในยุคนี้ อาจจะต้องอยู่ในพรหมจรรย์ 7 – 10 ข้อ มากกว่า หรือน้อยกว่า ตามแต่สงฆ์ในแต่ละสังฆมณฑล หรือองค์คณะจะตกลงยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ โดยคำนึงถึงนโยบายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า หากยังสามารถบวชกับพระอุปัชฌาย์อย่างถูกต้อง และเอื้อเฟื้อตามพระธรรมวินัยได้ ก็ขอให้ทำตามกำหนด แต่ถ้าหากไม่สามารถเอื้อเฟื้อตามพระธรรมวินัยได้แล้วจริงๆ ค่อยอนุโลม

ดังนั้น พระภิกษุญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีภรรยา ไม่สามารถรักษาวัตรข้อ 5 คือ เมถุนวิรัติ ได้ แต่หากสามารถรักษาข้อวัตรอื่นๆ ได้ประมาณ 6 – 8 ข้อเป็นอย่างน้อย ก็ยังพอยอมรับนับถือได้ว่า เป็นภิกษุสงฆ์ผู้ประพฤติอยู่ในพรหมจรรย์ และยังมีกิจในพระพุทธศาสนาที่ต้องทำต่อไปครับ ดังฉะนี้ครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

1 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


Executive Summary: 3.5 pages

ทำไมประเทศชาวพุทธจึงไม่เจริญสวยงามเหมือนประเทศศาสนาอื่น?

อธิบายสไตล์ พิรจักร (1 มีนาคม 2563)

ก่อนอื่นขออ้างถึงบทความก่อนๆ เรื่อง รัตนะ 7 กับความเจริญของประเทศชาติ ซึ่งผมได้เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศแต่ละประเทศมี “ภาคผู้เลี้ยง” (ภาษาวิชชา) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “เทวดาประจำเมือง” ซึ่งเทวดาประจำเมือง มักจะเป็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศ หรือผู้นำประเทศที่มีความรู้ความสามารถ ละโลกไปแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดาประจำเมืองที่ตนเคยปกครอง ซึ่งการปกครองแบ่งคร่าวๆ ตาม “รัตนะ 7” คือ (1) จักรแก้ว คืออำนาจ การเมือง การปกครอง(2) แก้วมณี คือความรู้ การศึกษา เทคโนโลยี (3) ขุนพลแก้ว คือทรัพยากรมนุษย์ (4) ขุนคลังแก้ว คือ ทรัพยากรสำหรับอุปโภค บริโภค ใช้สอย (5) นางแก้ว คือศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี (6) ช้างแก้ว ภาคบริการ การแพทย์ การพยาบาล ความโอบอ้อมอารีย์ (7) ม้าแก้ว คือการคมนาคมสัญจร

ทั้งนี้ ความสวยงามของศิลปวัฒนธรรม ของแต่ละประเทศส่วนใหญ่ จะอยู่ในกำกับการของเทวดาประจำเมืองที่ทำหน้าที่ “นางแก้ว” คือ “อิตถีรัตนะ” หรือบางครั้งจะเป็น “บุรุษรัตนะ” ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหญิงเสมอไป แต่ส่วนมากจะเป็นหญิง เมื่อเทวดาฝ่ายนางแก้ว “ส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยง” ประเทศชาติบ้านเมือง นับตั้งแต่ผู้ปกครอง ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จะมีความรู้ความสามารถในเรื่องศิลปะวัฒนธรรมประเพณีที่ดี ซึ่งทุกประเทศก็มีเทวดาประจำเมืองที่ทำหน้าที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาวคริสต์ หรือประเทศชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ประเทศชาวพุทธ เป็นประเทศที่ส่วนใหญ่แล้ว มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม และความสวยงามของสิ่งปลูกสร้าง สถานที่ และสิ่งแวดล้อม ระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ให้ธรรมะคือความรู้ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เช่นเรื่องกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด การทำบุญ ทำบาป และการส่งผลของบุญ และบาป เป็นเหตุให้ชาวพุทธไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์มากด้วยกัน ในขณะที่ศาสนาอื่นส่วนมากเชื่อเรื่อง “พระเจ้า” ซึ่งศาสนาพุทธเราไม่ได้สอน แต่ในภาษาวิชชาเราเรียกพระองค์ว่า “องค์บรมธาตุ” ซึ่งพระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดสรรพสิ่ง และเรานับถือพระองค์ในฐานะ “พระพุทธเจ้า” พระองค์หนึ่ง โดยที่พระองค์ก็ทรงเป็นชาวพุทธด้วย แต่เรื่องราวของโลกธาตุ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากองค์บรมธาตุ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ชาวศาสนิกอื่นเข้าใจ สรุปคือ มีองค์บรมธาตุ แต่เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ในศาสนาอื่นนั้น เป็นการเข้าใจผิด อย่างเช่นว่า พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุด และความทุกข์ทรมานของมนุษย์นั้นเป็นการ “ทดลองใจ” ของพระองค์ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้ไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ แต่ความเป็นจริงตามสายวิชชา (พระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดมไม่ได้สอน) ก็คือ องค์บรมธาตุ ทรงเป็นองค์ต้นกำเนิดโลกธาตุโดยเหตุบังเอิญ พระองค์ไม่ได้มีอำนาจสูงสุด แต่มีฝ่ายพระนิพพาน และมารโลก ที่ “ประชันฤทธิ์” กันอยู่เสมอๆ เป็นเหตุให้สรรพสัตว์มีสุขมีทุกข์ มีบุญมีบาป มีสวรรค์มีนรก มีโปรแกรมกฎแห่งกรรม ตามที่ประชันฤทธิ์กัน ซึ่งพระพุทธเจ้าที่ปกครองพระนิพพาน เราเรียกว่าพระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม ส่วนผู้ที่ปกครองมารโลก ภาษาวิชชาเรียกว่า ต้นธาตุต้นธรรมมาร ทั้งสองฝ่ายนี้ประชันฤทธิ์กัน คอยดลจิตดลใจสรรพสัตว์ให้ดีร้ายไปต่างๆนาๆ ไม่ใช่การทดลองใจของใคร และใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อในองค์บรมธาตุ หากทำกรรมดี ก็ไปสุคติ ทำกรรมชั่วก็ไปอบาย ตามกฎแห่งกรรม ไม่ได้ไปอยู่กับองค์บรมธาตุ เพราะพระองค์มีที่ประทับเฉพาะในภพของพระองค์ ไม่สามารถเข้าออกโดยง่าย

อธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว ก็วกกลับมาที่เทวดาประจำเมือง ก็คือ เทวดาประจำเมืองของประเทศชาวพุทธก็ส่งฤทธิ์ดลบันดาลให้ประเทศสวยงาม มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม แต่ฝ่ายมารก็ไม่ชอบใจ เพราะไม่อยากให้ประเทศชาวพุทธเจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าประเทศชาวพุทธเจริญมาก จะมีผลทำให้มีคนไปสวรรค์ไปนิพพานกันมากขึ้น ซึ่งมารเขาไม่ชอบใจ เนื่องจากหากพระนิพพานมีพระพุทธเจ้าพระอรหันต์มากขึ้น ก็จะมีกำลังมากขึ้น ส่วนมนุษย์ที่ไปสวรรค์ก็จะมีความสุขโดยทั่วกัน ซึ่งมารไม่พอใจ เพราะมารมีปกติเห็นว่าสรรพสัตว์ควรมีความทุกข์ เป็นอัธยาศัยอันธพาลที่เขาชอบของเขาอย่างนั้น เขาก็เลยบั่นทอนฤทธิ์ของเทวดาประจำเมืองชาวพุทธ ส่วนประเทศศาสนาอื่น เขาก็ปล่อยๆไป ไม่ค่อยขัดขวางมาก แต่ก็มีบ้างตามแบบคนพาล ที่ไม่เข้าใครออกใครสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้ ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมของประเทศชาวพุทธจึงอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะทำบุญกันมากต่อมากอย่างประณีตสวยงามมากบ้างน้อยบ้าง ถูกต้องตามกฎแห่งกรรม ซึ่งควรที่จะได้อานิสงส์มากกว่าและดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างศาสนา

นอกจากนี้ เหล่ามารยังสิงสู่ดลจิตดลใจผู้นำประเทศชาวพุทธให้ทำสงครามต่อกันและกัน เช่นประเทศพม่ารบกับไทย แล้วเผาเมือง ทำลายวัดวาอาราม พระพุทธรูป พระวิหาร เจดีย์ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย รบกับลาว แล้วเผาทำลายในทำนองเดียวกัน ดังนี้แล้ว ก็เกิดเป็นบาปใหญ่ เพราะเป็นกรรมที่ทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อทำลายแล้ว ก็มีการสาปแช่งกันและกัน ด้วยกรรมที่ชาวพุทธ ทำกับชาวพุทธด้วยกันเช่นนี้ บาปจึงมากกว่าสงครามศาสนาของประเทศอื่น หรือสงครามระหว่างผู้ที่ไม่มีศาสนาของประเทศอื่น ประเทศชาวพุทธหลายประเทศ จึงเป็นประดุจตกอยู่ในคำสาป ทำให้ไม่เจริญมาก หรือเจริญอย่างลุ่มๆดอนๆ

สำหรับคำอธิบายเรื่องมารที่บั่นทอนพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธนั้น ก็คล้ายๆ ตอนที่มารคอยติดตามพระพุทธเจ้า เพื่อทูลให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ถามว่าเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอธิฐานบารมีแสดงฤทธิ์ขับไล่มารไปเหมือนคราวตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ หรือตอนปราบพยศพญานาค และยักษ์ ทั้งนี้ก็เพราะมารเขาก็มี “บารมีมาร” เหมือนอิทธิพลของยากูซ่า หรือเจ้าพ่อมาเฟีย แม้พระไตรปิฎกจะใช้ภาษาที่สุภาพว่ามารทูลพระพุทธเจ้า แต่ในความเป็นจริงก็เป็นการบีบบังคับกันอยู่ในที หรือจะเรียกว่าเป็นการ “กดดัน” กันก็ว่าได้ ซึ่งมารที่มากดดันให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานก็ไม่ใช่เทวบุตรมารจากสวรรค์ แต่เป็นมารจากมารโลก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรง “เล่นสิทธิ์” กับมาร กล่าวคือ ถ้าพระองค์ทรงสามารถได้รับคำอาราธนาให้เจริญอิทธิบาท 4 ได้ ก็จะยังไม่ทรงปรินิพพาน แต่มารก็กำบังเอาไว้ทุกครั้ง ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธานุภาพ สามารถสั่งสอนให้บุคคลบรรลุธรรมได้ แต่เพียงแค่การอาราธนาให้เจริญอิทธิบาท 4 กลับยังไม่ได้ ซึ่งมารเขาก็ใช้ฤทธิ์และอำนาจของเขาในทำนองเดียวกันนี้ กับเทวดาประจำเมืองชาวพุทธ และเทวดาประจำพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการตัดรอนและปิดกั้น

อนึ่ง หากถามว่า ผู้ที่มีบาปมาก และผู้ที่มีบุญมาก จะอยู่ในประเทศใด คำตอบคือ ผู้ที่มีบาปมาก และมีบุญมากก็อยู่ในประเทศชาวพุทธนี่เอง คนมีบุญมาก คือพระอริยสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พระอริยบุคคล ที่ตั้งใจปฏิบัติพระพุทธศาสนา ส่วนคนมีบาปมาก ก็คือพระและฆราวาสที่ทำบาปในพระพุทธศาสนา ฆ่าพระสงฆ์เพื่อชิงทรัพย์บ้าง โกงเงินของวัดบ้าง บวชเพื่อแสวงหาลาภ หากินกับพระพุทธศาสนาบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่า คนมีบุญมาก กับคนมีบาปมาก ก็อยู่ในประเทศชาวพุทธด้วยกันนี่เอง และคนมีบาปมากๆ เวลาอยู่ที่ไหน ก็ทำให้ที่นั่นไม่ค่อยเจริญ มีปัญหา มีอาเพศเหตุภัยต่างๆเกิดขึ้น ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

1 มีนาคม 2563

www.meditation101.org


EXECUTIVE SUMMARY: บทสรุปผู้บริหาร อธิบายสไตล์ พิรจักร

พระพรหม และผู้ปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ทรงฌานได้อย่างไร?

 “พรหมวิหาร 4” ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็น “สมถภาวนา” คืออารมณ์ที่ทำให้ใจสงบเป็นสมาธิได้ระดับหนึ่ง กระทั่งสามารถหยั่งลงสู่ “รูปฌาน 4” ได้ เพราะพรหมวิหาร 4 แต่ละอย่าง หรือร่วมกัน เป็นธรรมารมณ์ที่สามารถดับนิวรณ์ 5 ได้ โดยหลักดังนี้

     1.       ความเกียจคร้าน ดับด้วยกรุณา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     2.       ความยินดียินร้ายในกาม ดับด้วยมุทิตา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     3.       ความพยาบาท ดับด้วยเมตตา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     4.       ความฟุ้งซ่าน ดับด้วยอุเบกขา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

     5.       ความลังเลสงสัย ดับด้วยอุเบกขา และ/หรือ พรหมวิหารอื่นๆ

เมื่อนิวรณ์ทั้งหมดดับลง ผู้เจริญพรหมวิหาร 4 สามารถเข้าถึง รูปฌาน 1 ถึง 4 โดยมีพรหมวิหาร 1 – 4 เป็นธรรมารมณ์ ทั้งนี้ เมตตา, กรุณา, มุทิตา เป็นธรรมารมณ์ดับนิวรณ์ เพื่อทรงฌาน 1 – 3 เนื่องจากรูปฌาน 1 – 3 มีอารมณ์อันเป็นสุขเป็นผล กล่าวคือใจเป็นสุขแล้วมีเมตตา ใจเป็นสุขแล้วมีกรุณา ใจเป็นสุขแล้วมีมุทิตา ส่วนอุเบกขาเป็นธรรมารมณ์ดับนิวรณ์ เพื่อทรงฌานที่ 4 ซึ่งปราศจากอารมณ์อันเป็นสุข แต่เป็นอุเบกขารมณ์ ไม่ยินดี ยินร้าย ครั้นทรงฌานแล้ว ไม่ว่าฌาน 1 – 4 ขั้นใด ถ้ามีจิตควรแก่การงาน (ใจมีสภาพอันเหมาะสม) หากเกิด “มรรคสมังคี” ประกอบกับบุญบารมี และอธิษฐานมาถึงพร้อม ก็จะสามารถเข้าสู่หนทางสายกลาง ละกิเลสสังโยชน์ บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลในประเภท “เจโตวิมุติ” ได้ แต่ขั้นของฌานจะมีผลต่อวิชชา 3 วิชชา 8 อภิญญา 6 ที่จะเกิดขึ้น เพราะฌาน 1 – 4 จัดเป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน “จรณะ 15” ซึ่งเป็นเครื่องก่อกำเนิด “วิชชา” ทั้งหลาย

พระรูปพรหมทั้งหลาย อุบัติขึ้นในรูปภพ พรหมโลกได้ ก็เพราะทรงรูปฌาน โดยจะประกอบเหตุเป็นพรหมวิหาร 4 หรือ สมถภาวนาอื่นๆ ก็ย่อมได้ แต่พระรูปพรหมทั้งหลาย ไม่ว่าจะใช้สมถภาวนาวิธีใดก็มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มากน้อยแต่ละข้อ เป็นธรรมประจำใจ โดยที่ทรงอยู่ในฌาน 1 – 4 อ่อนแก่ต่างกันไป (อรูปพรหม ที่เจริญอรูปฌาน ไม่จัดอยู่ในเนื้อหาของบทสรุปผู้บริหารนี้)

สำหรับผู้ที่อาศัยสมถภาวนาวิธีการอื่นๆ กระทั่งเข้าถึง ฌาน 1 – 4 แล้ว จะย้อนกลับมาเจริญพรหมวิหาร 4 ก็ย่อมได้ แต่จะมีผลคือ ใจจะประณีตมากขึ้น หรือประณีตน้อยลงได้ เพราะธรรมารมณ์แห่งพรหมวิหาร 4 มีความหนัก ความเบา ต่อใจ ดังนี้.

29 กุมภาพันธ์ 2563

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org


Executive Summary: มรรค 8 สมังคี คืออะไร?

อธิบายสรุปเข้าใจง่าย สไตล์พิรจักร

มรรคมีองค์ 8 ได้ แก่ (1) มีความเห็นถูก (2) มีความดำริคิดถูก (3) มีวาจาถูก (4) มีความปฏิบัติถูก (5) เลี้ยงชีพถูก (6) มีความเพียรถูก (7) มีสติถูก (8) มีสมาธิถูก

มรรคมีองค์ 8 สามารถจัดกลุ่มเข้าในหลักธรรมไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้ดังนี้

ศีล: (1) มีวาจาถูก (2) มีความปฏิบัติถูก (3) เลี้ยงชีพถูก

สมาธิ: (1) มีความเพียรถูก (2) มีสติถูก (3) มีสมาธิถูก

ปัญญา: (1) มีความเห็นถูก (2) มีความดำริถูก

ทั้งนี้ มรรคมีองค์ 8 สามารถแบ่งแยกออกเป็น 2 นัยยะ คือ (1) รูป คือรูปธรรม และ (2) นาม คือนามธรรม ในส่วนที่เป็นรูปธรรม มรรคมีองค์ 8 คือข้อปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ 8 ข้อ แต่ในส่วนที่เป็นนาม หรือนามธรรม มรรคมีองค์ 8 คือ “มโนธรรม” หรือ “ธรรมารมณ์” ทั้ง 8 ประการ โดยมโนธรรมนี้เป็นเครื่องส่งผลให้เกิดเป็นข้อปฏิบัติทาง กาย วาจา ใจ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น “เลี้ยงชีพถูก” เรามีความคิดขึ้นมาก่อนว่า จะทำงานเลี้ยงชีพอะไรดี แล้วก็ตัดสินใจว่า จะค้าขายออนไลน์ โดยค้าขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขายอย่างมีศีลมีสัจจะ “มโนธรรม” ที่เกิดขึ้นนี้คือ มรรค ที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นก่อน ส่วนเมื่อเราลงมือลงแรงค้าขายจริง นั่นคือ “รูปธรรม” ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง

เมื่อเรามีมโนธรรม 8 ประการ ซึ่งเป็นนามธรรม แล้วเกิดธรรมารมณ์ประสานเป็นหนึ่ง ในสภาวจิต ตามสัดส่วนของ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกได้ว่าเป็น “มรรคสมังคี” ซึ่งชักนำใจของเราเข้าสู่หนทางสายกลาง แล้วปลดล็อค ถอนกิเลสสังโยชน์ออกจากใจ ได้มากน้อย ตามกำลังบุญบารมี และอธิษฐานที่บำเพ็ญมา อุปมาเหมือนการใช้ไขควงสี่แฉก ไขเอาสกรูออกจากเบ้า ไขควงจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าล็อคตรงกับรอยแฉกของสกรูพอดี จึงจะสามารถใช้กำลังไขถอนเอาสกรูที่ยึดแน่นอยู่ออกมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ไขควงเปรียบเสมือนใจของเรา สี่แฉกที่ใส่ลงเข้าล็อครอยแฉกของสกรูคืออาการของมรรคสมังคี ส่วนการไขหมุนด้วยกำลังคือกำลังบุญบารมี จึงสามารถอนสังโยชน์ออกได้ แล้วสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลตามลำดับ

มรรคสมังคี เกิดได้ 2 รูปแบบ คือ (1) เจโตวิมุติ คือมีฌานสมาธิเป็นกำลัง และ (2) ปัญญาวิมุติ คือมีปัญญาเป็นกำลัง โดยแต่ละแบบอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน และการจะเกิดมรรคสมังคีได้ ต้องมีใจที่อยู่ในสภาวะละ "นิวรณ์ 5" ได้ ไม่ว่าจะละนิวรณ์ด้วยสมาธิ หรือละด้วยปัญญา ยกตัวอย่างเช่น พระภิกษุณีสมัยพุทธกาลที่ราดน้ำล้างเท้า แล้วพิจารณาธรรมด้วยปัญญาได้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะสภาวะจิตที่ประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีปัญญา คือความเข้าใจเป็นกำลังหลัก (ละความลังเลสงสัย) และมีสติ/สมาธิคือความสงบใจมากพอ (ละความใฝ่กาม, ความพยาบาท, ความท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน) มีศีลเป็นพื้นฐาน ก็สามารถบรรลุธรรมได้ เมื่อบรรลุด้วยปัญญาวิมุติ หรือ เจโตวิมุติแล้ว จะทรงอภิญญามากน้อย ขึ้นอยู่กับ จรณะ 15 ซึ่งเป็นเบื้องบาทของวิชชา 3 และวิชชา 8 ดังนี้

 

สัดส่วนขององค์คุณที่ก่อให้เกิดมรรคสมังคี อาจใช้ไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล โดยสามารถจัดระเบียบความคิดได้ดังนี้

มรรคสมังคี = ศีล : สมาธิ : ปัญญา

100% = 30 : 35 : 35

เจโตวิมุติ = 30 : 55 : 15

ปัญญาวิมุติ = 30 : 15 : 55

ศีล

วาจาถูก = 10%

ปฏิบัติถูก = 10%

เลี้ยงชีพถูก = 10%

สมาธิ

เพียรถูก = 10%

สติถูก = 10%

สมาธิถูก = 15%

ปัญญา

เห็นถูก = 17.5%

คิดถูก = 17.5%

__________________________________________

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

26 กุมภาพันธ์ 2563

www.meditation101.org


มรรคมีองค์ 8 กับ Justification of Life

ปรัชญาทางตะวันตกมีค่านิยมว่า การตัดสินผู้อื่นว่าถูกผิด เป็นสิ่งไม่ควรกระทำ แต่ในพระพุทธศาสนานั้น พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลักการที่แน่ชัดประกอบกับรายละเอียดมากพอจะบ่งชี้ สิ่งถูก สิ่งผิด แยกแยะดีชั่ว และตัดสินได้

ในแง่ของมรรคมีองค์ 8 นั้น ถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ในการแยกแยะดีชั่วโดยเฉพาะ โดย "สัมมามรรค" คือสิ่งดี และ "มิจฉามรรค" คือสิ่งชั่ว แต่ถ้าหากเราศึกษามรรคแล้วสงสัยว่า อะไรคือดี อะไรคือชั่ว เราจะแบ่งแยกได้อย่างไร ก็ต้องศึกษาต่อไปในรายละเอียด ระหว่างคู่เปรียบ คือ

สัมมาปฏิบัติ (ศีล) กับ ทุศีล

สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ

สัมมาปัญญา กับ มิจฉาปัญญา

วิชชา กับ มิจฉาวิชชา

จากบทสรุปรวบยอดพระพุทธศาสนาของข้าพเจ้าว่า ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาคือ "ความถูกต้องชอบธรรมของ กาย วาจา ใจ" (The Mental, Verbal, and Physical Righteousness ) ซึ่งแบ่งแยกเบื้องต้นเป็น ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และแบ่งออกมาอีกชั้นเป็น "สัมมามรรค" คือมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นสัมมาปฏิบัติ แบ่งแยกได้อีกเป็น กุศลกรรมบท 10 และมงคลชีวิต 38 ประการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็น "สิ่งถูก"

ในขณะที่ สิ่งผิด ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ.. มิจฉามรรค, อกุศลกรรมบท 10 และ อวมงคลชีวิต 38 ประการ

ทั้งนี้ สิ่งถูก และสิ่งผิด มีการระบุชัดเจนในธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ และที่นอกเหนือจาก 84,000 พระธรรมขันธ์นี้ ก็ยังสามารถจัดเข้ากลุ่มได้ ใน ศีล (ความบริสุทธิ์) สมาธิ (ความสงบ) ปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ) และมรรค 8 คือสัมมาปฏิบัติ หรือปฏิบัติชอบ ดังนี้

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
www.meditation101.org
25 กุมภาพันธ์ 2563


เพราะเหตุใดผู้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงบรรลุธรรมได้ง่าย?

(1)                ผู้ฟังธรรมดำรงตนอยู่ในศีล คืออินทรีย์สังวรศีล มีความสำรวมขณะฟังธรรม ดำรงตนไม่ตึงไม่หย่อน ระงับนิวรณ์คือความเกียจคร้านขณะนั่งฟังธรรม

(2)               ผู้ฟังธรรมตั้งอยู่ในขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ เกิดจาก “พุทธานุสสติ” มีอารมณ์สงบ ไม่ตึงไม่หย่อน ระงับนิวรณ์คือ กามฉันทะ, พยาบาท, และความฟุ้งซ่าน ซึ่งเป็นไปได้ด้วยพุทธานุภาพประกอบกัน

(3)               ผู้ฟังธรรมเจริญปัญญา คือ “สุตตมยปัญญา” คือปัญญาจากการฟังธรรม ซึ่งเนื้อหาธรรมมีความถูกต้องและเหมาะกับจริตและอัธยาศัยของผู้ฟัง ก่อให้เกิดความรู้ และความเข้าใจ ที่พอเหมาะ ไม่คิดมากเกิน ช่วยระงับนิวรณ์คือความลังเลสงสัย

ด้วย (1), (2), และ (3) คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเกิด “มรรคสมังคี” เป็นการประหารกิเลส และละสังโยชน์ ด้วยกำลังแห่งปัญญา บนพื้นฐานของสติ และสมาธิที่สงบระงับมากพอ ทำให้นิวรณ์ทั้ง 5 ดับ ทรงไว้ซึ่งจรณะ และก่อเกิดเป็นวิชชา 3 วิชชา 8 ส่วนว่าเมื่อการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ายังให้เกิด “มรรคสมังคี” โดยง่ายแล้ว ผู้ฟังธรรมจะบรรลุธรรมเบื้องต้น เบื้องสูง ต่างกันอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจวาสนาบุญบารมีที่บำเพ็ญสั่งสมและอธิษฐานกันมา ดังนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

24 กุมภาพันธ์ 2563

www.meditation101.org


ปกิณกะธรรมเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา พ.ศ. 2563

การสร้างบุญบารมี มีแรงจูงใจได้ 2 อย่าง คือ "ตัณหา" ที่ทำให้ข้องอยู่ในกาม อันเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้เวียนวนอยู่ในวัฏสงสาร และ "ฉันทะ" ที่ปรารถนาจะสละกามคุณทำให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถ้าปรารถนาจะเวียนอยู่ในภพ แต่บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ฝักใฝ่การละกิเลส มีกิเลสเบาบาง แล้วจะสบายตัวครับ

 

ถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทีมงาน

เรื่อง เกร็ดเสริมการสร้างบารมี เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา พ.ศ. 2563

น้องๆ คงเคยได้ยินเรื่องมหาอุบาสิกาวิสาขา เมื่อครั้งได้รับสมบัติจากบิดา ก่อนออกจากเรือน ไปสมรสกับสามีในต่างเมือง นางวิสาขาเคยทำบุญแบบ "ให้เกินพอ" เช่นพอพระฉันแล้วก็คะยั้นคะยอว่า ฉันอันนั้นอีกนิด อันนี้อีกหน่อย ด้วยเหตุนี้ พอบิดาของเธอมอบโคให้เป็นสมบัติติดตัว พอปิดคอกแล้ว โคก็กระโดดข้ามคอกตามออกไปอีกส่วน

ในลักษณะเดียวกัน ไปทำบุญที่ใด ถ้าเขากำหนดว่า กฐินผ้าป่า กองละเท่านั้นเท่านี้ เช่นกองละ 20000 ก็ให้ทำไป 22000 ทำอย่างนี้เรื่อยๆ บ่อยๆ เวลาได้อะไร ก็จะได้แบบเกินกว่าคนอื่น เวลาทำวิชชา ก็จะได้แบบแถมๆ มา เวลาทำละเอียด ก็จะละเอียดเกินหน้าคนอื่นไปอีกหน่อย ผมเองก็ได้อานิสงส์แบบนี้ พอคิดจะเขียนบทความหรือคำคมลงเว็บ คิดไว้อย่างหนึ่ง โพสต์ไว้อย่างหนึ่ง พอทำเป็นรูปภาพ หรือทำจริงลงเว็บ กลับได้ปัญญาเพิ่มทะลุออกมาอีก เป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ด้วยอานิสงส์ของการทำบุญแบบ "เกินกว่าที่กำหนด" ครับ

 

เพราะเหตุใด วันพระจึงมีความสำคัญ?

 

คำตอบคือ ในสมัยพุทธกาล แต่เดิมทียังไม่มีวันพระครับ แต่เป็นค่านิยมของนักบวชในสมัยนั้น ที่จะนัดประชุมกันทำกิจกรรมในวันเพ็ญบ้าง วันแรมบ้าง วันแรม 8 ค่ำบ้าง วันขึ้น 8 ค่ำข้าง ก็คือพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์ดับ พระจันทร์เต็มครึ่งดวง พระจันทร์เสี้ยวครึ่งดวง

แล้วก็มีพุทธบริษัทมากราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ "วันพระ" ในทำนองเดียวกันกับนักบวชลัทธิอื่น เพื่อทำกิจกรรมในพระพุทธศาสนาครับ

 

ความไม่ประมาท คือมีสติ..

สติต่อศีล พัฒนาเป็น สมาธิต่อศีล เป็น อธิศีล

สติต่อสมาธิ พัฒนาเป็น สมาธิต่อสมาธิ เป็น อธิจิต

และสติต่อปัญญา พัฒนาเป็น สมาธิต่อปัญญา เป็น อธิปัญญา

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

7-9 กุมภาพันธ์ 2563


บุญ/บารมี

1.      บุญคือธาตุชนิดหนึ่ง อุปมาดั่งน้ำ

2.      คุณธรรมคือ “ธรรม” อุปมาดั่งสารส้ม ซึ่งมีอยู่แล้วในใจเราระดับหนึ่ง และถูกส่งมาจากเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทำงานในลักษณะหนุนเนื่องกันและกัน (ยิ่งใช้ ยิ่งมาเพิ่ม ยิ่งมีกำลัง)

     3.      เมื่อเราทำกุศล ด้วย กาย วาจา ใจ เครื่องธาตุเครื่องธรรม หรือใจภพ จะคำนวณ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ของเรา แล้วสั่งจ่ายบุญธาตุมาสู่ตัวเรา ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม

     4.      กุศลกรรม แห่ง กาย วาจา ใจ ของเรานั้น เกิดได้จากคุณธรรมที่มีอยู่แล้วในใจเรา หรือคุณธรรมที่ใจภพส่งมาหล่อเลี้ยง ด้วยการกระตุ้นเตือนจากภายนอก และภายใน ผ่าน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์

     5.      เมื่อบุญธาตุที่ได้ ผนวกเข้ากับคุณธรรมในใจเรา จึงเป็นประดุจน้ำที่ละลายเข้ากับผงสารส้ม

     6.      บุญมาก คือมีน้ำมาก บุญที่มีธาตุมาก คือบุญที่รองรับธรรมได้มาก อุปมาดั่งน้ำที่ทำละลายผสมผงสารส้มได้มากกว่า 

     7.      บุญธาตุที่กอปรเข้ากับคุณธรรม บ่มเพาะตาม “อินทรีย์” ที่แก่กล้ามากน้อย ใน 3 คุณลักษณะ คือ (ก) ปัญญา (ข) ศรัทธา (ค) วิริยะ โดยที่ สติ และ สมาธิ มีอยู่ในตัวทั้ง 3 ลักษณะ

     8.      บารมีธาตุ บารมีธรรม หมายถึง ความอ่อนแก่ของบุญธาตุ และคุณธรรม เมื่อเทียบตามสัดส่วนมากน้อยของปริมาณหนึ่งๆ

9.      บุญบารมีที่บ่มเข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนน้ำที่มีสารส้มทำละลายอยู่ แล้วตกผลึกจับตัวเป็นรูปร่าง (crystallization) กลายเป็นบารมีแต่ละอย่าง (บารมี 10 ทัศ) ซึ่งใช้เวลามากน้อย ขึ้นอยู่กับบุญธาตุที่มีมากน้อย (น้ำ) และคุณธรรมที่มีและเกิดขึ้นมากน้อย (ความเข้มข้นของสารส้มต่อปริมาณน้ำ) นั้นๆ ต่อระยะเวลา เช่น 20.1 อสงไขย, 40.1 อสงไขย, และ 80.1 อสงไขย


ธรรมเศรษฐศาสตร์

สมการทานกุศล

พลังงานบุญที่ได้ =

[ก่อนทำ + ขณะทำ + หลังทำ] x 

[ผู้ให้ (ความบริสุทธิ์)] x 

[ผู้รับ (ความบริสุทธิ์ + จำนวน)] x 

[วัตถุทาน (ความบริสุทธิ์ + ปริมาณ + คุณภาพ)] x 

[เจตนา (ความบริสุทธิ์ + คุณภาพ)]

หมายเหตุ: ด้วยความบริสุทธิ์ที่เท่าๆกันของตัวแปรทั้ง 4 วัตถุทานที่มีปริมาณและคุณภาพมากกว่า ย่อมให้ผลานิสงส์ผลบุญมากกว่าและประเสริฐกว่า

โดย พิรจักร (6 กุมภาพันธ์ 2563)

www.meditation101.org


ผู้ที่จะเป็นพระอินทร์ต้องทำบุญอย่างไร?

คนที่ทำบุญแล้วไปเกิดเป็นพระอินทร์ ก็เพราะบำเพ็ญวัตรบท 7 ประการ ซึ่งเป็นบุญที่ทำให้ได้เกิดเป็นผู้ปกครองสวรรค์ แต่ยุคที่ “ท้าวมัฆวาน” เกิดเป็นพระอินทร์นั้น ได้มีพระอินทร์องค์เดิมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นผู้ประมาท ชอบดื่มน้ำเมา จึงถูกผู้มาใหม่คือท้าวมัฆวานและพวก จับโยนลงจากสวรรค์ ในขณะเมาหลับอยู่ แล้วไปเกิดอยู่ในภพอสูร จากเรื่องนี้ทำให้ทราบว่า การเป็นพระอินทร์ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชาวพุทธ เพราะบางยุคก็ไม่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น แต่เป็นผู้ที่มีคุณธรรม และมีบุญมาก แต่เป็นบุญมากแบบชนที่ไม่ใช่ชาวพุทธ คือบุญสาธารณกุศล เปรียบเสมือนนักเรียนที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่มีความรู้มีความสามารถ มีคุณธรรมมากพอจะเป็นผู้นำ และดูเหมือนว่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะที่สุดสำหรับเวลานั้นๆ  

คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับพระอินทร์จากเว็บพลังจิต

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นพระอินทร์ หรือท้าวสักกะจอมเทพ เรียกว่า วัตรบทมี ๗ ข้อ คือ

๑.เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต

๒.อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต

๓.พูดจาอ่อนหวานตลอดชีวิต

๔.ไม่พูดจาส่อเสียดตลอดชีวิต

๕.ยินดีในการบริจาคทานตลอดชีวิต

๖.พูดคำสัตย์ตลอดชีวิต

๗.ไม่โกรธตลอดชีวิต

ถ้าเกิดความโกรธก็ระงับโดยเร็ว
ภิกษุทั้งหลาย! ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้รักษาวัตรบท ๗ ประการนี้บริบูรณ์ จึงได้เป็นท้าวสักกะ.

Source: https://palungjit.org/…/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%…/

เทวดาดื่มน้ำจันทน์ หรือสุรา ไม่บาปหรือ?

คำตอบคือ "การเจริญสติได้บุญ การทำลายสติได้บาป" เทวดาอยู่ในภพภูมิของการเสวยผลบุญ ดื่มเหล้าทิพย์ ก็ได้บาป แต่บาปน้อยกว่าตอนเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ที่ดื่มเหล้า น้อยคนที่จะดื่มแล้วอยู่อย่างสงบสุข มีที่ดื่มแล้วทะเลาะเบาะแว้ง อาละวาด โกหก เล่นการพนัน ผิดศีลกาเม แต่เทวดาดื่มเหล้า เขาจะเป็นคล้ายๆมนุษย์ผู้ดีดื่มไวน์ คือไม่มีการทะเลาะกัน เพราะเขามีเทวธรรมประจำใจอยู่ อย่างไรก็ตาม เทวดาดื่มเหล้าก็ได้บาป การนำสุรามาไหว้ผีไหว้เทพเจ้า ถ้าเขารับไปดื่มแล้วเสียสติก็ได้บาป และเมื่อพ้นจากอัตภาพแห่งความเป็นเทวดาแล้ว บาปจึงจะส่งผล เทวดาบางตน หมดอายุขัยแล้วไปเกิดในนรกก็มี บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป เหมือนมนุษย์ ยังไม่หมดอายุขัย ก็ดื่มเหล้าได้เรื่อยๆ หมดอายุขัยเมื่อไร ก็ไปนรก ถ้าขณะจิตก่อนตายเศร้าหมองครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา

5 กุมภาพันธ์ 2563

 

การทำบุญในพระพุทธศาสนา กับการทำสาธารณกุศล อย่างใดได้บุญมากกว่ากัน?

ก่อนอื่นเลย ผมขออ้างถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระสงฆ์คือประมุขของบุญ” นั่นหมายความว่า การทำบุญกับพระสงฆ์ได้บุญมาก และการทำบุญก็มีองค์ประกอบ 4 ประการ ตามที่ผมเคยตอบไปก่อนหน้าคือ (1) ผู้ให้บริสุทธิ์ (2) ผู้รับบริสุทธิ์ (3) วัตถุทานบริสุทธิ์ และ (4) เจตนาบริสุทธิ์ ทั้งนี้ ข้อ (1) ถึง (4) ยังสามารถจำแนกเป็นปริมาณ(Quantity) และ คุณภาพ หรือความประณีต (Quality) ซึ่งส่งผลให้บุญมากน้อย ซึ่งชาวพุทธที่ทำบุญในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนใหญ่จะได้บุญมากกว่าประชาชนเหล่าอื่นที่ทำการกุศลนอกพระพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเช่นท่านพระอินทร์ ซึ่งบำเพ็ญประโยชน์สาธารณกุศล สร้างศาลา และดูแลผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ทำถนน ฯลฯ โดยมิได้ทำบุญกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเลย ด้วยบุญของท่าน ท่านได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ มีตำแหน่งเป็นราชาของเทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ในภายหลัง มีพุทธศาสนิกชนทำบุญแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นประชากรของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์ท่านก็รู้สึกเขินอาย ที่ทิพยสมบัติ และรัศมีของตนด้อยกว่า จะเปรียบเทียบไปก็เหมือนพระมหากษัตริย์ ที่มีตำแหน่งสูงสุดในประเทศ แต่มีสมบัติน้อยกว่าเศรษฐีคฤหบดีในประเทศเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในทางสายวิชชานั้น เมื่อเราศึกษาในรายละเอียดว่า “บุญ” คืออะไร? บุญคือพลังงานชนิดหนึ่ง ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ โดยบุญเกิดขึ้นจากภพผู้ผลิตบุญ และสั่งจ่ายให้กับผู้ทำบุญแต่ละคน โดยเครื่องธาตุเครื่องธรรม (ใจภพ) ตามแต่โปรแกรมกฎแห่งกรรมจะคำนวณ บนพื้นฐานของ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม บุญมีลักษณะเป็น “ธาตุ” เช่นเดียวกับที่เราเรียกน้ำว่า ธาตุน้ำ และเมื่อบุญถูกส่งมายังตัวเราเพื่อกักเก็บ ก็เกิดอาการควบแน่นเข้ากับ “ธรรม” ที่เกิดขึ้นในใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า crystallization กอปรเป็น “คุณธรรม” ที่เราเรียกว่า “บารมี”

หากเราจะพิจารณาบุญที่เกิดขึ้นกับผู้ทำสาธารณกุศล ที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรมแล้ว ที่คำนวณจ่ายบุญตาม (1) ผู้ให้บริสุทธิ์ (2) ผู้รับบริสุทธิ์ (3) วัตถุทานบริสุทธิ์ และ (4) เจตนาบริสุทธิ์ ซึ่งทั้ง 4 อย่างเป็นตัวแปรของสมการที่คำนวณเป็นบุญ ผู้ที่ทำสาธารณกุศลบางท่าน โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ และเจตนาบริสุทธิ์ ถ้าทุ่มเทเสียสละด้วยความจริงใจ ดังนั้น แม้ผู้รับจะเป็นยาจกคนจนที่ไม่มีศีล แต่ด้วยตัวแปรอื่น ก็สามารถได้บุญมากเช่นกัน และบุญที่ชาวสาธารณกุศลได้มักจะเป็นบุญที่มีธาตุหนาแน่นมาก ซึ่งอาจเปรียบได้กับคำว่า “อินทรีย์แก่กล้า” คือความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตั้งใจ เสียสละ และอุตสาหะสูง โดยไม่หวังผลตอบแทน ตั้งใจเพียงแต่จะช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ พบสุข เกิดประโยชน์ บุญลักษณะนี้ จะสามารถควบแน่นเข้ากับ “ธรรม” ภายในตัวแล้ว “ตกผลึก” หรือ crystallization กลายเป็น “บารมี” ได้ดี แม้ว่าปริมาณพลังงานบุญอาจจะน้อยกว่า คนที่ทำบุญกับพระสงฆ์

ขอเอ่ยอ้างถึงนิทานชาดกว่า ในชาติหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพญากระแตอยู่ในป่า วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก รังของท่านซึ่งมีลูกเล็กๆ อยู่ ร่วงหล่นลงไปในลำธารป่า แล้วน้ำก็พัดพาไกลออกไป พญากระแตต้องการช่วยลูก จึงวิ่งไปที่ริมฝั่ง แล้วนำหางของตนจุ่มลงไปในลำธาร แล้วยกขึ้นมาสะบัดครั้งแล้วครั้งเล่า หวังให้น้ำแห้ง พญากระแตทำอย่างนั้นอยู่นาน กระทั่งเทวดาเกิดเห็นเข้า จึงใช้เทวฤทธิ์ช้อนเอารังพร้อมลูกของพญากระแตมาส่ง ชาดกสรุปว่า ชาตินั้นพญากระแตได้ “วิริยะบารมี” นี่คือบุญบารมีที่ไม่ได้ทำกับพระสงฆ์ ไม่ได้ทำในฐานะเป็นมนุษย์ผู้มีศีล แต่ทำด้วยจิตใจที่ยิ่งใหญ่ และถือว่าเป็นอีกชาติสำคัญที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมี

โดยสรุปแล้ว หลักธรรมก็ยังคงเป็นตามที่พระพุทธเจ้าสอน นั่นคือองค์ประกอบของการทำทาน ข้อ (1) ถึง (4) และบุญที่ได้มากคือบุญที่ทำกับพระสงฆ์  อย่างไรก็ตาม ด้วย “สูตรองค์ประกอบแห่งการทำทาน” เดียวกัน ชาวพุทธบ้างที่ทำบุญด้วยความโลภ ทำแล้วอยากรวย อยากได้สวรรค์สมบัติมากๆ ทำแล้วอยากถูกหวยรวยเบอร์ ได้ทรัพย์มาด้วยความไม่บริสุทธิ์ หรือทำบุญด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีทิฐิมานะ ต้องการเป็นเจ้าภาพใหญ่ข่มใครอื่น ก็เข้าข่ายที่ว่า ผู้ให้บริสุทธิ์น้อยกว่า เจตนาบริสุทธิ์น้อยกว่า ซึ่งเมื่อคำนวณตามสูตรนี้แล้ว บางครั้งก็เป็นไปได้ว่า บุญที่ได้จะน้อยกว่า ผู้ที่ทำสาธารณกุศล และบุญก็บริสุทธิ์น้อย ธาตุน้อย คืออินทรีย์ไม่