23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)

พิรจักร คือ องค์รจนาธรผู้ทำหน้าที่เปิดเผยเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับโลกแห่งวิชชาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งทำได้เพราะมี สายสุวราห์คือสิทธิ์และอำนาจในวิชชาที่เอื้อให้สามารถเปิดเผยได้ ท่านสามารถจ่ายค่าอ่านตอบแทนตามธรรมเนียมโลกแห่งวิชชาได้ โดยแบ่งจ่ายเป็น ธาตุบุญและ/หรือ บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลที่เว็บลิ้งค์ https://www.meditation101.org/15468515/donation เพื่อมิให้ติดค้างสิทธิ์ในวิชชาครับ.

ปรับปรุงล่าสุด 24 พฤศจิกายน 2565





แจ้งท่านผู้อ่านทราบครับ,

ขอขอบคุณที่ชื่นชมผลงานการประพันธ์ของผม มีนวัตกรรมวิชชา และองค์ความรู้ (Know-How) หลายอย่างที่น่าสนใจ ท่านใดประสงค์จะตอบแทนผม มีทางเลือกหลายทางโดยแบ่งเป็นหลายอย่างตามสัดส่วน หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้คือ: (1) กดโหวตให้คะแนนผมตรัส "ดิถี" ขั้นสูงในโลกวิชชา (2) จ่ายเป็น "ธาตุบุญ" (3) บริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลที่ผมสนับสนุนอยู่ https://www.meditation101.org/15468515/donation (4) แชร์ ส่งต่อเว็บไซท์ และหน้าเพจใน Meditation101.org ที่ท่านชอบเพื่อรับส่วนลดพิเศษ 5 - 30% (5) สมัครเป็นสมาชิกเว็บไซท์ Meditation101.org เพื่อรับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 5 - 15% ในทุกรายการ https://www.meditation101.org/17324332/statute-membership (6) อื่นๆ ตามตกลงกัน

 

นานาสาระ: ตอน แต่งองค์ 18 กาย

 

เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ในสายวิชชาธรรมกายนั้น คนเราจะมีกายพื้นฐานอยู่ 18 กาย นับจากภายนอกสุด เข้าสู่ภายใน คือ (1) กายมนุษย์หยาบ (2) กายมนุษย์ละเอียด (3) กายทิพย์ (4) กายทิพย์ละเอียด (5) กายรูปพรหม (6) กายรูปพรหมละเอียด (7) กายอรูปพรหม (8) กายอรูปพรหมละเอียด (9) กายธรรมโคตรภู (10) กายธรรมโคตรภูละเอียด (11) กายธรรมพระโสดาบัน (12) กายธรรมพระโสดาบันละเอียด (13) กายธรรมพระสกทาคามี (14) กายธรรมพระสกทาคามีละเอียด (15) กายธรรมพระอนาคามี (16) กายธรรมพระอนาคามีละเอียด (17) กายธรรมพระอรหัต และ (18) กายธรรมพระอรหัตละเอียด ส่วนกายภายในที่ลึกเข้าไปกว่านี้ เป็นกายพระนิพพาน, กายธรรมพระปัจเจกพุทธเจ้า, กายธรรมพระพุทธเจ้า และกายพระจักรพรรดิ โดยขึ้นอยู่กับสายธาตุสายธรรมของแต่ละบุคคลว่าปกครองกันลงมาอย่างไร

จากบทความก่อนๆ ผมได้เคยนำเสนอไว้ว่า เราสามารถแต่งองค์ทรงเครื่องกายเพื่อเพิ่มอานุภาพให้กับกายธรรม หรือกายพระจักรพรรดิได้ เพราะกายเหล่านั้นเป็นกายที่มีอานุภาพมากพอสำหรับการประกอบวิชชา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะ “กายแกร่งแน่น” เพราะ “ทรงฌาน” ไม่ว่าจะเป็นวิชชาพระธรรมกาย หรือวิชชาพระจักรพรรดิ สำหรับบทความนี้ ผมจะขอเสริมเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากกายพระธรรมกาย และกายพระจักรพรรดิแล้ว เราสามารถแต่งเติมเสริมองค์ทรงเครื่องให้กับกายในชุด 18 กายได้ด้วย นับตั้งแต่ “กายมนุษย์ละเอียด” เป็นต้นไป ซึ่งเป็นกายภายในแรกสุด ถัดจากกายมนุษย์หยาบ

การแต่งเครื่องทรงให้กับกายลำดับแรกๆ นั้นทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะกายเหล่านี้มักจะ “บอบบาง” กว่ากายธรรม และกายพระจักรพรรดิ ที่กายแกร่งเพราะทรงฌานได้ดีมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นกายทิพย์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสวรรค์ เมื่อลงไปเยี่ยมชมเมืองนรก ก็อาจเกิดอันตรายเพราะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนของไฟและน้ำกรด รวมถึงสิ่งทำลายล้างในเมืองนรกได้ หรือแม้ขนาดกายเทวดาลงมาร่วมงานบุญพิธีในเมืองมนุษย์ ก็ยังรู้สึกอบอ้าวและอึดอัด ไม่สบายเหมือนอยู่ในสวรรค์ ส่วนใหญ่ลงมาแล้วก็ต้องรีบกลับ

อย่างไรก็ตาม การแต่งองค์ทรงเครื่องให้กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม หรือแม้แต่กายธรรม และกายพระจักรพรรดิ ก็มีข้อจำกัด คือ “ธาตุ” ของกายเหล่านั้นว่าจะรองรับเครื่องทรงได้หรือไม่ เช่น “หมวกพระจักรพรรดิ” ของกายที่มีธาตุมากๆ เมื่อกายอื่นๆ ที่ธาตุน้อยกว่า นำไปใส่ จะรู้สึกหนัก ไม่สามารถรองรับทานน้ำหนักเอาไว้ได้ ส่วน “มณี” ที่ประจุวิชชาอย่างในชุดมณีลังการ ก็ยากที่จะนำประดับ (ต่างจากมณีที่เป็นเครื่องประดับเทวดา) เพราะมีความ “หนักในวิชชา”

ดังนั้น การแต่งองค์ทรงเครื่องกายลำดับชั้นแรกๆ ที่พอจะทำได้ก็คือ การเปลี่ยนอาภรณ์เครื่องทรง อย่างเช่นการนำผ้าทิพย์สีต่างๆ ที่ได้จาก “สายสะพายดาราอิสริยยศ” มาครอง และการ “ประดับดารา” ซึ่งเป็นดาราที่ได้มาด้วยการ “คว้าเอา” ในวิชชา หรือแลกกับผู้เลี้ยงผู้รักษาในกรณีที่ได้รับดาราอิสริยยศ หรือเป็นดาราที่เด็ดออกมาจากวัตถุมงคลประเภทดารา หรืออื่นๆ การแต่งเครื่ององค์ ของ 18 กาย ยกตัวอย่างเช่น ดาราอิสริยยศมี 5 ชั้น เราก็แลกกับผู้เลี้ยงออกมาทีละ 1 ขั้น เช่น เมื่อได้ชั้น 5 ก็นำไปใส่กายมนุษย์ละเอียด ได้ชั้น 4 ก็นำไปใส่กายทิพย์ ได้ชั้น 3 ก็นำไปใส่กายรูปพรหม ได้ชั้น 2 ก็นำไปใส่กายอรูปพรหม ได้ชั้น 1 ก็นำไปใส่กายธรรม หรือหากได้ชั้นใดชั้นหนึ่งแล้วขอแลกกับผู้เลี้ยงผู้รักษาหยิบแบ่งออกมากระจายใส่กายต่างๆ ก็ย่อมได้ ดังนี้แล้ว ดาราจะส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงแต่ละกายในชุด 18 กายอย่างเนืองแน่นพอ ทำให้มีอานุภาพมากอยู่ตลอดเวลา ใจจึงมีฤทธิ์เป็น “ศักดา” อยู่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อควบรวม 18 กายเพื่อให้เป็น “กายมนุษย์พิเศษ” หรือ ซ้อน 18 กาย เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็จะทับทวีอานุภาพให้รุนแรงขึ้นเป็น “พิสเดช” แต่ถ้าถอดดาราออกเมื่อไร กายก็จะมีฤทธิ์แผ่วลง ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ทำไมประเทศพุทธจึงไม่เจริญ?

 

คงเป็นที่ค้างคาใจของชาวพุทธเรากันไม่น้อย ว่าถ้าหากพระพุทธศาสนาดีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ อันประเสริฐ ย่อมได้ฐานะอันเลิศ อันประเสริฐ แล้วทำไมประเทศชาวพุทธจึงด้อยความเจริญในด้านต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศชาวตะวันตกที่นับถือศาสนาอื่นคุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าครับ ที่แอบสงสัยแบบนี้อยู่ในใจ? บทความนี้มีคำตอบครับ!

คนไทยที่มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป คงสงสัยว่า ทำไมศิลปะสถาปัตยกรรมของบางศาสนา ถึงสวยงาม เมื่อเทียบกับประเทศต้นแหล่งพระพุทธศาสนาที่ชวนให้เกิดสติ ไม่รู้สึกเว่อร์วังอลังการเลย ผมทราบมาว่า พระศาสดาของศาสนาทางยุโรปนั้น ในอดีตชาติ ท่านได้เคยสร้างสถานที่เก็บรักษาอัฐิ หรือศพของมารดาท่าน ท่านให้สร้างอย่างสวยงาม ถ้าจะว่าไปก็เหมือนชาวพุทธที่สร้างสถูปบรรจุเก็บอัฐิของบรรพบุรุษตามสุสานของวัดนั่นล่ะครับ เพียงแต่พระศาสดาพระองค์นั้น ท่านให้สร้างสวยๆ ดูหรูหราหน่อย ด้วยบุพกรรมนี้ ทำให้สถาปัตยกรรมต่างๆ ในศาสนาของท่าน แลดูสวยงามเว่อร์วังอลังการ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม อันเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนานั่นเอง ในทำนองเดียวกับที่อดีตชาติของพระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิ ได้เคยช่วยบิดาสร้างกุฏิไม้ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วจะได้ครองปราสาททองในยุคพระศรีอริยเมตไตรยนั่นล่ะครับ คือเหตุที่ประกอบนั้นอาจจะดูเล็กน้อย แต่กรรมส่งผลอย่างเว่อร์ๆ ให้ร้อยเท่าพันทวีครับ แล้วยิ่งถ้าหากประกอบเหตุอย่างเลิศหรู ผลกรรมก็ยิ่งอลังการเข้าไปใหญ่ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเคยได้ทราบมาว่า อันที่จริงประเทศชาวพุทธเราก็ไม่ถึงกับจะต้องอยู่อย่างแย่ๆ ครับ แต่มันมีหลายเหตุปัจจัย ที่ทำให้เราต้องเป็นกันเช่นนี้ ซึ่งอันดับแรกสุดก็คือ “มารแกล้ง” เพราะ “ภาคมาร” ไม่ต้องการให้ประเทศชาวพุทธดูเจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าหากประเทศชาวพุทธเจริญมาก มันก็จะเป็นเครดิตที่ดี ให้กับพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองแผ่ขยายไปทั่วโลกได้ง่ายขึ้น เหมือนคนรวยๆ ที่ประสบความสำเร็จ อย่างท่านบิลล์ เกตส์, ท่านวอร์เรน บัฟเฟตต์, ท่านแจ็ค หม่า, ท่านอีลอน มัสก์ และท่านมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีฐานะดี และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นไอดอลต้นแบบ และเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ ให้คนทั่วโลกได้ศึกษา และทำตามครับ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าประเทศชาวพุทธเป็นแบบนั้น ศาสนาพุทธก็จะกลายเป็นศาสนาที่ทรงอิทธิพล ซึ่งภาคมารเขาไม่ชอบใจ เพราะมารเขาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพระพุทธเจ้าครับ เหมือนโจรมาเฟียที่เห็น ตำรวจน้ำดีได้ดี มีผลงาน มีชื่อเสียง ก็หมั่นไส้ แค่มองหน้า ก็ไม่พอใจ อยากจะพาลหาเรื่องกัน อารมณ์ประมาณนี้ครับ

แล้วสิ่งที่ภาคมารทำ ก็คือแกล้งประเทศชาวพุทธ มาสิงใจผู้นำและคนในประเทศชาวพุทธให้รบกันเอง เหมือนตอนทูสีมาร สิงใจประชาชนให้ติชมพระนั่นล่ะครับ ในทำนองเดียวกันนี้ เหมือนในสมัยอดีตที่ชาวพุทธเข่นฆ่าชาวพุทธด้วยกัน บาปมันก็มากกว่าปกติ เช่นการยกกำลังทหารเข้าตีเมือง แล้วก็เผาทำลายวัดวาอาราม เผาพระพุทธรูป และเจดีย์ ปล้นเอาทองคำและทรัพย์สิน รวมถึงไล่ต้อน พระสงฆ์ องค์เณร และประชากร ไปเป็นข้าทาสบริวารอยู่ในประเทศของตน แล้วเมื่อประเทศชาวพุทธรบกันเองไปมา ก็ก่อกรรมต่อกันและกัน บ้างก็สาปแช่งซึ่งกันและกันโดยบรรพชิต บาปกรรมเหล่านี้เองที่ถ่วงให้ประเทศชาติไม่ค่อยเจริญเท่าที่ควรครับ

ส่วนในวิชชา ผมก็ได้ยินเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาบ้านเมือง ท่านบ่นๆ มาประมาณว่า ท่านส่งวิชชามาพัฒนาปรับปรุงประเทศชาติบ้านเมืองให้เท่าไรๆ วิชชาก็โดนย่อยไป เหลือมาถึงเมืองมนุษย์ไม่เท่าไรครับ ยกตัวอย่างเช่น “ทางเท้า” ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านก็พยายามแก้ไขปรับปรุง พยายามจะทำให้ดี แต่วิชชาที่ส่งมา กว่าจะถึงก็เหลือไม่เท่าไร จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นครับ

แต่ท่านที่เป็นชาวพุทธก็อย่าได้เสียใจไปนะครับ ที่ประเทศชาติบ้านเมืองชาวพุทธเราเป็นอย่างนี้ เพราะผมทราบมาว่า ในสวรรค์โดยเฉพาะชั้นดาวดึงส์นั้น เป็นสวรรค์ที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำสวรรค์ครับ เพราะท้าวเทวราชาทรงเป็นพระอริยบุคคล เป็นชาวพุทธ เทวดาชาวพุทธอยู่กันอย่างมีหน้ามีตา มีฐานะยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น จะว่าไปก็เหมือนชนชั้นสูงของสวรรค์ หรือหนุ่มไฮโซ สาวไฮโซ ของสวรรค์ เพราะบุญที่ทำในพระพุทธศาสนานั้นมีผลมาก แม้ในโลกมนุษย์มันจะแลดูไม่เรียบร้อยเป็นระเบียบนัก ไม่สวยหรู แต่ดูบ้านๆ ดูไม่เจริญหูเจริญตาทางวัตถุดีมากพอก็ตามทีครับ แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจลิงโลดไปนะครับ เพราะในนรกนั้น สัตว์นรกที่ตกนรกขุมลึกๆ ก็มีชาวพุทธอยู่ด้วย มีทั้งพระสงฆ์ที่สร้างความเสื่อมเสียโดยหากินกับพระศาสนา และฆราวาสที่โกงและเบียดบังทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา ถึงกับสรุปได้ว่า คนที่มีบุญมากที่สุดอันดับต้นๆ ก็เป็นชาวพุทธ ส่วนคนที่มีบาปมากที่สุดติดอันดับสูงๆ ก็ชาวพุทธเหมือนกันครับ  ดังฉะนี้. 

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน พังผัง “รักเก่า

โหๆๆ ใครๆ ก็รู้ว่า “นานาสาระ” ของพิรจักรนั้น “มันส์” แค่ไหน เพราะเป็นความรู้ ความลับ และเทคนิคทางลัดในวิชชาที่ทำงาน ใช้เชิงปฏิบัติได้จริง ใครไม่ติดตามอย่างกระชั้นชิด ก็ต้องขอบอกว่า “พลาดแระ” เพราะเรานำเสนอสารสกัดสาระที่ดีต่อชีวิตจริงๆ ครับ

ขอเข้าเรื่องสำหรับบทความนี้เลยดีกว่าครับ อัน “ความรัก” มักจะทำให้เรามี "อคติ" คือ "ลำเอียงเพราะรัก" ใช่ไหมครับ แล้วตอนที่ยังรักกัน เราก็ปฏิบัติต่อกันด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำบุญ ก็อธิษฐานขอให้ได้ครองรักกันทุกชาติทุกภพ ทุ่มใจให้กันแบบสุดๆ แต่เมื่อความรักหมดลง เตียงหัก รักสะบั้นแล้ว เราจะทำยังไงกับผังคู่รักที่อธิษฐานไว้ดีเนี่ย? ทำบุญก็ตั้งเยอะแยะ อธิษฐานก็มั่นเหมาะแบบไม่คิดเผื่อใจว่าความรักจะเป็นอย่างไรอื่นเลย ถ้าต้องเจอกันอีกในชาติหน้า ก็ขอบอกว่าขนาดชาตินี้ยังไม่อยากเจอแล้ว เหม็นขี้หน้า ถ้าเจออีกก็คง “ยี้” รับไม่ได้ครับ

ผู้ทรงวิชชาส่วนมาก ก็มักจะใช้วิธี “เก็บผัง” คือใช้ “ประดาวิชชา” ในการสลาย “ผังชีวิตคู่” ที่เกิดจากการทำบุญร่วมกัน อาจรวมถึงผังบาปด้วยครับ แต่วิธีดั้งเดิมแบบนี้ สิ้นเปลืองประดาวิชชามาก กว่าจะเก็บหมด ครั้นเก็บไปแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าผังจะ “กลับเป็นขึ้นมาอีก” ถ้าหากวิชชาไม่ดีพอ เหมือนเราถอนวัชพืชที่อยู่ตามร่องมุมตึกอาคาร ถ้าถอนไม่เกลี้ยงดีพอ วันดีคืนดี รากเหง้าของวัชพืชที่ยังอยู่ ก็งอกกลับเป็นต้นวัชพืชใหม่ได้อีก

สำหรับวิธีการใหม่ที่ผมขอนำเสนอ “นวัตกรรมวิชชา” วิธีแก้ไขผังคู่รัก ที่กลายเป็นคู่กัด หรือคู่แค้นก็คือ ให้นำ “ผังบุญ” ที่ได้จากการทำบุญกับอดีตคู่รัก มา “ประสานงา” เพื่อ "มลายผังบาป" ไม่ว่าจะเป็นผังวิบัติใดๆ เรานำผังบุญที่เราไม่ต้องการแล้ว และไม่อยากเจอกันกับอดีตคู่รักอีกแล้ว มาสลายผังบาปต่างๆ ได้ แทนที่จะปล่อยให้ผังคู่รักเหล่านั้นส่งผลครับ ดังนี้แล้วกรรมก็จะกลายเป็น “โมฆะ” แม้ไม่ใช่ “อโหสิกรรม” ครับ

วิธีการนี้ยังใช้ได้กับผังบาปอื่นๆ เช่นผังกรรมเบียดเบียนสัตว์, ผังลักขโมยและฉ้อโกง, ผังประพฤติผิดในกาม, ผังโกหกหลอกลวง, และผังดื่มสุราเสพยาต่างๆ มีผู้ทรงวิชชาแนะนำมาว่า การนำผังบุญผังบาป มาประสานงากัน เพื่อให้กลายเป็น “โมฆะ” หรือ “เจ๊า” กันไป นั้นเป็นวิธีการที่ดีคล้ายการทำ “พังพาบ” เพราะ “ผัง” มีลักษณะเป็นมิติหนึ่ง ซึ่งเมื่อปะทะกันเอง มันเหมือนมิติเดียวกันชนกัน ทำให้กลายเป็นโมฆะได้ครับ

แต่โปรดอย่าลืมว่า แม้ผังจะเป็นโมฆะได้ แต่ “เวร” ที่ฝ่ายตรงข้ามผูกไว้กับเรานั้น อาจจะยังคงอยู่ เพียงแต่ “กรรม” ลดทอนลงไป ถ้าเราเลือกได้ ผมขอแนะนำให้ทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรตามที่เคยเสนอไว้แล้วจะดีกว่าครับ เพราะไหนๆ ถ้าเราจะเปลืองบุญหรือผังบุญแล้ว เราก็ทำในลักษณะที่ “เป็นธรรม” จะดีกว่า หรือจะทำทั้งสองอย่างเลยก็ได้ครับ ฉะนั้น ท่านใดพอจะมีวิชชา หรือประชุมวิชชาได้แล้ว ยังหวั่นๆ กับผังคู่รักเก่า ผังบาปก่อนๆ ขอให้ลองดูวิธีนี้ได้ครับ ดังฉะนี้.

 

หมายเหตุ1: ถ้ากายสิทธิ์มารเฝ้าผังบาปอยู่ ให้ทำบุญอธิษฐานให้ผังบุญนั้นพังผังบาปได้ดี อย่างไม่สามารถฟื้นผังกลับมา “เป็น” ได้อีกแม้กายสิทธิ์มารจะเฝ้า โลกของใจ และโลกของวิชชา จะเป็นไปตามเราปรารถนาครับ โดยเราอาจกำหนดให้กายสิทธิ์ฝ่ายบุญเฝ้าผังบุญที่พังผังบาปแล้ว คอยแก้คอยกันท่ากายสิทธิ์ฝ่ายบาปตลอดเวลาครับ.


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 23-24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เรียกรสสุคนธ์


ใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ ในอีกไม่นานนี้แล้วนะครับ สำหรับของขวัญเทศกาลปีใหม่ที่นิยมมอบให้กันนั้น “น้ำหอม” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีมากครับ และน้ำหอมก็มีหลากแบรนด์ หลากกลิ่น เราสามารถ "เรียกดวงรสสุคนธ์" จากขวดน้ำหอม ซึ่งเป็นส่วนละเอียดอันเป็นทิพย์ประจำน้ำหอมแต่ละขวด มาใส่ไว้ในดวงสุคนธาประจำกายของเราได้ครับ เป็นทางลัดในการได้ "กลิ่นทิพย์" แทนที่จะทำบุญด้วยของหอมเป็นประจำเพื่อสะสมสุคนธา แต่การเรียกดวงรสสุคนธ์ อาจทำได้ด้วยวิชชา หรือสั่งประกาฯ (น้ำหอมมีประกาฯ แทบทุกขวด) หรือจะ "ตรัสคาถา" ก็ย่อมได้ เพื่อให้ได้ดวงรสสุคนธ์ที่รักษาส่วนละเอียดของน้ำหอมขวดนั้นมา จากนั้นจึงนำมาซ้อนใส่ไว้ใน "ดวงสุคนธา" ประจำกายของเราครับ ชอบกลิ่นไหน เลือกเอาตามใจชอบได้เลยครับ แต่เมื่อเรียกดวงรสสุคนธ์ออกมาแล้ว ฤทธิ์น้ำหอมส่วนหยาบจะด้อยลง น้ำหอมที่ได้มาโดยชอบ ไม่ว่าจะได้มาเป็นของขวัญ หรือซื้อมา สามารถเรียกดวงรสสุคนธ์ออกมาใช้ได้ โดยไม่ต้องจ่ายในวิชชาอีกครับ แต่ถ้าถูกใจในกลิ่นทิพย์ ก็ขอให้ "ทิปกำนัล" เจ้าของวิชชาบ้างครับ ข้อควรระวังสำหรับการใช้วิธีการนี้ คืออย่าเรียกดวงรสสุคนธ์จากน้ำหอมหลากหลายกลิ่นครับ เพราะกลิ่นอาจจะผสมกัน ทำให้กลายเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ และบ้างก็ทำให้ “เมากลิ่นน้ำหอม” ครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน สั่งวิชชาด้วยพัดยศ และเครื่องอิสริยาภรณ์

ว้าววว.. แค่จั่วหัวเรื่องก็ชวนขนลุกแล้วนะครับ ทุกท่านคงจำกันได้ เรื่องที่ผมเคยเอ่ยอ้างถึง “สายสั่งวิชชา” ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเส้นๆ เหมือนก๋วยเตี๋ยวนะครับ แต่เป็นดวงกลมๆ ที่ซ้อนกัน แล้วถ้าจับยืดออก ก็จะเป็นดวงกลมต่อกันเป็นสายเหมือนสายลูกประคำครับ ดวงนี้คือดวงสิทธิ์และอำนาจในการสั่งวิชชา ซึ่งดวงใหญ่สุดท่านเรียกว่า “ปฏิทัย” รองลงมาคือ “บริพรรดิ” ส่วนดวงหย่อนลงมาก็มี ฑินวราห์, อธิวราห์, สุวราห์ และวราห์ เป็นอาทิครับ ซึ่งดวงใหญ่กว่าก็มีกำลังในการคุมวิชชามากกว่า และคุมกันเป็นชั้นๆ ลงมา ใหญ่กว่าก็คุมที่หย่อนกว่าครับ

ปกติแล้วการที่ผู้ทรงวิชชาจะมีสิทธิ์และอำนาจสั่งวิชชาได้ ก็จะต้อง “ชะลอ” ดวงเหล่านี้ลงมาสถิตไว้ในตัว ซึ่งต่างท่านก็มีต่างวิธี และมีวิธีได้มาหลากหลายตามที่ผมเคยอธิบายไว้แล้ว เช่นเล่นประกาศิตได้, ประกาศหัตถาได้, เล่นเทวาได้ หรือภพเจ้าของสายธาตุสายธรรมท่านส่งให้ และอื่นๆ สำหรับในบทความนี้ ผมจะขอนำเสนอเรื่องการสั่งวิชชาด้วย “เครื่องอิสริยาภรณ์” ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบครับ โดยมากแล้วจะเป็น “ดารา” ส่วนแบบอื่นๆ ก็มี สุริยะ, จันทรา, ครอส, คราวน์ และอื่นๆ

ทั้งนี้เครื่องอิสริยาภรณ์โดยมากจะจัดเป็นชุดๆ เรียกว่า “ออเดอร์” หรือ “ตระกูล” มักจะมีแบ่งเป็นลำดับชั้น โดยชั้นสูงสุด จะมีสายสะพาย เป็นสีต่างๆ ส่วนชั้นรองลงมาจะเป็นดวงตราที่มีแถบผ้าสี หรือโบว์สี ท่านทราบหรือไม่ว่า เครื่องอิสริยาภรณ์เหล่านี้ สามารถใช้แทน “ดวงวราห์” ในการสั่งวิชชาได้ โดยผู้ที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงกว่า จะสามารถสั่งวิชชาผู้ที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นหย่อนกว่า ใน “ตระกูล” เดียวกัน โดยการสั่งนั้นก็ทำได้หลายวิธี เช่นการสั่งแบบ “สั่งดารา”

อย่างไรก็ตาม เครื่องอิสริยาภรณ์บางตระกูลนั้น ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านสามารถมอบ “ปฏิทัย” และ/หรือ “บริพรรดิ” ให้ได้ด้วย โดยผู้ขอจะต้องได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดในตระกูลเครื่องอิสริยาภรณ์นั้นๆ แล้วจ่ายค่ากำเน็จเป็นธาตุบุญ ตามแต่ผู้เลี้ยงผู้รักษาเครื่องอิสริยาภรณ์จะกำหนด ดังนี้แล้ว ก็จะสามารถสั่งวิชชาได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งแบบ “สั่งดารา” แต่ผู้ที่จะรับคำสั่งวิชชาและเดินวิชชาให้จะต้องเป็นผู้ทรงวิชชาที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลเดียวกัน ที่ลำดับขั้นหย่อนกว่าเท่านั้น

สำหรับเครื่องประกอบยศอื่นๆ อย่างเช่น “พัดยศ” ก็สามารถสั่งวิชชาได้ แม้จะทำได้ไม่ค่อยถนัดนัก เพราะมีลักษณะคล้าย “พระคทา” ซึ่งผู้ครอบครองสามารถ “สั่งคทา” ได้ มีลักษณะคล้ายการสั่งสิทธิ์ แต่พัดยศนั้น โดยมากแล้วจะสามารถสั่งได้เฉพาะกับ ผู้ทรงวิชชาที่เป็นฐานานุกรม อย่างเช่น “พระครูฐานานุกรม” ของพัดยศแต่ละเล่มครับ อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงผู้รักษาพัดยศ บางตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น “พัดยศสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ” ก็อาจจะสามารถชะลอ “ดวงปฏิทัย” และ/หรือ “บริพรรดิ” ได้เช่นกัน ด้วยขอบเขตตาม สิทธิ์, หน้าที่ และอำนาจ ของพัดยศแต่ละเล่ม ดังฉะนี้ครับ.


หมายเหตุ 1: เรื่องแลกดวงปฏิทัย กับบริพรรดิ และ -วราห์ ขั้นต่างๆ นั้น ถึงจะไม่สั่งวิชชากัน แต่อย่างน้อยก็พูดเทศน์สอนสนทนาเรื่องวิชชาได้ โดยไม่โดน “ปรับสิทธิ์” ครับ.

หมายเหตุ 2: ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สามารถแลกสายสั่งวิชชาอย่าง -วราห์ ได้เช่นกันครับ รวมถึงตำแหน่งเทพีนางงามด้วย โดยเฉพาะท่านที่ได้มงกุฎ ส่วนใหญ่แล้ว ยศ ชั้น ขั้น ฐานะ ที่มี "ลำดับศักดิ์" อย่างเป็นรูปธรรม มีตัวบทกฎเกณฑ์กำกับ จะสามารถแลกสายสั่งวิชชาอย่าง -วราห์ ได้ เพราะผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำภพ มีระบบในการกำกับดูแลอยู่ในโลกแห่งวิชชาเพื่อเลี้ยงรักษาลำดับศักดิ์นั้นๆ อยู่แล้วครับ การจะขอสายสั่งวิชชา เพื่อนำมาใช้เอง จึงสามารถเป็นไปได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นอย่างๆ ไป เช่นยศทหาร ตำรวจ ลำดับเกียรติผู้ขายตรง และอื่นๆ ครับ.


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

    


Q&A:

Q: เราควรจะทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร?

A: วิธีทำบุญเพื่อส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวร โดยจ่ายบุญผ่านเครื่องธาตุเครื่องธรรม และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้ากรรมนายเวร ต้องทำบุญ “ในนามเจ้ากรรมนายเวร” (ไม่ใช่การอุทิศ) แบบใส่รายละเอียดให้เครื่องธาตุเครื่องธรรมคำนวณจ่ายบุญตามกำหนด ยกตัวอย่างดังนี้ครับ คือ:

 

"เผดียง! ข้าพเจ้า  คือนาย PPP นามสกุล TTT ชื่อเล่นว่า TTT ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนไทยในปัจจุบันสมัยเลขที่ 12345678910 และมีนามธาตุว่า “LLL” ขอทำบุญหล่อพระพุทธรูปจำนวน 1 ล้านบาท ในนาม ผู้ที่ข้าพเจ้าได้เคยประพฤติผิดพลาดล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ในทุกชาติ ทุกภพ ของข้าพเจ้า อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้บาปกรรม นับตั้งแต่ปฐมชาติปฐมกาลกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ โดยข้าพเจ้าขอแบ่งเฉลี่ยจ่ายบุญตามสัดส่วนของบุญและบาปที่เกิดขึ้น เพื่อขอตัดทอนบาป, เวร, ภัย, อกุศลกรรม, และ อกุศลกรรมานิสงส์ ที่มีหรือจะมีต่อกันนับจากนี้เป็นต้นไป ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2, และ 3 ผนวก!

 

หมายเหตุ: ให้นำตัวอย่างนี้ไปประยุกต์ใช้โดยใส่ภาษาวิชชา หรือภาษา "รรงฆ์" ต่างๆ โดยอาจใช้เทคนิคทางนิตินัย หรือภาษากฎหมายผสมผสานประกอบกันครับ ต้องใส่ตอนทำบุญ เพราะเป็นจังหวะที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมกำลังจะประมวลบุญระหว่างทำ เพื่อคำนวณจ่ายบุญ อย่าระบุว่า “อุทิศ” แต่ให้ทำบุญในนาม “เจ้ากรรมนายเวร” (อันที่จริงคำนี้ความหมายตรง แต่ไม่ควรใช้ ให้เลี่ยงไปใช้คำแบบที่ผมใช้ในตัวอย่าง)

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ผลเสียจากการอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร

พระท่านสอนว่า คนเราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วแต่ละชาติเราก็ทำกรรม ทั้งดีบ้าง ชั่วบ้าง ทำให้เกิดมี “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งบางท่านถูกเราประทุษร้าย หนักบ้าง เบาบ้าง ส่วนเราเอง บางทีก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรสำหรับคนอื่นกับเขาบ้างเหมือนกัน โดยไม่รู้ตัวครับ เมื่อกรรมส่งผล ชีวิตก็ประสบอุปสรรคหรือปัญหา ที่เจ้ากรรมนายเวรก่อขึ้น ซึ่งก็เป็นที่นิยมกันในหมู่ชาวพุทธ ในการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อ “แก้กรรม” ผ่อนหนักให้บรรเทา หรือหายไป

อย่างไรก็ตาม ท่านรู้หรือไม่ว่า เจ้ากรรมนายเวรเอง บางคนเขาก็เหมือนกับเรานี่ล่ะครับ คือเกิดข้ามภพชาติ เขาก็ลืมไปแล้ว คือลืม “เวร” ที่ผูกไว้ แต่ “กรรม” นั้นยังอยู่ และเมื่อโคจรมาพบกัน กรรมก็บันดาลให้เจ้ากรรมนายเวร “เอาคืน” อย่างเช่นการขับรถชนคนตายโดยไม่เจตนา ผู้ขับส่วนใหญ่เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นเอง ชาวพุทธที่ศึกษาธรรมและใฝ่บุญ จึงนิยมทำบุญเพื่ออุทิศชดใช้ให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อแก้ไขผังปัญหาชีวิตต่างๆ

แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า การอุทิศบุญ และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น บางรายกลับกลายเป็นผลเสีย คือจากที่เขาลืมเวรที่ผูกไว้ไปแล้ว ก็กลับมาหวนระลึกจำได้ ก็โกรธแค้นไม่พอใจขึ้นมาอีก จากที่สถานการณ์สงบ ก็เลยกลับมาตามรังควาน บางท่านก็ไม่ยินดีกับการแผ่เมตตา ยิ่งแผ่ยิ่งไม่พอใจ เพราะเวลาแผ่ก็สบายใจที พอการแผ่เมตตาจบ ก็ขุ่นเคืองอีก ผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์บางท่านไป “แก้กรรม” ให้คนอื่น สุดท้ายก็เลย “เข้าตัว” ต้องมารับผลเสียซะเองครับ เจ้ากรรมนายเวรบางท่านก็ไม่พอใจ ก็เลยมาเล่นงานผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำ

แล้วจะทำอย่างไรกับกรรมที่เรามี? กรรมวิธีที่ใช้อาจจะซับซ้อนและอาศัยเวลาหน่อยครับ เช่นหากเจ้ากรรมนายเวรไปเกิดเป็นยักษ์ ผู้ทรงวิชชาสามารถจำแลงกายเป็นยักษ์หัวหน้า แล้วนำอาหาร และสมบัติทิพย์ไปให้ รับประทานจนอิ่ม อารมณ์ดี แล้วค่อยชวนคุย ให้อโหสิกรรม แล้วรับบุญที่ทำมาให้ โดยชักชวนแนะนำว่าจะได้สมบัติทิพย์ ได้รูปกายสวยงามกว่านี้ หรือหากเจ้ากรรมนายเวรไปเกิดเป็นสัตว์ เราก็นำของถูกใจไปฝากในวิชชา อย่างเช่นขนมหวานสำหรับมดและหนูทดลอง หญ้าสดๆ สำหรับโค กระบือ และถั่วอัลมอนด์ สำหรับกระรอก กระแต เป็นอาทิ หรือพาไปเที่ยวสวรรค์ โดยจำแลงกายไปเป็นหนุ่มหล่อ หรือสาวสวย เพื่อไปพบกับกายละเอียดของพวกเขาที่เป็นมนุษย์ แล้วให้รับประทานอาหารของฝากอันเป็นเป็นทิพยโอชา ฉายภาพสวรรค์ให้ดู ว่าจะได้อยู่วิมาน จากนั้นจึงค่อยชวนคุย ถ้าตกลงอโหสิกรรมให้ ก็จะมีอาหารให้อีก หรือได้ไปอยู่สวรรค์ แล้วจึงเติมบุญให้ครับ

แต่ถ้าเจ้ากรรมนายเวรมีมาก ผู้ทรงวิชชาหรือครูบาอาจารย์ อาจจะใช้วิธีเติมบุญให้ในสายธาตุสายธรรม โดยเวลาทำบุญ เรากำหนดตั้งค่า ให้เครื่องธาตุเครื่องธรรมจ่ายบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร เข้าสายธาตุสายธรรมของพวกเขาโดยตรง แล้วค่อยใช้วิชชา ตัดทอนผังเวร ผังกรรม ในตัวเจ้ากรรมนายเวร และในตัวเราให้ลดลงไป เป็นการแก้เชิงเทคนิค ดังนี้แล้วก็จะไม่ต้องไปพบหรือเผชิญหน้ากัน แต่ประสิทธิภาพในการแก้กรรม อาจจะไม่ดีเท่ากับการไปพบและได้รับการให้อภัยทานโดยเฉพาะเป็นรายบุคคล ซึ่งก็ยังสุ่มเสี่ยงว่าจะยินยอมและอนุโมทนากับบุญที่ส่งไปให้หรือไม่ ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน สวดมนต์ ไม่พ้นกรรม

การสวดมนต์ถือเป็น “วจีกรรม” อันเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รู้ความหมายของบทสวด อย่าง “ท่านมหา” ที่เรียนภาษาบาลี แล้วเข้าใจเนื้อหาอรรถและธรรมของบทสวดมนต์ หรือเป็นผู้ที่สวดมนต์บทแปล ก็จะได้ปัญญาบารมีเพิ่มเติม เป็นการทบทวนคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า บทสวดมนต์บางบท อาจจะเป็นการ “ล็อคตนเอง” ไว้ให้เป็นไปตามที่สวด เช่นเรื่องการหนีความแก่ไม่พ้น การหนีความตายไม่พ้น การหนีความเจ็บป่วยไม่พ้น การหนีกรรมไม่พ้น การทำกรรมดีชั่ว แล้วต้องเสวยผลกรรมดีชั่วเสมอไป ทั้งนี้เพราะการสวดมนต์นั้น ก่อให้เกิดบุญ และคำสวดก็เป็นเสมือน “คำอธิษฐาน” หรือ “วาจาสิทธิ์” ที่กล่าวย้ำๆ ซ้ำๆ กัน ทำให้คำกล่าว “ศักดิ์สิทธิ์” ตามที่สวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสวดเป็นประจำทุกวัน เป็นอาจิณกรรม และการ “ล็อคตนเอง” ให้เป็นไปตามที่สวด ก็อาจทำให้ “พลาดโอกาสอันดี” อย่างเช่นการได้เป็นมนุษย์ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความแก่ชรา อย่างมนุษย์ในยุคพระศรีอริยเมตไตรย หรือการอยู่ในยุคที่มีวิชชาสามารถแก้โรค แก้กรรมได้ การแก้ก็อาจจะไม่ได้ผลดีมากพอ สำหรับผู้ที่เคยสวดล็อคตนเองไว้อย่างนั้น เพราะ “วจีกรรมกำบังเอาไว้” ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน มีของกายสิทธิ์มากๆ ดีหรือไม่?

ตามบทความเกี่ยวกับกายสิทธิ์ที่ผมได้เคยประพันธ์ไว้หลายบทความ ซึ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกายสิทธิ์ให้กับท่านผู้อ่าน เป็นการปูพื้น ขึ้นเสา ก่อผนัง เทคาน มุงหลังคา ไว้มากพอแล้วนะครับ ในวันนี้ ผมจะขอเสริมเรื่องเกี่ยวกับกายสิทธิ์ ที่นักสะสมกายสิทธิ์ไม่ควรพลาดครับ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ต่างก็รู้คุณวิเศษของกายสิทธิ์ โดยที่เราท่านต่างก็ชื่นชอบการสะสมกายสิทธิ์เป็นชีวิตจิตใจ เพราะกายสิทธิ์สามารถให้คุณ ทั้งการเจริญสมาธิภาวนา การช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งทางโลก และทางธรรมต่างๆ ในหลากหลายด้าน

โอกาสนี้ผมจะขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับกายสิทธิ์ว่า กายสิทธิ์นั้นเป็น “กายทิพยกล” ที่อยู่ในเมืองมนุษย์ และมี “เจ้าของ” เป็นผู้ควบคุมกำกับการ ซึ่งเจ้าของท่านก็มีภพของท่านเป็นที่อยู่  ซึ่งวัตถุประสงค์ในการส่งกายสิทธิ์มาอยู่ในเมืองมนุษย์ก็มีต่างๆ กันไป บางท่านต้องการแสวงหาโอกาสทางวิชชา, หาธาตุบุญ, ได้มีส่วนในความสำเร็จของงาน ทำให้มีขั้นตำแหน่งสูงขึ้นในโลกวิชชา หรือหาทางได้ตกลงแลกเปลี่ยนต่างๆ กับผู้ทรงวิชชา ซึ่งกายสิทธิ์ก็มีมากมายหลายอย่าง หลากตระกูล สารพัดชนิด ในเมืองมนุษย์

ทีนี้ ท่านผู้สะสมของกายสิทธิ์ ที่มีกายสิทธิ์นับสิบ นับร้อยองค์ ก็พึงทราบว่า ของกายสิทธิ์นั้น มีภพเจ้าของดูแลอยู่ และการหาได้มาไว้ในครอบครอง ส่วนใหญ่แล้วก็จะครอบครองได้เฉพาะตอนที่เราเป็นมนุษย์เท่านั้นครับ ยกเว้นแต่ว่าผู้ทรงวิชชาจะ “เหน็บ” ติดตัวกลับไปด้วยตอนละโลก โดยอาจจะจ่าย “ธาตุบุญ” หรือ “ให้วิชชา” กับภพผู้เป็นเจ้าของ เพื่อแลกกับการ “เด็ดกายสิทธิ์ออกจากเรือนหยาบ” เพื่อคว้าเอาส่วนละเอียดเข้าไปอยู่ในสายธาตุสายธรรมของผู้ทรงวิชชา

อย่างไรก็ตาม ข้อควรคำนึงก็คือ หากเรามีกายสิทธิ์มากๆ พึงตระหนักว่า กายสิทธิ์มีทั้งที่แลกเหน็บกลับได้ และแลกไม่ได้ เพราะเจ้าของบางท่าน ไม่ยินดีแลก แต่จะขอเรียกกลับคืนเมื่อถึงกำหนด หรือมิฉะนั้น ค่าแลกก็จะแพงมาก ซึ่งผู้ทรงวิชชาก็จะไม่คุ้มที่จะแลก เพราะจะต้องเสียธาตุบุญ อันเป็นเนื้อบุญบารมีมากเกินไป ผู้ทรงวิชชาบางท่าน พึ่งพากายสิทธิ์มาก เมื่อถอดกายสิทธิ์ออกจากกาย หรือสายธาตุสายธรรม ตนเองก็กลายเป็น “ตัวอ่อน” ซะทีเดียว ตอนเป็นมนุษย์ที่พึ่งพากายสิทธิ์ ก็มีฤทธิ์ดี แต่พอละโลกต้องถอดกายสิทธิ์ออก แทบจะไม่เหลืออะไรมาก

การแลกกายสิทธิ์ก็ต้องพิจารณาอีกว่า ถ้าเจ้าของกายสิทธิ์ จะตามกายสิทธิ์เข้าภพผู้ทรงวิชชาไปด้วยกัน จะยินดีไปหรือไม่ และต้องจ่ายธาตุบุญเท่าไร จึงจะยอม สาเหตุที่ต้องเชิญเจ้าของกายสิทธิ์ไปด้วยก็เพราะ ภพเจ้าของรู้ยนต์กลไกของกายสิทธิ์ ถ้าหากผู้ทรงวิชชาเหน็บกายสิทธิ์เข้าสายธรรมสายธรรมไปแล้ว เกิดความผิดพลาด ถูกภพเจ้าของเรียกกายสิทธิ์กลับ ซึ่งอาจทำให้วิชชาสะดุด อาจเป็นผลเสียได้ โดยเฉพาะในขณะกำลังรบ หรือเดินวิชชาสำคัญๆ ซึ่งการเชิญเจ้าของกายสิทธิ์ ที่อยู่ในภพตามไปด้วย ก็ต้องคำนึงว่า เราจะมีวิชชามากพอเลี้ยงท่าน และควบคุมท่านได้ ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ทรงวิชชาบางท่านสำรวมระวัง และไม่ประสงค์จะนำพากายสิทธิ์ใดๆ เหน็บติดตัวไปมากนัก เมื่อละสังขาร

อย่างไรก็ตาม มีกายสิทธิ์บางประเภทที่ภพผู้เป็นเจ้าของสร้างขึ้นเพื่อเผื่อจำหน่ายโดยเฉพาะ โดยภพเจ้าของไม่ตามไปอยู่ด้วย และเครื่องกลไกของกายสิทธิ์ก็จะถูกวางเงื่อนไว้ ให้แต่งเครื่อง แล้วล็อคใหม่โดยผู้ทรงวิชชาได้ ดังนี้แล้ว กายสิทธิ์ก็ไม่เป็นอันถูกเรียกคืนโดยภพเจ้าของ แต่จะตกเป็นของผู้ทรงวิชชา ที่หามาไว้ในครอบครอง แล้วจ่ายธาตุบุญ หรือให้วิชชา หรือตกลงแลกเปลี่ยนกับภพผู้ผลิต ผู้เป็นเจ้าของ เพื่อขอครอบครองกายสิทธิ์นั้นโดยชอบ โดยสิ้นเชิง ทั้งหยาบ และละเอียด ไม่เป็นอันอยู่ในกำกับการของภพผู้ผลิต และผู้เป็นเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกายสิทธิ์ประเภทนี้ ก็คุ้มที่จะแลก

นักสะสมกายสิทธิ์หลายท่าน ก็คงจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน คือมีความสุขกับการหาของกายสิทธิ์ แต่ถ้าเราได้มาแบบมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อ แล้วเมื่อเราละโลก เราก็ต้องทิ้งของกายสิทธิ์ทั้งหมดเอาไว้ ครั้นจะแลกเอาส่วนละเอียดไป ก็ไม่มีธาตุบุญมากพอ เพราะเอาแต่ขยันซื้อขยันจ่าย ไม่ค่อยได้ทำบุญ ไม่มีธาตุบุญจะแลกกับภพเจ้าของ ทุกอย่างก็แทบจะเสียเปล่าครับ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีวิชชา หรือมีวิชชาน้อย ไม่สามารถเดินวิชชากับกายสิทธิ์ได้ ประโยชน์ที่จะได้จากกายสิทธิ์ก็ไม่มาก ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนี้ แทนที่จะทิ้งของกายสิทธิ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง สู้นำไป “เดินของ” คือถวายผู้ทรงวิชชา เพื่อแลกธาตุบุญ หรือให้ท่านเหน็บเงินใส่กระเป๋า จะคุ้มกว่าครับ ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ถวายสังฆทานกับพระอรหันต์ได้ทุกเมื่อ

มาจะกล่าวบทไปถึงการถวายสังฆทาน ซึ่งชาวพุทธโดยมากก็พอจะทราบดีว่ามีอานิสงส์มากนะครับ และผมก็ได้เคยอธิบายโดยสมการ “ธรรมเศรษฐศาสตร์” รวมถึงหลักการ “สนธิวิชชา” ว่า เพราะเหตุใดและอย่างไร สังฆทานจึงให้ผลมาก แต่ด้วยสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่วัดมีมาก และพระสงฆ์ต้องกระจายกันประจำอยู่ตามวัด ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ บางวัดไม่มีพระมากพอจะครบองค์สงฆ์เพื่อรับสังฆทาน หรือกฐินครับ มาวันนี้ นานาสาระ มีวิธีพิเศษมานำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหานี้กันครับ

ดังที่ผมเคยแนะนำไว้แล้วว่า ท่านใดประสงค์จะทำบุญกับพระสงฆ์โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข ก็ขอให้กราบอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุมาเป็นประธานในพิธีรับสังฆทาน สำหรับในวันนี้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่า "พระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่" สามารถมีสังฆามติกราบอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ทรงรับสังฆทานได้ตลอดเวลา โดยที่มีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธาตุของพระอรหันต์ จำนวนอย่างน้อย 4 รูป (พระธาตุของพระอรหันต์แต่ละรูปแยกต่างหากกัน  ทั้งหมด 4 รูป) โดยอาจจะตั้งผอบพระเจดีย์ประดิษฐานไว้ แล้วโยงสายสิญจ์ทอดผ้ารับประเคนหรือบาตร หรือตู้รับบริจาค เพื่อให้ทายกทายิกาถวายสังฆทาน หรือจะหล่อพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และหล่อรูปพระอรหันตสาวก บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ จำนวน 4 องค์ เป็นอย่างน้อย แล้วประดิษฐานจัดเรียงอันดับ เพื่อให้ทายกทายิกา มาถวายสังฆทานกับท่าน โดยจะต้องเผดียงพระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อประชุมลงมติกราบอาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ด้วย ส่วนพระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะนั่งอยู่ในพิธีด้วยหรือไม่ก็ได้ครับ แต่ถ้ามีพระภิกษุที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมพิธีด้วยก็น่าจะดีกว่า โดยอาจเป็นผู้แทนสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ก็ได้ครับ

สำหรับทานที่ทายกทายิกาถวายมา ก็ต้องตกเป็นของสงฆ์ โดยต้องกราบทูล/กราบเรียนถามพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ ว่าจะทรงมีมติแบ่งสรรของสงฆ์อย่างไรครับ ดังนี้แล้วก็จะได้บุญมาก จากการทำบุญสังฆทาน ราวกับได้ทำกับพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ครับ ซึ่งผมขอเน้นว่า จะต้องเป็นพระธาตุของพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนพระธาตุของพระอริยบุคคลอันดับรองๆ ลงมา น่าจะยังไม่เหมาะสมที่จะรับสังฆทานได้ เพราะบางองค์เปลี่ยนภพภูมิแล้ว พ้นจากการเป็นภิกษุไปแล้ว เช่นไปเกิดเป็นเทพบุตร หรือพระพรหม จึงไม่สามารถนับเป็นภิกษุที่สามารถเผดียงขึ้นเป็นสงฆ์ได้ครับ ดังฉะนี้แล.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A

Q: มีคำถามประมาณว่า การทำบุญกับพระสงฆ์ในรูปลักษณ์ของพระธาตุอรหันต์ กับผู้ทรงวิชชา อย่างไหนจะได้บุญมากกว่ากัน?

A:  คำตอบคือ โดย "สิทธิ์" แล้ว สังฆทานพระอรหันต์มักจะได้บุญที่มี "ธาตุ" และ “ผัง” สมบูรณ์แบบมากกว่าครับ ในขณะที่การทำบุญกับผู้ทรงวิชชา มักจะได้สิทธิ์แบบยังไม่สมบูรณ์ แต่ไม่เสมอไป โดยเฉพาะผู้ทรงวิชชาที่ “โยกวงศ์ โยงศักดิ์ ย้ายสิทธิ์” ไม่ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้าในพุทธันดรปัจจุบัน ซึ่งทรงเป็นพระศาสดาเจ้าของพระศาสนา อุปมาเหมือนเราทำงานให้ห้างสรรพสินค้า แล้วได้รับบรรจุให้เป็นพนักงานในแผนกนาฬิกา มีพระศาสดาเป็นหัวหน้าแผนก แต่เราอยากจะหาโอกาสอื่น ก็แอบไปทำงานให้แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือดีไม่ดี ก็ไปตั้งแผนกเอง เพราะอยากมีอิสระ ก็ตั้งแผนกขายเครื่องสำอาง แต่โดยทะเบียนพนักงานแล้ว ชื่อเราสังกัดอยู่กับแผนกนาฬิกา หัวหน้าแผนกเป็นผู้รับเราเข้าทำงาน แม้จะขายสินค้าให้แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องสำอางได้มาก แต่ตามทะเบียนแล้ว ผลงานไม่ได้นับเป็นผลงานเรา ยอดขายที่ขายได้ในแผนกนาฬิกาจึงไม่มี ส่วนแผนกอื่นที่เราไปขายให้ ก็ไม่นับยอดขายให้ คล้ายๆ อย่างนี้ครับ ยกเว้นแต่ผู้ทรงวิชชาที่เป็นพระอริยบุคคลแล้ว อานิสงส์จะยิ่งดีกว่าพระอริยบุคคลที่ไม่มีวิชชา แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิชชาที่ท่านใช้ บางท่านผูกเงื่อนวิชชาไว้กับตนเอง ประมูลบุญเอง จ่ายบุญเอง ไม่ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนา แม้แต่เรื่องการทำบุญสังฆทาน ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรง “สิทธิ์” ไว้ คือทรงกำหนดว่าต้องทำกับ “สงฆ์” ที่มี 4 รูปเป็นอย่างน้อย ถ้าทำได้ตามที่สิทธิ์ไว้นี้ ก็จะ “ศักดิ์สิทธิ์” คือได้บุญมากตามพระพุทธเจ้าทรงกำหนด หรืออุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าท่านทรง “สิทธิ์” สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ไว้ว่าหากบุคคลไปแสวงบุญด้วยศรัทธาเลื่อมใส ก็จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ ในขณะที่ “เส้นทางมหาปูชนียาจารย์” ของหลวงปู่นั้น หลวงปู่ไม่ได้ “สิทธิ์” เอาไว้ในวิชชา คือไม่มีการรับรองว่า ไปแสวงบุญแล้วจะไม่ไปอบายครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง บูชากายสิทธิ์ได้บุญหรือไม่?

เรื่องกายสิทธิ์ เป็นเรื่องสำคัญมากในสายวิชชาครับ ดังที่ผมอธิบายไว้ในบทความอื่นๆ แล้วผมก็แนะนำด้วยว่า ให้บูชากายสิทธิ์ด้วยของหอม แล้วกายเราจะมีกลิ่นกายหอม มีบางท่านอาจสงสัยว่า อย่างนั้นก็เท่ากับว่า ทำบุญกับกายสิทธิ์แล้วได้บุญใช่ไหม? คำตอบก็คือ การทำบุญกับกายสิทธิ์นั้น เหมือนการทำบุญกับเทวดาครับ ไม่ว่าจะบูชาด้วยประทีปโคมไฟ ดอกไม้ของหอม หรือจัดสถานที่ประดิษฐานอย่างสวยงาม เป็นบุษบก เป็นภาชนะสวยๆ รองรับ แต่บุญที่ได้จากการบูชากายสิทธิ์อาจจะ "เบา" เมื่อเทียบกับทำบุญกับ "มนุษย์ผู้ทรงวิชชา" ที่มีระดับชั้นในโลกวิชชาเท่าๆ กัน

อุปมาการทำบุญกับกายสิทธิ์ เหมือนการทำบุญบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าครับ เพราะภายในพระบรมสารีริกธาตุก็มี "กายธรรมสิทธิ์" คือส่วนอันเป็นทิพย์ของพระพุทธเจ้าสถิตอยู่ข้างใน แต่ผมไม่ขอเรียกว่า “กายสิทธิ์” นะครับ เพราะกายในพระบรมสารีริกธาตุเป็น "ภาคธรรม" ในขณะที่กายสิทธิ์โดยมาก เมื่อบรรลุขั้นสูงแล้ว มักอยู่ใน “ภาคจักรฯ” ยกเว้นในบางกรณีซึ่งกายธรรมสิทธิ์ท่านรับวิชชาจากผู้ทรงวิชชาที่ครอบครองอยู่

เรื่องกายธรรมสิทธิ์นั้น อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วทรงแสดงพระอภิธรรม จากนั้นจึงทรงปาฏิหาริย์กายเพื่อแสดงธรรมต่อ ในขณะที่กายดั้งเดิมทรงเสด็จออกไปบิณฑบาตยังทวีปอื่น กายที่ปาฏิหาริย์ออกมา ก็อุปมาคล้าย "กายธรรรมสิทธิ์" นั่นล่ะครับ จะว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์จริงก็ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น และถ้าทำบุญกับท่านด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ก็ได้อานิสงส์มากเหมือนกันครับ ส่วนกายสิทธิ์อื่นๆ ที่จะทำบุญด้วยแล้วได้อานิสงส์มาก ก็ควรจะเป็นกายสิทธิ์ชั้นสูง อย่าง "กายสิทธิ์พระพุทธจักรพรรดิ" คือกายสิทธิ์ที่ทรงพุทธคุณด้วยครับ ซึ่งเครื่องธาตุเครื่องธรรม ท่านประมวลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว ของผู้บูชาแล้ว ก็ยังคำนวณจ่ายบุญและอานิสงส์ให้ ในทำนองเดียวกันกับที่ทำกับพระธาตุของพระอรหันต์ และ/หรือ พระอริยสาวกครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง "เล่นรัตนะ"

วันก่อนผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า ใครประสงค์จะมีท่วงท่าเดินที่สวยงามเหมือนนายแบบ นางแบบ มีกำลังวังชาดี ในการเดินเหิน และปรับจังหวะก้าวเดินให้ช้าลงหรือเร็วขึ้น ตามใจชอบ ก็ต้องใส่ "ม้าแก้ว" เข้าไปในตัวครับ ซึ่งม้าแก้วนั้น ผมหมายถึง "ม้าแก้วกายสิทธิ์" ซึ่งท่านเป็นเสมือน “กายโฮโลแกรม” ที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เมื่อใส่ไปในตัวแล้ว ก็เข้าไปคุมยนตร์ไฟฟ้าในตัวกายมนุษย์ ช่วยปรับท่วงท่า และพละกำลังขาได้ดี โดยม้าแก้วกายสิทธิ์ ก็มีหลายประเภท หรือจะเรียกว่าสายพันธุ์ก็ได้ มีทั้งม้าสำหรับหญิง ม้าสำหรับชาย ม้าป่า ม้าผู้ดี ม้าแข่ง ม้ามีสกุลครับ

หากท่านสนใจเรื่องนี้ ผมขอให้ลองดูการเดินของตนเอง ว่าผิดปกติหรือไม่ เช่นเวลาก้าวเดิน เท้าสองข้างจะ “แบะออก” หรือบางท่านก้าวเดินแล้ว เท้าสองข้าง “เหวี่ยงเข้า” ช่องว่างด้านหน้า ระหว่างขาสองข้าง โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาในการเดิน สามารถสังเกตได้จากพื้นรองเท้า ถ้าเดินดีตามปกติ พื้นรองเท้าจะสึกพอๆ กัน ตลอดทั่วฝ่าเท้า แต่ถ้าท่าเดินไม่ดี หรือขาสองข้างยาวไม่เท่ากัน พื้นรองเท้าจะสึก ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เช่นเดินเอาส้นเท้าลง พื้นรองเท้าบริเวณส้น จะสึกมาก ถ้าเดินเอาบริเวณนิ้วเท้าจิกพื้น พื้นหัวรองเท้าจะสึกมาก ถ้าเดินเท้าแบะออก พื้นรองเท้าด้านข้างจะสึกมาก ถ้าท่านมีปัญหาเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ท่านอาจจำเป็นต้องใช้ม้าแก้วกายสิทธิ์ ในการปรับท่าเดินให้โดยอัตโนมัติครับ ส่วนวิธีการได้มาซึ่งม้าแก้วกายสิทธิ์นั้น ก็มีการหาได้หลายวิธี ลองปรึกษาผู้ทรงวิชชาดูนะครับ

สำหรับรัตนะกายสิทธิ์อื่นๆ ผมได้พอเกริ่นไว้บ้างแล้วหลายอย่าง เช่น "จักรแก้วทิพย์" ใส่ในตัว แล้วเจ้าตัวก็จะดุๆ หน่อย จะรู้สึกมีพละอำนาจ คือใจมันมีอำนาจขึ้นมา ไม่ค่อยยอมให้ใครข่ม หรือมาสั่งครับ

ส่วนแก้วมณีกายสิทธิ์ ก็มีหลายประเภท คนที่ "เล่นแก้ว" ก็จะทราบดี ปกติแล้ว แก้วมณีจะช่วยเพิ่มกำลังญาณทัสสนะ กอปรเป็นความรอบรู้ ความเข้าใจที่ดี ชัดเจน กระจ่างแจ้งดีกว่าเดิม แต่แก้วอื่นๆ อย่างแก้วเรียกลม เรียกฝน เรียกเมฆ แก้วรัศมี ก็มีอีกไปนานัปการ

ขุนพลแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้วจะมีคุณ เป็น “วสี” ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล สามารถรวบรวมสมัครพรรคพวก จะเป็นที่ดึงดูดให้มีบริษัทบริวารพวกพ้องอยู่ในกำกับการดี

ขุนคลังแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะเกิดความชำนาญ คือเก่งในการแสวงหา และใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ รู้จักหา รู้จักใช้ คล่องแคล่วในธุรกิจ

นางแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะทำให้มีอัธยาศัยในการช่างเอาอกเอาใจ ดูแลใส่ใจผู้อื่น เก่งเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี การขับร้อง เต้นรำ เรื่องสวยๆ งามๆ ต่างๆ

ช้างแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะมีพละกำลังกายดีขึ้น มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเป็นอันดี ส่วนม้าแก้วกายสิทธิ์ ก็เป็นตามที่จั่วหัวเรื่องไว้

ทั้งนี้ รัตนะ 7 มีหลายเผ่าพงษ์ วงศ์ตระกูล มีศักยภาพ อานุภาพ เด่นด้อยในด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน เพราะมาจากต่างสี ต่างวงศ์ ต่างองค์ ต่างสาย มีคุณภาพ และประสิทธิภาพต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภพผู้เป็นเจ้าของท่านสร้างมา เช่นนางแก้วแดง จะเหมือนผู้หญิงบู๊หน่อย พร้อมลุยทุกเมื่อ ในขณะที่นางแก้วทอง จะเป็นสุขุมาลชาติ แสดงออกอย่างสุภาพสง่างามกว่า ซึ่งแต่ละสีก็ปรุงสร้างขึ้นตามความถนัด และตามอรรถรสแห่งวิชชาของตนครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101. org


านาสาระ: เรื่อง การใช้ดวงตรา สุริยะ, จันทรา และดารา

น่าสนใจมากเลยนะครับว่า ในจักรวาลหนึ่งๆ จะมีโลก และดวงดาวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงสุริยะ หรือพระอาทิตย์ ดวงจันทรา หรือพระจันทร์ และดวงดารา ดาวต่างๆ ภายในเขตจักรวาล ซึ่งท่านก็ล้วนมี “ภพ” ประจำคอยส่งกำลังทั้งในวิชชา และโลกภายนอก อย่างเป็นระบบระเบียบ และทั้งดวงสุริยะ, จันทรา และดารา ก็มีผู้เลี้ยงผู้รักษาด้วย ซึ่งมนุษย์ก็รู้ถึงความสำคัญ และนำมาจัดสร้างเป็นดวงตราสัญลักษณ์ธงชาติบ้าง, เครื่องอิสริยยศบ้าง, ดวงตราประกาศิต (โลโก้) บ้าง และอื่นๆ

มนุษย์ทั้งหลายเอง ก็รู้อยู่ว่า ทั้งสุริยะ, จันทรา, และดารา ต่างก็มีความสำคัญมากน้อย ตามลำดับ คือพระอาทิตย์มีคุณมาก รองลงมาคือพระจันทร์ และเหล่าดวงดาว เมื่อถึงคราวจะออกแบบธงชาติ, ตราเครื่องอิสริยยศ หรือออกแบบโลโก้ ภพผู้เลี้ยงผู้รักษาก็จะส่งวิชชาให้ “นายช่าง” ในเมืองมนุษย์เป็นผู้รังสรรค์ กลายเป็นผลงานตามที่เราท่านได้เห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายท่านอาจคิดว่า สุริยะจะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสุริยะ, จันทรา และดารา ให้คุณดีเด่นต่างกันไป ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสุริยะจึงจะดีครับ ทว่าควรจะอยู่ในรูปของธงชาติ, เครื่องอิสริยยศ หรือโลโก้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ที่ทำให้ “ภาชนะ” สมกันกับ “ฝาปิด” หมายความว่า ผู้ที่จะรองรับดวงตรานั้น ก็ต้องมีกำลังมากพอ มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่สามารถทรงไว้ซึ่งฐานะสภาพแห่งดวงสุริยะ, จันทรา และดารา เอาไว้ได้นาน เพราะกำลังเลี้ยงรักษาของดวงสุริยะ มักจะสิ้นเปลืองมากกว่า จันทรา และดารา อุปมาเหมือนไฟสปอตไลท์ส่องสว่าง ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่ใช้พลังงานกระแสไฟฟ้ามากน้อยไม่เท่ากัน

การที่ธงชาติ, ดวงตราอิสริยยศ, หรือโลโก้ จะเป็นดวงสุริยะ, จันทรา, หรือดารานั้น ผู้ตราต้องคำนึงถึงว่า เมื่อตราขึ้นแล้ว สัญลักษณ์นั้นจะมีผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำอยู่ และดวงสุริยะ มีปกติต้องส่งกำลังเลี้ยงมาก เพื่อรักษา “ฐานานุภาพ” ถ้าผู้เลี้ยงผู้รักษา หมดกำลังมากเกินไป ก็จะมีผลทำให้เลี้ยงรักษาไม่พอ และเป็นผลให้ดวงตรานั้น “ดับ” คือ “พ้นสมัย” หรือ “obsolete” ไปในที่สุด เหมือนราชอาณาจักรบางประเทศ ที่เคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเครื่องราชฯ เลอค่า หลายชั้น หลายขั้น แต่ในที่สุด สถาบันของประเทศเหล่านั้นก็ล่มสลาย เครื่องราชฯ ไม่ว่าจะเป็นตราสุริยะ, จันทรา, ดารา ก็หมด “กำลังศักดิ์” ตามไปด้วย เหลือเพียงคุณค่าทางการเก็บสะสม อยู่ในพิพิธพันธ์ ไม่มียศชั้นขั้นฐานะที่มีผลทางกฎหมายของประเทศนั้นๆ อีกต่อไป

ส่วนว่า ธงชาติ, ตราอิสริยยศ, และโลโก้ หรือประกาศิต ควรจะเป็นสุริยะ, จันทรา หรือดารา เราต้องดูกำลังของผู้ที่จะรองรับ เช่นผู้นำประเทศ และคนในประเทศ สถาบัน องค์กร หรือหน่วยงาน หรือบุคคล ที่จะรับ หรือใช้ ตราอิสริยยศ หรือโลโก้ บางคนมีกำลังน้อย (คำนึงถึง กรรม, บุญ/บาป, บารมี, กายสิทธิ์ในตัว, ยศศักดิ์, วิชาความรู้ความสามารถ, ชนชั้นวรรณะ, เทวดาประจำตระกูล, บรรพบุรุษ, เทวดาประจำตัว, รัตนะ 7 ประจำตัว, สายธาตุสายธรรม,  อำนาจตำแหน่งหน้าที่การงาน, บริษัทบริวาร, กำลังทรัพย์, รูปร่างหน้าตา, กำลังวังชา, สุขภาพ, เพศภาวะ, วิชชา และกำลังในวิชชาที่มี เช่นศักดิ์สิทธิ์ และฤทธิ์เดช เป็นอาทิ)

โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า การจะใช้ ดวงตรา สุริยะ, จันทรา หรือดารา ต้องคำนึงถึงอะไรหลายๆ อย่าง บางคนใช้สุริยะ แล้วไปไม่ไหว ไม่สมชื่อ แต่ถ้าใช้ดารา ก็จะรู้สึกมั่นคง และ “เต็มอยู่ในใจ” มากกว่า บางคนใช้จันทรา แล้วรู้สึกสงบไป หรือ passive (เหมือนประเทศ สปป.ลาว) แต่ถ้าใช้สุริยะ จะรู้สึกมีกำลังวังชาคึกคัก หรือ active ดีกว่า (เหมือนประเทศญี่ปุ่น) บางคนใช้ดารา แล้วรู้สึกอ่อนไป ก็มาใช้จันทราดีกว่า เหมือนจะใหญ่อยู่ในที แต่ก็ยังเป็นรองสุริยะ รู้สึกกำลังดี ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่ความเด่นของจันทรากับดาราก็คนละแบบ ถ้าจะตรองดูแบบโดยรวม ส่วนใหญ่แล้วเป็นดาราจะดีกว่า เพราะเป็นกำลังที่มั่นคง เหมือนเรามีกำลังทรัพย์เยอะหลักล้านในการเลี้ยงรักษา แต่เราใช้บัตรเครดิตที่วงเงินใช้จ่ายเพียงแค่หลักหมื่น กำลังเลี้ยงรักษาจะมีเสถียรภาพดีกว่า (มีผลประมาณ 25 – 50% ของผลลัพธ์ตามจริงในเมืองมนุษย์)

ยกตัวอย่างเหมือน ธงของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปครับ คือแทนที่จะใส่ สุริยะ หรือจันทรา ก็ใส่ดาราหลายๆ ดวง แล้วการใช้ดวงตราดารา ก็ส่งผลให้มีความโดดเด่น ไม่ด้อยไปกว่าสุริยะ และจันทราเลยครับ จึงขึ้นอยู่กับว่า เรา “mix & match” ดวงตรา กับกำลังอื่นๆ ได้ดีแค่ไหน เพราะถ้ากลายเป็น “mismatch” ก็ไม่ให้ผลดีนัก หรืออาจจะกลายเป็นผลเสียด้วยซ้ำ ถ้าจะใช้ สุริยะ หรือ จันทรา ก็ย่อมได้ แต่การใช้ตราสุริยะ ก็ต้องขยันหน่อย ทั้งผู้เลี้ยงผู้รักษา และมนุษย์ รวมถึงต้องมีกำลังพร้อมสรรพมากพอจะเป็นจะใช้ได้อย่างสมควรภายในระยะเวลาที่ยั่งยืนพอครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

 นานาสาระ: ตอน “หมวกชฎา” เรื่องใหญ่ของ กายจักรฯ

“ชฎา” ของกายในวิชชา ถือเป็นของสูง ที่ผู้ทรงวิชชาใช้สำหรับ “ประจุวิชชา และวิชา” รวมถึงบ่งชี้ถึงลำดับขั้นยศในโลกทิพย์ครับ ซึ่งชฎาเหล่านี้มีหลายประเภท หลายตระกูล หลายลักษณะ และหลายคุณสมบัติ ซึ่งชาววิชชาท่านเรียกกันว่า “หมวก” โดยที่ “ยอดหมวก” จะเป็นสัญลักษณะแห่งความทรงคุณของผู้สวมใส่ เช่น ยอดดอกบัวตูม หมายถึงความทรงธรรม ยอดดวงกลม หมายถึงความทรงสมาธิคุณ ยอดฉมวก หมายถึงความทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้ ชฎา ยังประดับประดาไปด้วยอัญมณีสีแสงต่างๆ ซึ่งบ่งบอกถึง “สีและสายวิชชา” โดยที่ “หมวกชฎา” ตามแบบอย่างไทยที่มียอดแหลมสูง (stupa hat) ยังถือเป็นหมวกตระกูลที่ยังทรงอิทธิพลอยู่อีกด้วย ซึ่งในยุคปัจจุบัน มีปรากฏใช้เฉพาะในประเทศไทย และกัมพูชา เท่านั้น

สำหรับพระจักรฯ แล้ว ชฎาถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ ใครมีชฎาใหญ่, สูง, สวย, วิจิตร, และหนัก ถือว่ามีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น ชฎาบางองค์มีน้ำหนักมาก เพราะประชุมวิชชาเอาไว้มาก และมีอัญมณีมาก หากใครที่ไม่ใช่เจ้าของนำไปสวมใส่ ก็จะไม่พอดี และถ้าหากผู้สวมมีธาตุน้อย ก็จะทานรับน้ำหนักชฎาเอาไว้ไม่อยู่ อาจถึงขั้น “คอทรุด” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พระจักรฯบางพระองค์ก็ทรงชฎาที่ไม่หวือหวา แม้จะมียศใหญ่ มีวิชชามาก เพราะพระจักรฯ ก็มีหลายอัธยาศัย เหมือนผู้ชายบางคนที่ไม่ชอบแต่งตัว

ส่วนพระองค์ธรรม ที่เดินวิชชาด้วยกายธรรม หรือธรรมกาย หากจะสูงเด่นยิ่งขึ้น ก็จะมีชฎาเรียบๆ คืออาจจะเรียกว่าหมวกก็ได้ โดยจะไม่มียอดสูงมากนัก เพราะพระองค์ธรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัว เหมือนอย่างพระจักรฯ แต่ชอบความเรียบง่าย สะอาด สว่าง และมักแสดงออกกันที่ “ความงาม” ของรูปลักษณ์พระวรกาย, ยอดพระเกตุ, และความเลิศของ “เนื้อผ้า” ที่ห่มครองอยู่ ว่าใครเลิศกว่าใคร อย่างไรก็ตาม พระองค์ธรรมที่จะสวมหมวก ก็มักจะเป็น “พระธรรมราช” และ “พระพุทธราช” คือกายธรรมทรงเครื่อง ซึ่งมักจะประเสริฐกว่ากายธรรมแบบเกลี้ยงๆ แต่ไม่เสมอไป ซึ่งท่านมักจะสวมเครื่องทรงแบบพอควร ไม่ถึงกับอลังการอย่างพระจักรฯ ทั้งนี้ หมวกชฎา มักจะมาพร้อมกับเครื่องทรง คือ พอกายในวิชชาสวมหมวกชฎา เครื่องทรงก็จะปรากฏขึ้นอย่างครบครัน ตามความสมฐานะแห่งหมวกชฎานั้น

ไม่ว่าจะเป็นพระจักรฯ หรือพระองค์ธรรม การได้มาซึ่ง “ชฎา” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าการ “บำเพ็ญ” ของกายมนุษย์ตามธรรมดาจะเอิบอิ่มกำซาบเข้าไปถึงกายภายใน ก็ไม่ใช่เรื่องพอดีพอร้าย เหมือนเครื่องกรองน้ำ ที่เราต่อท่อส่งน้ำเข้าไปในเครื่องปริมาณมาก แต่เมื่อผ่านไส้กรองเป็นชั้น เข้าไปถึงด้านในสุดแล้วกรองออกมาเป็นน้ำสะอาด ก็ได้น้ำที่กรองแล้วเหลือเป็นสัดส่วนเพียงนิดเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น การบำเพ็ญที่เริ่มจากกายมนุษย์ ส่งอานิสงส์ผ่านเป็นชั้นๆ กระทั่งไปถึงกายธรรม หรือกายจักรฯ ที่อยู่ชั้นในสุด ก็จะก่อเกิดขึ้นไม่มากเหมือนอย่างกายทิพย์ ที่ทำบุญปุ๊บ ก็ได้ปั๊บ

สำหรับยุคที่มีผู้ทรงวิชชา ท่านสามารถใช้วิชชา สร้างผลานิสงส์ในวิชชาได้ง่ายกว่าการบำเพ็ญตามปกติ แต่การบำเพ็ญตามปกติจะมีกำลังบารมีธาตุที่หนักแน่นกว่ารองรับอยู่ ส่วนการทำด้วยวิชชาล้วนๆ อาจจะหนักเบาไปตามนั้น และหลายๆ ครั้ง การทำด้วยวิชชาก็สิ้นเปลืองวิชชาหรือเปลืองบุญบารมีอยู่มากน้อย ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “มณี” ซึ่งผู้ทรงวิชชาจะประกอบวิชชาสี เพื่อให้ได้มณีประดับกายในวิชชาก็ได้ แต่หากทำแบบบำเพ็ญทางโลก ก็เพียงแต่นำอัญมณีสีที่ชำระในญาณให้สะอาดแล้ว ไปทำบุญกับผู้ทรงวิชชา โดยเฉพาะที่ทำแบบถูกธาตุถูกธรรม เช่น นำเพชรขาวที่ชำระส่วนละเอียดให้สะอาดแล้ว ไปถวายผู้ทรงวิชชาฝ่ายภาคขาว ก็จะได้อานิสงส์เป็น “เพชรในวิชชา” ประดับเต็มกาย และในทำนองเดียวกันกับสีอื่น ซึ่งหากทำบุญแบบนี้มากๆ ก็สามารถตรัส “มณีลังการ” ได้ แต่ต้องใช้จ่ายทรัพย์ และเดินงาน ซึ่งผู้ทรงวิชชาไม่นิยมทำกัน แต่จะทำในวิชชา ซึ่งท่านเห็นว่าสะดวกกว่าสำหรับท่าน แต่ก็ได้ “มณีลังการ” เหมือนกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น การได้มาซึ่ง “ชฎา” ไม่ว่าจะสำหรับพระจักรฯ หรือพระองค์ธรรม โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้มาใหม่ หรือเป็นศิษย์ใหม่ในสายวิชชา อาจจะมีเพียงแค่ “รัดเกล้า” หรือ “ศิราภรณ์” เล็กๆ น้อย ถ้าอยากจะมีหน้ามีตากับเขาบ้าง เวลาออกงาน “วิชชาสโมสร” หรือเข้าประชุมโลกวิชชา หรือประชุมใหญ่เทวสภา ผมก็เคยแนะนำแล้วว่ามีทางลัด ในการได้เครื่องทรง และรังสี นั่นก็คือการ ทำบุญด้วยอัญมณี แบบถูกธาตุถูกธรรม หรืออีกวิธีก็คือ “หยิบสมบัติผู้เลี้ยง” จากแหวนเพชรพลอย และแหวนนพเก้าที่สลักชื่อบุคคลไว้ด้านในของพื้นผิวแหวน เป็นอาทิ แต่หมวกก็อาจจะยังไม่ขึ้น

ในบทความนี้จึงขอแนะนำต่อไปว่า ท่านใดที่ประสงค์จะได้ชฎา หรือหมวก สำหรับกายจักรฯ และ/หรือ กายธรรม ก็มีทางลัดอีกวิธี คือขอจากครูบาอาจารย์ ให้ท่านชะลอลงมาให้ แต่ต้องจ่ายธาตุบุญ ซึ่งหมวกก็ต้องเลือกแบบพอดีๆ พอเหมาะกับกำลังวิชชา หรือวิชา หรือสิ่งอันพึงมีอยู่ เพราะถ้าหมวกดีเกินหรือใหญ่ไป ก็ใส่แล้วทรงไว้ไม่ได้ หรือหลวมเกินไปครับ

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกจะขอหมวกจากครูบาอาจารย์ อาจจะเป็นเพราะสำนักของท่านมีขนาดใหญ่เล็ก แล้วครูบาอาจารย์ไม่สามารถเข้ามาดูแลให้ได้เป็นรายบุคคลอย่างทั่วถึง หรือท่านไม่มีครูวิชชาประจำตัวที่คุ้นเคยโดยเฉพาะ แต่ไปเรื่อยๆ หลายสำนัก ก็ยังมีทางลัดอีกวิธี คือการ “ครอบครู” การครอบครูนั้นเป็นธรรมเนียมที่มีวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน คือมีทั้งการครอบเศียรครูองค์เทพ เทวา อย่างพระอิศวร, พระพิฆเนศ, พระราม, พระลักษณ์, พระฤาษี และอื่นๆ แต่การครอบครูเพื่อให้ได้มาซึ่ง ชฎา หรือ หมวก สำหรับใช้ในโลกวิชชา ควรได้จากการครอบครูของสำนักองค์เทพ ซึ่งท่านสามารถ “หยิบ” ให้ได้จากโลกทิพย์ โดยเฉพาะ “ภพหมวก” ซึ่งท่านผลิตหมวกขาย หลากหลายแบบ และมีหลายภพให้เลือก ส่วนการครอบครูของคณะศิลปะการแสดง, คณะนาฏศิลป์, คณะช่าง, คณะศิลปากร และคณะโขน ไม่พึงทำ เพราะเวลาท่านจัดพิธีครอบครู ท่านจะเตรียมตัวรับศิษย์ เพื่อส่งวิชา แล้วถ้าเราไปครอบเพื่อขอหมวก มันจะผิดวัตถุประสงค์ของงานพิธี ทำให้งานของท่านสะดุดก็เป็นได้ครับ

การครอบครู เพื่อขอชฎา หรือหมวกสำหรับใช้ในโลกวิชชา ควรเป็น “ชฎาพระ” และ “ชฎานาง” ที่ไม่มีส่วนของใบหน้า ที่บ่งบอกว่าเป็นเทพองค์ใด เพราะถ้าเราครอบเศียรพระองค์เทพ ปกติแล้วจะเป็นการนับเข้าเป็นภาคหรือเป็นปาง หรือเป็นศิษย์ของท่าน ซึ่งท่านก็พอหยิบหมวกชฎาให้ได้ ถ้าจะเอา แต่ในทางวิชชาแล้วอาจเป็นคดีความกันในภายหลัง ว่าเราครอบแล้ว ต้องเป็นศิษย์ท่าน ทำนองนี้ครับ ดังนั้น การครอบครู เพื่อขอชฎา หรือหมวก ควรจะใช้เฉพาะ ชฎาพระ ชฎานาง ที่ไม่มีส่วนที่เป็นใบหน้า ยกเว้นแต่เราอยากจะขอครอบครูด้วยจริงๆ รับครูด้วยเลย ก็มีส่วนดี คือท่านจะช่วยเรา แต่ก็ต้องทำตามระเบียบของท่านครับ

การครอบครู หรือในประเด็นนี้ผมขอเรียกว่า “ครอบหมวก” ควรเรียนให้ครูประจำสำนักทราบว่า เราประสงค์จะครอบชฎาพระ หรือชฎานาง เท่านั้น และครอบเพื่อขอซื้อ “หมวกวิชชา” โดยเรียนถามท่านก่อนว่า มีหมวกแบบใดให้เลือกบ้าง ราคาเท่าใด (ราคาธาตุบุญ) เมื่อตกลงกันแล้ว ค่อยนัดหมายวันเวลา เพื่อทำพิธีครอบหมวก แล้วก็จ่ายค่าครอบ เป็นค่าเรียกหมวก และค่าประกอบพิธี ซึ่งต้องจ่ายทั้งองค์เทพ และอาจารย์ประจำสำนักผู้ครอบ ตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งการติดต่ออาจจะทำในวิชชา หรืออธิษฐานที่หน้าโต๊ะบูชา หรือเรียนให้อาจารย์ประจำสำนักทราบก็ได้ครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว ขณะที่อาจารย์กำลังครอบอยู่ องค์เทพท่านก็จะหยิบหมวกชฎาของทิพย์มาสวมให้กายในวิชชาของเรา ณ ตอนนั้น เมื่อได้หมวกมาแล้ว เราจะนำมาแต่งเติมเสริมเพิ่มอย่างไรก็ได้ อาจจะประดับมณี หรือเติมวิชชา เติมวิชา เติมขั้นหมวก เติมยอดหมวก ก็ได้ครับ ดังฉะนี้.

หมายเหตุ: ส่วนว่ามีที่ใดบ้างที่รับครอบหมวกชฎา ให้ลองสอบถามแวดวง Meditation101 ดูครับ ผมได้ให้ข้อมูลไว้บ้างแล้ว แต่ไม่สามารถนำมาแจ้งได้ในที่นี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

28 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: เรื่อง พระของขวัญ “พระอโรคยาพุทธเจ้า

สนุกดีนะครับ ที่ผมได้มาแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ในโลกแห่งวิชชากับท่านผู้อ่าน โดยที่ผมเองก็ลองผิดลองถูกมามากพอ แล้วยิ่งได้ลาออกจากสำนักเดิมมา เพื่อท่องโลกกว้าง จึงได้รู้ว่า ในโลกของผู้ทรงวิชชา ยังมีอะไรมากไปกว่าสังคมเฉพาะตัว และในวันนี้ ผมขอแบ่งปันความรู้เรื่อง “พระอโรคยาพุทธเจ้า” เพื่อการแก้โรค เพราะหากใครมีรัศมีแค่ไหน มีสมบัติเพียงใด วิชชามากขนาดไหน แต่ถ้าเจ็บป่วยออดๆแอดๆ มันก็ไม่ไหวเหมือนกันใช่ไหมครับ

เท้าความไปถึงเรื่อง “กายสิทธิ์รักษาโรค” ที่ผมได้เคยโพสต์ไว้นานแล้ว คือกายสิทธิ์ที่มีเครื่องและวิชชาที่ถูกออกแบบมาเพื่อการรักษาโรค (กายมนุษย์ของผู้ทรงวิชชาทำวิชชาแก้โรคแล้วเสี่ยงต่อการติดโรค แต่กายสิทธิ์ไม่ติดโรคครับ) ซึ่งในโลกของเรา ก็มีกายสิทธิ์ประเภทนี้อยู่มากมายหลายตระกูล กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก เมื่อได้กายสิทธิ์มาแล้ว ก็ต้องกลั่นทำความสะอาด แล้วเติมวิชชาให้ จึงค่อยฝึกทำวิชชารักษาโรคตามแบบแต่ละสายวิชชา ไม่ว่าจะเป็นกายธรรม หรือกายจักรฯ ครับ

ผมได้เคยเกริ่นเสนอไว้แล้วว่า สำนักวิชชา ที่เคยได้กายสิทธิ์รักษาโรคไป สามารถซื้อกายสิทธิ์ และวิชชาของกายสิทธิ์ จากภพผู้เป็นเจ้าของ แล้วประชุมตั้งสายกายสิทธิ์ เพื่อเพิ่มจำนวนกายสิทธิ์รักษาโรคให้มีมากพอต่อความต้องการของลูกศิษย์ที่มีอยู่ทั่วโลก โดยอาจจะผลิตกายสิทธิ์เอง หรือจ้างวาน “ภพนายช่าง” ช่วยผลิตให้

ในขณะที่ใครหลายคนอาจจะรอคอยสิ่งนี้เกิดขึ้น และต้องอดทนต่อความเจ็บป่วย ท่านรู้หรือไม่ว่า สำนักวิชชาขึ้นชื่อ อย่างวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระของขวัญที่มีวิชชาด้านการรักษาโรคโดยเฉพาะ ซึ่งผมเรียกท่านว่า “พระอโรคยาพุทธเจ้า” พระรุ่นนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการที่ระบุไว้บนตลับใส่พระว่า “พระของขวัญวัดปากน้ำ รุ่น ศิริราช ๑๒๐ ปี มอบให้บุคลาการชาวศิริราช ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔” ซึ่งพระรุ่นนี้เป็นพระที่มีอิทธิคุณด้านการรักษาโรค สามารถเดินวิชชาเก็บโรค แก้โรค ได้ดีมากกว่าพระของขวัญรุ่นอื่น โดยทั่วไป (แต่ต้องควบคู่ไปกับการรับประทานยาและรักษาในส่วนหยาบ ซึ่งถือว่าเป็นวิชชาที่ส่งมาช่วยเช่นกัน) อีกทั้งยังเป็น “ภาคธรรม” ที่คงความสะอาดบริสุทธิ์ ตามแบบอย่างของสายธาตุสายธรรมภาคขาว ฝ่ายสัมมาทิฐิ

เรื่องกายสิทธิ์แก้โรคนั้น ผู้ทรงวิชชาท่านดูกันตรงที่ “วิชชาแก้โรค” ว่ารักษาได้กี่โรค เช่น 6,000 โรค 8,000 โรค 12,000 โรค ใครมีวิชชาแก้โรคเยอะ ก็เป็นที่นับถือมากกว่า ในทาง “หมอวิชชา” การจะได้วิชชาแก้โรค ผู้ทรงวิชชาก็ต้องรู้จักการ “ค้นวิชชา” เพื่อให้มีวิชชามากพอ ที่จะแก้โรคซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด บางโรคเป็นโรคสมัยโบราณ อย่างโรคบิด หรือโรคทันสมัยรุ่นใหม่ อย่าง โควิด-19 เจ้าของสายวิชชา ก็จะต้องค้นวิชชาอยู่เรื่อยๆ ว่ามีโรคอะไรใหม่ๆ ที่ต้องหาวิชชามารักษาให้ได้

ปัจจุบันนี้วิทยาการวิชชาในการรักษาโรคของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็พัฒนาไปไกลมากกว่ายุคก่อนๆ เชียวครับ ไม่ได้หมายความว่าสร้างพระของขวัญในปี พ.ศ. 2554 แล้ววิชชาจะจบแค่นั้น เพราะเจ้าของสายวิชชาท่านจะเติมวิชชาลงมาเรื่อยๆ เป็นระยะๆ เป็นการปรับให้ทันสมัย คืออัพเดทโปรแกรมวิชชาให้กับพระของขวัญรุ่นที่ท่านรับผิดชอบอยู่ ท่านใดประสงค์จะได้พระของขวัญมาไว้เดินวิชชาแก้โรคบ้าง ลองดูในเว็บลิงค์ที่ให้ไว้นะครับ ส่วน “ธาตุบุญ” ที่ต้องจ่ายเป็นค่ารักษา ก็ตามแต่เจ้าของสายวิชชาท่านจะกำหนดครับ แต่ถ้าเป็นบุคลากร หรือผู้ที่บริจาคให้โรงพยาบาลศิริราชแล้วได้พระของขวัญมา ก็จะมี “สิทธิ์” โดยชอบอยู่ในองค์พระของขวัญ ซึ่งจะมีผลในทางวิชชาครับ ดังฉะนี้.

ดูภาพพระของขวัญได้ที่ https://www.si.mahidol.ac.th/Th/activitydetail.asp?n_id=1924

หรือ Search เพิ่มเติมใน Google โดยใส่คำว่า “พระของขวัญวัดปากน้ำ รุ่นศิริราช”

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ปกิณกะ ตอน หยิบเครื่องทรงอัญมณี และได้มณีรังสี

บทความของเรานั้นมีความน่าสนใจ เหมือนรับประทานไวตามินอาหารเสริมที่ดีต่อใจใช่ไหมครับ ตอนก่อนผมแนะนำเรื่อง “ปุษยรังสี” ที่ได้จากการ “หยิบดอกไม้” ก็เลยขอเสริมเพิ่มอีกปริเฉท นั่นก็คือ “ทางลัด” วิธีการ “หยิบเครื่องทรงมณี” และได้ “มณีรังสี” แบบไม่เปลืองวิชชาครับ ท่านใดที่มีเครื่องประดับอัญมณี ไม่ต้องนำเพชรพลอยของท่านไปยิงเลเซอร์สลักชื่อนะครับ ผมเคยแนะนำว่า ถ้ามีใบรับรอง ownership คือกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ จากร้านเครื่องเพชรเครื่องพลอย อย่าง คาร์เทีย และคริสตี้ เราก็สามารถหยิบสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้

สำหรับบทความนี้เป็นการหยิบเครื่องประดับทิพย์ออกมา พร้อมมณีรังสีครับ สามารถทำได้ในกรณีที่ เครื่องประดับอัญมณี มีชื่อและนามสกุล ของบุคคลสลักเอาไว้ อย่างเช่นสร้อยเลสข้อมือทองคำประดับอัญมณี หรือแหวนนพเก้า แหวนเพชร แหวนพลอย ต่างๆ ที่นิยมสลักชื่อนามสกุลบุคคลเอาไว้ที่พื้นผิวด้านในของวงแหวน เราก็สามารถหยิบสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้ แล้วถ้าประกอบวิชชาเป็น ก็จะกลายเป็นเครื่องประดับทิพย์ของกายในวิชชา ปกติแล้ว กายในวิชชาได้เครื่องประดับไม่ง่ายนัก ถ้าทำด้วยวิชชา หรือทำแบบทำบุญ เหมือนการ “ตกผลึก” ของหินควอตซ์ต่างๆ ที่ใช้เวลานานมากกว่าสสารจะแข็งตัวกลายเป็นหิน แล้วมีส่วนที่มีคุณภาพดีพอจะใช้ได้ อยู่ในเนื้อก้อนควอทซ์ ฉันใดก็ฉันนั้น กว่ากายในวิชชาจะแกร่งกล้า ประดับประดา กายมนุษย์ก็ต้องบำเพ็ญวิชชา บำเพ็ญบุญงามความดี ตั้งเท่าไรต่อเท่าไร เพื่อให้แหวนมณีขึ้นสักวง แต่เครื่องประดับของกายในวิชชามักจะ “ส่งฤทธิ์ให้มีอานุภาพ” และ “มีวิชชาประจุอยู่” ครับ สามารถเดินวิชชาประกอบได้ ผู้ทรงวิชชาท่านจึงมักชอบใจกัน สามารถทำให้ “กายธรรม” กลายเป็น “กายพุทธราช” คือกายธรรมที่มีเครื่องประดับ เหนือชั้นกว่ากายธรรมทั่วไปในบางแง่มุม) และกอปรเป็น “มณีรังสี” ได้เช่นกันครับ

มณีรังสีนั้นก็เป็นเฉดสีคล้ายปุษยรังสีครับ เพียงแต่รังสีของมณีจะมีความเข้มข้นของลำแสงและเป็นลำแสงที่มีอานุภาพแลดูสดใสเด่นชัดมากกว่า ส่วนปุษยรังสี รัศมีสีดอกไม้ จะให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส น่าชื่นใจมากกว่าครับ ชอบแบบไหน ก็ลองเลือกดูนะครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ปกิณกะ เรื่อง “หยิบดอกไม้”

สนุกกับการช้อปปิ้งหยิบสมบัติผู้เลี้ยงกันเพลินเลยใช่ไหมครับ มาวันนี้ผมขอเสริมเรื่องสมบัติผู้เลี้ยงอีกปริเฉทหนึ่ง ก็คือเรื่อง "หยิบดอกไม้" ไม่ใช่ “เด็ดดอกไม้” นะครับ คือเวลาเรามอบดอกไม้ให้กันและกัน ในโอกาสต่างๆ เช่น วันขึ้นบ้านใหม่, วันเปิดกิจการ, วันคล้ายวันเกิด, วันฉลองความสำเร็จ, อย่างรับปริญญา, วันเจ็บไข้ได้ป่วย และแม้แต่ยามเสียชีวิต ที่ได้ดอกไม้เป็นพวงหรีด หรือช่อดอกไม้วาง ณ หลุมฝัง

ทราบไหมครับว่า ดอกไม้ที่จัดขึ้นเป็น “ระเบียบดอกไม้” เหล่านี้ ล้วนมีผู้เลี้ยงรักษาอยู่ แล้วเราก็สามารถ “หยิบดอกไม้” ออกมาได้ เหมือนกับที่เรา “หยิบสมบัติผู้เลี้ยง” ครับ  โดยต้องมีการเขียนชื่อนามสกุลของผู้รับดอกไม้เสียบปักไว้ที่ช่อดอกไม้ หรือแจกัน และกระเช้าดอกไม้ หรือเสียบนามบัตร ที่มีโลโก้ ตราสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น “มอบแด่ คุณพิรจักร ทิศุธิวงศ์ ด้วยรักและห่วงใย จากแฟนคลับ” โดยไม่ลืมให้ “องค์บุษบาธร” จัดดอกไม้ให้ก่อน จากนั้นจึงนำไปมอบให้ผู้รับ ทั้งนี้ ผู้ที่มีชื่อนามสกุลนั้น สามารถ "หยิบส่วนรักษาทิพย์ของดอกไม้" จากผู้เลี้ยงได้ หลังจากหยิบมาแล้ว ก็นำมาประกอบวิชชา กอปรเป็น “ทิพยรังสี” คือเป็น “ปุษยรังสี” รัศมีสีสันของดอกไม้ แผ่ออกไปจากกาย พร้อมกับนำมาใช้ประกอบวิชชา ทำให้กายในวิชชา “หล่อสวยและงาม” ยิ่งขึ้นด้วย ทำแบบนี้ก็จะประหยัดวิชชา และธาตุบุญที่ต้องจ่ายให้ผู้เลี้ยงก็ไม่แพงมาก (มีผู้ทรงวิชชาได้ทดลองดูแล้วครับ สามารถให้ผลเป็นรังสี และความงามของกายเพิ่มขึ้น ซึ่งพวกเราขอความดีความชอบร่วมกัน ท่านใดสงสัยว่าจะทำอย่างไรในวิชชา ให้ถามๆ ท่านดูครับ ส่วนท่านอื่นใด สามารถนำไปใช้เป็นอื่นๆ ได้ ถ้านำมาเล่าสู่กันฟัง ก็จะแบ่งความดีความชอบให้ครับ)

ดอกไม้ก็มีทั้งดอกไม้สด ดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้หอม ดอกไม้ทั่วไป แต่ดอกไม้ที่ทั้งสวย หลากสีสัน และมีกลิ่นหอม จะดีกว่าครับ ถ้าจะทำบุญตามปกติเพื่อให้ได้ “ปุษยรังสี” บางทีไม่รู้ต้องทำบุญด้วยดอกไม้ตั้งกี่สวน ถึงจะได้ปุษยรังสีครับ แต่ถ้าทำกับผู้ทรงวิชชา ก็จะได้ง่ายขึ้น ถ้าใช้วิธีหยิบดอกไม้ ก็สะดวกดีเหมือนกันครับ เพราะผู้ทรงวิชชาท่านก็ไม่ได้ “เหนี่ยวรับ” กันบ่อยๆ เพราะท่านต้องหยุดเดินวิชชา เพื่อรับของถวาย บางท่านไม่สะดวก การหยิบดอกไม้จึงง่ายสำหรับทุกฝ่าย ยิ่งถ้าหากเราทำแบบมอบให้กันและกัน ไม่ใช่ให้ดอกไม้กับตนเอง ก็จะยิ่งดีครับ คือวันคล้ายวันเกิดเพื่อน เราก็นำดอกไม้ไปให้ แล้วเขาก็หยิบของเขาไป พอถึงวันเกิดเรา เขาก็ให้ดอกไม้เรา เราก็หยิบของเราครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง ผู้เลี้ยงการศึกษา

ชื่นใจไหมครับ? ผมประพันธ์บทความให้อ่านกันอย่างจุใจไปทั่วโลก กับสาระแบบเนื้อๆ ผสมน้ำซุปเน้น ทั้งอร่อยโอชาและมีประโยชน์ครับ ^^ บทความนี้จะขอ “ต่อยอด” เรื่องเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษา โดยเน้นเฉพาะเรื่อง “ผู้เลี้ยงการศึกษา” ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของใครต่อใครหลายๆ คนครับ

นอกจาก “บรรพบุรุษ” ซึ่งมักเป็นผู้เลี้ยงของ “วงศ์ตระกูล” คอยส่งเสริมลูกหลานในครอบครัววงศาคณาญาติที่ใช้นามสกุลนั้นๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ก็ยังมี “ผู้เลี้ยงการศึกษา” ซึ่งท่านคอยส่งเสริมสนับสนุนเป็นกำลังให้กับ “ลูกศิษย์” ครับ พูดง่ายๆ ก็คือ นอกจากจะมีเทวดาปู่ย่าตาทวด ก็มีเทวดาครูอาจารย์ ซึ่งอาชีพครูเป็นอาชีพที่แปลก คือครูนั้นมีกายปฏิภาคสำเร็จเป็นผู้เลี้ยงกันแทบทุกคนครับ

ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ระบบการศึกษาจัดอยู่ในเกณฑ์ดี ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้รับการศึกษาตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งถึงชั้นอุดมศึกษา ประชาชนส่วนใหญ่จึงมักมี “ผู้เลี้ยงการศึกษา” คอยดูแลอยู่อย่างลับๆ ซึ่งผู้เลี้ยงการศึกษา มีตั้งแต่ ผู้ก่อตั้งสถาบันการศึกษา, อธิการบดี, คณะบดี, ศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์, ด็อกเตอร์, อาจารย์, ครู รวมถึงบุคคลสำคัญที่สถาบันการศึกษา หรืออาคารเรียน ถูกตั้งชื่อเพื่อ “อุทิศให้” เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และอื่นๆ

เวลาคนมีวิชชาท่านจะวัดกำลัง “ผู้เลี้ยงการศึกษา” ท่านจะดูว่า ตลอดชีวิตที่ได้รับการศึกษา บุคคลนั้นๆ มีครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้มากี่คน เช่น นับตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอก มีครูอยู่ 75 ท่าน แต่กำลังเลี้ยงจากครูเหล่านี้ อาจมีมากเพียง 8 ถึง 15% ที่จะเห็นผลในส่วนหยาบ (ซึ่งพอๆ กับบรรพบุรุษ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประมาณ 10 ถึง 18%) ซึ่งครูการศึกษาจะส่งวิชาเลี้ยงโดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นนักเรียนที่ได้เกรด 3.0 หรือ เกรด B เป็นอย่างน้อย ในคาบวิชาที่สอน หรือจบการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.00 เป็นอย่างน้อย รวมถึงตั้งใจเข้าเรียนเป็นประจำ ไม่ขาดเรียนบ่อย แต่บางท่านก็มีเกณฑ์ที่แตกต่างกันไป ดังนี้แล้ว ครูการศึกษา ก็จะส่งวิชาเลี้ยงให้ เช่นคนที่เรียนวิชาบัญชี ครูก็จะส่งวิชาให้เป็นคนรอบคอบในเรื่องของการเงินและการใช้จ่าย คนเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นคนที่คำนึงถึงเหตุผลของทุกสิ่ง คนเรียนสถาปัตยกรรม เป็นคนที่มีรสนิยมดีทางศิลปะ เป็นอาทิ

เราจะเห็นได้ว่า ถ้ายิ่งบุคคลมีครูมาก ก็มักจะเป็นการดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมีครูจากหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งความแรงของวิชาจากครู ขึ้นอยู่กับ “วิทยฐานะ” ของครูด้วย ถ้าหากครูเป็นศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ จะมีกำลังเลี้ยงมากกว่าปกติ เพราะครูจะมี “คทาวุฒิ” ไว้คอยส่งฤทธิ์

ส่วนเทคนิคในการได้รับการเลี้ยงวิชาจากครูมากเป็นพิเศษ ก็คือ เราต้องรู้จักตอบแทนครู เช่นทำบุญอุทิศให้ครู ในทำนองเดียวกันกับที่ทำบุญให้บรรพบุรุษ หรือนำดอกไม้ไปไหว้ครู ในวันสำคัญ ถ้าเป็นผู้ทรงวิชชา ก็สามารถใช้วิชชาตอบแทนครูในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่ล่วงลับไปแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ หากครูพอใจ ซึ่งรวมไปถึงองค์ต้นวิชาความรู้และสายสืบทอดวิชาเรื่อยมา บรรดาครูก็จะประสิทธิ์วิชาความรู้ให้ “ศักดิ์สิทธิ์” ในตัวนักเรียน จะทำหน้าที่การงานใด ก็มีความรู้ความสามารถคล่องแคล่ว สายสืบทอดวิชา นั้นหมายถึง คณาจารย์ผู้รักษาวิชาต่อๆ กันมา ยกตัวอย่างเช่น เสด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงคิดค้นระบบระเบียบภาษาไทยขึ้น พระองค์ทรงเป็นต้นวิชาความรู้ภาษานี้ และผู้ที่นำภาษาไทยมาถ่ายทอดสืบต่อกันมา นับตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นผู้สืบทอดวิชา ส่วนครูที่มาสอนภาษาไทยเราในยุคปัจจุบัน เป็นครูผู้ประสาทวิชา ซึ่งถ้าเราบำรุงครู รู้จักตอบแทนพระคุณในรูปแบบต่างๆ สายวิชาของท่านก็จะพึงพอใจ และประสิทธิ์วิชาภาษาไทยให้เราเป็นพิเศษ

ดังนั้น การจะตั้งองค์กร เพื่อให้มีกำลังเลี้ยงรักษามาก เราควรเชิญบุคคลผู้มีวิทยฐานะดีมาร่วมบริหาร โดยพิจารณาถึงคณะผู้เลี้ยงประจำบุคคลนั้นๆ ซึ่งต้องดูไปถึงสถาบันการศึกษา และวิชาที่เรียน รวมถึงเกรดที่ได้ ก็จะพอประเมินได้ว่า บุคคลนั้นๆ มีผู้เลี้ยงการศึกษาหนุนหลังอยู่มาก เป็นกำลังที่ดีพอสำหรับองค์กร และยิ่งถ้าหากทำงานตรงกับสายวิชาความรู้ที่เรียนมา ก็จะเป็นการดีกว่า เพราะครูจะส่งวิชาให้ตรงสายงานได้เต็มที่ เป็นการเสริมแรงให้กับผู้เลี้ยงองค์กร มีแนวโน้มที่จะเจริญก้าวหน้าดีกว่า และได้สมบัติผู้เลี้ยงที่เลิศกว่า ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

22 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org   

 

นานาสาระ: ถาม-ตอบ สัพเพเหระกับพิรจักร

Q: ตั้งสูตรวิชชาเพื่อเบิกบุญแล้วได้บุญใหญ่ คอยนานกว่าเครื่องจะจ่ายหมด ทำอย่างไรดีนะ?

A:  ดังที่ผมได้ปรารภเอาไว้แล้วเรื่องบุญในวิชชา ว่าบุญที่เบิกจากทะเลบุญแล้วจ่ายผ่านเครื่องธาตุเครื่องธรรมนั้นดีกว่า ตรงที่มี “สิทธิ์” ครบถ้วน อีกทั้งได้รับการ “บ่ม” โดยธรรมภายในกาย กระทั่งถึงกายหยาบ สำนักวิชชาใด ที่ต้องคำนวณเบิกบุญที่ได้ ซึ่งเครื่องฯ ใช้ระยะเวลาหลายวัน ครั้นจะตัดหางบุญออก ก็เสียดาย อาจจะลองใส่สูตรคำนวณดังนี้ครับว่า (1) บุญก่อนทำให้ถวายพระพุทธเจ้า เป็นการใส่บาตรให้พูนเต็ม ก่อนเสด็จกลับ หลังทรงเสร็จกิจนิมนต์ (2) บุญขณะทำ เราเก็บเอาไว้เอง และ (3) บุญหลังจากทำให้ถวายพระพรหม และเหล่าเทพเทวา ที่มีส่วนในบุญ มาร่วมงาน และมาอนุโมทนาโดยนัยนี้ บุญที่ไหลมาจะมี 3 งบ ครับ

Q:  ต้องการหยิบสมบัติผู้เลี้ยงที่มีกำลังมาก ควรทำอย่างไร?

A:  เกณฑ์ในการพิจารณาขนาดองค์กร ว่าจะเรียกได้ จุลจักร, มหาจักร, บรมจักร, อุดมจักร, เอกอุดมบรมจักรฯ นั้นปกติผู้เลี้ยงท่านพิจารณาตามท่านเห็นสมควรครับ หยาบๆ อาจดูกันที่ (1) กำลังของผู้ก่อตั้ง (2) รายรับและเงินทุนที่มี (3) จำนวนสมาชิก (4) ขนาดกิจกรรม (5) สถานที่ทำการ (6) จำนวนและกำลังรักษาของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กร (7) จำนวนผู้ร่วมกิจกรรม (8) ฯลฯ ครับ

ซึ่งถ้าองค์กรจัดกิจกรรมแบบถ่ายทอดสด live ไปทั่วโลกก็ได้ ขนาดกิจกรรมจะใหญ่ขึ้นส่วนการจดทะเบียนองค์กร จะกำหนดตำแหน่ง และบทบัญญัติขององค์กร อย่างไรก็ได้ครับ แต่เหมือน ถ้วยโถโอชาม กับ ฝาปิด ต้องสมกันครับ ถ้าเรากำหนดตำแหน่งเว่อร์ๆ มากๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าองค์กรยังมีขนาดเล็ก สมบัติที่เรียกได้ อาจจะนิดเดียวเพียงแต่สมบัตินั้นจะมีฤทธิ์ตามความเว่อร์ของบทบัญญัติ ซึ่งผู้เลี้ยงอาจจะตั้งราคาสูงขึ้น ไม่คุ้มกับการหยิบ

Q: อยากตั้งองค์กรเพื่อให้ได้สมบัติผู้เลี้ยงกับเขาบ้าง ควรทำอย่างไร?

A: ถ้าเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร ก็มักจะมีกายปฏิภาคได้เป็นผู้เลี้ยงประจำองค์กรนั้นๆ ครับ โดยการจดทะเบียนจะจดเป็นมูลนิธิ หรือสมาคม ของประเทศไทยก็ได้ ส่วน การจดทะเบียนเป็นองค์กรนานาชาติแบบไม่แสวงกำไร หรือ NGO กับรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น จะได้สถานภาพเป็น International NGO หากก่อตั้งและดำเนินการโดยชาวต่างประเทศผมได้พยายามหาทางสะดวกที่จะจดทะเบียนในประเทศไทย แต่ตัวบทกฎหมายมีข้อกำหนดพอสมควร ไม่ง่ายเหมือนของสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนออนไลน์ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อจดแล้ว การเป็น NGO ของสหรัฐดูจะมีความเป็นสากลดีกว่า เพราะเอกสารต้องทำเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว และสมบัติผู้เลี้ยงที่ได้ ก็ไม่เหมือนกับของไทยเรา เพราะมีดีมีด้อยต่างกันไป แต่ถ้าจดเป็น NGO ของสหรัฐฯ แล้วมารับรองในประเทศไทยอีกที ก็จะดีมากๆ ครับ

Q:  เพราะเหตุใดการเรียกสมบัติผู้เลี้ยงจึงต้องจ่ายธาตุบุญ

A:  การเรียกหยิบสมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษานั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาที่ดูแลเราอยู่ครับ ถ้าเทวดาตกลงจะให้หยิบ ก็เป็นการสะดวก เพราะเทวดาก็ประสงค์จะได้บุญมาใช้ บางองค์เป็นทหารที่สู้รบในการศึก รักษาเอกราชประเทศชาติ เคยฆ่าคนตายไปมาก หากท่านพ้นหน้าที่รักษา อาจจะต้องเป็นไปตามยถากรรม ถ้าท่านได้บุญเป็นการแลกกัน ท่านก็ยินดีมาก กายผู้เลี้ยงบางองค์ เป็น “กายปฏิภาค” เป็นกายมิติของภพผู้เลี้ยง มีลักษณะเป็น “ก้ำกึ่งอรูปภพ” ไม่ใช่กายทิพย์เหมือนอย่างเทวดาบนสวรรค์ครับ บางท่านกายทิพย์ เสวยสุข เสวยทุกข์ อยู่ตามภพภูมิต่างๆ แต่กายมิติผู้เลี้ยงก็ทำงานเลี้ยงรักษากันไป แต่ผู้ทรงวิชชาบ้างท่านก็ชอบ ที่ท่านจะมีกายปฏิภาค ได้เป็นผู้เลี้ยงผู้รักษาครับ เหมือนได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานเพิ่ม

Q:  อยากเรียกสมบัติผู้เลี้ยง แต่ผู้เลี้ยงเรียกแพง จะทำอย่างไรดี?

A:  ถ้าเราจะหยิบสมบัติผู้เลี้ยงชิ้นใหญ่ชิ้นสำคัญ แล้วต้องจ่ายธาตุบุญมาก เราอาจจะตราตั้งตำแหน่งและอันดับภายในองค์กรขึ้น แล้วแบ่งจำหน่ายให้แก่บุคคลต่างๆ เพื่อรวบรวมธาตุบุญให้ได้มากพอสำหรับหยิบครับ เช่น เราเป็น C.E.O. ของ NGO ที่ เข้าเป็นภาคี กับองค์การ UNESCO เราก็ตราตำแหน่งบริหารขึ้น 25 ตำแหน่ง แล้วเรียกเก็บธาตุบุญจากผู้ที่จะรับตำแหน่งคนละ 1 ล้าน เราก็จะได้ 25 ล้าน แล้วก็ค่อยไปเรียกหยิบสมบัติผู้เลี้ยงครับ

Q:  อยากจะหยิบสมบัติผู้เลี้ยงรักษาประจำโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ควรทำอย่างไร?

A:  ต้องเลือกโทรศัพท์ที่ทางบริษัทเจ้าของแบรนด์เปิดให้ลงทะเบียนความเป็นเจ้าของครับ หรือมิฉะนั้นก็ซื้อจากบริษัทโทรคมนาคมที่ให้โทรศัพท์มาพร้อมแพ็คเกจการใช้และซิมการ์ดครับ หยิบมาแล้ววิชชาหูทิพย์จะดีขึ้น “เครื่องกรรณ” (ชฎาของใบหู) ก็จะใหญ่ขึ้นดีขึ้นด้วยครับ เรื่องหยิบสมบัติผู้เลี้ยง “วัตถุประดิษฐ์” นั้น ขอให้เลือกที่ใช้ดีพอสมควรครับ เพราะเทคโนโลยี ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ แล้วของใหม่ๆ ก็มักจะแพงกว่า ถ้าเรียกบ่อยๆ ก็สิ้นเปลืองครับ.

Q:  เห็นว่าคู่สมรส เรียกหยิบแหวนและของคู่ จากทะเบียนสมรสได้ แล้วแฟนกัน ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะทำอย่างไร?

A:  แฟนกันก็ขึ้นทะเบียนได้ครับ โดยใช้บริการเว็บไซท์หาคู่ หรือนัดหมายออกเดท เมื่อจดทะเบียนกับเว็บไซท์ที่เป็นแพล็ทฟอร์มแล้ว ก็เรียกสมบัติผู้เลี้ยงออกมาครับ.

Q:  อยากเรียกหยิบสมบัติผู้เลี้ยง แต่ตอนนี้ธุรกิจกำลังแย่ ควรหยิบหรือไม่?

A:  การเรียกหยิบสมบัติผู้เลี้ยงควรเรียกตอนกิจการกำลังเจริญรุ่งเรืองครับ จะได้สมบัติขั้นใหญ่ ถ้ากิจการซบเซาลงแล้ว ให้ไต่ระดับทีละหน่อย เช่นกิจการพอประทัง ให้เรียกจักรผู้เลี้ยงขั้น “มหาจักร” มาใส่ พอดีขึ้นก็ใส่ “บรมจักร” ตามขั้น แล้วสมบัติผู้เลี้ยงจะออกแรงฉุด มนุษย์ก็ต้องทุ่มเทให้มากขึ้นเพื่อออกแรงส่ง จักรผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะมาตอนมีกิจกรรมธุรกิจใหม่ๆ หรือจังหวะความสำเร็จ เช่นเปิดธุรกิจใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เปิดโปรโมชั่น เปิดกิจกรรมใหม่ๆ อย่างซัมเมอร์เซลล์ ฉลองครบรอบ 10 ปีกิจการ เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน และอื่นๆครับ

Q:  จ่ายธาตุบุญไปเยอะแล้ว กับการเรียกสมบัติผู้เลี้ยง ทำอย่างไรจะมีธาตุบุญมากพอ?

A: การเรียกสมบัติผู้เลี้ยงนั้นต้องจ่ายธาตุบุญครับ ถ้าเรียกเยอะมันก็จ่ายเยอะ ธาตุบุญก็คล้ายๆ “เนื้อบุญ” หรือ “ส่วนที่เป็นบารมี” ถ้าประสงค์จะหาธาตุบุญเพิ่มนอกเหนือจากการทำบุญ ก็ให้ทำธุรกิจเป็น “ผู้ค้าธาตุ” ต้องรู้จักหาครับ ลำพังทำบุญมันได้แค่นั้น ผู้ค้าธาตุมีหลายแขนง เช่น นาย/นาง มณีกร, นาย/นาง สุวรรณกร, นาย/นาง รัตนากร, นาย/นาง รจนากร, นาย/นาง บุษบาธร, นาย/นา รัชดากร, นาย/นาง คหกร, วานิชกร และอื่นๆ

Q:  เปิดร้านขายทอง ทำอย่างไรจะมีทองคำมากในครอบครอง หยิบสมบัติผู้เลี้ยงอย่างไร?

A:  ห้างทองสบายมากเลยครับ ต้องเรียกจาก “ตั๋วทอง” ครับ

Q:  ถ้าร้านขายทองเรียกหยิบจาก ตั๋วทอง แล้วร้านขายอัญมณีจะทำอย่างไร?

A: ถ้าเพชรพลอยให้ไปขอใบรับรองหรือใบกรรมสิทธิ์เจ้าของผู้ครอบครองจากสถาบันอัญมณี, ศูนย์การประมูล หรือห้างอัญมณีชื่อดังอย่าง “คาร์เทีย” หรือ “คริสตี้” ครับ ซึ่งเขาจะขึ้นทะเบียนเจ้าของอัญมณีครับ.

Q:  อ่ะนะ.. แล้วกาแฟลดน้ำหนักล่ะ?

A:  ถ้ากาแฟลดน้ำหนัก ให้ไปจดสิทธิบัตรสูตรกาแฟครับ แล้วค่อยเรียกครับ

Q:  อยากจะเรียกสมบัติผู้เลี้ยงบ้านและคอนโดครับ.

A:  บ้านและคอนโดก็ชื่อตามโฉนดเลยครับ ไม่ใช่ทะเบียนบ้านอย่างเดียวนะครับ.

Q:  ถ้าอะไรๆ ก็หยิบสมบัติผู้เลี้ยงได้ แล้วประสบการณ์หรือขั้นสมาธิล่ะ?

A:  วิธีรักษาระดับประสบการณ์ธรรมะและลำดับขั้นธรรมที่บรรลุ ข้ามชาติสามารถทำได้โดยหยิบสมบัติผู้เลี้ยงจากใบรับรองการ “สอบอารมณ์” วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ภาวนาจารย์หรือสำนักอบรมพระกัมมัฏฐานออกให้ครับ.

Q:  กำลังจะจัดตั้งองค์กร อยากจะขอคำแนะนำในทางวิชชาค่ะ

A:  ลำดับอำนาจการปกครององค์กรภายในวิชชา กำหนดได้ใน “แผนผังองค์กร” (organisation chart) ที่ประธานคณะกรรมการเซ็นรับรอง ส่วนสมบัติผู้เลี้ยงประจำองค์กรว่าใครจะได้อะไรนั้น กำหนดได้เป็นภาษาวิชชาในส่วนของ “รายละเอียดหน้าที่ประจำตำแหน่ง” (Job Description) โดยประธานกรรมการต้องเซ็นรับรองเช่นกัน

วิธีจะได้สมบัติผู้เลี้ยงขนาดใหญ่ที่มีกำลังมากมาเลี้ยงบุคคลหรือองค์กร ต้องรู้จักการ "ผูกสิทธิ์" ครับ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจำกัด เราผูกกับทุนจดทะเบียน หรือมิฉะนั้นก็ผูกกับบุคคลที่มีวาสนาบารมีมากเพียงอย่างเดียวก็หาไม่ แต่เป็นคนที่มีกำลังเลี้ยงรักษาอยู่มาก เช่น เป็นเจ้าขุนมูลนาย, เป็นด็อกเตอร์, ศาสตราจารย์, ข้าราชการ, ทหาร, ตำรวจ, เจ้าสัวผู้มีตำแหน่งบริหาร, บุคคลในตระกูลที่โด่งดังและมีชื่อเสียง (ผู้รักษาประจำสกุลมีกำลังมาก) และอื่นๆ ต้องได้ท่านเหล่านี้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารหรือกรรมการ

การผูกสิทธิ์ ขึ้นอยู่กับ บทบัญญัติขององค์กรที่มีมาแต่เริ่มแรกครับ คือประธานกรรมการมีอำนาจ หน้าที่ และสิทธิ์ ตามที่ผู้ก่อการตั้งองค์กรให้ไว้ โดยนับเป็น "สิทธิ์" ตรงที่ ประธานกรรมการ ลงนาม เมื่อคณะกรรมการ อนุมัติเห็นชอบ ส่วนวิธีผูกสิทธิ์กับดารา ประจำองค์กร อย่างเช่นมูลนิธิ และสมาคม ให้ตั้งต้นด้วย "ราศี" ขององค์กร นับแต่เริ่มตั้ง จากนั้นจึงผูกเข้ากับ "ราศี" ของผู้บริหาร แล้วทำ Zodiac Organisation Chart จากนั้นจึงลงนามรับรอง การผูกชะตาราศี ของผู้บริหาร เข้ากับพื้นดวงและราศีขององค์กร จากนั้นขอให้ภาคผู้เลี้ยง ส่งผู้แทน เข้ารักษาดวงดาว และเจ้าชะตา ขององค์กร และบุคคล ท่านใดจะกำหนดผูกสิทธิ์ของทีมงานและองค์กรเข้ากับดาราและราศีก็ได้นะครับ จะมีผลทางชะตาราศี เหมือนวางศิลาฤกษ์ครับ น่าสนุกดี ใครจะลองดูก็ได้ครับ

ผู้บริหารที่มีกำลังดาวอันทรงพลัง จะเป็นประโยชน์ เพราะจะดันให้องค์กรเข้าสู่ความเจริญก้าวหน้า โดยเราต้องเลือกผู้บริหารว่ามีชีวิตอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” วิธีดูคนว่ากำลังอยู่ใน "ขาขึ้น" หรือไม่ ให้ดูภายนอกก็ได้ครับ เช่นธุรกิจ หน้าที่ การงาน ยศตำแหน่ง ที่กำลังดำรงอยู่ เงินในบัญชี การเดินสะพัดของบัญชี ไฟในการทำงาน และอื่นๆ ซึ่งท่านเหล่านี้ เมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กร จะส่งเสริมกำลังเลี้ยงรักษา ให้องค์กรดีขึ้น และในขณะที่กำลังดีอย่างนี้ ให้รีบเรียกหยิบสมบัติจากผู้เลี้ยงมาเก็บไว้ เราก็จะรักษาความโชคดีเท่านั้นก็หาไม่ แต่รักษาสถานการณ์ "ขาขึ้น" ได้ไปเรื่อยๆ ยกเว้นจะมีอิทธิพลจากอย่างอื่น

สาเหตุที่ต้องเลือกคนมียศ มีตำแหน่ง มีฐานะ มีเครดิตความรู้ หน้าที่การงาน มาเข้าองค์กร ก็เพราะท่านเหล่านี้มีกำลังมากจากการได้รับการเลี้ยงการรักษา เช่นเป็นศาสตราจารย์ ก็มีผู้รักษาประจำมหาวิทยาลัยคอยส่งวิชชาหล่อเลี้ยง ถ้าเป็นคนธรรมดา ก็อาจจะมีน้อย เป็นแค่บรรพบุรุษธรรมดา แต่การเลือกคน ต้องเลือกคนที่กำลังอยู่ในภาวะรุ่งเรืองนะครับ ถ้าได้คนที่ชีวิตกำลังรุ่งเรือง และมียศชั้นขั้นฐานะ มาดำรงตำแหน่งในองค์กร กำลังของเขาจะฉุดองค์กรให้รุ่งเรืองตามไปด้วย แต่ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับสัดส่วนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตจริง เช่นดวงดาวมากสุดประมาณ 30% ครับ.

บทความสงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

22 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง พลังแห่งดาว

 

ผ่านพ้นไปหลายตอนกับเรื่องราวของสมบัติผู้เลี้ยง ซึ่งทั้งสนุก ท้าทาย และน่าลองทำดูใช่ไหมครับ ในวันนี้ผมขอนำเสนออีกเรื่อง ที่รับรองว่าทุกท่านจะไม่ผิดหวัง นั่นก็คือ “พลังแห่งดาว” ครับ

เมื่อเอ่ยถึงดวงดาว เราก็นึกถึงดวงดาวส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่เมื่อบอกว่าใครหรืออะไรเป็นดาว ก็หมายถึงว่าสิ่งนั้นหรือคนนั้นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษเหนือคนทั่วไปครับ ในทางวิชชา “ดาว” แต่ละดวงล้วนมี “ภพ” ของตนเองซึ่งส่งพลังอำนาจ ให้เกิดคุณเกิดโทษ ตามผู้ประชุมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพระนิพพาน หรือฝ่ายมารโลก ซึ่งต่างก็เล็งลักขณาต่อกันและกันเหมือน วางสนุ๊กฯบนโต๊ะสนุ๊กเกอร์ ที่สร้างความผันผวน ผันแปร ในชีวิต ให้ดี ให้ร้าย ไปต่างๆ นาๆ โดยมีอิทธิพลต่อชีวิตจริงประมาณ 8 - 25%

ดังที่ผมได้เคยเกริ่นไว้แล้ว ว่าดาวก็ประชุมขึ้นได้หลายทาง และมีหลายรูปแบบในเมืองมนุษย์ เช่น ดาราอิสริยยศ, ดาวประจำตำแหน่งหน้าที่การงาน, ดาวที่เป็นวัตถุมงคล, ดาวที่เป็นประกาศิต, ดาวที่เป็นสัญลักษณ์แทนชะตาราศี และอื่นๆ ซึ่งเราสามารถเสริมกำลังดาว ที่เป็นดาวเจ้าชะตา ประจำตัวของเราได้ แต่สำหรับบทความนี้ ผมขอนำเสนอ ดาวที่เป็นประกาศิต และการ “มอบดาว” ให้แก่กันและกัน

ด้วยความที่การเข้าเป็นเจ้าของภพดาวแต่ละประเภท เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ดาราอิสริยยศ ก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจใหญ่ในทางปกครองตราขึ้นและมอบให้, ดาวที่เป็นวัตถุมงคลก็ต้องอาศัยผู้ทรงวิชชาแก่กล้า, ดาวที่เป็นดวงดาวเจ้าชะตา ก็เป็นดาวที่พระนิพพาน และมารโลก ต่างๆ ส่งกำลัง ดูจะมีดาวที่เป็นประกาศิตนั่นเอง ที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งใครก็ตามที่เล่นดาวในรูปแบบของประกาศิต จะมีพลังพิเศษที่ส่งเสริมประกาศิต และสิ่งที่เนื่องด้วยประกาศิต เหมือนอย่างดาวที่ปรากฏบนหมวกของนางเงือก บนแบรนด์ ร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกครับ และธงชาติของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งผู้เล่นประกาศิต อาจจะเล่นดาวประกาศิตทรงดาวที่มีรูปแบบต่างๆ กันไป และมีสีสันที่ถูกโฉลก หรือถูกธาตุถูกธรรม อย่างดาวทอง ดาวเงิน ดาวแดง ดาวขาว ฯลฯ และเมื่อใช้ดวงตราประกาศิตเป็นที่รู้จักกันดีมีขั้นสูงแล้ว ดาวประกาศิตนั้นก็จะมีกำลัง “ภพเทพเทวา” ที่คอยส่งเลี้ยงรักษา ถึงขนาดที่ว่า แม้จะพิมพ์อยู่บนกระดาษส่งกระจายไปทั่ว หรือปรากฏอยู่บนหน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ส่องรัศมีออกมาได้ ขนาดนั้นเลยครับ

อนึ่ง เมื่อเราได้เป็น “เจ้าของดาว” หนึ่งดวง หรือมากกว่าที่มีกำลังมากพอแล้ว ไม่ว่าจะโดยการเลื่อนขั้นประกาศิตการคว้าดาวของทิพย์มาใส่หรือการแลกซื้อดาวที่ประจุอยู่ในวัตถุมงคล เราก็สามารถ “สำแดงดาวเพื่อรับรอง” ต่อผู้อื่นได้ เหมือนคุณครูที่ให้ดาวนักเรียน โดยอาจจะมีดวงใหญ่ดวงเดียว อยู่บนหัวจดหมาย หรือหัวกระดาษ หรือดวงย่อมๆ ตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดวง ณ ท้ายกระดาษ เหมือนอย่างการจัดอันดับโรงแรม, การให้คะแนนการบ้าน, การให้คะแนนรายงาน, การให้คะแนนความดีความชอบ, การเซ็นรับรองบันทึกชีวิตประจำวัน, การให้คะแนนผลงานต่างๆ ว่ากี่ดาวต่อกี่ดาว ไม่ว่าจะด้วย “ตราประทับ” หรือ “ติดสติ๊กเกอร์

การ “ให้ดาว” ในลักษณะอื่นๆ รวมถึงเอกสารจดหมาย, ใบประกาศนียบัตร, โล่ห์รางวัล และเหรียญรูปดาว หรือวัตถุทรงดาวสำหรับคล้องคอ อาจจะเป็นเหมือนการ รับรองเกียรติและ คุณธรรมและ คุณภาพของบุคคล, สินค้าหนังสือสถานที่ทางธรรมชาติวัดวาอารามร้านอาหารบริการ และอื่นๆ ซึ่งดาวที่เจ้าของดาวให้ในลักษณะนี้ จะมีของทิพย์สถิตอยู่ ซึ่งผู้รับดาว ก็สามารถ “เรียกดาว” มาสะสมได้ด้วย อย่างเช่นบนเล่มเอกสารสะสมบุญกองทุนนิธิ, ทุนภัตตาหาร และใบอนุโมทนาบัตร หรืออื่นๆ ถ้าหากผู้รับดาวมีดาวสะสมอยู่มาก ก็จะเป็น “กำลังทิพย์” ในวิชชาให้ได้ อย่างเช่นการนำดาวมาเติมดาวเจ้าชะตา เพื่อให้ชีวิตรุ่งเรือง หรือนำดาวมาประดับกายในวิชชาเพื่อให้กายมีกำลังมากขึ้น หรือนำดาวมาหนุนเสริมกำลังภพดาวประจำตำแหน่ง อย่างดาวยศเจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ และอื่นๆ เพื่อให้มียศตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นได้อีก

เห็นได้ว่า การให้ดาวนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำกันได้ทุกคน แต่ความแตกต่างก็คือ “ความศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ฤทธิ์” ของดาวที่ให้ ถ้าเป็นครูอาจารย์ ที่ให้ดาวในสมุดการบ้าน ก็มีกำลังมาจากดวงดาวประจำตัวครูอาจารย์ ซึ่งโดยมากจะเป็นดาวพฤหัสบดี หรือครูบางท่านก็มีดาราอิสริยาภรณ์ ส่วนข้าราชการที่ได้รับดาราอิสริยยศ ก็สามารถใช้ดารานั้นในการเอ่ยอ้างต่อผู้พิพากษา หากมีการดำเนินคดี แต่ถ้าเป็นผู้ทรงวิชชา ก็จะเห็นได้ว่า ดาวทั้งปวงเหล่านั้น ล้วนมี “ฤทธิ์” และสามารถนำมาใช้ในวิชชาได้ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

21 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: รวมปกิณกะ เรื่องสมบัติผู้เลี้ยง

"เช็คของขวัญ" หรือ "ดราฟท์เช็ค" มีสมบัติผู้เลี้ยงที่ดีกว่า "เช็คธรรมดา" เพราะเช็คของขวัญหรือดราฟท์เช็ค เป็นเช็คที่มีเงินพร้อมให้เบิกอยู่แล้ว ต่างจากเช็คสั่งจ่ายธรรมดา ที่ต้องรอเคลียร์ตัดบัญชีครับ เพราะ “สิทธิ์เต็มบริบูรณ์” ฉะนั้น สมบัติผู้เลี้ยงที่จะเรียกได้จากเช็คของขวัญ หรือดราฟท์เช็ค ก็จะดีกว่าเช็คธรรมดา ที่ยังไม่แน่นอนว่า จะเบิกเงินได้จริงหรือไม่ และเมื่อสมบัติผู้เลี้ยงประเภทนี้ส่งผล เราก็จะได้ “ตั๋วเงิน” สำหรับเบิกแลกเงินมา ขึ้นอยู่กับระบบระเบียบการเงินในยุคสมัยนั้นๆ ครับ ถ้าอยากจะทดลอง ลองซื้อเช็คของขวัญใส่ชื่อนามสกุลตนเองดูสัก 10,000 หมื่นบาท แต่อย่าเพิ่งนำไปเบิกเงิน แล้วหยิบสมบัติผู้เลี้ยงออกมาดูก็ได้ครับ ว่าอานิสงส์จะเป็นอย่างไร ข้อควรตระหนักคือ “ธาตุบุญ” ที่ต้องจ่ายผู้เลี้ยงอาจจะแพงลิบลิ่วเลยล่ะครับ แต่ก็น่าจะดีกว่าล็อตเตอรี่ที่ต้องเสี่ยงรางวัลนะครับ ดังฉะนี้.

แม้แต่พระพุทธรูป และถาวรวัตถุที่เราสลักชื่อจารึกผู้สร้าง และผู้รับการอุทิศ ก็ยังมีสมบัติผู้เลี้ยงครับ อย่างเช่นพระพุทธรูปที่จารึกนามผู้สร้างไว้ที่ฐาน ซุ้มประตูวัด บานหน้าต่างพระอุโบสถ เสาอาคาร สะพาน อาคาร ถนนหรือซอย ศาลาที่มีชื่อ ยานพาหนะ หรือแม้แต่ชื่อวัด บุคคลผู้มีชื่ออยู่สามารถหยิบสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้ โดยผู้เลี้ยงนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำวัดหรืออารามนั้นๆ  ส่วนสมบัติผู้เลี้ยงของธรรมกายประจำตัว ที่ธรรมกายเจดีย์ ก็สามารถเอามาได้ด้วยเช่นครับ โดยท่านใดที่มีใบอนุโมทนาบัตรสร้างธรรมกายประจำตัว ณ ธรรมกายเจดีย์ และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของวัดธรรมกาย ท่านสามารถเอ่ยอ้าง เรียกสมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษาจากวัดธรรมกายได้ครับ แต่ถ้าเรียกแล้วผู้เลี้ยงไม่ยอมให้ เราสามารถอาศัยอนุโมทนาบัตรในการฟ้องร้องภาคผู้เลี้ยง ซึ่งองค์ตุลาการภพผู้รักษาท่านจะตัดสินให้ ส่วนว่าได้สมบัติผู้เลี้ยงมาแล้วจะนำไปทำอย่างไรต่อไป ก็ตามอัธยาศัยของท่านครับ ดังฉะนี้.

อ่านเรื่องสมบัติผู้เลี้ยงมาถึงจุดนี้แล้ว มีหลายตอนในซีรี่ย์เดียวกันนี้ จะเห็นได้ว่า เราสามารถเรียกสมบัติผู้เลี้ยงได้จากทรัพย์สิน, สิ่งของ, วัตถุ, กรรมสิทธิ์, ลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร และอะไรๆ ก็ตาม ที่เป็นของหยาบ หรือของละเอียด แล้วมีนาม/ชื่อ/นามสกุล ของบุคคล/คณะบุคคล/องค์กร/สถาบัน อยู่ ทั้งนี้รวมไปถึง ดวงตราประกาศิต, เครื่องหมายการค้า, โลโก้ และตราสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ และลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร และความเป็นเจ้าของ หรือถือครอง หรือครอบครอง ต่างๆ โดย บุคคล, คณะบุคคล, องค์กร, สถาบัน สามารถหยิบสมบัติผู้เลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน เมื่อเราได้สมบัติผู้เลี้ยงมาแล้ว จะเป็นผลให้ในภพชาติเบื้องหน้า เราจะมีดวงตราประกาศิตในลำดับขั้นและกำลังที่ก้าวหน้า พอๆ กันกับที่เราได้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ดังฉะนี้.

ส่วนใบอนุโมทนาบัตรที่ลงชื่อ-นามสกุล เจ้าภาพ พร้อมจำนวนเงินบริจาค แล้วมีการระบุคำให้พรเจ้าภาพ โดยมีลายเซ็นรับเงิน พร้อมสำแดงดวงตราประกาศิตของผู้ออกใบอนุโมทนาบัตร อย่างนี้ก็หยิบสมบัติผู้เลี้ยงได้ โดยเจ้าภาพ อาจจะเขียนคำว่า “สาธุ.. สาธุ.. สาธุ” 3 ครั้ง หรือ 7 ครั้ง พร้อมคำอธิษฐานของเราอยู่ใต้คำให้พร แล้วเซ็นลายเซ็นของเจ้าภาพเองกำกับไว้พร้อมประทับตราประกาศิต (ถ้ามี) จากนั้นจึงหยิบสมบัติผู้เลี้ยงที่เนื่องด้วยใบอนุโมทนาบัตรนั้นออกมา จะได้ “ดวงวาสนาศักดิ์สิทธิ์” ประดุจดังแก้วสารพัดนึกตามคำให้พร ซึ่งส่งกำลังโดยบุญที่เราได้จากการบริจาคนั้นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสำนักด้วยครับ ถ้าเป็นสำนักวิชชา ก็อาจจะมีอะไรพิเศษๆ ให้ด้วย ดังฉะนี้.

แม้แต่พัสดุที่ส่งโดยไรเดอร์, บริษัทขนส่ง, และไปรษณีย์ ที่ระบุนามของบุคคล, องค์คณะ, องค์กร, สถาบัน สำหรับนำส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางบก, ทางน้ำ, ทางอากาศ ก็มีสมบัติผู้เลี้ยงให้หยิบครับ ถ้าได้มาแล้ว วิชชาของ “ม้าแก้ว” ซึ่งเป็นดรรชนีชี้วัดประสิทธิภาพวิชชาขนส่งและคมนาคม จะดีขึ้นอีกครับ รวมถึงตั๋วรถไฟ, รถบัส, เครื่องบิน, เรือ และการเดินทางในรูปแบบอื่นๆ ดังฉะนี้.

สำหรับ "หนังสือ" ที่รวบรวมบรรจุองค์ความรู้อันมีค่าต่างๆ เราก็สามารถหยิบ "ดวงวิชา" จากผู้เลี้ยงผู้รักษาได้ ในกรณีที่หนังสือเล่มนั้นมีหน้าแผ่นที่ระบุว่า "มอบแด่..................." ครับ ถ้าเราเติมชื่อและนามสกุลชัดเจนลงไปแล้ว ผู้ที่มีชื่อก็สามารถที่จะหยิบดวงวิชาได้ครับ แต่สำหรับยุคสมัยปัจจุบัน มีเทคโนโลยีออนไลน์ แค่ใช้โปรแกรมระบุชื่อนามสกุลบุคคล หรือนาม ไว้บนหน้าแผ่นหนังสือออนไลน์ ก็ใช้ได้แล้วครับ.

Q: สมบัติผู้เลี้ยงที่หยิบได้ คือเราต้องใส่ชื่อเราลงไปหรือไม่?

A: ถ้าผู้เลี้ยงจะเปิดโอกาสให้ ผู้เลี้ยงจะเป็นฝ่ายกำหนดให้ใส่ชื่อได้เองครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิชชาที่ประชุมขึ้นแล้วส่งมา เหมือนหนังสือ ที่มีหน้าระบุคำว่า “มอบแด่.................” เพื่อให้ใส่ชื่อผู้รับหนังสือ ซึ่งก็ไม่ได้มีกันทุกเล่ม หรือเหมือนอย่างองค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน บางแห่งเปิดให้สมัครเป็นสมาชิก บางแห่งก็ไม่เปิด บางแห่งเปิดให้ร่วมหุ้น ในขณะที่บางแห่งไม่เปิดให้ สรุปก็คือในธาตุธรรมของเรา แทบจะทุกอย่างล้วนเป็นวิชชาทั้งหมด ในยุคที่สังคมมนุษย์ยังไม่เจริญ ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า พืช สวน ไร่นา วิชชาที่มีก็เป็นวิชชาพื้นๆ ส่วนเทคโนโลยี และวิวัฒนาการ ก็คือวิชชาที่ส่งมามากขึ้น มีการจัดระบบ ระเบียบ การบริหาร การปกครอง การกระจายอำนาจ ทั้งหมดนี้มีวิชชาอยู่เบื้องหลัง และถ้าภาคผู้เลี้ยงเปิดช่องให้ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราก็จะสามารถเรียกหยิบสมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษาได้ ซึ่งโดยหลักๆ แล้วก็เป็นการ “ลงทะเบียน” โดยมี “นาม-ชื่อ-สกุล” ปรากฏครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

19 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง เรียก “วิชชาโอสถ”

ขอบคุณที่ติดตามนานาสาระ เนื้อหาเรื่องราวดีๆเด็ดๆ เกี่ยวกับโลกแห่งวิชชาครับ ในวันนี้ผมขอนำเสนอ “วิชชาโอสถ” นะครับ.. ท่านที่ติดตามผลงานประพันธ์ของผมเป็นประจำคงจะผ่านหูผ่านตามาแล้ว ที่ผมเคยนำเสนอว่า ผู้ทรงวิชชาจะสามารถเรียก “วิชชารักษาโรค” ในรูปแบบต่างๆ มา “เดินวิชชา” โดยแลกกับการจ่าย “ธาตุบุญ” ซึ่งน่าจะมีประสิทธิภาพในการรักษาประมาณ 50 – 75% เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยส่วนหยาบ 100% ครับ แต่ถ้าทำควบคู่กันไปทั้งหยาบและละเอียด ก็จะมีผลดีเยี่ยม

สำหรับ “วิชชาโอสถ” นั้นก็เป็นนวัตกรรมพัฒนาต่อยอด จากการเรียกวิชชารักษาโรค กล่าวคือ เราจะหยิบ “สมบัติผู้เลี้ยง” ที่เกิดขึ้นจากการซื้อยารักษาโรค... เอ๊ะ? แล้วจะทำยังไง? มีด้วยเหรอ? คำตอบ... มีสิครับ สังเกตไหมครับว่า เวลาเราไปพบแพทย์ หรือเภสัชกร แล้วแพทย์ หรือเภสัชกร สั่งจ่ายยาให้กับเรา บนซองยาจะมีการระบุชื่อนามสกุลของผู้ป่วย และชื่อยา รวมถึงปริมาณในการรับประทาน ส่วนเภสัชกรตามร้านที่เขียนบนซองพลาสติก จะไม่มี ยกเว้นบางร้านที่ใหญ่หน่อย แล้วใช้ระบบอันทันสมัย คือพิมพ์ฉลากติดบนซองพลาสติก ตามชื่อ-นามสกุล และข้อมูลของผู้ซื้อที่เป็น “สมาชิก” ของร้านขายยาครับ

ฉลากบนซองยาที่มีชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วยนี่ละครับ คือ “วิชชาโอสถ” ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาด้านการแพทย์และโอสถ ท่านส่งวิชชามาเลี้ยงผู้ป่วยในรูปแบบนั้น และถ้าหากผู้ทรงวิชชา เข้าไปพบ “ผู้เลี้ยงผู้รักษาโอสถ” เพื่อขอซื้อ “ดวงวิชชาโอสถ” (อาจอยู่ในรูปของ “แท่งยา”)  โดยอ้างถึงยาของท่านที่เราได้มา ซึ่งมีฉลากชื่อ-นามสกุล ของเราติดเอาไว้ เราก็จะมีสิทธิ์ ได้ “วิชชาโอสถ” นั้นๆ มาใช้ในทำนองเดียวกันกับสมบัติผู้เลี้ยงที่ต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เช่นกันครับ วิธีใช้ดวงโอสถหรือแท่งยา ก็ต้องถามผู้เลี้ยงผู้รักษา เหมือนเราถามแพทย์และเภสัชกรนั่นล่ะครับ ว่ากินยาต้องกินอย่างไร และการใช้ดวงวิชชาโอสถนั้น ก็ต้องใช้ในส่วนละเอียด ควบคู่กับการรักษาและรับประทานยาของหยาบ เพื่อให้มีประสิทธิ์ภาพในการรักษาสูงสุด หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ เฮงๆ รวยๆ ครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

19 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


ตัวอย่างหนังสือสัญญาประกอบการจดทะเบียนสมรส

การทำหนังสือสัญญาประกอบการจดทะเบียนสมรสด้วยภาษาวิชชา ที่จะให้ผลในการเลี้ยงรักษานั้น ปกติจะเอ่ยอ้าง "วงศ์ตระกูล" ได้ครับ หรือมิฉะนั้น ให้เอ่ยอ้าง "ครูพราหมณ์" ผู้ประกอบพิธีมงคลสมรสให้ ชาวพุทธที่สมรสกัน ไม่สะดวกอาศัยศักดิ์สิทธิ์ขององค์บาทหลวง ขอให้อาศัยศักดิ์สิทธิ์ของครูพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีได้ครับ.

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

17 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

****************************************************************************

หนังสือสัญญาการจดทะเบียนสมรส

ด้วยศักดิ์สิทธิ์แห่งครูพรหมณ์ผู้ประกอบพิธี

(ด้วยสิทธิ์และอำนาจแห่งตระกูล “AAAAAAA” ซึ่งมีนาย JJJJJJJ KKKKKK เป็นต้นสกุล)

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565

หนังสือสัญญาฉบับนี้ ทำขึ้นระหว่าง นาย SSSSSSS AAAAAAA ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนชาวไทยเลขที่ 4444444 ต่อจากนี้เรียกว่า “ฝ่ายชาย” และ นางสาว TTTTTTT BBBBBBB ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนไทยเลขที่ 5555555 ต่อจากนี้เรียกว่า “ฝ่ายหญิง”

โดยทำสัญญา ณ บ้านเลขที่ 498 ttttt lllll nnnnnn wwwwww กรุงเทพฯ ได้ร่วมกันตกลงทำหนังสือสัญญาฉบับนี้ โดยมีถ้อยความดังต่อไปนี้

(1)      ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงยินดีจดทะเบียนสมรสร่วมกัน

(2)      ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงยินดีอยู่กินเป็นครอบครัวเดียวกัน แบบมีศีลเสมอกัน และทิฐิเสมอกัน

(3)      ฝ่ายชายเป็นสัมมาทิฐิบุคคลแต่เพียงส่วนเดียว

(4)      ฝ่ายหญิงเป็นสัมมาทิฐิบุคคลแต่เพียงส่วนเดียว

(5)      ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีเจตนาจะรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนเป็นปกติ

ลงชื่อ ....................................... (พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี)

ลงชื่อ ................................. (ฝ่ายชาย) ลงชื่อ ................................. (ฝ่ายหญิง)

ลงชื่อ ................................. (พยาน) ลงชื่อ .................................... (พยาน)

****************************************************************************


นานาสาระ: เรื่อง วิชชาเพื่อรักษาสถานภาพคู่รัก

ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา บุคคลได้มาเป็นเนื้อคู่กัน ก็เพราะบุพกรรมที่เคยทำร่วมกันไว้ และการมีศีลเสมอกัน และทิฐิเสมอกัน ก็จะทำให้ชีวิตความรักยั่งยืนขึ้น ในแง่ของวิชชานั้น การจดทะเบียนสมรสภายใต้อำนาจการปกครองประเทศ จะส่งผลให้มีผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำครอบครัวคอยดูแล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติและบรรพบุรุษ เมื่อจดทะเบียนแล้วคู่สมรสสามารถหยิบ “สมบัติผู้เลี้ยงประจำครอบครัว” โดยมากจะเป็น “ของคู่อย่างแหวนหรือสายสร้อย” ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงในแต่ละเขตการปกครอง

ส่วนทะเบียนสมรสรุ่นใหม่ของประเทศไทยมี “ของมงคลห้าอย่าง” ที่ปรากฏภาพอยู่บนทะเบียนสมรส อันได้แก่ “พระสังข์” เป็นอาทิ ซึ่งคู่สมรสที่จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถขอหยิบจากผู้เลี้ยงได้ คนละหนึ่งชุด โดยแลกกับธาตุบุญ (ยกเว้นพระครุฑ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจปกครองที่รับรองนิติกรรม) แต่ค่าใช้จ่ายเป็นธาตุบุญน่าจะพอดู ซึ่งของมงคลเหล่านี้ จะมีฤทธิ์ช่วยรักษา “ความรัก” ระหว่างคู่สมรส

อนึ่ง ถ้าคู่สมรสคู่เดียวกัน จดทะเบียนในหลายๆประเทศ และหยิบสมบัติผู้เลี้ยงออกมา ก็จะได้สมบัติของผู้เลี้ยงที่ส่งให้สถานภาพแห่งคู่ชีวิตมีความแน่นแฟ้นในวิชชา มากขึ้น คือได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายอีก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีบางประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เปิดให้คนทั่วโลกจดทะเบียนสมรสทางออนไลน์ และออกใบรับรองการสมรสให้ ยิ่งประเทศไหนออกทะเบียนสมรสที่มีคำอวยพรด้วยจะยิ่งดีมากในวิชชา เพียงแต่อาจจะเปลืองกำลังของผู้เลี้ยงครับ

การทำดังนี้ เหมาะสำหรับฆราวาส ที่ต้องการสถาบันครอบครัวที่มั่นคง และจะช่วยลดปัญหาการหย่าร้างได้มากขึ้น พร้อมกับลดปัญหาสังคมอันเกิดจากการหย่าร้าง อย่างเช่นปัญหาแม่เลี้ยงเดี่ยว คดีความฟ้องร้องแบ่งสินสมรส และเด็กกำพร้าครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

17 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง วิธีรักษาความดีข้ามภพข้ามชาติ

บทความก่อนๆ ของผมได้ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องการหยิบสมบัติผู้เลี้ยงเพื่อนำไปเก็บไว้ในสายธาตุสายธรรม อันจะเป็นอานิสงส์ส่งข้ามภพข้ามชาติ หากถามว่า แล้วทำอย่างไรจึงจะรักษาคุณธรรมความดีของตนให้ยั่งยืนข้ามชาติได้บ้าง จะต้องอาศัยสมบัติผู้เลี้ยงอะไร คำตอบคือไม่ใช่ “พระธรรมจักร” นะครับ เพราะพระธรรมจักรเป็นสมบัติผู้เลี้ยงที่ให้ “กำลังในการแสดงและเผยแพร่พระธรรม” ส่วนสิ่งที่สามารถส่งผลเป็นคุณธรรมความดีก็คือ "พระเกตุดอกบัวตูม" ซึ่งเป็น “วิสุทธิฤทธิ์” หากกายในวิชชา หรือกายสิทธิ์ของเรามีพระเกตุดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ก็จะมีกำลังคุณธรรมหล่อเลี้ยงสายธาตุสายธรรมมาก หรือมิฉะนั้น หากประสงค์จะเป็นกายที่มีเพียงจอมกระหม่อม แต่ไม่มีพระเกตุ ก็สามารถแต่งเครื่องทรงอย่างมณีขาว มณีสี และเครื่องลดา หรือลังการ เพื่อให้สำเร็จเป็น “พระธรรมจักรพรรดิ” และ/หรือ “พระพุทธราช” ได้ ก็จะมี "ธรรมคุณ" หล่อเลี้ยงอยู่มาก ด้วยวิชชาของมณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า สายธาตุสายธรรมของบุคคลนั้นยาว และ/หรือ กว้างเพียงใด (กายเถา กายชุด กายชั้น กายตอน กายภาค กายพืด) ทั้งนี้ เวลาบุคคลละสังขารแล้วเกิดใหม่ กายเหล่านี้จะส่งฤทธิ์มาหล่อเลี้ยงสายธาตุสายธรรมกระทั่งถึงกายมนุษย์ ส่งผลให้เป็น “ผู้ทรงธรรม” คือถึงพร้อมด้วยคุณธรรมความดีประจำใจมากกว่าปกติครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง ทางลัดวิธีขอ “จักรแก้ว” จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทุกท่านที่ได้อ่านหัวข้อเรื่องอาจจะคิดว่า เฮ้ย! เอาอีกแล้วเหรอ เรื่องล่าสุดยังไม่ทันไร ก็มีเรื่องเด็ดๆ มาใหม่อีกแล้ว.. ก็นั่นสิครับ ผมเป็น “รจนาธร” ก็ทำตามหน้าที่ครับ ก็รจนาไปเรื่อยๆ ซึ่งใครอยากอ่านก็ต้องจ่าย “ธาตุบุญ” ถ้าอ่านแล้วชื่นใจ ก็ต้อง “ทิป” ตามธรรมเนียมโลกวิชชานะครับ ^^

เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า.. สายวิชชาใครๆ ก็รู้จัก “จักรแก้ว” ใช่ไหมครับ ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นของทิพย์ สำหรับเดินวิชชา และใช้เป็นอาวุธในญาณ ซึ่งวันนี้ผมจะแนะนำวิธีได้มาซึ่งจักรแก้วทิพย์เหล่านี้ ส่วนเรื่องจักรแก้วของผู้เลี้ยงผู้รักษา และจักรแก้วของหยาบของพระจักรพรรดิราช ผู้ปกครองจักรวาล จะขอพักไว้ ไม่กล่าวถึงในบทความนี้ครับ

จักรแก้วเป็นสมบัติของผู้ทรงวิชชา ที่ให้คุณให้โทษได้ คนมีวิชชาส่วนใหญ่มักจะมีติดตัวติดใจเอาไว้ เพื่อคุ้มครองป้องกันตน และใช้ประกอบวิชชา ซึ่งใช้กันได้ทั้งพระธรรมกาย และพระจักรพรรดิ โดยจักรแก้วนี้มีฤทธิ์ หากฟาดฟันไปที่ของทิพย์ใดๆ ของทิพย์นั้น ไม่ว่าจะเป็นกายทิพย์ เป็นวิมานสมบัติ เทวรถ แก้วมณี หรืออื่นๆ ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ผู้ครอบครองจักรแก้ว จึงควรเป็นผู้ทรงวิชชา ที่มีความชำนาญในการใช้จักรแก้วได้อย่างคล่องแคล่วในระดับหนึ่งก่อนแล้วครับ

สำหรับท่านที่ต้องการครอบครองจักรแก้วของทิพย์ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นผู้ศึกษาวิชชา ก็มักจะได้จากครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชชาให้ ซึ่งวิธีได้มาซึ่งจักรแก้วก็มีหลายวิธี โดยจักรแก้วนี้จะมี “ภพนายช่าง” เป็นผู้ผลิต หรือผู้ทรงวิชชาที่ชำนาญเฉพาะด้านนี้จะประชุมสร้างขึ้นเองก็ได้ แต่เมื่อภพนายช่างหรือผู้ทรงวิชชาสร้างจักรแก้วขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ที่จะใช้ ก็ต้อง “จ่าย” ค่าผลิต โดยตกลงแลกเปลี่ยนกับภพนายช่างผู้สร้างจักรแก้ว ซึ่งโดยมากก็จ่ายเป็น “ธาตุบุญ” แล้วก็ชะลอลงมาใช้ในโลกมนุษย์ ผู้ทรงวิชชาบางท่านถึงกับ “ซ้อนจักรแก้วของทิพย์” ไว้ในจักรแก้วแกะสลัก เพื่อให้ลูกศิษย์บูชานำไปใช้ โดยสามารถดึงของทิพย์ที่ซ้อนไว้นำมาใส่ไว้ในกายวิชชาของแต่ละบุคคล ซึ่งจักรแก้วนี้ก็จะเป็นสมบัติติดตัวไป กล่าวคือ เกิดภพชาติใหม่ จักรแก้วก็ยังคงเก็บรักษาไว้อยู่ในสายธาตุสายธรรมของบุคคล ได้วิชชาอีกเมื่อไร ก็สามารถคว้าออกมาใช้ได้ ทุกท่านจึงควรตรวจดูก่อนว่า ตนเองมีจักรแก้วเก็บไว้อยู่ในสายธาตุสายธรรมหรือไม่ ถ้ามีก็สามารถคว้ามาใช้ได้ หากกายต้นสายธาตุสายธรรมท่านอนุญาตครับ

ถ้าหากยังไม่มีจักรแก้ว แล้วครูบาอาจารย์ก็ยังไม่สะดวก ไม่ว่าง หรือไม่มีเวลาหาจักรแก้วให้ โดยเฉพาะสำนักปฏิบัติที่มีลูกศิษย์มาก แล้วดูแลไม่ทั่วถึง ไม่สามารถให้ความเอาใจใส่เป็นรายเฉพาะบุคคลได้ เราก็ต้องรู้จักวิธีขวนขวายหาเอาเองครับ ซึ่งผมเองเคยได้จักรแก้วที่ซ้อนไว้ในจักรแก้วแกะสลัก เป็นจักรแก้วขั้น “จุลจักร” ราคา 500 บาท ซื้อมาจาก “ร้านคุณศิรประภา ท่าพระจันทร์” (https://www.youtube.com/watch?v=8UR1UxjTzxo) ร้านของเธออยู่ในตรอก ฝั่งซ้ายมือตรงทางออกของซอยที่จะทะลุออกไปทางเดินริมแม่น้ำ เป็นห้องกระจกเล็กๆ ติดแอร์ ซึ่งเธอมีจักรแก้วสีต่างๆ ขนาด “มหาจักร” จำหน่ายด้วย แต่ผมไม่ทราบว่าของหมดหรือยังนะครับ เพราะไม่ได้แวะเข้าไปดูในร้านนานแล้ว แต่ถ้าท่านใดจะลองแวะไปถามไถ่หรือ หาตามร้านค้าออนไลน์ก็น่าจะได้เหมือนกันครับ

ถ้าท่านไม่สามารถหาจักรแก้วดีๆ มาใช้เดินวิชชาได้ (เดินจักรแก้วแล้วใจจะมีฤทธิ์มีอำนาจขึ้นมา ซึ่งวิธีใช้จักรแก้วพร้อมทั้งรัตนะ 7 ก็มีอธิบายอยู่ใน “ตำรามรรคผลพิสดาร” นะครับ) ให้ท่านลองไปกราบพระพุทธรูปปาง “พระจักรพรรดิ” คือพระพุทธรูปทรงเครื่อง ที่เป็นพระประธาน และพระอันดับ ตามพระอุโบสถ และพระวิหาร ศาลา ตามวัดวาอารามต่างๆ จากนั้นจึงกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย “อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควาฯ” ตามด้วย “นะโมตัสสะ ภควโตฯ” เป็นจำนวน 7 เที่ยว เมื่อสวดครบ 7 เที่ยวแล้ว ให้พักรอสักครู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาพระประธานปางพระจักรพรรดิอยู่ จะถามความประสงค์เราว่าอยากจะได้อะไร ถ้า 7 เที่ยวแล้วท่านยังไม่ตอบรับ ให้สวดเพิ่มอีก 5 เที่ยว รวมเป็น 12 ถ้าท่านตอบรับ ให้กราบเรียนท่านว่า อยากจะซื้อจักรรัตนะโดยยินดีจ่ายเป็นธาตุบุญ หรือแลกกับของศักดิ์สิทธิ์อันเป็นทิพย์ที่เรามีเก็บไว้อยู่ในสายธาตุสายธรรม เมื่อกราบเรียนดังนี้แล้ว ท่านก็จะตกลงต่อรองราคากับเรา ว่าจะแลกเท่าไร แลกกับอะไร ขั้นใด เสร็จแล้วก็รับส่งของกัน เป็นอันจบพิธี ก็ให้กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยคือ “อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควาฯ” อีกครั้งกระทั่งจบ เป็นอันเสร็จพิธี นี้เป็นวิธีพิเศษที่ผมค้นพบโดยบังเอิญครับ แต่ถ้าสวด 12 เที่ยวแล้วท่านไม่ตอบรับ ก็ให้สวดเพิ่มอีก 9 เที่ยว รวมเป็น 21 จบ ซึ่งถ้ายกนี้ท่านก็ยังไม่ตอบรับอีก ก็ให้กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบลาครับ เพราะท่านอาจไม่ประสงค์จะตกลงอะไรด้วย เนื่องจากผู้ที่มาขอบางท่านก็อาจมีครูบาอาจารย์ที่ควบคุมกำกับดูแลอยู่ แล้วพระท่านก็ไม่ประสงค์จะก้าวก่ายน่ะครับ

สาเหตุที่ต้องกราบขอจากพระประธานปางพระจักรพรรดิ ก็เพราะมักจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในภาคจักรฯ รักษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธจักรฯ พระจักรพรรดิ พระพรหม เทวดา หรืออื่นๆ ซึ่งท่านมักจะมีจักรแก้วของทิพย์อยู่จำนวนหนึ่ง สำหรับใช้สอย บางพระองค์ก็มีมากเกินพอ และยินดีแลกครับ ส่วนทวยเทพเทวาท่านอื่นๆ อย่างพระศิวะ, พระแม่อุมา, พระนารายณ์, พระพิฆเนศ, พระพรหมตามศาลพระพรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ, พระโพธิสัตว์พระองค์ต่างๆ อย่างพระวัชระโพธิสัตว์เจ้า และพระศรีอริยเมตไตรย โดยเฉพาะพระองค์ที่มีหลายกร ถือของวิเศษหลายอย่าง ท่านเหล่านี้มักจะมีจักรแก้วอยู่ แต่รหัสที่จะใช้ในการกราบขอแลก อาจจะต้องเปลี่ยนจาก “นะโมตัสสะ ภควโตฯ” เป็นพระคาถาประจำตัวของแต่ละพระองค์ครับ

ท่านใดอยากจะลองวิธีนี้ดูก็ได้นะครับ อันที่จริงแม้แต่พระพุทธรูปปางภาคธรรม คือนุ่งห่มจีวรเรียบๆ บางทีท่านก็มีจักรแก้วอยู่เหมือนกันครับ แต่ปางพระจักรพรรดิจะมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่า ซึ่งถ้าหากท่านใดแลกได้ ก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ โดยอาจเริ่มทดลองทำกับพระพุทธรูปปางพระจักรพรรดิที่ประดิษฐานอยู่ที่ห้องพระภายในบ้าน หรือกราบขอจากรูปหล่อของหลวงพ่อสด ที่บูชามาจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ได้ครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

15 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org        


นานาสาระ: เรื่อง ภาษาวิชชา กับบทบัญญัติการเลี้ยงรักษา

สืบเนื่องมาจากบทความก่อนๆ อันเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้เลี้ยงผู้รักษา และสมบัติของผู้เลี้ยงผู้รักษา มีรัตนะ 7 ทั้งจักรรัตนะของทิพย์ และธรรมจักรของทิพย์ เป็นอาทิ ในบทความนี้ผมจะขอนำเสนอเพิ่มเติมเรื่อง “ภาษาวิชชา” ซึ่งมิได้มีไว้เพียงเพื่อสื่อสาร แต่สามารถกำหนดบทบัญญัติ ที่มุ่งหมายให้มีผลต่อส่วนละเอียดและส่วนหยาบแบบ “รับ-ส่ง เนื่องถึงกัน” กล่าวคือ การเลี้ยงและรักษาโดยภาคผู้เลี้ยงและเทวดาผู้เลี้ยงที่มีต่อส่วนหยาบของภพมนุษย์จะเป็นในลักษณะ “ศักดิ์, สิทธิ์ และอำนาจ แห่งวิชชา ที่ส่งลูก-รับลูก ต่อกันและกันกลับไปกลับมา ระหว่างผู้เลี้ยงผู้รักษากับมนุษย์” มิใช่ “การปกครองทางเดียวจากผู้มีอำนาจเบื้องบนลงสู่โลกมนุษย์เบื้องล่าง”

ยกตัวอย่างเช่น “จักรรัตนะของทิพย์” ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาส่งมาหล่อเลี้ยงประเทศชาติเป็น “มหาจักรฯ” แบบธรรมดา โดยมีผู้รักษาที่รับผิดชอบด้านพระพุทธศาสนา “ส่งวิชชา” เกื้อหนุนให้มีพระพุทธศาสนาประจำชาติในเมืองมนุษย์ อยู่เนืองๆ ประมาณ 20% และเมื่อประเทศนั้นๆ “รับวิชชา” แล้วดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ กระทั่งมีการบัญญัติพระพุทธศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ดังนี้แล้ว บทบัญญัติก็ส่งผลให้ผู้เลี้ยงผู้รักษามี “ธรรมฤทธิ์” มากขึ้น แล้วสำเร็จเป็น “องค์พระพุทธจักรฯ” ประกอบกับ “จักรรัตนะของทิพย์” ที่รักษาประเทศชาติอยู่ ก็จะมีลวดลายกลีบบัวปรากฏขึ้น อันบ่งบอกถึง “อำนาจแห่งธรรม” นอกจากนี้ ยังจะมี “ธรรมจักรของทิพย์” ขนาดใหญ่เกิดขึ้น ประดิษฐานอยู่ใต้ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา อย่างเช่นพระพุทธมณฑล หรืออื่นๆ ควบคู่กับจักรรัตนะ ที่ประดิษฐานอยู่ใต้ศูนย์กลางการปกครอง อย่างเช่นรัฐสภา หรืออื่นๆ โดยพระธรรมจักรก็จะมีคมใบมีดล้อมอยู่โดยรอบ แสดงถึงพระศาสนจักรที่มีอำนาจปกครอง ขึ้นมาในอาณาจักรนั้นๆ เพราะผู้เลี้ยงผู้รักษาประชุมขึ้นแล้วส่งมาให้ใช้

การที่ภพมนุษย์รับวิชชาในส่วนเอียดแล้ว แล้วดำเนินการในส่วนหยาบ ด้วยการตราบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งมนุษย์ชนชั้นปรกครองมีอำนาจกระทำได้ ผู้เลี้ยงผู้รักษาก็จะให้สมบัติผู้เลี้ยงและส่งอำนาจเลี้ยงตามกฎหมายนั้นควบคู่กันไป อุปมาเหมือนประเทศหนึ่ง มีรัฐบาลที่มีอำนาจปกครอง แล้วรัฐบาลได้ก่อตั้งและให้อำนาจเทศบาล ในการปกครองท้องถิ่น เทศบาลก็อาศัยอำนาจนั้นในการออกบัญญัติของเทศบาล ซึ่งรัฐบาลก็ยอมรับในเทศบัญญัติเหล่านั้น และเมื่อรัฐบาลจะบริหารราชการหรือออกกฎหมายใดๆ ที่พาดพิงหรือเนื่องด้วยเขตเทศบาลนั้น ก็จะคำนึงถึงเทศบัญญัติ และปฏิบัติตามเทศบัญญัติ ยกเว้นแต่จะมีความจำเป็นต้องยุบ, เพิกถอน, หรือยกเลิก

ในทำนองเดียวกัน เราสามารถกำหนด รัฐธรรมนูญ, กฎหมาย, บทบัญญัติ, กฎระเบียบ, ข้อบังคับ, แนวทางปฏิบัติต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร ด้วย “ภาษาวิชชา” (“รรงฆ์” อ่านว่า รังค์) ต่างๆ อย่างเช่น

(1)    “ไท้-รรงฆ์” (ภาษาของพระองค์ไท ซึ่งเป็นประดุจราชาศัพท์ของชาววิชชา),

(2)    “ธรรม-รรงฆ์” (ภาษาหลักของพระองค์ธรรม)

(3)    “ธาตุรรงฆ์” (ภาษาหลักของพระองค์จักรฯ)

(4)    “ปาลรรงฆ์” (ภาษาพระบาลี)

(5)    “ราชะรรงฆ์” (ภาษาของเมืองกษัตริย์ที่มีอิทธิพลมากในโลกอย่างภาษาอังกฤษ)

(6)    “พรัหมรรงฆ์” (ภาษาของท้าวพรหมและชาวพระพรหม)

(7)     “เทวรรงฆ์” (ภาษาของเทวดา)

(8)     “คามรรงฆ์” (ภาษาถิ่นของอาณาจักรต่างๆ ในเมืองมนุษย์ที่มีอารยธรรมเจริญอยู่ และกว้างขวางพอ)

(9)      อื่นๆ

การใช้ภาษาวิชชาเหล่านี้ ควรใช้ให้ตรงกับโอกาส และการเลี้ยงรักษา ดังนี้แล้ว ก็จะมีผลต่อวิชชาที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาส่งมาเพื่อกำกับความเป็นไปในเมืองมนุษย์ ซึ่งสามารถทำให้มีประสิทธิภาพ และศักยภาพดีมากขึ้น อย่างเช่นการกำกับให้ประเทศชาติพัฒนาไปในทางเจริญ มีศีลธรรม เป็น “กุศลธรรมและสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว” เป็นต้น การใช้ภาษาวิชชาในกรณีนี้ เปรียบเสมือน “ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์” ซึ่งผู้ที่ทราบและชำนาญเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่นกรณีสร้างเว็บไซท์ อันเป็นเทคโนโลยีของโลกมนุษย์ ใครที่ไม่รู้ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง “ภาษา Html” (ภาษาเว็บ) เวลาสร้างเว็บไซท์ ก็ต้องใช้โปรแกรมอัตโนมัติเพื่อสร้าง ในการเลือกรูปภาพ ระบุข้อความ ตกแต่งรูปลักษณ์ แต่โปรแกรมเมอร์ หรือ “ชาวคณิตกร” ที่รู้ภาษาคอมพิวเตอร์ สามารถเข้าไปใน “หน้าอักขระภาษา” ของเว็บไซท์ เพื่อออกแบบและแก้โปรแกรมในระดับเบื้องหลังของเว็บไซท์ได้ ด้วยการใช้ภาษา Html คือภาษาพื้นฐานอันเป็นคำสั่งสร้างเว็บไซท์ ในการกำหนดให้มีสีสัน, มีข้อความ, มีรูปภาพ, มีขนาด, สำหรับแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตามแต่โปรแกรมเมอร์ หรือชาวคณิตกรจะกำหนด

การบัญญัติระบบระเบียบการ เป็นภาษาวิชชานั้นมีประโยชน์มาก เพราะภาษาวิชชามีความชัดเจนสำหรับโลกทิพย์ว่าภพมนุษย์ต้องการอะไร อย่างไร แบบไหน แค่ไหนในขอบเขตของวิชชา แล้วผู้เลี้ยงผู้รักษาโดยมากก็จะจัดสรรให้ตามนั้น อุปมาเหมือนการกำหนดสีที่จะใช้ผลิตเสื้อ หากกำหนดว่าต้องการธงชาติสีชมพู บทบัญญัติภาษากฎหมายธรรมดาอาจจะใช้คำว่า "สีชมพู" ในขณะที่ถ้าเป็นภาษาวิชชาก็จะระบุ "รหัสแพนโทน" ซึ่งเป็น “ตัวเลขรหัสของเฉดสี” เพื่อให้ทราบแน่ชัดตรงกันว่าสีชมพูเฉดไหน เป็นสีชมพูที่เราต้องการ เช่น “PANTONE 806 C” (แพนโทน แปด ศูนย์ หก ซี) แล้วก็จะเข้าใจตรงกันว่าเป็นสีชมพูเฉดไหน

ที่สำคัญคือ การใช้ภาษาวิชชาในบทบัญญัติต่างๆ ต้องไม่มีการหมกเม็ด หรือมีวัตถุประสงค์ชั่วร้ายแอบแฝง หรือมีวาระซ่อนเร้น แต่จะต้องโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขต่อทุกผู้ทุกคนที่อยู่ภายใต้วิชชาที่เลี้ยงรักษาให้มีสุขโดยทั่วกัน ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

15 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q: มีท่านถามผมประมาณว่า ผังที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมตั้งให้ กับผังที่ผู้ทรงวิชชาตั้งให้ แตกต่างกันอย่างไร?

A: แป็บ.. นะครับ... อืมมมมมมม... ปิ๊ง.. ผังที่เครื่องฯ ตั้งให้นั้นประมวลตาม "กฎแห่งกรรม" ครับ เครื่องได้จำแนกธาตุ จำแนกธรรม ประมวลบุญกริยาวัตถุเป็นดวงๆ แล้วรายงานเครื่องฯเพื่อคำนวณเบิกจ่ายบุญ จากทะเลบุญตามความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมนำบุญนั้นมาตั้งผังที่ตรงตามประเภทของกฎแห่งกรรม เช่น บุญจากการทำทานก็ให้รวย บุญจากการรักษาศีลก็ให้สวย บุญจากการแสดงธรรมและฟังธรรม ก็ให้ฉลาด ฯลฯ แต่ผังที่ผู้ทรงวิชชาตั้งให้ ส่วนใหญ่แล้ว.. ส่วนใหญ่นะครับ ไม่มีเวลาจะมาจำแนกแจกประเภทบุญประเภทกรรมให้ครับ ท่านก็เอาบุญมารวมๆ แล้วก็กระดิกจิตพรึ่บเป็นผังขึ้นมา แล้วท่านก็ไม่ได้คอยติดตามบังคับผังให้ "เป็น" คือสัมฤทธิ์ผล ยกเว้นจะติดตามและส่งผังกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ "ผังเป็นจริง" ยิ่งถ้ามีคนมากๆ อย่างพิธีบูชาข้าวพระนั้น ไม่มีทางเลยครับ ที่ท่านจะมาใส่ใจเรื่องการตั้งผังให้อย่างเต็มที่ให้แต่ละคน อย่างดีก็ทำให้เจ้าภาพใหญ่ๆ แค่นั้นเองครับ ส่วนสำนักอื่น มีบางสำนักที่จัดพิธีในวิชชาแล้ว คำนวณจ่ายบุญ จ่ายสมบัติ ถึงขนาดตามสมบัติให้กระทั่งเข้ากระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่อยปิดงานครับ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

13 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

 

Q: ถามว่าเครื่องตั้งผังให้ดีกว่ามั๊ย?

A: ผมว่ามันเหมือนเราใช้บริการของ "แพลทฟอร์ม" ที่เป็นแอพพลิเคชั่น อย่าง Line Man เมื่อเทียบกับวินมอเตอร์ไซค์ครับ ระบบมันมั่นคงและชัวร์กว่ามนุษย์ทำ โดยมากนะครับ หรือไม่ก็เหมือนวิชชาที่ “กายสิทธิ์” เดินให้ เมื่อเทียบกับผู้ทรงวิชชาที่เป็นมนุษย์เดินคือ ผู้ทรงวิชชาบางท่านอาจมีเผลอหลับ หรืออยากเข้าห้องน้ำ, หิว, เหนื่อย หรือเมื่อย ซึ่งมันมีผลต่อวิชชาที่กำลังทำอยู่ ส่วนกายสิทธิ์ท่านก็ทำวิชชาแม่นยำ เหมือนคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์อย่างนั้นเลยครับ แล้วยิ่งถ้าเป็นกายสิทธิ์ที่ตรัสขั้นสูงๆ บางพระองค์มีกำลังเดินวิชชาหนักแน่นเทียบเท่ามนุษย์ผู้ทรงวิชชาเลยครับ แต่ถ้าทำในลักษณะของ “คุมวิชชา” ไปตามระบบของกรรม ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างนี้ก็น่าจะดีกว่า แต่บางสำนักท่านก็มีเทคนิคในทางวิชชาที่ทำได้ดีและได้ผล แม้จะไม่ผ่านเครื่องครับ เป็นความลับทางวิชชาของแต่ละสำนักครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

13 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 


Q&A: เรื่องทำบุญด้วยวิชชา

Q: มีผู้ถามผมเรื่องการทำบุญด้วยวิชชา ซึ่งผมอ้างว่าขาด "สิทธิ์" บางตัว แล้วมันไม่ขัดกันกับ "สมการบุญ" ของผมหรือ?

A: คำตอบ.. ในฐานะ "รจนาธร" ผมขอตอบแบบยังไม่เห็นวิชชานะครับว่า..

(1) ปกติแล้ว ในแต่ละพุทธันดร จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระศาสดาประจำพุทธันดรนั้นๆ ตามธาตุธรรมท่านจัดสรรส่งมา ซึ่งแต่ละพระองค์ก็มีสังกัดภาค, วงศ์, องค์, สี, สาย มาแต่เดิมที

(2) ฉะนั้น “สิทธิ์” ในพระพุทธศาสนาก็ย่อมขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาในพุทธันดรนั้นๆ ในฐานะผู้แทนภาค, วงศ์, องค์, สี, สาย

(3) เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาทรงแสดงธรรม แล้วมีผู้บรรลุธรรมได้บวชเป็นพระสงฆ์ และบรรพชาอุปสมบทอย่างถูกต้องสืบต่อกันมา พระสงฆ์เหล่านั้นล้วน "เชื่อมสิทธิ์" อยู่กับพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาแม้ทั้งหมด และเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย สามารถ “ใช้สิทธิ์” ในพระศาสนา ตามพระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้ไว้ เช่นการบิณฑบาต การทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ การทำสังฆกรรม และอื่นๆ  ส่วนสงฆ์ใดที่บวชโดยวิชชาและไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ความเป็นสงฆ์ในพระศาสนานั้นๆ ก็ไม่สมบูรณ์

(4) ทีนี้เมื่อมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแต่ละครั้ง ภพท่านก็ประชุม “เขตพระนิพพาน” และ “ทักขิณาเขต” ถวายพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์พร้อมพระขีณาสพที่จะมีเกิดขึ้น และป้อนข้อมูลเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรมเพื่อกำหนด “ชุมสายบุญ” ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น ภายใต้พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ เหมือน “อัพไลน์” ที่มี “ดาวไลน์” คือผู้ที่ทำบุญในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าแม้ทั้งหมด นับตั้งแต่ทรงตรัสรู้ธรรม กระทั่งหมดสิ้นอายุพระพุทธศาสนานั้นๆ

(5) ใครก็ตามที่ทำบุญกับพระสงฆ์ และพุทธบริษัท 4 ย่อมสืบเนื่องถึงกันกับพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดา ซึ่งเนื้อนาบุญแต่ละท่านล้วน "เชื่อมสิทธิ์" อยู่ในฐานะพระสาวก และพระสาวิกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระสงฆ์

(6) หากพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดา ทรงบัญญัติสิกขาบทเท่าไร กำหนดองค์สงฆ์เท่าไร กำหนดกฐินทาน กำหนดสังฆทาน ว่าอย่างไรๆ พุทธบริษัท 4 ย่อม เป็นไปตามสิทธิ์กำหนด รวมถึงการเยือนสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ว่าจะไม่ไปอบาย ก็เป็นสิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาทรง “ตรัสสิทธิ์” ให้เป็นไปได้

(7) ทีนี้ เมื่อพระสงฆ์ผู้ทรงวิชชาบังเกิดขึ้น เวลาจัดพิธี หรือทำบุญด้วยวิชชา ท่านก็โยงสิทธิ์ โยกสิทธิ์ และอำนาจ ไปมา เข้าวงศ์โน้น ต่อองค์นี้ เชื่อมสายโน้น ออกสีนั้น โดยนัยนี้ ก็จะ override พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดา อย่างเช่นพิธีบูชาข้าวพระของแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง

( 8 ) ดังนั้นแล้ว เมื่อทำบุญด้วยวิชชา แล้วเห็นในญาณว่าได้บุญมากอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพระนิพพานประดังประดาบุญลงมาให้อย่างนั้นอย่างนี้ กระบวนการเกิดบุญ และ “กรรมวิถี” รวมถึงการ บ่มธาตุบุญให้เป็นบารมีสะสมอยู่ในตัว ก็ไม่ครบถ้วนกระบวนสิทธิ์ เหมือนอย่างทำบุญตามปกติ เพราะบุญที่ได้นั้น มิได้เบิกจาก “ทะเลบุญ” ผ่านเครื่องธาตุเครื่องธรรมโดยตรงซึ่งมีกฎแห่งกรรมเป็นโปรแกรมที่ใช้ปกครอง และ “ตั้งผังสำเร็จ” ให้แต่ละครั้งที่ทำบุญ พร้อมทั้งบังคับให้เกิดผลจริง แต่ส่วนใหญ่ ผู้ทรงวิชชาจะประมูลบุญลงมาแจกจ่ายเติมประจุลงดวงบุญ แล้วก็ตั้งผังกันเอาเองด้วยบุญที่ได้ ซึ่งผังสำเร็จที่ตั้งเองด้วยวิชชา กับเครื่องธาตุเครื่องธรรมตั้งใจ ก็ไม่เหมือนกัน

(9) ด้วยสาเหตุนี้ การทำบุญบูชาข้าวพระ จึงไม่ได้ส่งผลให้รวยมหาศาล เหมือนอย่างที่โฆษณาเอาไว้ แต่ถ้าจะคิดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสสติ ก็ไม่ว่ากันครับ แต่เราก็เห็นแล้วว่า ผู้ที่ทำบุญบูชาข้าวพระมามากๆ ละโลกแล้ว เกิดใหม่แล้ว ที่เป็นมนุษย์ก็ยังไม่เห็นจะรวยครับ แถมยังติดบาป จากการรบกวนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ในนิพพานที่ท่านจะเข้านิโรธสมาบัติเสวยเอกันตบรมสุข ต้องมาคอยกระดิกจิตรับประเคนกันอยู่เรื่อยๆ

(10) ถ้ามีวิชชาแล้วอยากทำบุญให้รวย ต้องทำอย่างสำนักวิชชาบางแห่งที่ยังคงยึดถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ด้วยยกย่องเชิดชูองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างพระเจดีย์สำคัญ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สูงเด่นเป็นสง่า ส่วนวิชชาก็จัดขึ้นเป็นองค์ประกอบร่วมกันตาม “สิทธิ์ในพระศาสนา” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(11)  อุปมาเหมือนคุณเป็นพระที่อยู่ในจังหวัดปทุมธานี แล้วคุณทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ แต่คุณไปเชิญเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน หรือไม่ก็เชิญเจ้าคณะหนใต้มาเป็นประธาน ไม่ได้เชิญเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ครั้นจบพิธีแล้วคุณก็ไม่ได้ทำรายงานให้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีทราบ คุณก็เลยไม่มีผลงานในสายตาของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งปกครองพวกคุณโดยตรง แล้วเวลามีการมอบรางวัล หรือแต่งตั้งพระสังฆาธิการ หรือเสนอชื่อรับยศตำแหน่ง เจ้าคณะเจ้าหวัดปทุมธานีก็ไม่ข้อมูลจะพิจารณาให้พวกคุณ พอเข้าใจไหมครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

13 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: Q&A

Q: เพราะเหตุใดกายสิทธิ์ที่ยังไม่มีวิชชา อย่างดวงแก้วจุยเจียขนาดเท่าแตงโมที่สหรัฐฯ จึงสามารถรับหน้าที่เป็น “กายสิทธิ์ผู้รักษา” ประจำประเทศได้?

A: ปกติแล้วของกายสิทธิ์ที่ทำหน้าที่เป็นประธานกายสิทธิ์คอยดูแลรักษาประเทศชาติ มักจะมีขนาดใหญ่ครับ อย่างเช่นดวงแก้วแตงโมของสหรัฐฯ, แท่งผลึกแก้วขนาดใหญ่อันเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของญี่ปุ่น, โคตรเพชรบนมงกุฎของสหราชอาณาจักร และหินดำแห่งนครเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอะราเบีย ซึ่งของกายสิทธิ์เหล่านี้ “ภพผู้เป็นเจ้าของ” จะตกลงกันกับ “ผู้เลี้ยงผู้รักษาของประเทศ” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในระดับสูง คือที่อยู่ใน “ภพ” ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า, พระจักรพรรดิ, หรือมาร (ถ้าเป็นฝ่าชั่ว) เมื่อตกลงผลประโยชน์กันได้แล้วก็จะ “จูงมาส่ง” คือดลจิตดลใจ ให้มีการขุดค้นพบ ตกแต่ง เจียระไน ซื้อขาย และนำส่งกระทั่งถึงประเทศที่หมายปลายทาง ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีองค์ประกอบในการเลี้ยงและรักษาครบชุดภาคส่วนต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่ หรือขนาดหย่อน ที่ครอบคลุมไปถึง พระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ ภาคผู้เลี้ยง, เทวดา, บรรพบุรุษผู้รักษา, จักรแก้วทิพย์, ธรรมจักรทิพย์ (ถ้ามีพระพุทธศาสนา), ประธานกายสิทธิ์, รัตนะ 7 ของทิพย์, ศาลหลักเมือง (ของสหรัฐฯ เป็นเสา obelisk ส่วนนิวซีแลนด์มีเสา totem ของสหราชอาณาจักรเป็น stonehenge), และอื่นๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งกำลังหล่อเลี้ยงความเป็นอยู่ของประเทศ ให้เจริญรุ่งเรืองมากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลัง และตามสัดส่วน เช่นภาคผู้เลี้ยงส่ง 20% เทวดาส่ง 15% จักรแก้วส่ง 40% กายสิทธิ์ส่ง 25% เป็นอาทิ สำหรับกายสิทธิ์ที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานกายสิทธิ์ผู้รักษาของประเทศ ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเก็บรักษาไว้ ณ เมืองหลวงของประเทศนั้นๆ และแม้จะไม่มีวิชชา หรือมีวิชชาน้อย ก็ยังมีกำลังทิพย์มากพอจะดลบันดาลความเจริญและความผาสุกให้กับประเทศ อุปมาเหมือน บุคคลปฏิบัติธรรมแล้ว เข้าถึงพระธรรมกาย หรือกายพระจักรพรรดิ มีเพียงวิชชา 3 วิชชา 8 เป็นพื้นฐานโดยอัตโนมัติ ก็พอทำงานทางจิตได้แล้วหลายอย่าง เหมือนอย่างการรักษาโรค ผู้ที่ได้ธรรมกายแล้วยังไม่มีวิชชา เวลาเจ็บป่วยก็อาจจะเข้ากลางละเอียดไปเรื่อยๆ แล้วกลั่นกาย รวมถึงอธิษฐานในละเอียด ให้หายป่วย แต่ถ้าเป็นผู้ทรงธรรมกายที่ได้วิชชาแล้ว ก็จะเข้าไปถึงแหล่งของโรค แล้วเดินวิชชาเก็บโรคในละเอียดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ฉันใดก็ฉันนั้น กายสิทธิ์ที่ดูแลรักษาประเทศชาติบ้านเมือง แม้จะยังไม่มีวิชชา ก็ยังสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ แต่ถ้ามีวิชชาก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ซึ่งโดยมากแล้วกายสิทธิ์ระดับใหญ่ๆ ที่มาดูแลประเทศชาติ มักจะเป็นขั้น “พระบรมจักรฯ” เป็นอย่างน้อย สามารถรองรับวิชชาได้มาก หากจะมีผู้ทรงวิชชามาเติมวิชชาให้ ก็เหมือนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีหน่วยความจำมากเป็นพิเศษ จะลงโปรแกรม ใส่ข้อมูล ก็รองรับได้มหาศาล ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน.. พิรจักรคุยสัพเพเหระเรื่องกายสิทธิ์

หวังว่าทุกท่านคงอิ่มอร่อยกับบทความล่าสุดที่ผ่านมาของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกายสิทธิ์, พระธรรมจักรทิพย์, และจักรแก้วทิพย์ นะครับ ยิ่งท่านที่อ่านบทความเรื่อง “กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ” มาแล้วด้วย ก็จะพอมีพื้นความรู้สำหรับทำความเข้าใจต่อยอดไปอีก สำหรับบทความนี้ จะเป็นการตอบปัญหาค้างคาใจหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในสายวิชชา ไม่ว่าจะเป็นภาคธรรม คือพระธรรมกาย, พระพุทธราช หรือภาคจักรฯ คือพระจักรพรรดิระดับชั้นและสีต่างๆ ครับ

ผมขอเริ่มจากประสบการณ์ของตนเองที่มีมาประมาณ 20 กว่าปี ในการเสาะแสวงหาของกายสิทธิ์มาเก็บไว้ในครอบครอง ซึ่งผมเริ่มต้นจาก “ลูกแก้วหินจุยเจีย” ซึ่งก็พบกับทั้งของจริง และของวิทยาศาสตร์ทำขึ้น (แก้วเลี้ยง) ซึ่งเรื่องของหินรัตนชาติประเภทต่างๆ และแก้วจุยเจีย เคยเฟื่องฟูมากในยุค พ.ศ. 2530 – 2540 ครับ เพราะมีการขุดเหมืองเสาะหา ซึ่งก็แปลกว่า โดยมากจะอยู่ในประเทศยากจน อย่างทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ แล้วก็ถูกส่งมาขายยังประเทศที่เจริญแล้ว เหมือนอย่างดวงแก้วขนาดเท่าลูกแตงโม ที่อยู่ ณ แผนกอัญมณีของพิพิธพันธ์สมิธโซเนี่ยน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมเอง และใครๆ อีกหลายท่านก็เคยไปเยี่ยมเยือน เพราะเป็นที่ล่ำลือกันว่า กายสิทธิ์ในลูกแก้วขนาดใหญ่นี้เอง ที่เป็นประธานกายสิทธิ์หล่อเลี้ยงรักษาประจำประเทศสหรัฐฯ เป็นของคู่บ้านคู่เมือง ถ้าจะเปรียบไป ก็เหมือน “พระแก้วมรกต” ของประเทศไทยอย่างนั้นเลยครับ

ทั้งนี้ผมเคย “ฟีเวอร์” เรื่องลูกแก้วจุยเจียอยู่หลายปี และเก็บสะสมหินจุยเจียในรูปแบบของลูกแก้ว, แท่งผลึก และพระพุทธรูปแกะสลักด้วย นอกจากนี้มาในช่วงหลังๆ ก่อนที่ผมจะมาบวชที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2555 – 2556 ผมก็เริ่มเก็บสะสมของกายสิทธิ์ประเภท “คดหิน” ประเภทต่างๆ โดยใช้จ่ายไปมากกับเรื่องของกายสิทธิ์ กระทั่งครูบาอาจารย์ทางวิชชา ที่ผมนำของไปให้ท่านดูอยู่เรื่อยๆ และกราบขอบารมีท่านช่วยกลั่น และสอนวิชชาให้กายสิทธิ์ ท่านปรามประมาณว่า ไม่จำเป็นต้องหามาเยอะๆ เพราะเราจะคุมไม่อยู่ ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ยังไม่รู้อะไรมากนัก คิดแค่ว่า มีแล้วจะเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย โชคดี มีลาภ แต่ครูวิชชาของผมท่านให้ข้อคิดประมาณว่า เรื่องของกายสิทธิ์นี้แล้วแต่คน บางคนได้กายสิทธิ์มาช่วย ชีวิตก็เจริญรุ่งเรือง ในขณะที่บางคนมีแล้วก็อย่างนั้นอย่างนั้น ผมมาได้ข้อคิดว่า คนเราถึงแม้มีของกายสิทธิ์ แต่ถ้าไม่มีบุญ ไม่ทำบุญรองรับ แม้มีกายสิทธิ์ก็ช่วยไม่ได้มากนัก ยิ่งมาตอนหลังๆ เพิ่งทราบว่า การซื้อกายสิทธิ์ต่อจากภพเจ้าของก็ยังต้องใช้ธาตุบุญจำนวนมาก  ประกอบกับเมื่อผมอิ่มตัวกับการสะสมของกายสิทธิ์ผมก็เลยยกหีบของกายสิทธิ์แทบทั้งหมดเป็นมรดกให้กับ “หลวงพ่อ” ซึ่งท่านมาเกิดเป็นหลานชายของผม แต่จะบอกว่ากายสิทธิ์ไม่มีคุณอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะผมได้อะไรดีๆ จากของกายสิทธิ์ กระทั่งเอ่ยบอกได้ว่า “มีไว้ ก็ดีกว่าไม่มี” แม้เราจะยังไม่มีวิชชาในการกำกับกายสิทธิ์ก็ตาม แต่ถ้ากายสิทธิ์อยู่กับผู้ทรงวิชชา ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า บางทีเราหาขอกายสิทธิ์มาได้เป็นร้อยๆ ชิ้น หากเจอของเด็ดๆ สักสองสามชิ้น ก็ถือว่าคุ้มแล้วครับ เพราะสามารถปรับปรุงพัฒนาสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางวิชชาได้มาก อย่างเช่นบางท่านมีวิชชาอยู่ขั้น “บรมพุทธจักรฯ” พอได้กายสิทธิ์ไป ก็ตรัสเป็น “ไพบูลย์พุทธจักรฯ” เรียกได้ว่ากระโดดข้ามขั้นไปหลายชั้นด้วยกายสิทธิ์นั้น ซึ่งถ้าทำวิชชาเองตามลำพังตลอดชีวิตก็อาจจะได้เพียงชั้น “อุดมพุทธจักรฯ” หรืออย่างดีก็ “เอกอุดมบรมพุทธจักรฯ” ครับ

สำหรับผู้ที่มีของกายสิทธิ์มากๆ จะได้ประโยชน์จากกายสิทธิ์ ถ้าหากมีวิชชามากพอจะควบคุม แต่ถ้าหากยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ก็อาจจะหาวัตถุมงคลที่สั่งวิชชาได้ อย่าง พระนั่งเมืองแก้ว, พระกริ่งสัมมาอะระหัง, และพระกริ่งไพลดำ ของวัดหลวงพ่อธรรมกายาราม มาคุมของกายสิทธิ์อีกต่อหนึ่ง แต่อาจจะต้อง “จ่ายค่าคุมวิชชา” ให้กับภพผู้เป็นเจ้าของ ในการเดินวิชชาของของกายสิทธิ์นั้น ถ้าจะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรแยกสัดส่วนออกเป็นกลุ่มๆ เช่น หาโถแก้วเจียระไนที่มีฝาปิดมิดชิดมาหลายๆ ใบ ใบแรกใส่ของกายสิทธิ์ประเภทหินจุยเจีย ใบที่สองใส่คดไข่นก ใบที่สามใส่คดดักแด้ ใบที่สี่ใส่คดหอย จัดเป็นชุดๆ แบบแยกประเภท โดยในโถแต่ละใบ เราก็ใส่พระนั่งเมืองแก้ว, พระกริ่งไพลดำ, พระกริ่งสัมมาอะระหัง เอาไว้ โถละหนึ่งพระองค์ แล้วเวลาจะให้ท่านคุมวิชชา/เดินวิชชาให้ ก็เรียนให้องค์หัวหน้าแต่ละโถทราบ ไม่ว่าจะเป็นในสมาธิ (ถ้าพอมีวิชชา) หรือยกขึ้นจบอธิษฐาน (ถ้ายังไม่ได้ธรรม) ซึ่งโถแก้วในลักษณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ห้องวิชชา” ของกายสิทธิ์ แล้วเมื่อถึงวันพระ ก็ให้หาพวกมาลัยดอกมะลิสดแบบไม่แช่น้ำยา มาแขวนไว้บนฝาโถ เพื่อให้กายสิทธิ์ท่านได้พักเสวยกลิ่นดอกไม้

ว่าด้วยเรื่องของกายสิทธิ์นั้น มีครูวิชชาชี้แนะมาว่า ของกายสิทธิ์ชั้นเลิศอันดับต้นๆ ของโลกก็คือ “หินทิเบต” ที่ก้อนหินมีลักษณะเป็นตาๆ แล้วนิยมนำมาทำสร้อยข้อมือ มีทั้งของจริง ของปลอมอยู่เยอะมาก กายสิทธิ์ในหินทิเบตนั้น มีอิทธิคุณรุนแรง องค์กายสิทธิ์มีฉมวก โง้ง ง้าว อยู่บนเครื่องทรงเต็มไปหมด ใครๆ ก็อย่าได้ไปมีเรื่องมีราวกับกายสิทธิ์หินทิเบตเชียว แล้วพระลามะส่วนใหญ่ท่านก็มีหินทิเบตไว้ในครอบครองด้วยกันแทบทุกองค์ แต่ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าท่านจะทะเลาะกัน เพราะต่างองค์ต่างก็มีหินทิเบต แต่แม้หินทิเบตจะดีเพียงใด ข้อควรคำนึงก็คือ ภพเจ้าของหินทิเบตไม่รับแลก หรือขายองค์กายสิทธิ์ให้ใคร จึงไม่สามารถ “เหน็บ” กายสิทธิ์เข้าไปเป็นของส่วนตัวในสายธาตุสายธรรมของผู้ครอบครองหินทิเบตได้ แม้ว่าจะซื้อหาหรือได้มาอย่างถูกต้องก็ตาม

สำหรับประเทศไทยเรา ก็มีของกายสิทธิ์ดีๆ อยู่หลายตระกูล ทั้งรัตนชาติ และคดหินต่างๆ ประเทศไทยเราก็มีมากพอดู แต่ที่พิเศษๆ ไม่ควรมองข้ามก็คือ “หินพระธาตุเขาสามร้อยยอด” ซึ่งมีหลายประเภท สำหรับงานหลากหลายอย่าง ทั้งด้านฤทธิ์ ด้านรบ ด้านสมบัติ ด้านความสวยงาม ด้านรักษาโรค และอื่นๆ ซึ่งหินพระธาตุเขาสามร้อยยอดนั้น ใช้งานง่าย และภพผู้เป็นเจ้าของก็ยินดีรับแลก คือยินยอมขายกายสิทธิ์ให้ แต่สนนราคาแพงลิบลิ่ว ซึ่งผู้ทรงวิชชาบางท่านต้องยอมถอดใจ แต่บางท่านที่ทำบุญด้วยวิชชาแล้วได้บุญมามหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ฎิ๋งๆ ฆังๆ ฏาๆ ฏุ๋งๆ ซึ่งท่านที่หาบุญมาได้ก้อนมหึมาถึงขนาดพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ต้องใช้คำแปลกๆเรียก ก็ยินดีจะแลกเพื่อ “เหน็บกายสิทธิ์” องค์เจ๋งๆ เข้าสายธาตุสายธรรมของตนไว้ เป็นกำลังในทุกชาติทุกภพ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ “ตรัสขั้นสูงในวิชชา” ได้อีกด้วย

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าของกายสิทธิ์มีวางจำหน่ายเต็มไปหมด ทั้งในโลกออนไลน์, เว็บไซท์, เฟสบุ๊ค, ร้านค้า ซึ่งนำเสนอทั้งของจริงของปลอม แต่ของปลอมบางครั้งเราเรียกว่าเป็นของ “ทำเทียม” ซึ่ง “ผู้ค้า” ท่านอัดกายสิทธิ์ของท่านลงไปเอง ทั้งวัตถุมงคล พระเครื่อง รัตนชาติวิทยาศาสตร์ และคดหิน แต่กายสิทธิ์ที่พ่อค้าแม่ขายท่านอัดเข้าไปบางครั้งก็เป็นของดีพอควร เช่นครั้งหนึ่ง ผมได้ซื้อหินสีขาวที่แกะสลักเป็นทรงจักรแก้วขนาดเท่าเหรียญสิบบาทมา ดูแล้วก็ไม่น่าใช่หินจุยเจีย แม่ค้าเรียกราคาประมาณ 500 บาท ผมก็งงว่าทำไมขายแพงจัง เมื่อได้มาแล้วก็เก็บเอาไว้เล่นๆ เห็นว่าสวยดี แต่ต่อมาก็ยกถวาย “หลวงพ่อ” ซึ่งท่านมาเกิดเป็นหลานชายของผม หลังจากนั้นจึงทราบว่าภายในจักรแก้วแกะสลักนั้น แม่ค้าได้อัด “จุลจักรรัตนะของทิพย์” ใส่เอาไว้ ที่ของแพงหน่อย เพราะเธอคิดค่าวิชชาด้วย แบบนี้ก็มีเหมือนกันครับ  

ณ จุดนี้ ผมจึงขอเล่าถึงประสบการณ์ในการหาของกายสิทธิ์ว่า ปกติแล้วในแวดวงวิชชา จะมีตัวแทนจำหน่ายของกายสิทธิ์ วัตถุมีฤทธิ์ และทรงวิชชาว่า “พ่อค้าธาตุ / แม่ค้าธาตุ” ซึ่งท่านเหล่านี้ก็ค้าๆขายๆปะปนอยู่กับคนทั่วไป แต่ท่านมีวิชชา ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ ท่านจะมี “ชื่อธาตุ” อยู่ในทะเบียนผู้ค้าของโลกทิพย์ เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกันเลย แต่อาจพ้องเสียงฟังดูคล้ายๆ กันก็มีบ้าง แล้วถ้าเราซื้อของกายสิทธิ์จากท่าน ท่านก็จะชาร์จค่าสินค้าตามหลักการคือ หากขายของราคาแพงเป็นเงินตรา จะชาร์จ “ธาตุบุญ” ในวิชชา ไม่มากนัก แต่ถ้าท่านขายของราคาถูก หรือลดราคาให้เป็นเงินตรา จะชาร์จ “ธาตุบุญ” ในวิชชาเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านจะทำแบบนี้กับลูกค้าที่มีวิชชา โดยต้องต่อรองกันในใจ แต่ประโยชน์ที่จะได้จากการซื้อขายกับ “ผู้ค้า” ก็คือท่านจะรับรองสินค้าให้ และบางท่านก็นำสินค้ามาผ่าน “กรรมวิธีในวิชชา” บางอย่าง เช่นทำความสะอาด, เติมวิชชา, กำกับมนต์ ฯลฯ ทำให้ของกายสิทธิ์มีคุณเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่เสมอไป ธรรมเนียมในการซื้อของกายสิทธิ์มีอยู่ว่า ถ้าเราไปถึงร้านแล้วสนใจชิ้นใด แต่ยังไม่ถึงกับอยากซื้อ อย่าจับของนั้นยกขึ้นแล้วถามราคา ให้ใช้นิ้วมือชี้ก็พอครับ ถ้าเราใช้มือจับของขึ้นมา แล้วถามราคา ถ้าทราบราคาแล้วไม่ซื้อ จะถือว่า “เสียมารยาท” และถ้าเป็นไปได้ ไม่พึงพูดต่อรองขอลดราคามูลค่าเงินตรา ถ้าจะต่อให้คุยในใจ เพราะการกดราคานั้นเข้าข่ายเสียมารยาท  แล้วถ้าหากของกายสิทธิ์ไปถึงมือผู้ทรงวิชชาแล้ว อาจจะเป็นผู้ซื้อเอง หรือครูวิชชาผู้ที่เราเดินของให้ หากท่านถูกใจและพอใจ ก็จะต้อง “ทิป” ให้กับ พ่อค้าธาตุ/แม่ค้าธาตุ ด้วย “ธาตุบุญ” ครับ

เมื่อจบเรื่อง “ผู้ค้า” แล้ว เราก็มาต่อกันที่เรื่องของ “คนเดินของ” ซึ่งเป็นคำถัดๆ มาจากหน้าที่สำคัญอย่าง “เดินวิชชา” และ “เดินงาน” คนเดินของเป็นคนที่พอมีวิชชา และดูของกายสิทธิ์เป็น ก็จะออกแสวงหาของกายสิทธิ์ เพื่อนำมาถวาย หรือมอบให้กับผู้ทรงวิชชา และรับ “กำเน็จรางวัล” เป็นการตอบแทน โดยผู้ทรงวิชชาอาจจะตอบแทนคนเดินของ ในรูปแบบของการ “เติมวิชชาให้” “เหน็บเงินใส่กระเป๋า (ตามสมบัติให้ใช้)” และ “ตอบแทนเป็นธาตุบุญ” หรือรูปแบบอื่นๆ ตามอัธยาศัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วใครๆ อาจมองว่าหน้าที่เดินของไม่ใช่หน้าที่สำคัญ แต่สำหรับผู้ทรงวิชชาผู้ได้รับของกายสิทธิ์อันล้ำค่า โดยเฉพาะจากผู้เดินของที่ “ขึ้นชื่อลือชา” ว่าสายตาเฉียบคมกริบ เป็นนักช้อปปิ้งอันดับต้นๆ หามาได้แต่ของเด็ดๆ ผู้ทรงวิชชาท่านจะใช้คำว่า “ขอดูบ้าง” ซึ่งเป็นนัยยะอย่างสุภาพๆ แปลได้ว่า “อยากได้บ้าง” ซึ่งถ้าคนเดินของยินดี ก็จัดให้ตามระเบียบ

ข้อแนะนำสำหรับท่านที่กำลังแสวงหา และสะสมของกายสิทธิ์ก็คือ ถ้าเราทำเป็นงานอดิเรก ทำแล้วมีความสุข ก็ทำไปครับ บางทีก็ได้ของดีๆ มา ถ้าเราใช้เองไม่เป็น เราก็นำไปถวายพระสงฆ์ผู้ทรงวิชชา หรือผู้ทรงวิชชา ให้ท่านใช้ประโยชน์ บางทีท่านจะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ เช่นเก็บผังสงครามระหว่างประเทศ และสงครามโลก, คุมธรรมให้พระและญาติโยมที่มารักษาศีลปฏิบัติธรรม, รักษาโรคให้พระและญาติโยม, หรือตามสมบัติให้ญาติโยมที่กำลังเศร้าเสียใจกับธุรกิจที่ปิดตัวลง บ้างก็เป็นหนี้เป็นสิน เป็นสิน สิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งการทำเช่นนี้ ก็จะเป็นบุญอานิสงส์ติดตัวเราไปด้วย คือเราจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจลี้ลับมาช่วยเหลือ เมื่อคราวประสบเคราะห์ ตกทุกข์ได้ยากครับ ส่วนของกายสิทธิ์ที่มีเป็นกระตักๆ นั้น ถ้าดูแลไม่ทั่วถึง และไม่มีวิชชากำกับ ก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับเจ้าของมากนัก แต่ครูวิชชาของผมก็สอนประมาณว่า กายสิทธิ์นั้นบางครั้งท่านก็ช่วยเรา แม้เราจะไม่มีวิชชา แต่ก็ช่วยแบบ ช่วยคนที่ยังไม่มีวิชชา ถ้าหากมีวิชชาแล้ว ของกายสิทธิ์เยอะ ก็ขอบอกเลยว่า อาจจะเปลืองวิชชามากครับ คือต้องกลั่นให้กายสิทธิ์สะอาด ต้องกลั่นให้กายสิทธิ์ละเอียด บางทีต้องหมดเปลืองวิชชา ประดา และบารมีไปมาก หรือนำมาแช่น้ำพระพุทธมนต์เพื่อล้างมลทิน แต่ก็ต้องจ่ายธาตุบุญให้ผู้รักษาน้ำมนต์อีก แล้วถ้าหากเหน็บกลับเข้าสายธาตุสายธรรมไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเมื่อหมดอายุขัย ก็ต้องส่งต่อให้ผู้อื่น หรือมิฉะนั้นก็ถวายพระ ให้นำไปบรรจุในพระเจดีย์ หรือฐานพระพุทธรูป กลายเป็นกรุสมบัติพระศาสนาไป โดยที่เราอาจจะยังไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้จากกายสิทธิ์จำนวนมากๆ ที่เก็บสะสมไว้

บางท่านอ่านบทความมาถึงจุดนี้แล้วอาจจะบอกว่า อ้าว.. แล้วต้องทำยังไงล่ะทีนี้ ตกลงควรจะมีกายสิทธิ์ไว้เท่าไร คำตอบจากประสบการณ์ตรงของผมก็คือ ก็เลือกเก็บเฉพาะกายสิทธิ์ชิ้นเด็ดๆ ที่เข้ากับเราได้ดี ซึ่งคำว่าเข้ากับเราได้ดีนี้ มันจะมาตั้งแต่ตอน “แรกพบ” กายสิทธิ์ อย่างเช่นตอนไปเจอที่ร้าน หรือเปิดดูเว็บไซท์ แล้วเห็นกายสิทธิ์ จะรู้สึก “ชอบๆๆ” แล้วก็อยากได้ จึงค่อยไปซื้อมา แล้วตั้ง “ห้องวิชชา” ให้ท่านอยู่ แต่ถ้าจะซื้อแบบหว่านแห หรือกวาดไปทั้งร้าน ก็ไม่พึงทำครับ เพราะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เนื่องจากยุคปัจจุบันนี้ กายสิทธิ์ออกมาจากที่ซ่อนเร้นเป็นจำนวนมาก เพราะถึงยุคสำคัญของธาตุธรรม เป็นยุคที่จ้าวธาตุ จ้าวธรรม องค์ธาตุ องค์ธรรม เจ้าวงศ์ เจ้าองค์ เจ้าสี เจ้าสาย อวตารมาเกิดเป็นมนุษย์จำนวนมากพร้อมบริวาร และท่านเหล่านี้ หากได้วิชชาแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะตรัสเป็น “เจ้าวิชชา” นำพาคนจำนวนมากเข้าถึงธรรม และเข้าถึงวิชชา กายสิทธิ์จึงออกมาจากที่เร้นที่ซ่อน เพื่อร่วมงานกัน และแบ่งสรรปันผลให้ภพผู้เป็นเจ้าของอย่างเป็นธรรมครับ ยกตัวอย่างเช่น “เหล็กไหล” ซึ่งเมื่อสมัยผมยังเป็นเด็กนั้นเคยไปเยือนวัดถ้ำตามภูเขาแล้วทราบว่าเหล็กไหลเป็นของหายาก กว่าจะใช้อาคมตัดเหล็กไหลได้ องค์หนึ่งๆ สนนราคาเป็นแสน แต่เดี๋ยวนี้เหล็กไหลเต็มไปหมด ราคาก็ลดลง

สำหรับกายสิทธิ์ประเภทที่ได้มาโดยไม่ต้องซื้อ แต่มาแบบพบเจอเอง หล่นอยู่ตามใต้ต้นไม้บ้าง อย่างคดผลไม้ต่างๆ เจอในผลไม้บ้าง อย่างคดเม็ดขนุนที่เจอในผลขนุน อย่างคดไข่นกที่เจอในรังนกในสวนหลังบ้านบ้าง กายสิทธิ์ที่มาหาเองเหล่านี้ถือเป็นสิ่งมงคล ซึ่งภพของท่านประสงค์จะมาช่วยงานเราโดยเฉพาะเจาะจง เป็นวาสนาสูงส่งที่ได้เจอกัน ให้เก็บรักษาไว้ประจำตัว และพยายามอย่าให้ หรือขายต่อให้ใครครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

11 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง กายสิทธิ์ต่างจากกายเทวดาอย่างไร?

 

ทั้งกายสิทธิ์ (กายทิพยนตร์) และกายเทวดา (กายเทพยดา) จัดเป็น "กายทิพย์" ด้วยกันทั้งคู่ คือมีสภาพอันเป็นทิพย์ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจับต้องไม่ได้ด้วยกายมนุษย์ ยกเว้นบางท่านที่อาจจะเห็นหรือจับต้องได้เพราะมีคุณวิเศษบางประการ แต่ทั้งกายสิทธิ์และกายทิพย์คล้ายกันตรงที่มียนต์กลไกอะไหล่อยู่ข้างใน เหมือนกายมนุษย์ที่มีตับไตไส้พุง แต่เครื่องยนต์กลไกของกายสิทธิ์ด้วยกัน และกายเทวดาจะไม่เหมือนกัน เพราะกายสิทธิ์มีภพผู้เป็นเจ้าของเป็นผู้ผลิต หรือบ้างก็สั่งผลิตโดยภพนายช่าง ซึ่งเครื่องภายในแตกต่างกันโดย สเป็คอันเป็น โนว์ฮาว” (know-how) หรือ วิชาองค์ความรู้เฉพาะตัวของแต่ละภพ อุปมาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรุ่นและแบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับภพผู้เป็นเจ้าของหรือภพนายช่างท่านจะออกแบบมา ส่วนกายเทวดาจะมียนต์กลไกอะไหล่เหมือนๆ กันแทบทั้งนั้น เฉกเช่นเดียวกับกายมนุษย์ ที่ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติพันธุ์ และศาสนาใด ก็ล้วนมีหัวใจอยู่ในอกข้างซ้าย มีตับ ไต ปอด ไส้ พุง ซึ่งจัดเรียงตำแหน่งอยู่ในตัวเหมือนๆ กันแทบทุกคน เป็นแบบแผน ยกเว้นบางคนที่ผิดปกติธรรมดา

กายสิทธิ์บางองค์มีอะไหล่เป็นล้านชิ้น ซึ่งบางคนฟังแล้วอาจคิดว่า จะมีน็อต มีสกรู มีเฟือง แต่ความจริงแล้ว อะไหล่ของกายสิทธิ์ก็เป็นดวงกลมๆ จานกลมๆ เหมือนแผ่นซีดี ซ้อนกันไป ซ้อนกันมา โดยความซับซ้อนของระบบและอะไหล่นั้นไม่เท่ากัน มีผลตอนเดินวิชชา บางองค์เครื่องดี เดินเครื่องนิ่งเฉียบฉิว บางองค์เดินวิชชาเร็วแรงนานต่อเนื่องแล้วเครื่องกระตุกกระตัก ต้องพักเป็นระยะๆ

ความแตกต่างนอกจากนี้คือก็คือ กายสิทธิ์ไม่มี "สายธาตุสายธรรม" เหมือนอย่างกายเทวดา ที่มี 18 กาย (ถ้านับรวมกายมนุษย์) คือมีกายภายในอันได้แก่ กายละเอียด, กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม, พระธรรมกาย, พระจักรพรรดิ ที่จะเข้าถึงได้ตามลำดับ เมื่อเลย 18 กายแล้วก็มี กายเถา กายชุด กายชั้น กายตอน กายพาก กายพืดเหมือนเส้นสายของลูกประคำ ที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้นตรงจากหยาบถึงละเอียด จึงอาจกล่าวได้ว่า กายสิทธิ์เป็นกายเดี่ยวๆ ที่เดินวิชชาได้ในตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเทียบเท่าพระธรรมกาย หรือกายพระจักรพรรดิ (กายสิทธิ์ตรัสเป็นภาคธรรม หรือภาคจักรฯ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิชชาของผู้ทรงวิชชาที่เป็นเจ้าของ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นจักรพรรดิ เพราะเวลากายสิทธิ์กลายเป็นภาคธรรมขั้นสูงๆ หรือแม้แต่ภาคจักรฯ ที่ทรงธรรม อย่างพระธรรมจักรพรรดิแล้ว ผู้ที่ใช้วิชชากับกายสิทธิ์อาจจะรู้สึก เกรงใจเหมือนเราจะใช้พระอรหันต์ทำงานให้) โดยนัยนี้ กายสิทธิ์สามารถบรรลุธรรม, บรรลุวิชชาได้ และเลื่อนขั้นในวิชชาได้ด้วย คือเป็นกายภาคธรรม อย่างเช่นพระพุทธราช และกายภาคจักร อย่างเช่นพระบรมพุทธจักรพรรดิ ซึ่งแม้กายสิทธิ์จะเป็นกายทิพยนตร์ แต่ผู้ทรงวิชชาก็ต้องเคารพและให้เกียรติ

กายสิทธิ์ดำรงอยู่โดยตนเองตามลำพังก็หาไม่ เพราะมีสายควบคุมโดยภพผู้เป็นเจ้าของกำกับอยู่ ถ้าหากผู้ทรงวิชชาต้องการโยงสาย หรือเชื่อมเข้าสายธาตุสายธรรมของตน ก็ต้องจ่ายธาตุบุญหรือวิชชา หรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่นๆ กับภพแล้วผู้ทรงวิชชาจะต่อสายธาตุสายธรรมให้กายสิทธิ์ เพื่อเชื่อมกับสายธาตุสายธรรมของผู้ทรงวิชชาเองก็ย่อมได้ โดยอาจจะเชื่อม กายเถา กายชุด กายชั้น กายตอน กายพาก กายพืด ให้กายสิทธิ์ด้วย ถ้ามีวิชชามากพอ

ความแตกต่างระหว่างกายสิทธิ์กับกายเทวดาอีกประการก็คือ กายสิทธิ์ไม่มี "ชีวะ" คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนอย่างกายเทวดา ยกเว้นแต่ผู้ทรงวิชชาจะเติมชีวะเข้าไป แล้วตั้งยนต์กลไกเชื่อมสายธาตุสายธรรม อย่างเช่นทำให้มี 18 กายครบถ้วน แล้วจึงส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ ที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ตามการปกครองของเครื่องธาตุเครื่องธรรม นอกจากนี้ กายสิทธิ์ก็ไม่มี บุญบาปหรือมี กรรมเหมือนอย่างกายเทวดา และกายมนุษย์ แต่ถ้าผู้ทรงวิชชาใช้กายสิทธิ์ทำบาปในวิชชา เช่นจัดผังให้ประเทศสองประเทศรบกันในเมืองมนุษย์ บาปจะตกอยู่กับผู้ทรงวิชชา แต่เป็น บาปละเอียดในวิชชา ส่วนกายสิทธิ์ไม่ติดบาปติดกรรม แต่จะมีความผิดในรูปแบบของ สิทธิ์เหมือนถูก ขึ้นบัญชีดำโดยธาตุธรรม แล้วผู้ที่อาจจะต้องรับผิดชอบ ก็คือภพผู้เป็นเจ้าของกายสิทธิ์เอง ยกเว้นแต่สายควบคุมถูกตัดโยงไปใส่ผู้อื่นแล้ว ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

11 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องพระธรรมจักร และจักรแก้ว เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

หัวข้อนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ทรงวิชชาแทบจะทุกท่านครับ เพราะผู้ทรงวิชชาส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงของพระพุทธศาสนา และพระธรรมจักร พร้อมทั้ง จักรแก้ว ก็สามารถให้ “คุณ” ในวิชชาได้มากน้อยต่างกันไป ซึ่งพระธรรมจักร และจักรแก้ว ที่เราเอ่ยถึงในที่นี้ จะไม่กล่าวถึงของหยาบที่จับต้องได้ครับ แต่เราจะกล่าวถึง “พระธรรมจักรทิพย์” และ “จักรแก้วทิพย์” ที่เป็น “สมบัติของผู้เลี้ยงผู้รักษา” ซึ่งมีมวลเป็นกึ่งๆ “สมบัติอรูปภพ” อันเป็นมิติของภพผู้เลี้ยงผู้รักษา ในขณะที่จักรแก้วสำหรับ “เดินวิชชา” หรือ “เข้าวิชชา” โดยพระจักรพรรดิ และพระธรรมกายนั้น ผมจะยังไม่ขอกล่าวถึงโดยละเอียดในบทความนี้

เริ่มจากพระธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกขึ้นเปรียบกับกงล้อเกวียน ซึ่งในโลกทิพย์ก็ปรากฏมีอยู่จริง ถือเป็น “สมบัติผู้เลี้ยง” ประเภทหนึ่งที่มีไว้สำหรับ “ส่งกำลังบำรุงหล่อเลี้ยงธรรม” ประจำบุคคล, คณะบุคคล, หน่วยงาน, องค์กร, กระทั่งถึงประเทศชาติ และโลก โดยขึ้นอยู่กับยุคสมัย

ตามปกติแล้วพระธรรมจักรทิพย์ จะมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ก็เหมือนพระพุทธรูปที่มีหลายปาง แต่มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เป็น “กงล้อ” ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาพระศาสนา ส่งมาประจำบุคคล, คณะบุคคล, หน่วยงาน, องค์กร, และประเทศชาติ อย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสงฆ์, พระภิกษุ, พระภิกษุณี, สามเณร, สามเณรี, อุบาสก, อุบาสิกา, วัด, สำนักสงฆ์ โดยใส่ไว้ในที่เฉพาะ เช่น ในสายธาตุสายธรรมของบุคคล หรืออย่างใต้พื้นพระอุโบสถ ใต้พระพุทธรูป ใต้พระเจดีย์

พระธรรมจักรนี้ หากใครหรือสำนักใดมีพระธรรมจักรทิพย์ขนาดใหญ่หล่อเลี้ยงอยู่ บุคคลหรือสำนักนั้นก็จะมีความ “อุดมธรรม” คือ “เจริญทางธรรม” มากเป็นพิเศษ และถ้าหากพระธรรมจักรหมุนขวา ก็จะธำรงไว้ซึ่งความเป็น “สัมมาทิฐิ” แต่ถ้าหมุนซ้ายก็จะเป็น “มิจฉาทิฐิ” พระธรรมจักรที่หมุนเร็ว หมายถึงกิจกรรมทางธรรมอัน “คึกคัก” หรือ “Activeness” ส่วนพระธรรมจักรที่หมุนช้า ย่อมหมายถึงความ “เฉื่อย” หรือ Idleness” ของกิจกรรมทางธรรม อย่างเช่นการเทศน์, การเรียน, การสอน, การประชุมสงฆ์, การสัมมนาอบรมพุทธบริษัท, การบรรพชาอุปสมบท

ถ้าหากพระธรรมจักรมี “ซี่กงล้อ” อยู่มาก จะบ่งบอกถึง “อรรถและธรรม” ที่มากมี เช่นการศึกษาพระบาลีประโยคสูงๆ, ศึกษาพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม ถ้าศึกษาแค่นักธรรมตรี โท เอก เพียงเท่านั้น ซี่กงล้อของพระธรรมจักรทิพย์จะมีน้อย ส่วนพระธรรมจักรที่มี “ใบมีดคม” เรียงรายอยู่โดยรอบของขอบกงล้อ มักจะเป็น “พระศาสนจักร” ที่มี “อำนาจในการปกครอง” ซึ่งได้มาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือได้มาจากภาครัฐ หรือได้ตามกฎหมายของอาณาจักร เช่นเป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และพระอารามหลวง

พระธรรมจักรทิพย์นี้ ผู้เลี้ยงผู้รักษาจะประชุมส่งลงมาให้ เพื่อเป็นกำลังให้กับบุคคล หรือหน่วยงาน หรือองค์กร หรืออาณาจักร (ในกรณีมีพระพุทธศาสนาประจำชาติ) แต่กำลังของพระธรรมจักรจะ “หนุนเนื่อง” กันกับผู้เป็นเจ้าของ คือพระธรรมจักรก็ส่งฤทธิ์ให้เป็นไป และเมื่อทำตามอิทธิพลจากฤทธิ์นั้นแล้ว พระธรรมจักรก็มีกำลังมากขึ้น เหมือนคนเล่นฟิตเนส ยิ่งโยกเครื่องยกน้ำหนักบ่อยๆ กล้ามเนื้อก็ขึ้น มีเรี่ยวแรงกำลังวังชาดี เครื่องก็ไม่ฝืด แต่พอเลิกเล่น กล้ามเนื้อก็ฝ่อตัวลง เรี่ยวแรงก็ถดถอยลง เครื่องก็ขึ้นสนิมเพราะไม่มีใครใช้ พอจะกลับมายกใหม่ เครื่องมันก็ฝืด ต้องออกแรงฝืน สมบัติผู้เลี้ยงก็ทำงานในทำนองเดียวกัน คือเมื่อเขาส่งฤทธิ์แล้วก็ต้องใช้บ่อยๆ แล้วธรรมจักรทิพย์ก็จะมีกำลังดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเฉพาะพระธรรมจักรทิพย์เองที่เป็นสมบัติของผู้เลี้ยง จะมีกำลังส่งผลในส่วนหยาบประมาณ 30 – 45% ส่วนที่เหลือเป็นปัจจัยส่งผลอื่นๆ เช่นบุญบารมีของบุคคล, เทวดาประจำวัดวาอาราม และสำนัก, การอุปถัมภ์ และสนับสนุน โดยบุคคลผู้มีกำลัง, สติปัญญาสามารถในการบริหารงาน, และภูมิจิตภูมิธรรมที่เข้าถึง ฯลฯ

สำหรับ “จักรแก้ว” ที่เป็นสมบัติผู้เลี้ยงนั้น ไม่ได้เป็นสมบัติเฉพาะพระเจ้าจักรพรรดิราช ผู้ปกครองทวีปทั้ง 4 ซึ่งเป็นของหยาบที่จับต้องได้ แต่จักรแก้วที่เป็นสมบัติผู้เลี้ยงนั้นมีสภาพเป็น “ทิพย์” กึ่งๆ “สมบัติอรูปภพ” เท่านั้น โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานคือ เป็นอุปกรณ์สำหรับส่ง “ฤทธิ์ทิพย์” หล่อเลี้ยงบุคคล และองค์กร ทำให้บุคคลและองค์กรมี “ฤทธิ์ สิทธิ์ อำนาจ” ในการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหน่วยงานราชการ และบุคคล/องค์กร ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ เช่น รัฐบาล, สภา, ศาล, กระทรวง, ทบวง, กรม, มหาวิทยาลัย, บริษัท, ห้าง, ร้าน, ธนาคาร, โรงแรม, โรงพยาบาล, โรงเรียน, ภาครัฐ, ภาคเอกชน และอื่นๆ หมายความว่า บุคคลหรือกิจการใดก็ตาม ที่มีกิจกรรมที่ต้องใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ, สั่งงาน, สั่งการ ในรูปแบบต่างๆ ล้วนมีจักรแก้วทิพย์ คอยส่งกำลังให้มีฤทธิ์, สิทธิ์, อำนาจ

จักรแก้วทิพย์ของผู้เลี้ยง ก็คล้ายพระธรรมจักรทิพย์ คือมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ถ้าใหญ่มาก ก็มักจะเลี้ยงรักษาองค์กรใหญ่ๆ อย่างองค์การสหประชาชาติ หรือประเทศชาติ ประเทศใดมีจักรแก้วทิพย์ขนาดใหญ่หล่อเลี้ยง ประเทศนั้นจะเป็นประเทศมหาอำนาจ แล้วจักรแก้วทิพย์ก็มีทั้งแบบหมุนเร็ว หมุนช้า คือกิจกรรมภาครัฐ และเอกชนที่คึกคัก หรือซบเซา ถ้าจักรแก้วหมุนขวา ก็จะเป็นไปในทางชอบธรรม เป็นประเทศของคนที่ใช้อำนาจในทางที่เป็นคุณ ถ้าหมุนซ้ายก็มักจะใช้อำนาจไปในทางที่ผิดๆ ถ้าจักรแก้วทิพย์มีลายดอกบัว ก็มักจะเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประจำชาติ ถ้าใบมีดของจักรแก้วมีมาก มักจะหมายถึงบุคคลหรือองค์กรหรือประเทศ ที่มีแสนยานุภาพมาก เฉียบขาด และรุนแรงกว่าทั่วไป ใครที่มีจักรแก้วทิพย์ขนาดใหญ่ หมุนเร็ว หมุนไปทางขวา และมีใบมีดมาก มีลวดลายมาก ก็มักจะเป็นผู้ที่เจริญรุ่งเรืองดีในทางโลก

สำหรับจักรแก้วทิพย์ที่ส่วนแหลมของคมมีดหมุนไปทางขวา ก็จะแรงกว่าประเภทที่สันของคมมีดหมุนไปทางขวาซึ่งปาดบาดไปไม่รุนแรงเท่า แต่ทิศทางของคมมีดนั้นไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าจักรแก้วทิพย์เป็นของฝ่ายพระหรือฝ่ายมาร เพราะคมใบมีดทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับว่าจะหมุนขวาหรือไม่ บางครั้งมองจากข้างหน้าเหมือนใบมีดจะหมุนซ้าย แต่ถ้ามองมาจากข้างหลังคือหมุนขวา จึงไม่สามารถตัดสินได้ ด้วยการดูภาพจักรแก้วทิพย์ที่เป็นภาพนิ่ง

ทั้งพระธรรมจักรทิพย์ และจักรแก้วทิพย์ นั้น มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งผู้เลี้ยงผู้รักษาจะประชุมขึ้น โดยจะมี “ภพนายช่าง” เป็นผู้ประกอบส่วนสร้างขึ้น แล้วใส่ยนต์กลไกให้ทำงาน สร้างเสร็จแล้วก็ส่งลงมาให้ใช้ ถือเป็น “อุปกรณ์ทิพย์” อย่างหนึ่ง ซึ่งบุคคล หรือคณะบุคคล หรือองค์กร หรือประเทศ แม้แต่โลก ที่จะใช้พระธรรมจักรทิพย์ หรือจักรแก้วทิพย์ จะได้ใช้ประเภทใด ขนาดใด ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ตามแต่ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านจะพิจารณาให้อย่างเหมาะสม เช่นกำลังของพระพุทธเจ้าผู้ทรงก่อตั้งพระศาสนา, กำลังบุญบารมีของคนภายในประเทศ, กำลังของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศซึ่งเป็นผู้เลี้ยงผู้รักษาที่ใกล้ชิดอยู่กับโลก, กำลังของผู้ปกครองโลก อย่างพระเจ้าจักรพรรดิราช, พระราชา, ประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี, ยุคสมัยของโลก ว่าเป็นยุคเสื่อม หรือเจริญ, และเทวดาประจำเมือง หรือองค์กร หรือบุคคล บ้างก็มีเฉพาะพระธรรมจักรทิพย์อย่างเดียว บ้างก็มีเฉพาะจักรแก้วทิพย์อย่างเดียว บ้างก็มีทั้งสองอย่าง ซึ่งยุคสมัยใดที่โลก, ประเทศชาติ, องค์กร, หน่วยงาน หรือบุคคล กำลังอยู่ในยุคเฟื่องฟู เจริญรุ่งเรือง อาจจะขอซื้อพระธรรมจักรทิพย์ และจักรแก้วทิพย์ อันเป็นสมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษามาเก็บไว้ในสายธาตุสายธรรมของตนเองก็ได้ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งพระธรรมจักรทิพย์ หรือจักรแก้วทิพย์ ที่กำลังทำหน้าที่อยู่ เป็นสเป็คที่ทำงานแรงกำลังดี และเข้ากันได้ดีมาก กับประเทศ, องค์กร, หน่วยงาน, คณะบุคคล หรือบุคคล เหมือนรถยนต์เช่าซื้อ (lease) ที่นำมาใช้แล้วขับขี่คล่องตัวดีมาก ถึงขนาดที่ต้องขอซื้อเพื่อให้ได้สิทธิ์ขาดในการครอบครองรถยนต์นั้น

ส่วนจักรแก้วทิพย์ ที่ผู้ทรงวิชชา มีไว้สำหรับ “เดินวิชชา” หรือ “เข้าวิชชา” นั้น เป็นคนละประเภทกับพระธรรมจักรทิพย์ และจักรแก้วทิพย์ ของผู้เลี้ยงผู้รักษา แต่โดยรูปลักษณ์ก็คล้ายๆ กัน ฟังก์ชั่นการทำงานก็คล้ายๆ กัน คือส่งฤทธิ์, ส่งอำนาจ, เลี้ยงกำลังวิชชา แต่จักรแก้วสำหรับเดินวิชชานั้น ใช้เป็นอาวุธได้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ใครที่กำลัง “เดินจักรแก้ว” อยู่มักจะมีอารมณ์ “ดุดัน” เพราะฤทธิ์ของจักรแก้วหล่อเลี้ยงใจ ในขณะที่ ผู้ที่เดินวิชชาด้วย แก้วมณี, ขุนพลแก้ว, ขุนคลังแก้ว, นางแก้ว, ช้างแก้ว, ม้าแก้ว ก็จะมี “มโนรมณ์” ต่างๆ กันไป ตามแต่รัตนะแต่ละอย่าง ซึ่งถ้าสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับโอกาสได้ก็คงจะดี แต่ผู้ทรงวิชชาส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกเดินจักรแก้วกัน แล้วถ้าจะถอดเปลี่ยนเป็นรัตนะอื่น ก็อาจจะสะดุดในวิชชา ก็เลยมักจะเป็นอย่างที่เป็นกันครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

10 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org  


นานาสาระ: เรื่อง การจดทะเบียน และได้มาซึ่งสมบัติผู้เลี้ยง

บทความก่อนๆ ของผมนั้น ได้ให้มโนทัศน์โดยรวม เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง “สมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษา” ซึ่งโดยมากแล้ว จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ ศักดิ์, สิทธิ์, และอำนาจ ที่มีขึ้นนับจากรากฐาน คือบุคคลหรือคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจการปกครองอาณาจักร และระบบระบอบการปกครองที่รองรับ ซึ่ง “ภพทิพย์” ท่านอำนวยการอยู่อย่างลับๆ และถ่ายทอดการบริหารจัดการกันลงมาตามลำดับ กระทั่งถึง “เทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษา” สำหรับบทความนี้ จะขอแนะนำเพิ่มเติมต่อไป ในมิติต่างๆ แห่งการเรียกสมบัติผู้เลี้ยงอย่างง่ายๆ

สมบัติภาคผู้เลี้ยงที่อิงอยู่กับพระธรรมวินัย และบทบัญญัติของ “พระศาสนจักร” อย่างเช่นการตั้ง “คณะสงฆ์” ที่ประกอบไปด้วยพระภิกษุ หรือพระภิกษุณี จำนวน 4 รูป หรือมากกว่า และการตั้ง “คณะพุทธบริษัท” ที่มีสมาชิกเป็น พระภิกษุ, พระภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา อย่างละ 1 รูป/ท่าน เป็นอย่างน้อย โดยนัยนี้ คณะนั้นๆ จะสามารถเรียกสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้ในรูปแบบของ “พระธรรมจักร” ซึ่งมีอำนาจในทางธรรม

ส่วนการเรียกสมบัติผู้เลี้ยงที่อิงอยู่กับ “ภาครัฐ” คือ “อาณาจักร” มักจะได้สมบัติผู้เลี้ยงเป็น “จักรรัตนะ” ซึ่งมีผู้เลี้ยงรักษาประจำอยู่ อย่างเช่น รัฐบาล, สภา, ศาล, กระทรวง, ทบวง, กรม, กองทัพ, องค์กรภาครัฐ อย่างเช่น มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลรัฐ และองค์การมหาชนที่เคยเป็น หรือกำลังเป็น รัฐวิสาหกิจ ส่วนภาคเอกชนที่มีจักรรัตนะ ก็คือองค์กรที่ภาครัฐรับรองอย่างเช่น บริษัทเอกชน, บริษัทมหาชน, ธนาคาร, ห้างหุ้นส่วน, มูลนิธิ, สมาคม และอื่นๆ ต่างแต่เพียงว่า จักรรัตนะจะใหญ่หรือเล็ก, ฤทธิ์มากหรือน้อย, และมีอิทธิคุณอย่างไร เช่นจักรรัตนะของบริษัทจำกัดก็จะไม่เหมือนจักรรัตนะของกองทัพเรือ แต่มีความคล้ายกันคือ ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงรักษาให้อำนาจในการทำงาน โดยองค์กรขนาดใหญ่ มักจะมีจักรรัตนะที่ใหญ่กว่า แรงกว่า

สำหรับผู้ทรงวิชชา, กลุ่มบุคคล และคณะบุคคลที่ทำงานด้านพระพุทธศาสนา และสาธารณประโยชน์แบบไม่แสวงผลกำไร เดิมทีอาจอยู่ในรูปของกลุ่มและคณะที่ตั้งขึ้นมาอย่างลอยๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ กลุ่มในลักษณะนี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเรียก “จักรรัตนะ” จากผู้เลี้ยงได้ ยกเว้นในบางกรณี เช่นกลุ่มคน หรือคณะ หรือชมรม ที่อิงอยู่กับองค์กร เช่นชมรมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพราะปราศจาก “อำนาจแห่งอาณาจักร” ในการรับรอง ซึ่งทำให้การต่อยอดในวิชชานั้นไม่ง่ายนัก และผลที่เห็นได้ชัดในโลกภายนอกก็คือ ไม่เป็นที่ยอมรับนับถือ และไว้วางใจได้โดยสาธารณชนในวงกว้าง

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้ออกกฎหมายให้กลุ่ม หรือคณะบุคคล ที่ทำงานประเภทไม่แสวงผลกำไร สามารถ “ขึ้นทะเบียน” เป็น “NGO” (Non-Governmental Organisation) คือ “องค์กรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ที่ทำงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร” แต่กฎหมายได้ถูกคัดค้านโดยกลุ่ม NGO เพราะมีลักษณะของการจำกัดและควบคุมบังคับสิทธิ์ แต่การขึ้นทะเบียนกลุ่ม หรือคณะบุคคล ที่ทำงานประเภทไม่แสวงผลกำไร ในรูปแบบอื่นๆ ที่พอจะทำได้ในปัจจุบัน ก็คือการสมัครเข้าเป็น “เครือข่ายสภาวัฒนธรรม” ซึ่งกิจกรรมด้านศาสนาก็ยังนับว่าเข้าข่ายเป็นวัฒนธรรม โดยการรับสมัครนั้นมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบอนุมัติ และอนุญาตให้สมัครได้ทั้ง นิติบุคคล และไม่เป็นนิติบุคคล นอกจากนี้เรายังสามารถสมัครเป็นสมาชิก "ศูนย์คุณธรรม" ทั้งในนามบุคคล หรือองค์กรได้ที่ https://member.moralcenter.or.th/sign/sign-up-organize.html

ด้วยการรับรองสถานภาพของกลุ่มกิจกรรมไม่แสวงผลกำไรในลักษณะนี้ การเลี้ยงรักษาส่วนใหญ่ จะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และสมบัติผู้เลี้ยงที่เรียกได้ ก็จะล้ำค่าขึ้น มีอานุภาพมากขึ้น แล้วยิ่งถ้าหากไปสมัครเป็นสมาชิกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และสมัครเป็นสมาชิกขององค์การสากล, หรือองค์กรประชาคม และองค์กรทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ ต่อไปอีก ก็จะเรียกสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้อย่างดียิ่งขึ้น เพียงแต่อาจจะต้องจ่ายมากหน่อย ทั้งจ่ายเป็นเงินบริจาคสนับสนุน และจ่ายธาตุบุญ

ส่วนกลุ่ม และคณะบุคคลที่จะขึ้นทะเบียนกับกระทรวงวัฒนธรรมนั้น มีความสำคัญอยู่ที่ “ชื่อ” ซึ่งจะสัมพันธ์กันกับกฎระเบียบขององค์กร (เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว กลุ่มและคณะบุคคลจะได้รับการยกขึ้นเป็นองค์กร) ซึ่งหากผู้ทรงวิชชารู้จักการผูกสิทธิ์ที่ดี โดยอาจมีการใช้ภาษาวิชชาในการบัญญัติกฎระเบียบด้วย (ห้ามเปิดเผย เพราะอาจโดนแก้ทาง) เพียงเท่านี้ ก็จะกลายเป็นองค์กรที่มี “ตัวตน” อย่างมีนัยยะสำคัญในโลกวิชชาครับ

หมายเหตุ: ผมขอแนะนำ องค์ประกอบชื่อขององค์กรที่จะขึ้นทะเบียนดังนี้ครับ สาเหตุที่แนะนำให้ เพราะชื่อมีความสำคัญมาก ในการกำหนดบทบาท และขอบเขตการทำงาน ซึ่งบทบัญญัติกฎระเบียบที่จะตราขึ้นมารองรับ จะต้องสอดคล้องกัน ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ฯ, ชุมนุม, ชุมชน, ชมรม, สถาบัน, องค์คณะ, องค์กร, กองกิจการ, คณาธร, ธรรมกิจ, ธรรมาลัย, คณะหุ้นส่วนสังคม, สภาบุคคล, สภาสมาชิก, คณาจารย์, คณากร, สโมสร, สันนิบาต, สำนักงาน, พิทยาลัย, องค์กร, เครือข่าย, ภาคี, สหภาพ, สหการ, ประชาคม, สหภาคี, สหประชาคม, สิกขาลัย, โพธิยาลัย, บ้าน, สถาน, สภาโพธิสมาชิก, สภาโพธิสัตว์, สภาโพธิยาลัย, สภาวิชชาลัย, สภาเพื่อการศึกษา, สภาการ, กลุ่มอุบาสก, บ้านอุบาสก, กลุ่มอุบาสิกา, บ้านอุบาสิกา, บ้านกรีก, หอพุทธบริษัท, สภาพุทธบริษัท, ประชาคมพุทธมามกะ, สภาเยาวชน, สถานธรรมานุบาล, สถานอภิบาล, อาศรม, ปราการ, พุทธาคาร, สภาสังคม, คณะผู้ศึกษา, คณะศิษย์, วิสาหกิจ, สมาพันธ์, สหพันธ์, สมัชชา, แนวร่วม และอื่นๆ ซึ่งท่านสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไข และผสม หรือผสานคำขึ้นใหม่ ด้วยชื่อต่างๆ ที่ให้มาข้างต้นนี้

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

9 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

เครดิต / ลิ้งค์รายละเอียดการสมัครกับกระทรวงวัฒนธรรม:

http://www.culture.go.th/divi_network/ewt_dl_link.php?nid=42&filename=index


นานาสาระ:

Q: เราจะพิจารณาทราบได้อย่างไรว่า ของหยาบอะไรบ้างที่จะเรียกสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้?

A: ยศ, ศักดิ์, สิทธิ์, อำนาจ, เกียรติ, กรรมสิทธิ์, สิทธิพิเศษ, มูลค่า, ตำแหน่ง, ลำดับ, ขั้น, ชั้น, ฐานะ, ข้อมูล, ทะเบียน, รายละเอียด, อัตลักษณ์, สวัสดิการ, ชื่อ, รหัส, นิติกรรม, ประเภท, ขอบเขต, บทบาท, ลำดับ, อัตรา, หน้าที่, ขอบเขต, เงื่อนไข, รางวัลและการทำโทษ, สถานภาพ ของบุคคล และนิติบุคคล ทั้งปวง ที่มีการจดทะเบียน, สมัคร, ขึ้นทะเบียน, อนุมัติ, ยอมรับ, ยินยอม, อนุญาต, ออกคำสั่ง, ออกให้, ส่งมอบ/ส่งถึง, ตกลง, ปฏิเสธ, คัดค้าน, ประกาศ, ยกเลิก, หมดอายุ, ต่ออายุ, รับรอง, รับรู้, รับทราบ, เห็นชอบ, กำหนด, ระบุ, บ่งชี้, ตัดสิน, แก้ไข, เปลี่ยนแปลง, มอบหมาย, มอบอำนาจ, แต่งตั้ง, แจ้งเตือน, เรียกเก็บ, เรียกเข้ารายงาน, ตัดสิน, ตอบรับ, รายงาน, นำเสนอ, ลงคะแนน, ขอฝาก, ขอเบิก, ขอยืม, เปลี่ยน, แปลง, รักษา, ถ่ายโอน, ยึดริบ, เพิกถอน และอื่นๆ   

ดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น ซึ่งตั้งอยู่บนธรรมเนียมปฏิบัติ, กฎระเบียบ, บทบัญญัติ, กฎหมาย, และรัฐธรรมนูญ อันเกิดจาก “สิทธิและอำนาจ” ที่กอปรมาจาก “อธิปไตย” หรือฐานะแห่ง “อาณานิคม” ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง ของระบอบการปกครอง ทั้งที่ปกครองตนเอง หรือถูกปกครอง โดยมีสถาบันที่ประกอบไปด้วยบุคคล หรือคณะบุคคล เป็นผู้นำที่มีศักดิ์, สิทธิ์, อำนาจ และหน้าที่ ในการกำหนดและบังคับใช้ธรรมเนียมปฏิบัติ, กฎระเบียบ, บทบัญญัติ, กฎหมาย และรัฐธรรมนูญนั้น บนรากฐานของอำนาจการปกครอง ที่พัฒนาก่อร่างสร้างขึ้นจาก อำนาจทางการทหารที่ต่อสู้รบราฆ่าฟันเพื่อครอบครองดินแดน, การอพยพมาก่อตั้งรกราก, การเจรจาต่อรองทางการทูตโดยสันติวิธี, การเจริญสัมพันธไมตรี และการมอบหมายให้อำนาจปกครอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามอิทธิพลในส่วนละเอียด ระหว่างภาคผู้เลี้ยงฝ่ายพระ (พระนิพพาน) และภาคผู้เลี้ยงฝ่ายมาร (มารโลก) กิจกรรมทั้งปวงเหล่านี้ย่อมมี “ผู้เลี้ยงผู้รักษา” คอยเอื้ออำนวยการ กำกับการดูแลอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่มีผู้เลี้ยงผู้รักษาดูแลอยู่ บุคคลที่ถูกเลี้ยงรักษา ก็มีสิทธิ์ “เรียกสมบัติผู้เลี้ยง” มาครอบครองได้ทั้งนั้น ทั้งนี้รวมไปถึง บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, ใบขับขี่, หนังสือเดินทาง, ทะเบียนสมรส, โฉนดที่ดิน, ทะเบียนรถยนต์, สูติบัตร, ใบสุทธิสงฆ์, บัตรทำงานคนต่างด้าว, ใบทะเบียนพาณิชย์, หนังสือบริคณห์สนธิ, ใบปริญญาบัตร, ประกาศนียบัตร, ตราตั้งสมณศักดิ์, ตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วโดยสารยานพาหนะต่างๆ, ใบรับ/ใบเสร็จ, บัตรเชิญ, ฎีกา, อนุโมทนาบัตร, บัตรลงคะแนนเสียง, เช็คและตั๋วเงินสั่งจ่าย, ลายเซ็น, ดวงตรา (ประกาศิต), หนังสือสัญญา, หนังสือสำคัญ, ใบถือหุ้น, กองทุนเพื่อการลงทุน, กรมธรรม์ประกันภัย, บัญชีเงินฝากธนาคาร, เช็คสั่งจ่ายเงิน, ทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่, เอกสารผู้ถือพันธบัตรรัฐบาล, ใบสลากออมสิน, ใบล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลแล้วเขียนชื่อบุคคลไว้ด้านหลัง, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, บัตรสมาชิก, ลำดับชั้นของสมาชิกธุรกิจขายตรง, บัตรสวัสดิการ, ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพ และอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ เป็นเสมือนอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งหลาย ที่สร้างขึ้นบน “รากฐาน” หลักเดียวกัน คือความเป็น “อธิปไตย” หรือ “อาณานิคม” ของประเทศชาติ ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษา “ส่งวิชชาปลูกและเลี้ยงรักษา” ให้เกิดมี โดยพัฒนาการขึ้นมาได้ จากแผ่นดินชนถิ่นที่ไม่มีเจ้าของครอบครองอย่างเป็นทางการ มาเป็นประเทศที่มีระบบ ระบอบ และระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมมนุษย์ ที่เต็มไปด้วยสรรพวิชชาจากองค์, วงศ์, สี, สายต่างๆ คอยเลี้ยงให้เป็นไปอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงนั้นมีประจำการแทบจะอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกหนทุกแห่ง แต่บทความนี้นำเสนอเฉพาะผู้เลี้ยงอย่างเป็นทางการ ซึ่งท่านมีสมบัติผู้เลี้ยงให้เรียกออกมาได้ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็จะเรียกได้เป็นเพียง “กระดุม” หรือ “ดุม” ส่วนผู้เลี้ยงอื่นๆ ที่ไม่สามารถให้สมบัติผู้เลี้ยงที่มีสาระสำคัญได้ หรือเรียกมาแล้วก็ไม่เป็นคุณ ไม่คุ้มค่า ก็จะไม่ขอเอ่ยถึงในที่นี้ อย่างเช่นบ่อนการพนันเถื่อน, แหล่งผลิตเหล้าเถื่อน, ตลาดมืดรับแลกเปลี่ยนเงินตรา, ล็อตเตอรี่ที่เขียนชื่อไว้ด้านหลังแต่ไม่ถูกรางวัล, ใบสั่งปรับทางจราจรที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นอาทิ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

7 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

หมายเหตุ:

- เรียกสมบัติผู้เลี้ยงจาก "ทุนนิธิ" มูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ "ดวงโภคคัญญู" (บรม/มหา/จุล)

- เรียกสมบัติผู้เลี้ยงจากสมาชิกภาพชมรมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ "สายวัษษุวาฏ" มีลักษณะเป็นสร้อยพระศอ

- เรียกสมบัติผู้เลี้ยงจากโฉนดทิพย์ที่ได้จากการทำบุญที่ดินถวายวัด ได้ "ดวงธรณินทร์" (บรม/มหา/จุล)

- เรียกสมบัติผู้เลี้ยงจากสมาชิกภาพเว็บไซท์ www.Meditation101.org ได้เครื่องทรง “ภิฏิกาญจน์” มีลักษณะเป็นเครื่องทรงทอง


นานาสาระ: ปกิณกะ เรื่อง การแปลงโฉนดที่ดินทิพย์ ให้เป็นที่ดินจริง

พวกเราชาวสายบุญที่ตระเวนไปทำบุญตามวัดต่างๆ บางท่านอาจจะเคยเจอวัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมที่เรี่ยไรรับบริจาคซื้อที่ดิน ซึ่งเมื่อทำบุญแล้วทางวัดก็ออก “โฉนดทิพย์” โดยระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน และขนาดที่ดินไว้ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่วัดก็เซ็นออกโฉนดพร้อมประทับตราอีกด้วย

ท่านรู้ไหมครับว่า โฉนดทิพย์ที่วัดออกให้นั้น ท่านสามารถเรียก “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” จากผู้เลี้ยงผู้รักษาได้ ผลของการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินในวิชชาซึ่งอาจอยู่ในลักษณะของดวงกลมใสที่ประจุวิชชาและพลังทิพย์อยู่ เรียกว่า “ดวงธรณินทร์” ก็คือ นับจากได้มา พลังทิพย์ก็จะเอื้อให้เราสามารถได้ครอบครองที่ดินของจริงในโลกมนุษย์ ทั้งในชาตินี้ และชาติต่อๆ ไป โดยที่ดินจะมีขนาดตามแต่ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านจะคำนวณแบ่งให้ ซึ่งโดยมากแล้วจะพอๆกัน หรือตรงกันกับขนาดที่ระบุไว้ในโฉนดทิพย์

สาเหตุที่ผู้ทำบุญที่ดินแล้วได้โฉนดทิพย์มา จะสามารถเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดินของจริงได้ ก็เพราะผู้เลี้ยงผู้รักษาของวัดท่าน "ให้" มิฉะนั้นแล้วจะไม่มีการออกโฉนดทิพย์ได้ แต่จะเป็นใบอนุโมทนาบัตรธรรมดา ในขณะที่โฉนดทิพย์จะส่งผลตามบุญกรรมและผังชีวิต ซึ่งยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับโปรแกรมกรรม และการบังคับให้เกิดผล ที่แทรกแซงกันและกันโดยธาตุธรรมทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายบุญ (พระนิพพาน) และฝ่ายบาป (มารโลก) เมื่อบุคคลอ้างโฉนดทิพย์เพื่อขอกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้เลี้ยงผู้รักษา “ผู้เรียก” ก็ต้องจ่าย “ธาตุบุญ” พอสมควร เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่จะใช้ได้จริงในโลกมนุษย์ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้เลี้ยงมีวิชชาและสามารถให้ได้ในส่วนละเอียด จึงมีแผ่นโฉนดทิพย์เกิดขึ้นในส่วนหยาบ สำหรับออกให้กับผู้ทำบุญ

ในทางเทคนิคแล้ว อาจกล่าวได้ว่า วัดที่ออกโฉนดทิพย์นั้น “ยืนวิชชา” อยู่บนพื้นฐานของ “สิทธิ์” ใน “ทักขิณา” หรือ “นาบุญ” ซึ่งเมื่อเจ้าภาพทำบุญซื้อที่ดิน ก็เท่ากับเป็นการขยายขอบเขต “สิทธิ์” ในที่ดินให้กับวัด หรือ “สงฆ์” ในกรณีเป็นธรณีสงฆ์ นับเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อผู้บริจาค เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงผู้รักษาที่มีวิชชามากพอ และยินดีที่จะตอบแทนเจ้าภาพในรูปแบบโฉนดที่ดินทิพย์นั้น สามารถคำนวณสิทธิ์ ทั้งในทรัพย์ที่บริจาค ในกรรมสิทธิ์ธรณีสงฆ์ที่เพิ่มขึ้น และผลตอบแทนโดยตรงตามกฎแห่งกรรม ซึ่งก็คือทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำบุญซื้อที่ดิน ก็จะได้ที่ดินไว้ครอบครอง โดยนัยนี้ ประกอบกับวิชชาของท่าน จึงก่อเกิดเป็น “กรรมสิทธิ์ทิพย์” สำหรับผู้บริจาคที่ประสงค์จะ “เรียก” จากผู้เลี้ยงผู้รักษา

การทำเช่นนี้ ก็จะ “เปลืองวิชชา” ของผู้เลี้ยงผู้รักษา ซึ่งท่านก็จะคิดค่า “ประชุมกรรมสิทธิ์ทิพย์” ซึ่งผู้เรียกจะต้องจ่ายอยู่ไม่น้อย วิธีนี้เหมาะสำหรับท่านที่มีธาตุบุญเหลือเฟือ และมีกำลังทรัพย์พอจะบริจาคซื้อที่ดินให้วัดด้วยครับ ซึ่งใครก็ตามที่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ทิพย์ในที่ดินแล้วในวิชชา ส่วนหยาบก็จะตามมาภายหลัง คือมีเหตุในอันที่จะได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินของหยาบ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

7 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง ผู้เลี้ยงผู้รักษาปกครองกันอย่างไร?

ใกล้จะออกพรรษากันแล้วนะครับ และสิ่งที่เราๆ ท่านๆ รอคอยกันอย่างใจจรดใจจ่อ ก็คือบุญทอดกฐิน หรือผ้าป่าบริวารกฐิน ตามวัดต่างๆ ซึ่งบางท่านก็เป็นประธานเอก, ประธานรอง, ประธานร่วม, ประธานกอง หรือกรรมการสายต่างๆ หลายๆ วัดได้ตีพิมพ์ใบฎีกาแจ้งรายชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

ท่านทราบหรือไม่ครับว่า ตำแหน่งแห่งกองบุญการกุศลเหล่านี้ เราสามารถ "เรียกสมบัติผู้เลี้ยง" ออกมาได้เช่นกัน ซึ่งสมบัติผู้เลี้ยงที่ได้จะอยู่ในข่ายของ "พระคลังรัตนะ" ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงของแต่ละวัด หรือสำนักสงฆ์ ยิ่งถ้าหากเป็นอาวาสของผู้ทรงวิชชา ก็มักจะมีของพิเศษๆ ให้ตอบแทนความทุ่มเทเสียสละจากญาติโยมครับ 

ท่านใดที่เคยตั้ง "ทุนนิธิ" หรือ “กองทุนสาธารณกุศล” อย่างเช่นทุนนิธิของมูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะท่านที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน, กรรมการ, เลขาธิการ, เหรัญญิก รวมถึง “สมาชิก” สมาคมการกุศลต่างๆ อย่างสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็สามารถเรียกสมบัติผู้เลี้ยงออกมาได้เช่นกัน อาจจะได้ "สายเกียรติธรรม" หรือตามแต่ผู้เลี้ยงจะให้ โดยสายนี้มีลักษณะคล้าย สายเกียรตินิยม ที่บัณฑิตรับปริญญาเขาคล้องกันครับ

ท่านใดประสงค์จะพบครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถืออีกในภพชาติต่อไป ไม่พลัดหลงกัน ก็ขอให้เรียกสมบัติผู้เลี้ยงนี้ออกมาครองไว้ ฤทธิ์ของสมบัติผู้เลี้ยงนี้จะนำพาให้ได้มาพบครูบาอาจารย์อีก โดยเฉพาะท่านที่ไม่ค่อยมียศตำแหน่งอะไร ก็ควรจะเรียกมาไว้บ้างครับ ส่วนท่านที่นอกจากจะไม่มียศฐานบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งหน้าที่อะไร ไม่รู้จะเรียกสมบัติผู้เลี้ยงมาครองเหมือนคนอื่นๆ เขาได้อย่างไร ก็สามารถตั้งทุนนิธิ ทุนภัตตาหาร หรือสมัครเป็นสมาชิกองค์กรการกุศลต่างๆ หรือรับเป็นเจ้าภาพ ประธานลำดับขั้นต่างๆ หรือกรรมการ โดยเฉพาะองค์กรของผู้ทรงวิชชา ก็จะสามารถเรียกสมบัติผู้เลี้ยงได้ครับ เป็นอานิสงส์ติดตัวไปในวิชชา และภพชาติเบื้องหน้า เพราะกายในวิชชาของเราเอง คือกายที่คอยปกครองดูแลเราได้ด้วย ส่วนเทวดาผู้เลี้ยงนั้น ยังมีปรับ มีเปลี่ยนไป โยกย้ายไปตามภพชาติ และยุคสมัย

ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกภาพขององค์กรทางธุรกิจ เช่นสมาชิก VIP ของบริษัทโทรคมนาคม, ห้างสรรพสินค้า, สถานีบริการน้ำมัน, ร้านอาหาร, สายการบิน และอื่นๆ ซึ่งสมาชิกภาพขององค์กรห้างร้านเหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่มีผู้เลี้ยงรักษาอยู่เหมือนกัน และถ้าเราประสงค์จะเรียกสมบัติผู้เลี้ยง ก็ย่อมได้ อานิสงส์คือ เราจะเป็นผู้ที่ได้ “สิทธิพิเศษและส่วนลด” ในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่บางท่านก็อาจจะเห็นเป็นเรื่องไม่จำเป็น และสิ้นเปลือง “ธาตุบุญ” โดยใช่เหตุ แต่ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่มียศชั้นฐานันดรศักดิ์ ตำแหน่งหน้าที่การงานอะไร หรือมีธาตุบุญเหลือเฟือ ก็ลองสมัครเป็นสมาชิกที่นั่นที่นี่ไว้เถิดครับ เผื่อว่าอาจจะเรียกสมบัติผู้เลี้ยงอะไรดีๆ มาเก็บไว้ได้บ้าง ดีกว่าอยู่ตัวเปล่าๆ

ว่าด้วยเรื่องสมบัติผู้เลี้ยงนั้น หากเราจะสาวไปถึงสาเหตุที่มา ก็ต้องขอบอกก่อนว่า โลกธาตุของเรานั้นท่านปกครองกันเป็นระบบครับ นับตั้งองค์พระต้นธาตุต้นธรรมลงมา ถึงพระพุทธเจ้าผู้ใหญ่ พระจักรพรรดิผู้ใหญ่ เป็นองค์กลางธาตุ องค์ปลายธาตุ กระทั่งถึงพระพุทธเจ้าผู้มาใหม่ พระจักรพรรดิผู้มาใหม่ พระอริยบุคคล อีกทั้งพระนิพพานและภพภูมิต่างๆ ท่านปกครองเลี้ยงดูในวิชชากันลงมาเป็นลำดับๆ ทั้งพรหมโลก, สวรรค์, โลกมนุษย์ เรื่อยไปกระทั่งถึงยมโลก และนรก

พระนิพพานก็ปกครอง, ควบคุม, กำกับ, ดูแล, สอดส่อง พยายามจะช่วยให้อยู่ดีมีสุข ส่วนมารโลก ก็ทำนองเดียวกัน เพียงแต่จะผลักดันให้ต้องทุกข์ได้โทษ ต่างฝ่าย ต่างแทรกแซงกันและกันอยู่อย่างนี้ครับ โลกมนุษย์เราก็เหมือนกัน ประเทศทุกประเทศ มีเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษา นับตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ คอยเลี้ยงคอยรักษา ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือไม่ก็ตาม ต่างแต่เพียงว่าผู้รักษามีกำลังมากหรือน้อย ช่วยให้อยู่เป็นสุขมากหรือน้อย มีศีลมีธรรมกันมากหรือน้อยครับ ก็เหมือนตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านก็ทำตามหน้าที่ แม้แต่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนเป็นชาวต่างศาสนาอยู่ส่วนหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดชาวพุทธที่ย้ายไปประจำอยู่ ก็ต้องทำงานคอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขกันอยู่อย่างนั้น ส่วนเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเป็นนักบริหารปกครอง และผู้นำประชาชน ที่เคยทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน เมื่อละโลกไปแล้ว ได้อานิสงส์ไปเกิดเป็นเทวดาผู้เลี้ยงประเทศ และเขตการปกครองของประเทศ และโดยทั่วไปแล้ว จะพ้นจากหน้าที่ ก็ต่อเมื่อความเป็นประเทศชาติได้สิ้นสุดลง จากนั้นเทวดาผู้เลี้ยงก็จะแยกย้ายกันไปยถากรรม บางท่านเป็นทหาร ตำรวจ ที่คุ้มครองอธิปไตยของชาติ ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ก็มีบุญจากการสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศและประชาชน จึงได้มาเป็นเทวดาผู้เลี้ยง เพราะเหตุนี้ เทวดาผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จึงมักยินดีที่จะมอบสมบัติผู้เลี้ยงให้กับผู้ทรงวิชชา เพื่อแลกกับ “ธาตุบุญ” เพราะพวกท่านจะสามารถใช้ธาตุบุญได้ หลังจากพ้นหน้าที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาไปแล้ว อาจจะได้ไปเกิดใหม่เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์นรก ตามกรรมที่เคยทำไว้สมัยเป็นมนุษย์ ส่วนเทวดาผู้เลี้ยงอื่นๆ ก็อย่างเช่น ครู อาจารย์ บรรพบุรุษ ที่เนื่องกับองค์กร และกิจการ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เคยเป็นครู เป็นบรรพบุรุษ ที่สอน หรือก่อตั้งกิจการ เมื่อละโลกไปแล้ว บุตรหลาน หรือศิษย์มารับช่วงดูแลกิจการ ก็จะมาช่วยเลี้ยงช่วยรักษากันไป ไม่เว้นแม้แต่บรรพบุรุษประจำตระกูล ของแต่ละ "นามสกุล" ด้วย

โดยภาพรวมแล้ว ประเทศแต่ละประเทศในโลก ก็ปกครองกันมาเป็นชั้นๆ โดยทั้งฝ่ายพระนิพพาน และมารโลก คือมีผู้เลี้ยงผู้รักษาทั้งฝ่ายบุญ (พระนิพพาน) และฝ่ายบาป (มารโลก) กล่าวคือ มีทั้งพระพุทธเจ้าผู้เลี้ยงผู้รักษา พระจักรพรรดิผู้เลี้ยงผู้รักษา เทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษา พุทธเจ้ามารผู้เลี้ยงผู้รักษา จักรพรรดิมารผู้เลี้ยงผู้รักษา เทวดามารผู้เลี้ยงผู้รักษา โดยนัยนี้ นับตั้งแต่พระนิพพาน และมารโลก ลงมาเป็นชั้นๆ กระทั่งถึงรัฐบาล, รัฐสภา, ศาล, องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อ.บ.จ.) มาถึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อ.บ.ต.) เลยครับ ซึ่งผู้รับผิดชอบดูแล ก็ส่งฤทธิ์เดช และอำนาจ คอยเกื้อกูลให้เจริญ ส่วนมารโลกก็ส่งให้เสื่อม แล้วฤทธิ์เดช พร้อมอำนาจนั้น ก็ส่งผลให้ประเทศมีอธิปไตย ประชาชนได้อยู่กันอย่างสันติ เท่าที่จะทำได้ หากจะถามว่า ทำไมพระนิพพานจึงต้องเข้าปกครองโลกมนุษย์ จะได้ประโยชน์อะไร ไม่เหนื่อยเปล่าหรือ? คำตอบก็คือ หากพระนิพพานไม่เข้าเลี้ยงรักษาโลกมนุษย์ ฝ่ายมารโลกก็อาจจะเข้ายึดแทน ทำให้กลายเป็นปัญหาต่อพระนิพพานในภายหลังได้ครับ

รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร ศาล กองทัพ หน่วยงานราชการ วัด ศาสนสถาน สถาบันการศึกษา บริษัทมหาชน บริษัทเอกชน ธุรกิจห้างร้าน ที่ก่อตั้งขึ้นตาม “สิทธิ์และอำนาจตามกฎหมาย” ที่เกิดจาก “อธิปไตย” ของประเทศ ซึ่งเทวดาผู้เลี้ยงคอยส่งวิชชาให้มีขึ้น แล้วปกครองดูแลอยู่ โดยมีพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ ในพระนิพพาน และภพภูมิต่างๆ เอื้ออำนวยอยู่อีกชั้น ก็กอปรเป็นอำนาจทิพย์ ที่เลี้ยงรักษามาเป็นลำดับๆ โดยนัยนี้นั้น นับตั้งแต่พระนิพพานลงมาถึงร้านกาแฟริมถนน ซึ่งปกติแล้วทุกลำดับชั้น ลำดับขั้น ทุกแห่ง ทุกหน ล้วนมีเทวดาภาคผู้เลี้ยงคอยปกครอง โดยมีทั้งประเภทที่มีชีวิตจิตใจ สามารถเวียนเกิด และประเภทที่เป็นกายสิทธิ์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ด้วยเหตุนี้เอง สมบัติผู้เลี้ยงที่ถูกปรุงสร้างขึ้นด้วยวิชชาในโลกทิพย์ จึงเกิดขึ้น และเป็นของทิพย์ที่มีฤทธิ์เพื่อใช้ทำงานในการเลี้ยงรักษามนุษย์และสัตว์ ซึ่งเราสามารถเรียกสมบัตินี้มาใช้ได้ โดยแลกเปลี่ยนกับ “ธาตุบุญ” อันที่จริงแล้วสมบัติผู้เลี้ยงจะไม่มีรูปลักษณ์เหมือนของใช้สอยของมนุษย์ก็ได้ คือเป็นดวงกลมใสๆ ที่ประจุพลังทิพย์และวิชชาเอาไว้ แต่เพื่อประโยชน์และความสะดวกในการแยกแยะ ว่าอะไรเป็นอะไร จึงมีการปรุงสมบัติผู้เลี้ยงขึ้นเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนรัตนะ 7 ของพระจักรพรรดิในภพทิพย์ ซึ่งท่านก็สร้างขึ้นเป็นรูปเป็นร่างครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

6 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: Q&A

Q: มีท่านถามผมประมาณว่า ในเมื่อผมอ้างถึงเครื่องราชฯว่าเป็นเครื่องแสดงลำดับศักดิ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเครื่องแสดงความดีความชอบ จะอธิบายได้อย่างไร?

A: คำตอบคือ เครื่องราชฯ ดูเหมือนจะมีการ "เทียบชั้น" กับระบบขุนนาง และศักดินา อยู่ด้วยครับ ซึ่งเดิมที เมื่อเครื่องราชฯ ถูกตราขึ้นในยุคสมบูรณายาสิทธิราช เครื่องราชฯ มีความสำคัญในการใช้เป็นเครื่องประกอบและบ่งชี้เกียรติยศ ชั้น ขั้น ศักดิ์ อย่างมีนัยยะสำคัญ เพิ่งจะมาเปลี่ยนในยุคหลังๆ เมื่อมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่วิชชาที่ประชุมเครื่องราชฯ ขึ้น ก็ยังมีฤทธิ์ที่จะส่งให้บุคคลได้ยศชั้นขั้นศักดิ์ โดยขึ้นอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และระบอบการปกครอง เช่น ผู้ที่ได้รับพระราชทานดารานพรัตน์ มีศักดิ์เทียบเท่า "เจ้าพระยา" ผู้ที่ได้รับพระราชทานดาราตติยะจุลจอมเกล้าวิเศษ เทียบเท่า "พระยาโต๊ะทอง" ผู้ที่ได้รับพระราชทานดาราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เทียบเท่า "พระยาพานทอง" ดังนี้ครับ.

Q: เพราะเหตุใด กำลังแห่งยศศักดิ์ในรูปแบบสมบัติผู้เลี้ยง ที่เรียกมาได้ จึงกลายเป็นยศศักดิ์ในภพชาติเบื้องหน้า?

A: คำตอบคือ ปกติแล้วเทวดาภาคผู้เลี้ยงประจำกายเรา ท่านจะทำหน้าที่ในการประสานงานกับภพภูมิผู้เลี้ยงผู้รักษาต่างๆ เพื่อเลี้ยงและรักษาเรา เช่นเมื่อเราทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เทวดาผู้รักษามหาวิทยาลัยก็มอบ "คทาวุฒิ" ของทิพย์ให้กับผู้เลี้ยงประจำกายมนุษย์ ทำให้กายมนุษย์ได้ตำแหน่งทางวิชาการ อย่างเช่น “ศาสตราจารย์” แต่เมื่อเราพ้นจากตำแหน่ง เช่นลาออก หรือละสังขาร คทาวุฒินั้นก็ถูกส่งกลับคืนภพผู้เลี้ยงที่เป็นเจ้าของ แต่การ "เรียก" สมบัติผู้เลี้ยง เอามาใส่สายธาตุสายธรรมของเราเอง โดยจ่ายธาตุบุญเป็นค่าตอบแทนให้กับเทวดาผู้เลี้ยง ก็เท่ากับว่า สายธาตุสายธรรมของเราจะ "เลี้ยงตัวเอง" ด้วยคทาวุฒิดังกล่าว เมื่อเกิดในภพชาติใหม่ สายธาตุสายธรรมก็ส่งฤทธิ์เลี้ยง ด้วยของที่เรียกมาได้ ทำให้ได้เป็นศาสตราจารย์อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับระบบระเบียบของการศึกษาในยุคนั้นๆ ซึ่งอาจมีชื่อเรียก และธรรมเนียมปฏิบัติ รวมถึงขอบเขตบทบาทหน้าที่ต่างกันไปครับ.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ปกิณกะ เรื่องฤทธิ์ในวิชชาของ “ดาราอิสริยยศ”

ผมได้เคยรจนาบทความเกี่ยวกับดาราอิสริยยศเอาไว้แล้ว แต่ในบทความนี้ จะขอเสริมเรื่องการใช้ดาราเพื่อเสริมกำลังชีวิตครับ กล่าวคือ ดารานั้นมีลักษณะคล้าย “ดวงประลัยฤทธิ์” ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาเรื่อยๆ แต่ดาราก็มีทั้งแบบดาราทั่วไปที่ ล่องลอยตามภพ ที่ผู้ทรงวิชชาสามารถ “คว้า” มาใส่ตนเองในวิชชา หรือเป็นดาราที่ “ภพ” และ “ผู้ทรงวิชชา” ผลิตขึ้น สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในวิชชาได้เช่นกัน หรือมีบางท่านนำมาซ้อนปลุกเสกลงในวัตถุมงคลของเมืองมนุษย์ แต่สำหรับบทความนี้ขอนำเสนอเฉพาะ “ดาราอิสริยยศ” ที่ภพผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านประชุมขึ้น เพื่อแสดงลำดับเกียรติศักดิ์ของแต่ละอาณาจักร

ดาราอิสริยยศนั้น ก่อเกิดจากเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาของอาณาจักรแต่ละแห่ง ซึ่งท่านดำริจะให้มีขึ้น จากนั้นจึงประมวลวิชชาเพื่อประชุมของละเอียด หรือของทิพย์ขึ้นก่อน แล้วของหยาบที่จับต้องได้จึงจะมีเกิดขึ้นตามมา โดยประมวลวิชชาจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรุงขึ้นในลักษณะ “ร่วมกัน” ทั้งสายสะพายและแพรแถบสีต่างๆ, รวมถึงมณี (ถ้ามี), บุคคลผู้เนื่องด้วยดารานั้นๆ (ในกรณีของดาราแห่งบุคคลสำคัญ อย่างเช่นพระราชา และพระราชินี), ตราประกาศิต, ตราศาสนจักร อีกทั้งลำดับศักดิ์, บทบัญญัติ และกฎหมาย ที่จะรับรองดาราอิสริยยศแต่ละดวง รวมถึงเทวดา และกายสิทธิ์ ที่จะประจำการรักษาดารานั้นๆ

ความเหมือน และความแตกต่างของดาราอิสริยยศกับดาราต่างๆในวิชชา ก็คือ ดาราทุกประเภทมีของละเอียดอันเป็นทิพย์ประจำอยู่ แต่ดาราอิสริยยศที่มีสิ่งประดับกายของหยาบนั้น ถ้าจะขอครอบครองของทิพย์ ก็จะต้อง “เรียก” จากเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำตัวบุคคล แล้ว “จ่ายธาตุบุญ” ให้เทวดาผู้เลี้ยง บุคคลจึงจะได้ดาราของทิพย์ อันมีกำลังและประเภท ตามดาราอิสริยยศของหยาบที่ตนมีอยู่ มาครอบครองในวิชชา ซึ่งผู้ทรงวิชชาท่านก็ว่ากันว่า ดาราตามธรรมชาติในวิชชาที่ล่องลอยไปมานั้น ก็กว่าจะคว้ามาได้ก็ไม่ง่าย ส่วนดาราที่เขาผลิตขายกันในวิชชา ก็มีฤทธิ์ แต่ไม่มีลำดับศักดิ์ประกอบ แล้วถ้าเราซื้อได้ คนอื่นเขาก็ซื้อหามาได้เหมือนอย่างเรา ส่วนดาราอิสริยยศนั้น มี “วิชชาศักดิ์” ประชุมรวมอยู่ ซึ่งถ้าหากเจ้าของเรียกมาจากผู้เลี้ยง แล้วเก็บรักษาไว้ในสายธาตุสายธรรมของตน ก็จะมีอานิสงส์ทำให้เป็นผู้ที่มี “ศักดิ์และเกียรติยศ” ในภพชาติต่อๆไปอีก ด้วยฤทธิ์ของดาราอิสริยยศของทิพย์ที่มีคอย “ส่งวิชชา” ให้เป็นไป ซึ่งประเด็นนี้ผมได้เคยรจนาไว้แล้ว แต่สาระสำคัญที่จะกล่าวถึงวันนี้ก็คือ การใช้ดาราในวิชชาในรูปแบบอื่นๆ อีก

นอกจากการนำดารามาประดับกายในวิชชา อย่างเช่นที่พระอุณาโลม, รัดเกล้า, ทับทรวง, หัวเข็มขัด, ธำมรงค์ หรืออื่นๆ เพื่อเสริมอิทธิฤทธิ์แล้ว ถ้าเราแบ่งดาราอิสริยยศของทิพย์มาใส่ไว้ใน “ดาวประจำตัว” หรือจะ “ตั้งภพ” สำหรับดารานั้นให้กลายเป็นดาวประจำตัว ก็จะเป็นคุณต่อชีวิตเจ้าของอีกเช่นกัน ซึ่งการนำดาราของทิพย์มาใส่ดาวเจ้าชะตาในวิชชาสามารถแบ่งกำลังดาราออกมาได้ ประมาณ 3 - 7 ครั้ง ถ้าดาวประจำตัวของผู้ทรงวิชชามี “กำลังดารา” แล้ว “กายในวิชชา” อย่างกายพระจักรพรรดิ และกายพระพุทธราช ก็มีด้วย จะทำให้บังเกิดเป็นฤทธิ์ที่แรงเนื่องถึงกัน

ส่วนสายสะพายที่มาพร้อมกับดาราอิสริยยศนั้น จะส่งอานิสงส์เป็นผ้าคลุมสี (cloak) ต่างๆ สำหรับกายในวิชชา โดยสีจะเป็นไปตามสีของสายสะพายประกอบดาราอิสริยยศ ซึ่งผ้าคลุมนี้จะทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ความรวดเร็วว่องไว ในการเหาะเหินเดินอากาศของกายในวิชชา ซึ่งถ้าถูกใจก็พึงสวมใส่ไว้ แต่ถ้าไม่ประสงค์จะเก็บรักษาไว้ก็สามารถนำไปแลกกับ “เจ้าสี” หรือ “องค์สี” ซึ่งมีสายธาตุสีตรงกับสีของสายสะพาย อาจจะแลกเปลี่ยนได้อะไรดีๆ กลับคืนมา อย่างเช่นมณีสีต่างๆ

นอกจากนี้ วิธีทำให้ดาราแรงขึ้น ก็คือเราสามารถ “จัดลักขณา” ของดวงดาวประจำตัวให้ตรงกับทิศของภพสี ที่ส่งวิชชาอันเป็นสีของสายสะพายและแพรแถบ หรือคำนวณจัดลักขณาตำแหน่งดาราให้เสริมกันและกัน ทั้งนี้อาจต้องใช้วิชาโหราศาสตร์เข้าช่วยด้วย ส่วนวิธีทำให้ดาราแรงขึ้นอีกวิธีที่เคยปรารภไว้แล้วคือการไต่ระดับดาราทีละขั้นแล้ว “เรียกส่วนละเอียด” จากผู้รักษาแบบจ่ายธาตุบุญทีละขั้นๆ จากล่างสุดขึ้นชั้นบนแล้ว “สะสมทบกำลังดารา” เข้าไว้ด้วยกันทีละชั้น ไปเรื่อยๆ ตราบกว่าจะได้ชั้นสูงสุด

ทว่า วิธีการอื่นๆ นั้นรวมถึงการ "ทรงมณี" ที่ตรงกับสีของสายสะพาย เช่น หากจะสวมผ้าคลุมสีเขียว ก็ทรงมณีลังการเพชรเขียว หรือลดามณีเขียว กายในวิชชาก็จะมีฤทธิ์วิชชาแรงมากขึ้น ส่วนการจัดลักขณาดาราก็อย่างเช่น บุคคลเกิดวันพุธ เป็นวันสีมงคลคือสีเขียว แล้วเราได้สายสะพายสีเขียวก็แบ่งดาราชั้นนั้นไปใส่ดาวเจ้าชะตาแดนเกิด สำหรับพระดารานพรัตน์นั้น มีวิธีใช้คือคำนวณองค์จักรราศีทั้ง 9 เพื่อเข้ารักษาดวงพระชะตา ตามกำลังดาราและลักขณา โดยผู้ทรงวิชชาอาจตั้งภพสำหรับมณีแต่ละดวงแล้วประชุมขึ้นโดยมีสีเขียวเป็นสียืนพื้นวิชชา เนื่องจากเป็นสีของสายสะพายและแพรแถบที่ร่วมปรุงวิชชาประชุมดาราอิสริยยศขึ้นมาแต่แรกเดิมที ก่อนจะมีของหยาบ

จะเห็นได้ว่า ดาราอิสริยยศนั้นเป็นสิ่งทรงคุณค่าในทางวิชชา นอกเหนือจากความภาคภูมิใจที่ได้มาด้วยความทุ่มเทเสียสละในรูปแบบต่างๆ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของผู้สถาปนาดาราอิสริยยศแต่ละประเภทขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลสำคัญของพระอาณาจักร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ดาราอิสริยยศในวิชชาก็คือความซื่อสัตย์และซื่อตรงต่ออาณาจักร เพราะผู้สถาปนาดารานั้น ท่านสามารถ “ตรัสสิทธิ์” เข้าระงับฤทธิ์ของดาราได้ หากผู้ทรงวิชชานำมาใช้ในทางที่ไม่สมควร ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง กายสิทธิ์หินจุยเจีย กับคดหิน ต่างกันอย่างไร?

 

อันที่จริง ผมได้เคยรจนารายละเอียดเรื่องกายสิทธิ์ประเภทต่างๆ ไว้ในบทความ กายสิทธิ์พระจักรพรรดิซึ่งมีความยาวพอสมควรครับ แต่นานาสาระ ฉบับนี้จะขอเล่าคร่าวๆ โดยเน้นไปที่การเปรียบให้เห็นความเหมือนหรือความแตกต่าง ระหว่างกายสิทธิ์ในหินจุยเจีย กับคดหินนะครับ

ในสายวิชชา ทั้งพระธรรมกาย และพระจักรพรรดินั้น ให้ความสำคัญกับกายสิทธิ์เป็นอันมาก เพราะกายสิทธิ์ที่ดี สามารถให้คุณต่อวิชชาได้ ซึ่งผมได้เคยตั้งชื่อนิยามคำว่ากายสิทธิ์คือทิพยะกลกายซึ่งท่านมีชีวิตจิตใจ แต่ไม่มีจิตวิญญาณ คือ กายเป็นที่ปราศจาก ชีวะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด และอยู่ในสภาพอันเป็นทิพย์เท่านั้น ซึ่งกายสิทธิ์นั้นมีหลากหลายประเภท เหมือนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในเมืองมนุษย์ ที่มีหลายแบรนด์ หลายรูปแบบ

กายสิทธิ์ในหินจุยเจีย ที่นิยมนำมาเจียระไนเป็นลูกแก้วนั้น เป็นกายสิทธิ์ประเภท ปลูกเลี้ยงซึ่งภพเจ้าของธาตุ ท่านส่งกายสิทธิ์ลงมาอยู่ในเมืองมนุษย์ แล้ว บ่มธาตุอันเป็น เรือนหยาบคือหินแก้วจุยเจีย สำหรับใช้สิงสถิตกายสิทธิ์ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยๆ พันๆ ปี เรือนหยาบก็ตกผลึกเป็นแก้วใส ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งกายสิทธิ์ที่ถูกส่งลงมาจากภพผู้เป็นเจ้าของ ก็อาศัยเป็นเรือน เมื่อมนุษย์ขุดค้นพบ ก็นำมาเจียระไนเป็นลูกแก้วบ้าง เป็นพีระมิดบ้าง เป็นพระพุทธรูปบ้าง และอื่นๆ

ส่วนคดหินกายสิทธิ์นั้น มีหลายประเภทเช่นกัน และแต่ละประเภท ก็มี ภพผู้เป็นเจ้าของแยกกันไป เช่นคดหินไข่นก ก็มีภพกายสิทธิ์สายไข่นกเป็นเจ้าของ คดหินเพชรตาแมว ก็มีภพกายสิทธิ์สายเพชรตาแมวเป็นเจ้าของ คดหอยหิน ก็มีภพกายสิทธิ์สายหอยหินเป็นเจ้าของ ซึ่งท่านแยกประเภทเป็น ตระกูลคดกายสิทธิ์ตาม เรือนหยาบที่ลงครอง และคดหินส่วนใหญ่จะแสดงปาฏิหาริย์คือ เมื่อกายสิทธิ์ถูกส่งลงมาจากภพ เพื่อสิงสถิตอยู่ในเรือนหยาบที่เป็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต พืช หรือผลไม้ สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายสภาพเป็นของแข็งเหมือนก้อนหินในทันที ไม่ต้องรอเวลาแข็งตัวเหมือนฟอสซิล เช่นคดไข่นกคุ้มที่อยู่ในรังนกคุ้ม เดิมทีก็เป็นฟองไข่ที่เปราะแตกได้ แต่เมื่อภพส่งกายสิทธิ์ลงมาสิงสถิตในฟองไข่นกแล้ว ไข่ใบนั้นก็กลายเป็นของแข็งคล้ายก้อนหินทันที เป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่งของท่าน และสาเหตุที่ต้องทำให้กลายเป็นหิน ก็เพื่อให้มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม และเป็นเรือนหยาบที่เอื้อเฟื้อต่อการดำรงอยู่ของกายสิทธิ์ พกพาสะดวก เก็บรักษาง่าย ต่างจากแก้วจุยเจีย ซึ่งถ้าจะพกชิ้นใหญ่ หรือดวงใหญ่ติดตัว ก็เสี่ยงที่จะทำแตก

ทีนี้ก็มีผู้ถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าของชิ้นใดเป็นคดหินกายสิทธิ์ เป็นก้อนหินธรรมดา หรือเป็นฟอสซิลซากพืชซากสัตว์ คำตอบก็คือ ทั้งสามอย่างนี้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ใกล้เคียงกันมากครับ แล้วก็ยังมีคนทำคดหินปลอมออกมาขายอีกด้วย โดนหลอกไปตามๆ กัน แต่คนที่คุ้นเคยกับการสะสมคดหิน จะพอแยกแยะออกได้ด้วยตาเปล่า กล่าวคือ คดหินกายสิทธิ์ จะแลดู มีชีวิตชีวาและ “มีมนต์ขลัง” มากกว่าก้อนหิน และฟอสซิล ซึ่งคงรูปลักษณ์ของชิ้นส่วนพืช สัตว์ หรือผลไม้ แบบ กึ่งๆ หินแต่ก็พอแยกออกว่าเป็น พืช สัตว์ หรือผลไม้ โดยทรวดทรงที่เด่นชัด ส่วนผู้ทรงวิชชาก็อาจจะตรวจดูกายสิทธิ์ข้างในได้ ว่ามีกายสิทธิ์ครองอยู่ในเรือนหยาบ แต่แม้กระนั้นก็ยังมีการทำของปลอมมาหลอก คือซ้อนกายสิทธิ์ตัวปลอมเข้าไปในก้อนหิน หรือคดหินปลอม แบบนี้ก็มีเหมือนกัน แต่สำหรับฟอสซิลนั้น จะดูเป็น ซากพืช ซากสัตว์ติดอยู่ในเนื้อหิน ไม่เป็นชิ้นๆ อันๆ ตัวๆ เช่นคดไข่หินก็จะเป็นฟองรีๆ ออกมาเลย ไม่ติดอยู่ในเนื้อหินชั้นดินเหมือนอย่างฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ สำหรับแก้วจุยเจีย ก็มีทั้งของจริงตามธรรมชาติ และของเลียนแบบ คือแก้วจุยเจียประเภท “แก้วเลี้ยง” ซึ่งตรวจดูยาก ว่าเป็นของธรรมชาติ หรือของวิทยาศาสตร์ทำขึ้น แต่ถ้าเป็นคริสตัลหลอม หรือแก้วหลอม มักจะมีฟองอากาศเล็กๆ อยู่ข้างใน ซึ่งครูวิชชาบางท่านก็ไม่ถึงกับปฏิเสธแก้วหลอมหรือแก้วเลี้ยงซะทีเดียว เพราะแก้วเหล่านี้เป็นเสมือน “เรือนว่าง” ที่ท่านสามารถชะลอกายสิทธิ์เก่งๆ ลงมาจากภพ เพื่อซ้อนสถิตได้ตามใจชอบ ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ต้องรอปลูกเป็นร้อยปี พันปี ซึ่งกายสิทธิ์ที่ครูวิชชา “อัดกายสิทธิ์” ลงไป บางทีก็อาจจะดีกว่า และเก่งกว่า กายสิทธิ์ประเภทเรือนจุยเจียปลูกเลี้ยงก็เป็นได้ แต่ไม่เสมอไป

ทีนี้ผู้ทรงวิชชาบางท่านก็อาจจะถามว่า แล้วกายสิทธิ์แบบไหนจะดีกว่ากัน ระหว่างหินจุยเจีย กับคดหิน ซึ่งคนที่ติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกอันสวยงาม อาจจะชอบจุยเจียมากกว่า เพราะใสเป็นแก้ว พาให้รู้สึกเย็นใจ สบายใจ และดูคล้ายธรรมะภายใน คือดวงธรรม หรือพระธรรมกาย พระจักรพรรดิ ที่ใสเย็นเป็นแก้วสว่าง โดยเฉพาะแก้วจุยเจียที่เจียระไนเป็นทรงกลม มักจะพาเข้าวิชชาได้คล่องแคล่ว เนื่องจากทรงกลมเป็นรูปสภาวธรรมของใจ แต่ถ้าเราจะพิเคราะห์กันถึงองค์กายสิทธิ์ที่อยู่ภายใน ที่ภพท่านส่งลงมา ก็ต้องขอบอกว่า กายสิทธิ์ในหินจุยเจีย กับคดหินกายสิทธิ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ

เริ่มจากกายสิทธิ์ในหินจุยเจียก่อน ก็คือ กายสิทธิ์ที่ถูกส่งลงมาจากภพ เพื่อครองเรือนจุยเจียนั้น ส่วนมากจะมี วิชชาน้อย หรือไม่มีวิชชาเลย เพราะภพท่านส่งลงมาอย่างนั้น แต่โดยธาตุธรรมอาจจะเป็นกายสิทธิ์ระดับจุลจักรฯ มหาจักรฯ บรมจักรฯ ขั้นต่างๆ ที่มีกำลังมากน้อยไม่เท่ากัน สามารถช่วยดลบันดาลความสุขความเจริญ รวมถึงมรรคผล ให้กับเจ้าของได้ แม้จะมีวิชชาน้อย หรือไม่มีวิชชาเลย ซึ่งเราเปรียบวิชชาได้กับ ความรู้ซึ่งกายสิทธิ์อาจจะรู้มากรู้น้อย แต่ก็มีกำลังวังชาแรงมากน้อย เพื่อไปดลจิตดลใจผู้คน ให้มาซื้อขายกัน กระทั่งเป็นกำไรต่อผู้เป็นเจ้าของ แต่กายสิทธิ์จุยเจียนั้น เป็นที่ชอบใจของผู้ทรงวิชชา เหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องเปล่าๆ ที่ลงโปรแกรมได้เต็มที่ตามความพอใจ แล้วก็พาเดินวิชชาตามสั่งโปรแกรม จึงเป็นการง่ายสำหรับท่าน โดยเฉพาะผู้ทรงวิชชาที่อยู่ในสายธาตุสายธรรมภาคขาว จะ ถูกธาตุถูกธรรมกับหินจุยเจียสีขาว เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนคดหินกายสิทธิ์แต่ละตระกูลนั้น ภพผู้เป็นเจ้าของท่านจะส่งกายสิทธิ์ที่มีวิชชาอันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของแต่ละตระกูล ลงมาอาศัยอยู่ในเรือนคดหิน เช่นคดหอยหิน มีคุณด้านคุ้มกันภัย คดไข่นก มีคุณด้านความอุดมสมบูรณ์ คดเม็ดขนุน มีคุณด้านความเกื้อกูลส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ซึ่งภพผู้เป็นเจ้าของท่านจะติดตั้งโปรแกรม คือวิชชา ไว้ในกายสิทธิ์แล้ว จึงค่อยส่งลงมา แต่ถึงแม้กระนั้น ก็ยังมีสายควบคุมพ่วงอยู่

เมื่อกล่าวถึงสายธาตุควบคุมกายสิทธิ์ ที่ภพผู้เป็นเจ้าของพ่วงเอาไว้ ผมก็ขอสรุปปิดท้ายว่า ทั้งกายสิทธิ์ในหินจุยเจีย และกายสิทธิ์ในคดหินนั้น ต่างก็มี ภพผู้เป็นเจ้าของดูแลอยู่ ซึ่งผู้ทรงวิชชามีสิทธิ์ใช้สอย ในการทำวิชชา แต่ยังไม่มีสิทธิ์ครอบครองส่วนละเอียด แม้ว่าท่านจะเป็นผู้จ่ายเงินซื้อหามา หรือได้มาโดยชอบธรรม เพราะภพผู้เป็นเจ้าของท่านประสงค์จะ “เรียกกลับภพ” เมื่อหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแบ่งเอาวิชชา บุญบารมี และส่วนอานิสงส์แห่งผลสำเร็จต่างๆ รวมถึงกายสิทธิ์ที่แก่กล้าขึ้นกลับไปเป็นของพวกท่าน  ยกเว้นแต่ผู้ทรงวิชชาจะตกลงกับภพผู้เป็นเจ้าของโดยจ่าย ธาตุบุญหรือ แบ่งวิชชาให้กับภพผู้เป็นเจ้าของ หรืออื่นๆ แล้ว ตัดสายควบคุมเพื่อ เหน็บกายสิทธิ์เข้าไว้ในสายธาตุสายธรรมของผู้ทรงวิชชา แล้วนำติดตัวไปใช้ต่อในภพชาติเบื้องหน้า ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันในหมู่ผู้ทรงวิชชา ที่ได้พบกายสิทธิ์ที่ถูกใจ และทำงานละเอียดได้ดีกระทั่งคุ้นเคยกันมากแล้ว

กายสิทธิ์ทั้งประเภทเรือนหินจุยเจีย และเรือนคดหินนั้น มีประเด็นในเชิงวิชชาเบื้องต้นที่ต้องคำนึงถึง เมื่อได้มาใหม่ๆ คือ (1) ความสะอาด (2) ความละเอียด ซึ่งความสะอาดนั้น ผู้ทรงวิชชาจะต้องกลั่นให้สะอาด แต่มีทางลัดคือนำมาแช่น้ำพระพุทธมนต์ของสำนักครูวิชชา ซึ่งจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงรักษาน้ำมนต์ด้วยธาตุบุญ แล้วกายสิทธิ์จะสะอาดขึ้นระดับหนึ่ง เหมาะสำหรับนำมากลั่นให้ละเอียดต่อไปครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

4 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง เพราะอะไรเทวดาจึงชอบเทียนขี้ผึ้งธรรมชาติ?

พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่นั้น แทบจะต้องใช้ธูปเทียนเกือบทุกพิธี แม้การจุดธูปเทียนในพิธีกรรมจะไม่ใช่แบบแผนธรรมเนียมมาแต่สมัยพุทธกาล แต่มีการจุดประทีปในรูปแบบต่างๆ เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งในยุคแรกๆ เดิมที ที่มีการใช้ธูปเทียนนั้น ธูปจะทำมาจากกำยาน หรือไม้หอม อย่างกฤษณา ส่วนเทียนทำมาจากขี้ผึ้ง แต่ในปัจจุบันนั้น ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวัสดุสำหรับผลิต มนุษย์ได้พัฒนาธูปที่ผสมน้ำหอม ส่วนเทียนก็ทำมาจากไขปิโตรเลียมผสมน้ำหอมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ท่านรู้หรือไม่ว่า ในพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่มีการอัญเชิญเทวดามาร่วมงาน อย่างการสวดเจริญพระพุทธมนต์, การหล่อพระ, การวางศิลาฤกษ์, การตัดลูกนิมิต, การยกฉัตร และช่อฟ้า, ทอดกฐิน, ทอดผ้าป่า รวมไปถึงการทำบุญบ้าน เทวดาท่านชอบใจเทียนที่ทำมาจากขี้ผึ้งแท้ มากกว่าเทียนไขปิโตรเลียม  สาเหตุเพราะการจุดเทียนขี้ผึ้งแท้นั้น จะทำให้เกิดแสงสว่างอันเป็นทิพย์ที่นุ่มนวลเนียนตาต่อทิพยจักขุของเทวดาทั้งหลาย และมีความ “เป็นพิษ” น้อยมาก ในขณะที่เทียนไขปิโตรเลียม ทั้งที่ผสมสี และผสมกลิ่นน้ำหอม จะมีไอพิษเผาผลาญออกมาด้วยระดับหนึ่ง และส่วนละเอียดของเปลวไฟก็ไม่มีแสงทิพย์อันนุ่มนวลละเอียดเนียนต่อตาทิพย์ของเทวดา สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ขี้ผึ้งที่เหล่าผึ้งผลิตมาสร้างรังผึ้งนั้นเป็นเชื้อเพลิงที่เผาผลาญแล้วก่อให้เกิดไฟทิพย์อันละเมียดละไมตามธรรมชาติ เนื่องจากมี “มวลธาตุส่วนละเอียด” อันรังสรรค์ตามธรรมชาติเพื่อให้เป็นเช่นนั้น เมื่อมวลธาตุส่วนหยาบของขี้ผึ้งถูกเผาผลาญให้หลอมละลายเพื่อเลี้ยงเชื้อไฟ ก็จะกลายเป็นน้ำมันที่หล่อเลี้ยงธาตุไฟ กอปรเป็นเปลวไฟส่วนหยาบอันสว่างไสว และมวลธาตุส่วนละเอียดก็เลี้ยงธาตุไฟ ให้เกิดรัศมีส่วนละเอียดอันนุ่มนวลเรืองรองออกมา และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ อุปมาเหมือนการนำผลไม้ไปบูชาเซ่นไหว้พระภูมิเจ้าที่ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งผลไม้ต่างๆ ก็มีส่วนหยาบที่มีความหวานอร่อยมากน้อยไม่เหมือนกัน ในขณะที่ส่วนละเอียดก็มีทิพยโอชารสไม่เท่ากัน ซึ่งพระภูมิเจ้าที่ลิ้มรสแล้ว ก็รู้สึกอิ่มทิพย์ เกิดมีรัศมีทิพย์เปล่งปลั่งมากบ้างน้อยบ้าง ถึงพร้อมด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งอย่างไม่เท่ากัน ส่วนเทียนไขปิโตรเลียม ซึ่งมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมาผลิตเป็นเทียน ไม่มีอณูทิพย์นั้นตามธรรมชาติเหมือนอย่างขี้ผึ้งแท้ ที่เป็นราวกับวัสดุธรรมชาติสรรค์สร้าง ให้มีไว้สำหรับทำเทียน เหมือนอย่างแววหางนกยูง ที่ธาตุธรรมประชุมให้มีขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ความสุขทางสายตาและความบันเทิงใจต่อผู้พบเห็น และยังสามารถนำไปใช้ทำประโยชน์กุศลต่างๆ เพราะเหตุนี้ ด้วยคุณลักษณะของเทียนขี้ผึ้งดังกล่าว จึงมักทำให้พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ใช้เทียนขี้ผึ้งธรรมชาติ มีความศักดิ์สิทธิ์ และสมบูรณ์แบบมากขึ้น อีกทั้งมีอานิสงส์ผลบุญที่เลิศล้ำกว่าอีกด้วย ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

นวัตกรธรรมเศรษฐศาสตร์ และองค์ธรรมวิศาสตร์

1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org    


นานาสาระ: เรื่องบุญบาปจากการเสียภาษี

การจัดเก็บภาษีโดยรัฐบาล แล้วนำไปใช้จ่ายในงานราชการ ทั้งทางดี และทางร้าย อย่างเช่นสร้างถนนหนทาง สะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งมีทั้งคนดี อย่างพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา เดินทางสัญจรและใช้สอย และคนร้าย อย่างมาเฟีย คนทุศีล โจร ต่างๆ นำไปใช้ มีผลให้ผู้เสียภาษีได้อานิสงส์ทั้งทางดี และทางไม่ดีบ้าง ขึ้นอยู่กับเจตนา รวมถึงการอนุโมทนายินดี ในการเสียภาษีของตนมากน้อยเพียงใด

โดยรวมแล้ว ผู้เสียภาษีตามกำหนดของรัฐบาล จะได้อานิสงส์คือ จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สุข จากการใช้สอยสาธารณสมบัติต่างๆ ทั้งในเมืองมนุษย์ และโลกทิพย์ โดยจะได้อภิสิทธิ์ใช้ก่อน และใช้มากกว่า ผู้ที่ไม่ได้เสียภาษี หรือเสียน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังมี "สิทธิ์" ที่ผู้อื่นติดค้าง ซึ่งถ้ารู้จักการใช้สิทธิ์ และ “เล่นสิทธิ์” ที่ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในทางวิชชาอีกด้วย ส่วนอานิสงส์ในโลกสวรรค์ก็คือ ผู้ที่เสียภาษีมาก อันเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม อาจจะได้เป็นถึง “เจ้าสวรรค์” คือ หัวหน้าเทวดา (เจ้าสวรรค์สามารถมีได้หลายพระองค์ในสวรรค์ชั้นเดียวกัน และในเวลาเดียวกัน) ซึ่งอานิสงส์ของการเสียภาษีอย่างซื่อตรงนั้น มีลักษณะคล้ายการบำเพ็ญกุศลของ “มฆมานพ” หรือพระอินทร์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่บุญในพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่เป็นบุญสาธารณประโยชน์ ก็มีอานิสงส์ส่งผลให้ได้เป็น “ผู้นำ” ของผองชน ที่คอยปกครองและรับผิดชอบบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับมหาชน หรือปวงเทวดา แม้จะไม่ใช่ผู้ที่มีบุญบารมีมากที่สุด หรือวิมานใหญ่ที่สุดก็ตาม อุปมาเหมือนนายกรัฐมนตรี เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าสัวเศรษฐี

นอกจากนี้ ในทางบทบัญญัติของรัฐบาลแล้ว ผู้เสียภาษีจำนวนมากในประเทศไทย สามารถได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นดิเรกคุณาภรณ์ จัดเป็น "ดารา" ประเภทหนึ่ง ซึ่งทำให้มีฤทธิ์มากขึ้นในวิชชา ส่วนผลบุญจากการเสียภาษี ก็อย่างเช่น การมีส่วนแห่งความเป็นเจ้าของ ได้เป็นหุ้นส่วนที่ก่อให้เกิดรายได้ จากหน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น สถานีบริการน้ำมัน, สายการบินแห่งชาติ, ธนาคารพาณิชย์ และอื่นๆ ซึ่งถ้าบุญจากการเสียภาษีส่งผล แล้วบุคคลนั้นๆ เข้าถือหุ้น บุญก็จะบันดาลให้กิจการเจริญก้าวหน้าดีกว่า

ส่วนผลเสียจากบาป ที่ได้จากเงินภาษี ยกตัวอย่างเช่น การเสียภาษีให้กับรัฐบาลแล้วรัฐบาลนำเงินไปก่อสงครามกับประเทศอื่น ซึ่งจะมีผลให้ผู้เสียภาษีได้ "วิบัติ" ติดตัวไป และวิบัติจะหนักมากขึ้นหากผู้เสียภาษีอนุโมทนายินดีกับรัฐบาลในการก่อสงคราม หรือชื่นชมสนับสนุนให้รัฐบาลทำเช่นนั้น รวมถึงการลงคะแนนเลือกตั้ง สนับสนุนให้รัฐบาลที่ตนชอบ มาก่อสงคราม แม้กระนั้น ผู้เสียภาษีพอจะหลีกเลี่ยงวิบัติเหล่านั้นได้ด้วยการ "เล่นสิทธิ์" ที่ได้จากการเสียภาษี โดยถือสิทธิ์เฉพาะในกิจการงานที่ดีของรัฐบาล และคืนสิทธิ์จากการกิจการงานที่เป็นโทษเป็นภัย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการ “หักล้างสิทธิ์” ระหว่างสิทธิ์ในสิ่งดี และสิทธิ์ในสิ่งไม่ดี ดังฉะนี้ครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

Dhammonomics Inventor & Dharma Wizard

29 กันยายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ:

Q&A: เรื่อง การเหน็บเหรียญกษาปณ์ทองคำใส่กระเป๋าในวิชชา

Q: เพราะเหตุใด การนำเหรียญกษาปณ์ทองคำทิพย์ในโลกวิชชามาเหน็บใส่กระเป๋ากายมนุษย์ จึงได้อานิสงส์แรง และแน่นอนกว่าธาตุสมบัติทั่วไป?

A: เหรียญกษาปณ์ทองคำและเงินมี "สิทธิ์" บางตัว ที่ภาคทอง และภาคเงิน ประชุมขึ้นร่วมกันกับภพผู้เลี้ยงเหรียญ และเทวดาพระคลังผู้รักษาประจำเขตอาณาจักรหนึ่งๆ ซึ่งในทางวิชชาจะมีชื่อเฉพาะ แต่ผมขอเรียกตามภาษาบ้านๆ ว่า “กรรมา-สิทธิ์” อุปมาคล้ายเซ็นสั่งจ่ายเช็คด้วยสองลายเซ็นพร้อมดวงตราประทับ แล้วเซ็นสลักหลังให้โอนการเบิกจ่าย หรือเบิกโดยผู้ถือ ประกอบกับ "ดวงตราประกาศิต" ด้วย ซึ่งมีผลต่ออานิสงส์ที่เครื่องภพจะคำนวณจ่าย และเพราะเหรียญที่ใช้ตอนทำบุญ มี "กายสิทธิ์" จากภาคเงิน และภาคทอง ที่คอยรักษาความล้ำค่าประจำอยู่ จึงนับเป็น "ฤทธิ์" ที่มากขึ้นของธาตุสมบัติ อุปมาเหมือน "กายสิทธิ์" ที่ลงรักษาเรือนหยาบประเภทคดหิน และเหล็กไหล เช่นเม็ดขนุนกายสิทธิ์ คดหอย คดดักแด้ คดไข่นก คดไข่ไก่ และอื่นๆ ซึ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" ลงมามากกว่าปกติ เพราะพร้อมด้วย สิทธิ์, กายสิทธิ์, กรรม, ประกาศิต, วิชชา และอื่นๆ ซึ่งประชุมของหยาบขึ้น แล้วกลายเป็นสมบัติทิพย์ที่มีอานุภาพมาก และเมื่อต้องการจะหยิบของทิพย์นั้นกลับลงมาเหน็บใส่กระเป๋ากายมนุษย์ในโลกมนุษย์ ก็จะมีความ "แน่น" ของธาตุสมบัติที่มากกว่า โดยมีกายสิทธิ์เร้นอยู่ในภพประจำเหรียญทิพย์แต่ละเหรียญ เมื่อถูกหยิบมาใส่กายมนุษย์แล้วก็มีพลังงานแรงในการดึงดูดสมบัติ เปรียบเหมือนตั้งผังวิชชาแน่นๆ ให้ได้สมบัติโดยจ่ายบุญด้านสมบัติโดยตรงเพื่อเลี้ยงผังนั้นมากเป็นพิเศษ แต่ในกรณีนี้ทำงานโดยกายสิทธิ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ถ้าคว้าลงมาจากเมืองพระนิพพาน ก็จะเป็นพระพุทธจักรฯ ด้านสมบัติ ซึ่งท่านคอยทำหน้าที่ตามสมบัติส่งมาถึงผู้เป็นเจ้าของ ตราบกว่าจะหมดกำลังธาตุสมบัติลง หรือตามสมบัติมาได้ครบจำนวนที่สิทธิ์ไว้ ในทำนองเดียวกันกับที่พญานาคแต่ละองค์มีเพชรพญานาคเป็นสมบัติ เพชรพญานาคเหล่านั้นมี “ทิพยะนาคะจักรฯ” และ “นาคะกายสิทธิ์” รักษาอยู่ข้างใน คอยดลบันดาลความสมบูรณ์พูนสุขให้กับพญานาคตนนั้นๆ ตามกำลังวาสนาบารมีครับ.

Q: การทำบุญด้วยเหรียญทองคำ จะได้อานิสงส์ให้ได้รับเหรียญทองคำหรือไม่?

A: ไม่เสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับอธิษฐาน หรือวิชชา เหมือนคนใส่บาตรด้วยอาหาร แต่กรรมส่งผลให้รวยทรัพย์ อีกทั้งอายุ วรรณะ สุขะ พละ รวมๆ กันไป ซึ่งจะไม่เกิน “งบประมาณ” ของพลังธาตุสมบัติที่เหน็บมาใส่ครับ.

Q: การซื้อเหรียญทองคำ และเหรียญเงิน มาทำบุญ จะทราบได้อย่างไร ว่าเหรียญใด เป็นโลหะเงิน โลหะทอง หรือโลหะนิกเกิ้ล?

A: เหรียญกษาปณ์บางเนื้อโลหะดูคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะเหรียญที่ขัดเงาแล้ว เหรียญนิกเกิ้ลบางเหรียญดูคล้ายโลหะเงิน ส่วนเหรียญโลหะเงินก็มีทั้งประเภท เนื้อเงิน 99.99% และหย่อนกว่านั้น เช่น 96.5% วิธีสังเกตง่ายๆ เบื้องต้น คือดู "มูลค่าหน้าเหรียญ" ซึ่งมีมูลค่าสูงตามยุคสมัยแต่ละรัชกาล เหรียญโลหะเงินส่วนใหญ่ ของสมัยใหม่หน่อยในยุครัชกาลที่ 9 มักจะมีมูลค่าหน้าเหรียญหลักร้อยบาท เช่นเหรียญ 150 บาท เหรียญ 300 บาท เหรียญ 600 บาท ซึ่งมูลค่าหน้าเหรียญนี้จะประทับเป็นตัวอักษรและตัวเลขนูนต่ำอยู่บนหน้าเหรียญ ส่วนเหรียญเงินรุ่นใหม่ๆ ในรัชกาลปัจจุบัน อาจจะมีมูลค่าหน้าเหรียญถึงหลัก 1,000 บาท ส่วนเหรียญทองคำ จะมีมูลค่านับพัน นับหมื่น เช่น 3,000 บาท 6,000 บาท 15,000 บาท เป็นอาทิ ส่วนเหรียญนิกเกิ้ลส่วนใหญ่จะมีมูลค่าหน้าเหรียญเพียงหลักสิบเป็นส่วนใหญ่ครับ เช่น 20 บาท ทั้งนี้ การทำบุญด้วยเหรียญ ควรระบุบนซองด้วยว่าเป็นเหรียญเนื้อโลหะเงิน และทองคำ เพื่อความสะดวกต่อทางวัดในการนำไปใช้ประโยชน์ บางแห่งไม่สะดวกจะนำไปหล่อพระ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะเงิน หรือโลหะนิกเกิ้ล (โลหะนิกเกิ้ลไม่เหมาะต่อการนำไปหลอมเพื่อหล่อพระ) ส่วนเหรียญกษาปณ์ปลอมนั้นก็ต้องพึงระวัง ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อเหรียญที่มีใบรับรองประกอบ ซึ่งจะเป็นบัตรแผ่นพับเล็กๆ ที่แนบมาพร้อมกับกล่องใส่เหรียญ แต่ถ้าอย่างไร ควรจะซื้อเหรียญจากร้านหรือบุคคลที่เชื่อถือได้ หรือจะซื้อจากกรมธนารักษ์โดยตรง เมื่อมีการออกเหรียญใหม่ในแต่ละครั้งก็ได้ ดังนี้ครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

Dhammonomics Inventor & Dharma Wizard

28 กันยายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ:

เรื่อง การเหน็บสมบัติทิพย์ใส่กระเป๋าด้วยวิชชา

จากบทความที่ผ่านๆ มา เรื่องการทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์เงิน และกษาปณ์ทองคำ ซึ่งบันดาลให้เกิดเป็น “ภูเงิน.. ภูทอง..” และอื่นๆ อย่างภูแก้ว ภูเพชร ภูพลอย ซึ่งเป็นสมบัติในวิชชานั้น เราทราบแล้วว่าสมบัติในวิชชาเหล่านี้มี “สภาพคล่อง” ในการใช้สอย ต่างจากสมบัติทิพย์ในสวรรค์ ที่เกิดขึ้นเพื่อเฉพาะบุคคลเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ทรงวิชชาส่วนใหญ่ มีวิธีมอบสมบัติให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ให้ติดค้างสิทธิ์ หรือตกรางวัลให้กัน ด้วยวิธีที่เรียกว่า “เหน็บใส่กระเป๋า

การเหน็บใส่กระเป๋านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ทรงวิชชาหยิบเงินใส่กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกงของใคร แต่เป็นการหยอด “ธาตุสมบัติ” ที่ผู้ทรงวิชชาได้มาจากการทำบุญต่างๆ นำไปใส่ไว้ในกายของผู้รับ เป็นผลให้ผู้รับได้รับทรัพย์สมบัติด้วยวิถีทางใด วิถีทางหนึ่ง ในลักษณะของ “อายตนะสมบัติดึงดูด” โดยนัยนี้ ผู้ทรงวิชชาจะต้องเสียธาตุสมบัติของตน และส่วนใหญ่แล้ว จะต้องใช้มากหน่อย เพื่อให้ผู้รับได้ทรัพย์จำนวนน้อยกว่าสัดส่วนที่ผู้ทรงวิชชาจะพึงได้ตามกฎแห่งกรรม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ทรงวิชชาทำบุญถวายสังฆทาน 100 บาท อานิสงส์คือจะได้ทรัพย์ในภพชาติถัดๆ ไปทั้งสิ้น จำนวน 2000 บาท แต่ผู้ทรงวิชชานำธาตุสมบัติที่ได้นี้มาเหน็บใส่กระเป๋าให้กับผู้อื่น จึงใช้ธาตุสมบัติไป 500 บาท เป็นเหตุให้ผู้รับมีทางมาแห่งสมบัติจำนวนเพียง 200 – 350 บาท

ส่วนคำแนะนำให้ลองทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์เงิน และกษาปณ์ทองคำนั้น มีความแตกต่างจากการทำบุญด้วยธนบัตร และเหน็บใส่กระเป๋าด้วยบุญจากการบริจาคธนบัตรคือ การคำนวณธาตุบุญจากการบริจาคธนบัตรเพื่อเหน็บใส่กระเป๋านั้น จะคาดการณ์ให้ได้ตัวเลขมูลค่าทรัพย์อย่างแน่นอนที่ผู้รับจะได้นั้น ไม่ค่อยจะแน่นอน อาจจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง คือเหน็บแล้วได้น้อยกว่า หรือมากไป กว่าที่ตั้งใจจะให้ และกำลังอายตนะธาตุสมบัติ ที่จะดึงดูดทรัพย์เข้ามาสู่ผู้รับ ก็อาจจะไม่แรงพอ เมื่อเทียบกับเหรียญกษาปณ์เงินและทองคำ ซึ่งผู้ทรงวิชชาบางท่านจำเป็นจะต้อง “ย้ำในวิชชาให้แน่นๆ” เสริมเข้าไปด้วย

สำหรับเหรียญกษาปณ์เงิน และทองคำนั้น มีมูลค่าที่แน่นอนอยู่ในวิชชา และเมื่อคำนวณจ่าย ก็จะได้จำนวนที่แน่ชัด ว่าต้องเหน็บหรือหยอดใส่ให้กี่เหรียญเงิน กี่เหรียญทอง นอกจากนี้ กำลังดึงดูดสมบัติ ของเหรียญเงิน และเหรียญทองคำทิพย์ ที่หยิบมาจากคลังเก็บรักษา ก็มีฤทธิ์มากกว่าปกติ มีผลให้การส่งผลเป็นทรัพย์สมบัตินั้น จะประสบความสำเร็จมากกว่า ส่วนการเหน็บที่ทำแล้ว ทรัพย์ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดน้อย ท่านเรียกว่า “เหน็บไม่ติด” ทำให้สิ้นเปลืองวิชชาและธาตุสมบัติไป

อย่างไรก็ตาม เหรียญเงิน และเหรียญทอง อันเป็นทิพย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสมบัติในสวรรค์ แต่เป็นสมบัติในวิชชา อุปมาเสมือนเครื่องประดับของ “พระจักรฯ” ซึ่งบำเพ็ญบุญบารมีในโลกมนุษย์ หรือภพภูมิต่างๆ แล้วเครื่องประดับอันล้ำค่าบังเกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย อย่างเช่นเครื่องทรงลดา และมณีลังการ ทั้งที่สวมใส่อยู่ หรือเก็บรักษาไว้ ฉันใดก็ฉันนั้น เหรียญเงิน และเหรียญทอง อีกทั้งเพชรพลอย อัญมณี รัตนชาติ หินมีค่าต่างๆ ซึ่งเป็นทรัพย์ในวิชชา จะบังเกิดขึ้นอยู่ในสถานที่เฉพาะของสายธาตุสายธรรม ซึ่งถ้าเป็นของภาคขาว ฝ่ายสัมมาทิฐิ จะเรียกว่าเป็น “เมืองพระนิพพาน” ก็ได้ เหมือนบำเพ็ญบารมีแล้ว มีปราสาทราชวังของเมืองพระนิพพานบังเกิดขึ้นเป็นที่ประทับนั่นเอง

ส่วนทว่า การทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์เงิน และกษาปณ์ทองคำ จะบังเกิดเป็นเหรียญเงิน เหรียญทองคำทิพย์ ในวิชชามากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น เนื้อนาบุญ, ประกาศิต, วิชชา, จำนวนและคุณลักษณะของเหรียญ, ความบริสุทธิ์ของเนื้อโลหะ, มูลค่าในวิชชาของเหรียญ, ความบริสุทธิ์ของส่วนละเอียดภายในเหรียญ และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การหยิบเหรียญเงิน เหรียญทองคำ จากภูเงิน ภูทอง ในเมืองพระนิพพาน มาเหน็บใส่กระเป๋าผู้อื่น ก็จะต้องมีการตกลงกับสายธาตุสายธรรมของผู้เป็นเจ้าของเหรียญด้วย และจะเหน็บใส่กระเป๋าของกายมนุษย์คือตนเองนั้นก็ย่อมได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถวายเหรียญกษาปณ์ทองคำ 1 เหรียญเป็นสังฆทาน เพื่อนำไปหล่อพระพุทธรูป ได้อานิสงส์มีเหรียญทองคำเกิดขึ้นในวิชชาจำนวน 30 เหรียญ ก็แบ่งเก็บรักษาไว้ 10 เหรียญ เหน็บใส่ให้กายมนุษย์ของตนเอง 10 เหรียญ และเหน็บใส่ให้ผู้อื่น 10 เหรียญ เมื่อธาตุสมบัติดึงดูดทรัพย์มาให้แล้ว ก็นำไปทำบุญต่ออีก ในทำนองเดียวกันเรื่อยไป ดังนี้แล้ว สมบัติก็จะไม่หมดไป

จะเห็นได้ว่า การเหน็บธาตุสมบัติอย่างเหรียญกษาปณ์เงิน และทองคำของทิพย์มาใส่ตนและผู้อื่น เป็นทางลัดในการส่งผลของกรรม อาจกล่าวได้ว่า เป็นการเร่งการส่งผล ให้เกิดในปัจจุบัน เหมือนการนำ “ทรัพย์อนาคต” มาใช้ก่อน และการเหน็บธาตุสมบัติใส่กระเป๋านั้น ไม่ว่าจะได้ทรัพย์ตามจำนวนที่มุ่งหมายหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยธาตุบุญก็จะหล่อเลี้ยงให้ผู้รับมีลาภในรูปแบบต่างๆ มาหล่อเลี้ยง ตราบกว่าธาตุสมบัติจะหมดกำลังลง ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

Dhammonomics Inventor & Dharma Wizard

28 กันยายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง “วิธีตรวจนิมิต” ว่าเป็นสิ่งจริงหรือไม่

“นิมิต” ก็คือสิ่งที่ผู้เจริญสมาธิภาวนาเห็นในญาณ หรือตาทิพย์ บางทีเห็นเป็นปราสาทราชวัง, ทิพยสมบัติ, ทวยเทพเทวดานางฟ้า, ทรัพย์สินล้ำค่า, วิวทิวทัศน์ ต้นไม้ใบหญ้า หรือแม้แต่กระทั่งพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และเหล่าเทพพรหม สิ่งที่เป็นข้อกังขากันมากในหมู่นักปฏิบัติก็คือ “สิ่งที่เห็นนั้นเป็นสิ่งจริงหรือนิมิตเลื่อนลอย” ซึ่งสายปฏิบัติอย่างสายพระจักรพรรดิ, สายมโนมยิทธิ, และสายพระธรรมกาย ที่มีอภิญญาสามารถทัวร์นรกสวรรค์อยู่เป็นประจำ ก็คงเป็นที่สงสัยกันว่า ท่านเห็นของจริงหรือไม่ ซึ่งบทความนานาสาระนี้มีคำตอบครับ

ในการปฏิบัตินั้น นิมิตที่เห็นมีทั้งของจริง และของปรุงแต่ง ซึ่งของปรุงแต่งบางครั้งก็ถูกสร้างมโนภาพขึ้น เพื่อกำหนดจิตกำกับไว้เป็น “บริกรรมนิมิต” คือหลักสำหรับจับอารมณ์ ซึ่งเมื่ออารมณ์เป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่แล้ว ภาพที่จะเห็นต่อไป อย่างการทัวร์นรกสวรรค์ก็จะเป็นของจริงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น การตรวจภาพในสมาธิว่าเป็นนิมิตปรุงแต่ง หรือภาพของจริงที่เห็นด้วยตาทิพย์ เราสามารถทำได้ด้วยการ “ตรวจอณูของภาพ” โดย “แยกธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ” ซึ่งถ้าหากเรานั่งสมาธิเห็นเทวดา สนทนาปราศรัยกันไป เราอาจจะขอผ้าทิพย์, เครื่องประดับทิพย์, หรือใบไม้ทิพย์ ที่เห็นมา “ตรวจแยกธาตุ” ซึ่งถ้าแยกธาตุแล้ว กลายเป็น ดินทิพย์ น้ำทิพย์ ลมทิพย์ ไฟทิพย์ อากาศทิพย์ ก็พอจะสรุปได้ว่า ภาพที่เห็นเป็นเทวดาองค์จริงมาสนทนากับเรา และเพื่อเป็นการสอบทานต่อไป เราสามารถนำ “ธาตุน้ำทิพย์” ที่แยกออกมา ไปดับ “ธาตุไฟทิพย์” ในอณูผ้าที่เราแยกธาตุ ถ้าดับได้ ก็แสดงว่าอณูธาตุที่ตรวจเห็นนั้นเป็นของจริง แต่ถ้าหากแยกธาตุไปแล้ว ถึงที่สุดกลายเป็น “หมอกควัน”, “ไอ” หรือ “ว่าง” ก็เท่ากับว่า นิมิตนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน หรือวิปัสสนูปกิเลส ซึ่งการปรุงแต่งก็อาจจะเกิดจากอารมณ์และใจของผู้ปฏิบัติเอง หรือภาคมารสร้างขึ้น หรือผู้ปฏิบัติอื่นๆ สร้างขึ้น เพื่อ “หลอกรู้หลอกญาณ” ให้สำคัญผิดกันไป  นอกจากนี้ เรายังสามารถ “ถ่ายภาพด้วยญาณ” ต่อภาพที่เห็นในสมาธิ แล้วนำภาพญาณนั้นมาตรวจได้อีก เช่นตรวจถอยกลับไปว่าสิ่งที่ปรากฏในภาพมาจากไหน มาเพราะอะไร ถ้าเป็นภาพหลอกรู้หลอกญาณ ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงภาพนิ่ง หรือภาพคลิปเคลื่อนไหวสั้นๆ ถ้าตรวจเกินเลยจุดเริ่มต้นของคลิปภาพ ก็จะถึงที่สุด แล้วหมดภาพแค่นั้น ในขณะที่ของจริงจะเป็นเรื่องเป็นราวย้อนถอยกลับไปได้ไม่สิ้นสุด

ส่วนการถ่ายภาพญาณ ทั้งนิมิต หรือภาพจริง หรือการพิสูจน์เรื่องราวใดๆ เช่นภาพอดีตที่ค้นเจอ ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เราสามารถ “กรอภาพ” ย้อนถอยกลับไป และ ต่อไปข้างหน้า กลับไปกลับมา เพื่อดูว่าตรงความจริงหรือไม่ ถ้าตรงความจริง จะต้องเห็นตรงกัน ทั้งของหยาบ และของละเอียด เช่น เห็นคุณ C มาทำบุญที่วัดในวันอาทิตย์ที่ 1 โดยสวมเสื้อผ้า และเครื่องประดับ อย่างนั้น อย่างนี้ เมื่อนั่งสมาธิ แล้วเห็นภาพคุณ C เข้าประชุมกับผู้คิดคดกบฏ ในวันศุกร์ที่ 6 ก็ต้องตรวจภาพที่เห็นย้อนถอยกลับไปถึงวันอาทิตย์ที่ 1 เพื่อดูว่า ภาพที่เห็นในญาณ ตรงกับภาพที่กล้อง CCTV บันทึกไว้ในวันอาทิตย์ที่ 1 หรือไม่ ถ้าภาพที่เห็นในญาณ ตรวจถอยกลับไปไม่มีสะดุดเลย แล้วหยาบกับละเอียดตรงกันในวันอาทิตย์ที่ 1 ก็พอจะมั่นใจได้ว่า สิ่งที่ตรวจพบเป็นเรื่องจริง  

นอกจากนี้ ถ้าภาพที่เห็นในญาณ มีลักษณะ “สมจริง” มาก ประกอบกับพอมีหลักฐานของหยาบ ให้เชื่อถือได้ ก็ให้นำหลักฐานที่เห็นในภาพญาณ มา “จับตรวจ” โดยถือเอาไว้ในมือ แล้ว “กรอภาพ” ที่เนื่องด้วยวัตถุหลักฐานนั้น อย่างเสื้อผ้า หรือรถยนต์ที่ขับ กลับไปกลับมา ซึ่งถ้าหากหยาบละเอียดตรงกัน ก็มั่นใจได้มากขึ้น ว่าเป็นเรื่องจริง

แต่ถ้าหากเกิดไม่มั่นใจว่า การตรวจหลักฐานของหยาบจะถูกหลอกรู้หลอกญาณด้วยหรือไม่ ก็ให้ “รู้แจ้งเห็นแจ้ง” ในญาณ เป็นฉากๆ ในแต่ละระยะๆ แล้วถ่ายภาพไว้ จากนั้นจึงตรวจแบบวิดิโอ แล้วนำภาพมาทาบกัน ถ้าตรวจถูกต้อง ภาพทุกภาพ จะซ้อนกันสนิท ไม่มีแตกต่าง ส่วนภาพในญาณที่สงสัยว่า ถูกส่งมาหลอกรู้หลอกญาณ หรือไม่ ก็ให้ถ่ายภาพไว้ แล้ว “ตรวจดูแหล่งที่มาของภาพ” ว่า วิดิโอ หรือภาพนิ่งในญาณนั้นๆ มาจากไหน มาจากเจ้าตัวผู้เห็นเอง หรือมาจากใครอื่น โดยเราอาจจะทำเงื่อนไว้