23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)











ปกิณกะจากเรื่องเล่าตายแล้วฟื้น

มีท่านถามผมประมาณว่า เพราะเหตุใดสวรรค์และเทวดา ที่คนไทยเห็น จึงเป็นปราสาทราชวัง และเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม แบบสถาปัตยกรรม และรูปแบบไทยๆ

คำตอบคือ ผมขออ้างอิงถึงเรื่องที่ผมเคยโพสไว้ก่อนหน้านี้ว่า กฎแห่งกรรม คือ software ที่ควบคุมความเป็นไปในโลกธาตุ เมื่อเราทำกรรมดีหรือชั่ว ด้วยความคิด คำพูด หรือการกระทำ ผู้เลี้ยงผู้รักษา จะรายงานสิ่งเหล่านี้ เข้าไปยังเครื่องธาตุเครื่องธรรม ซึ่งมี "พระพุทธเจ้าพระต้นธาตุต้นธรรม" เป็น Administrator จากนั้นเครื่องก็จะประมวลกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมนั้น ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม แล้วคำนวนจ่ายออกมาเป็นพลังงานบุญ แล้วตั้งโปรแกรมผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้น แล้วส่งกลับมาเก็บกักบุญไว้ในตัวเรา และติดตั้ง หรือ install ผลแห่งกรรมที่รอส่งผลไว้ในตัวเราเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อคนไทยทำบุญ สร้างพระเจดีย์ สร้างวิหาร สร้างโบสถ์พุทธ สร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบไทยๆ โปรแกรมกฎแห่งกรรมก็ประมวลสิ่งเหล่านี้ ตามกฎที่ว่า ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น แล้วก็ตั้งโปรแกรมเป็นผลกรรมว่า เมื่อสร้างแบบไทยๆ ก็ได้ผลเป็นแบบไทยๆ

ดังนั้น เทวดาที่เคยเป็นมนุษย์คนไทย จึงมีวิมานละม้ายคล้ายสถาปัตยกรรมไทย มีเครื่องทรงแบบไทยๆ ครับ

เครื่องแบบของพระยายม และเจ้าหน้าที่ในยมโลก พร้อมกับอาคารสถานที่ ที่เป็นแบบไทยๆ ก็เพราะ "บุญ" ของพระยายม และเจ้าหน้าที่ในยมโลกครับ บางท่านเคยเป็นคนไทย ก็มีเครื่องทรงแบบไทยๆ แต่งแบบไทยๆ เพื่อทำหน้าที่ตัดสิน และลงโทษ คนไทย รวมถึงชนชาติอื่นๆ

ประการแรกคือ เป็นบุญของพระยายมราชเอง ที่ทำเอาไว้แบบไทยๆ เมื่อมารับหน้าที่พระยายม ก็มีเครื่องทรงแบบไทยๆ

ประการที่สองก็คือ บุญสามารถเนรมิตเป็นไปต่างๆนาๆได้ เพื่อให้เหมาะสมกับหน้าที่ เหมือนอะไร เหมือนสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ที่เกาะรัตนโกสินทร์ ทำงานแบบนานาชาติ ที่มาตั้งอยู่ในเมืองไทย ก็ออกแบบละม้ายไทยๆ หน่อย แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

ประการที่สาม เป็นการทำเพื่อรองรับคนไทยโดยเฉพาะ เหมือนที่สวนลุมพินี ประเทศเนปาล มีวัดไทย ต้อนรับคนไทย มีวัดญี่ปุ่น ต้อนรับคนญี่ปุ่น มีวัดจีน ต้อนรับคนจีน แบบนั้นล่ะครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
www.meditation101.org

24 พฤศจิกายน 2562


ที่มาของ “มารกายมนุษย์” หรือ “มนุษมาเร”

มีท่านสงสัยที่ผมเล่าเรื่อง มารกายมนุษย์ ว่ามนุษย์ตัวเป็นๆ จะเป็นมารได้อย่างไร ผมขออธิบายด้วย วิจารณญาณทัสนะของผมโดยคร่าว พอเป็นพื้นฐานดังนี้นะครับ

[1] แต่เดิมมาธาตุธรรมมีแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเกิดพยับแสงอ่อนๆ โดยบังเอิญ พยับแสงนั้นคล้ายกับเวลาเมฆฝนเคลื่อนเสียดสีผ่านกัน แล้วเกิดแสงฟ้าแลบ หรือคล้ายๆ กับเวลา ความร้อนกับความเย็นปะทะกัน แล้วเกิดพลังงานลม

[2] พยับแสงนั้นได้ทำให้ความว่างเปล่าในบริเวณหนึ่งเกิดเป็นมวล แล้วมวลนั้นก็กอปรขึ้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานมากๆ มวลนั้นเริ่มมี เชื้อแล้ววิวัฒนาการเป็นมวลสารทิพย์ คล้ายเซลล์ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน ต่อมาเซลล์นั้นได้ขับเอา ธาตุธรรมออกมาเป็นหย่อมๆ หก-รด ความว่างเปล่า มีธาตุธรรมขาว ธาตุธรรมดำ เป็นอาทิ คล้ายการแบ่งตัวของเซลล์ทิพย์

[3] เมื่อเป็นดังนี้แล้ว มวลธาตุธรรมต่างก็แยกกันวิวัฒนาการผ่านกาลเวลาอันยาวนานมากๆ ในทำนองเดียวกันกับมหาสมุทรในโลกที่เริ่มต้นจากไม่มีสิ่งชีวิตใดๆเลย หลังโลกก่อตัวขึ้นแล้วเย็นตัวลง แล้วสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ของมหาสมุทร ก็ค่อยๆ กอปรขึ้นมาเอง กระทั่งมีสัตว์น้ำหลากหลาย มีสิ่งมีชีวิต มีวงจรชีวิต มีความเป็นไปในรูปแบบต่างๆ กระทั่งเกิดเป็น ระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม นั่นเอง

[4] ดังนี้แล้ว ธาตุธรรม หรือโลกธาตุ จึงเริ่มมี ตัวตนโดยที่องค์ต้นกำเนิดแรกสุดของมวลเซลล์ทิพย์ทั้งปวง ได้กลายเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง มีความคิด มีจิตใจ เรียกกันว่า องค์บรมธาตุหรือ องค์ปฐมธาตุ

[5] ส่วนมวลเซลล์ขาว และมวลเซลล์ดำ ที่ถูกขับออกมา ก็วิวัฒนาการกระทั่งเป็นตัวเป็นตน เรียกว่า องค์พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาวและ องค์ต้นธาตุต้นธรรมภาคดำ

[6] เดิมทีต่างฝ่ายก็ต่างอยู่ พัฒนาภพภูมิของตนเองไป กระทั่งฝ่ายดำคิดจะยึดครองฝ่ายอื่นๆ รวมถึงธาตุธรรมฝ่ายขาว จึงแอบสั่งสมกำลัง แล้วเดินวิชชาล่วงหน้าไป เพื่อทำศึกยึดธาตุธรรมฝ่ายขาว โดยที่แต่ละฝ่ายก็มีบุคลากรของตน โดยฝ่ายขาวมีปกติยินดีในความบริสุทธิ์ดีงาม ชอบทำคุณประโยชน์ ส่วนฝ่ายดำ ยินดีในความเสื่อม ความทุกข์ ชอบทำให้เกิดโทษ (ยุคนี้ยังไม่มีพระพุทธเจ้า ยังไม่มีพระจักรพรรดิ)

[7] เมื่อฝ่ายดำมีกำลังมากพอแล้ว ก็เปิดศึกกับฝ่ายขาว โดยแต่ละฝ่ายมีพระต้นธาตุต้นธรรมเป็นหัวหน้า ฝ่ายขาวเห็นว่ากำลังของตนหย่อนกว่า เพราะไม่ได้เตรียมการรบไว้ จึงหาวิธีว่าทำอย่างไร จะมีกำลังมากพอในระยะเวลาอันสั้น จึงได้สร้าง กายมนุษย์ขึ้น

[8] กายมนุษย์เริ่มแรกเดิมทีของฝ่ายขาว มีลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า มีภาวะกึ่งทิพย์กึ่งหยาบ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีแสงสว่างในตัว เป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องทานอาหาร สาเหตุที่สร้างกายแบบนี้ขึ้น เพราะเมื่อปะทะกันในญาณ กายมนุษย์มีมวลที่หนาแน่นกว่ากายอันเป็นทิพย์ จะไม่แตกดับไปแม้จะเพลี่ยงพล้ำ ในยามปะทะกัน

[9] เมื่อฝ่ายดำทราบว่าฝ่ายขาวสร้างกายมนุษย์ขึ้น ซึ่งสามารถต่อกรหรือสู้รบกับตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงบั่นทอนกายมนุษย์ของภาคขาว ด้วยการทำให้กายมนุษย์ผิดเพี้ยนไปจากเดิม โดยค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นกายพระพุทธเจ้าเหมือนๆ กัน ก็กลายเป็นกายอย่างพรหม กายทิพย์ กายละเอียด กายมนุษย์ มีชายมีหญิง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีกิเลส มีทุกข์ มีภพภูมิต่างๆ ที่เสื่อมลงเรื่อยๆ คือ อรูปภพ รูปภพ สวรรค์ โลกมนุษย์ อบายภูมิต่างๆ เป็นอยู่ได้ก็ต้องกินอาหาร มีขับถ่าย ไม่มีอานุภาพในการต่อสู้กับฝ่ายดำได้ดังก่อน แล้วก็บังคับไว้ด้วยกฎแห่งกรรม

[10] เมื่อฝ่ายขาวเห็นกายมนุษย์ของตนเป็นเช่นนั้น ก็บังคับมนุษย์ในฝ่ายของตน ผ่านสายธาตุสายธรรม (สายควบคุมกายมนุษย์แต่ละกาย) ให้ทำความดี บำเพ็ญบารมี ตายแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพาน หลุดออกจากความทุกข์ทรมานในวัฏสงสาร ส่วนฝ่ายมาร ก็ลองส่งมนุษย์ของตนลงมาบ้าง แล้วบังคับให้มนุษย์ของตน สร้างปัญหา ก่อความเดือดร้อน แต่บ้างก็ทำได้ บ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเมื่อมาอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเหมือนๆ กันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แย่งกันโน้มน้าวมนุษย์

[11] เมื่อทั้งฝ่ายดำ และฝ่ายขาว ต่างก็มีมนุษย์เป็นพวกของตน ก็เกิดการแย่งชิงบุคคลากรขึ้น ภายใต้กฎแห่งกรรม คือ ฝ่ายขาว ซึ่งได้สร้างพระนิพพานไว้รองรับแล้ว ก็คอยดลจิตดลใจมนุษย์ทั้งหลาย ให้อยู่ในศีลในธรรม ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบุญ มีศีล สมาธิ ปัญญา ตายแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพาน เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า บางครั้งก็เป็นคนของตน บางครั้งก็แย่งคนของฝ่ายมารมา ในลำดับนี้เอง จึงเริ่มมี พระพุทธเจ้าและมี พระจักรพรรดิทั้ง ในวิชชาและที่เป็นตัวเป็นตนในโลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ให้กับสายธาตุสายธรรมแห่งตน

[12] ส่วนฝ่ายดำก็ดลจิตดลใจมนุษย์ให้ทำความชั่ว ตายแล้วกลายเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก บ้างก็สำเร็จเป็นเทวบุตรมาร เป็นโพธิสัตว์มาร บำเพ็ญทุศีล มิจฉาสมาธิ มิจฉาปัญญา กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้ามารไป ซึ่งพระพุทธเจ้ามารนี้ จะได้ไปอยู่ใน มารโลกซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อ พระนิพพานซึ่งต่างก็สู้รบ ต่อกร ต่อรองกัน ด้วยฤทธิ์ สิทธิ์ อำนาจ และวิชชา พลังงานบุญ และพลังงานบาป แทรกแซง แก่งแย่งกันและกันอยู่ทุกอนุวินาทีตราบจนถึงปัจจุบัน.
                                                                                          จบบรรพ์

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา
Vijja Scholar

3 พฤศจิกายน 2562



ดวงธรรมทั้ง 6 ในหนทางสายกลาง

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา (Pittaya Wong)

www.meditation101.org

30 สิงหาคม 2562

ดวงธรรมคืออะไร?

ดวงธรรมคือสถานีประชุมธรรมหล่อเลี้ยงกายมนุษย์ และหล่อเลี้ยงแต่ละกายภายใน (เช่น ดวงธรรมของกายทิพย์ หล่อเลี้ยงความเป็นความอยู่ของกายทิพย์ ดวงธรรมของกายพรหม หล่อเลี้ยงความเป็นความอยู่ของกายพรหม) โดยที่ ศีล สมาธิ ปัญญา และคุณต่างๆ จะส่งฤทธิ์มาประชุมในดวงธรรมที่หล่อเลี้ยงกายนั้นๆ หากดวงธรรมซูบซีดเศร้าหมอง ชีวิตก็ซบเซา หากดวงธรรมสุกสว่าง ชีวิตก็รุ่งโรจน์ โดยที่ดวงต่างๆ เหล่านี้ มิใช่ภาพนิมิตลูกแก้ว แต่เป็นดวงแห่งสภาวธรรม คล้ายๆ ดวงจิต ที่มีพรรณนาไว้ในพระอภิธรรม

ดวงศีลคืออะไร?

ดวงศีล คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเรา ให้เกิดจิตสำนึก ความรู้สึกผิด ชอบ ชั่วดี ปรารถนาจะรักษาความประพฤติ คำพูด และความคิด ให้อยู่ในศีลธรรมความดี กล่าวโดยรวมคือ ศีลทำให้ กาย วาจา ใจ สะอาด โดย “ธรรมรส” หรือ “ธรรมารมณ์” แห่งศีลนี้ หากมีอยู่ในสมาธิ มีฌานเป็นอาทิ เรียกว่า “อธิศีล”

ดวงสมาธิคืออะไร?

ดวงสมาธิ คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเราให้สงบจากนิวรณ์ โดยที่ธรรมารมณ์นี้ หากมีอยู่ในสมาธิ หรือ ฌาน ขั้นต่างๆ เราเรียกว่า “อธิจิต”

ดวงปัญญาคืออะไร?

ดวงปัญญา คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงใจเรา ให้ฉลาดในการทำความเข้าใจองค์ความรู้ และธรรมต่างๆ ตรงไปตามความเป็นจริง มากบ้าง น้อยบ้าง โดยสภาวธรรมนี้ หากมีอยู่ในสมาธิฌานเป็นอาทิ เรียกว่า “อธิปัญญา”

ดวงวิมุติคืออะไร?

ดวงวิมุติ คือดวงที่ประชุมสภาวธรรม ซึ่งส่งฤทธิ์ปลดเปลื้องใจเราให้หลุดออกจากการครอบงำของกิเลส มีสังโยชน์ เบื้องต่ำ เบื้องสูง เป็นอาทิ

ดวงวิมุติญาณทัสนะคืออะไร?

ดวงวิมุติญาณทัสนะ คือดวงแห่งสภาวธรรม ที่เป็นเครื่องรู้ บ่งบอกให้บุคคลหยั่งรู้ หรือรู้แจ้งว่า ตนได้หลุดพ้นจากกิเลส และสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง แล้ว


เพราะเหตุใดธรรมกายจึงมีอยู่?

พระธรรมกายนั้น แท้จริงแล้วก็คือ "ตัวตนดั้งเดิม" ของเรานั่นเอง ที่ถามว่า คนเรามาจากไหน ใครสร้าง คำตอบก็คือธาตุธรรม (กุศลาธรรมา / อกุศลาธรรมา / อัพยากตาธรรมา) สร้างพระธรรมกายขึ้นมา เมื่อพระธรรมกายเกิดขึ้นแล้ว มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย คือต่อสู้กับภาคอกุศลาธรรมา เพื่อปกป้องอธิปไตยของฝ่ายกุศลาธรรมา มิให้ถูกยึดครอง หรือครอบงำ เดิมทีเราก็เป็นดุจพระธรรมกายอรหัต ต่อมาภาคอกุศลาธรรมาก็นำ "สังโยชน์" มาใส่ กลายเป็นพระธรรมกายที่บริสุทธิ์หย่อนลงมา คือพระอนาคามี แล้วภาคอกุศลาธรรมา ก็ใส่สังโยชน์ เติมกิเลส เติมอวิชชา เข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งพระธรรมกายหย่อนลงเป็น พระสกทาคามี พระโสดาบัน อรูปพรหม พรหม กายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ที่สมบูรณ์ กายมนุษย์ที่บกพร่อง กระทั่งเป็นเหมือนทุกวันนี้ ที่มนุษย์ไม่มีศักยภาพ และประสิทธิภาพมากพอ จะต่อสู้กับมาร หรือภาคอกุศลาธรรมา เหมือนดั่งที่เคยเป็นพระธรรมกายครับ

 

พิรจักร [ทิศุธิวงศ์] สุวพรรดิเดชา

23 สิงหาคม 2562


พระอริยบุคคลต้องเห็นพระธรรมกายหรือไม่?

ธรรม ของหยาบ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า คือพระไตรปิฎกที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้น

ธรรม ของละเอียด คือสภาวธรรม อย่างเช่นใน "พระอภิธรรม" คือ "ธรรมปิฎก" ที่หล่อเลี้ยงใจ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

ธรรมกาย ของหยาบ คือหมวดหมู่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ธรรมกาย ของละเอียด คือสภาวะของธรรม ที่ประชุมขึ้นเป็นกาย ในทำนองเดียวกันกับที่ กายเทวดา หรือกายทิพย์ ประชุมขึ้นจาก ดินทิพย์ น้ำทิพย์ ลมทิพย์ ไฟทิพย์ ส่วนกายธรรม หรือธรรมกาย ประชุมขึ้นจาก "ธรรมธาตุล้วนๆ"

คนไม่เห็นธรรมกาย เป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่?

คำตอบคือ พระสุขวิปัสสโก ไม่เห็นธรรมกาย แต่ก็เป็นพระอรหันต์ โดยละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ส่วนคนเห็นธรรมกาย แต่ละสังโยชน์ไม่ได้ ก็ไม่ใช่พระอริยบุคคล ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะการเป็นพระอริยบุคคล ขึ้นอยู่กับการละสังโยชน์ ไม่ใช่ว่าเห็นหรือไม่เห็นอะไร

มีท่านถามมาประมาณว่า กล่าวถึงพระอภิธรรม ดวงจิตเกิดขึ้นแล้วดับ เพราะเหตุใดธรรมกายจึงไม่ดับ

คำตอบคือ ตราบเท่าที่สภาวธรรมยังทรงอยู่ ธรรมกายก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น

เหมือนพระอริยบุคคล สภาวธรรมยังทรงอยู่ คือทรงอยู่ในสภาพอันปราศจากสังโยชน์ ส่วนว่าจะเห็นธรรมกาย หรือไม่เห็นเป็นประเด็นรอง ขึ้นอยู่กับ วิชชา/จรณะ 15 อันมี ฌาน 1 ถึง ฌาน 4 เป็นอาทิ

ดวงธรรมและธรรมกาย มีอยู่ แต่จะเห็น หรือไม่เห็นเท่านั้น เช่นเดียวกับสภาวะธรรมที่ทรงอยู่ สภาวะนั้นไม่ดับไป กล่าวคือ เป็นพระอรหันต์แล้ว จะเห็นดวงจิต หรือไม่เห็น ก็เป็นพระอรหันต์อยู่ดีครับ

มีท่านถามมาว่าเพราะเหตุใดจึงบรรลุธรรมแบบไม่เห็นอะไรได้

คำตอบคือ การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หรือพระอริยบุคคลนั้น อยู่ที่ "การละสังโยชน์" ได้ และการละสังโยชน์ได้ขึ้นอยู่กับ "มรรคสมังคี" ซึ่งมรรคสมังคี ก็เกิดได้หลายรูปแบบ เช่นเกิดในสมาธิ คือจิตรวมเป็นฌาน ประกอบกับความปรารถนายินดีละสังโยชน์ และกำลังบารมีมากพอ ส่วนมรรคสมังคีของพระสุขวิปัสสโกนั้นเกิดในปัญญา คือศึกษาและทำความเข้าใจ ธรรมะ ประกอบกับบารมีมากพอ และจิตปรารถนา ก็เกิดมรรคสมังคีในตัวปัญญา ดับสังโยชน์ไปได้เช่นกัน ดังนี้

ป.ล. คำว่าจิตปรารถนานั้น คือยินดีในการละสังโยชน์ ส่วนจิตไม่ปรารถนา เช่นพระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนา ก็ไม่เป็นอันละสังโยชน์ ก็ทรงอยู่ในสมาธิ หรือทรงอยู่ในปัญญา ที่บำเพ็ญ ส่วนผู้ปฏิบัติสายธรรมกาย ได้ 18 กายแล้ว ไม่คิดจะละสังโยชน์ เพราะไม่ยินดีในอริยมรรคอริยผล หรือยินดีแต่กำลังบารมีไม่พอ พอหมดละเอียด ก็กลับมาทรงอยู่ที่กายธรรมโคตรภู เพียงเท่านี้

พิรจักร [ทิศุธิวงศ์] สุวพรรดิเดชา

23 สิงหาคม 2562


"สายบุญ" คืออะไร?

สายบุญก็คือ "ปุญญาภิสันธาน" หรือท่อธารแห่งบุญ ที่บุคคลได้จากการมี กาย วาจา และใจ ที่เป็นกุศล โดยปกติแล้ว เมื่อบุคคลทำบุญกุศล ภาคผู้เลี้ยงจะรายงาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ส่งเป็นทอดๆ ผ่านไปถึง "เครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายกุศล" เครื่องก็จะคำนวณ กายกรรม วจีกรรม และมโหนกรรม ที่เป็น input แล้วตั้งโปรแกรมตามกฎแห่งกรรม เพื่อตั้งผังอานิสงส์ที่จะได้รับ พร้อมจ่าย "กระแสบุญ" ส่งมายังบุคคลนั้นๆ ในการทำบุญธรรมดา กระแสบุญ หรือ ปุญญาภิสันธาน อาจจะไหลมาเก็บไว้ในดวงบุญของตัวบุคคล มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เมื่อใดที่บุคคลทำบุญที่มีอานิสงส์ไม่หมดสิ้น ก็จะได้รับสายบุญส่งมาจรดที่กลางตัวบุคคลนั้นๆ โดยบุญจะไหลมาอย่างตลอดต่อเนื่องเรื่อยไป ไม่มีหมด


สำหรับผู้ที่ "เล่นประกาฯ" ผู้ทรงวิชชา จะคำนวณเสริม เพิ่มเติมจาก เครื่องธาตุเครื่องธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสายบุญชนิดต่างๆ แล้วแบ่งกัน ระหว่าง 1. เจ้าของประกาฯ 2. เจ้าของงานบุญพิธี และ 3. ผู้ทรงวิชชาผู้คำนวณ


สายบุญที่ได้จากการเล่นประกาฯ มีดังนี้ครับ (จากสำคัญน้อย ไปมาก)

1. สายสันวิวัฎฐายี

2. สายมหาสันวิวัฏฐายี

3. สายบรมสันวิวัฎฐายี

4. สายระฆา

5. สายสุรฆา

6. สายอธิฆา

7. สายสันฎิฆา


อย่างไรก็ตาม แม้สายบุญจะส่งบุญมาต่อเนื่อง แต่บุคคลก็จะสามารถรองรับบุญได้มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ "ธาตุ" ที่มีมากหรือน้อย

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าหากบุญที่ได้จากสายบุญไม่มีวันหมด เพราะเหตุใดจึงไม่ทำให้รวยขึ้น ผู้รจนาขอเอ่ยอ้างคำสอนของครูวิชชาว่า บุญจากสายบุญเหล่านี้ มีลักษณะคล้าย "บุญจากการนั่งสมาธิ" ดังฉะนี้แล.


- พิรจักร


นิพพานอย่างไร?

มีท่านถามมาประมาณว่า นิพพานไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่สถานที่ จะขัดกับเรื่องนิพพานที่กล่าวถึงในสายวิชชาธรรมกายหรือไม่?

คำตอบ: ผมขออ้างถึงพระนิพพานสูตรก่อนว่า

นิพพานสูตรที่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ (ความว่าง) วิญญาณัญจายตนะ (วิญญาณ) อากิญจัญญายตนะ (ความไร้สูญ) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภาวะที่มีความจำก็ใช่หรือไม่มีก็ไม่ใช่) โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไปหาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์
(นิพพานสูตรที่ ๑ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๑๕๘/๑๔๓)

ตามพระสูตรข้างต้นนั้น หมายถึง นิพพานในตัวหรือ นิพพานขณะยังมีชีวิตอยู่” (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ซึ่งพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ไม่ต้องมา ไม่ต้องไป เพราะอยู่ภายในตัวของท่านเอง ไม่ได้ตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ยังไม่ต้องจุติ ยังไม่ต้องอุบัติ ไม่ได้อาศัยอะไรในการตั้งอยู่ เพราะมีลักษณะเป็น อายตนะเท่านั้น สาเหตุที่เรียกว่าเป็นอายตนะ เพราะมีลักษณะ "น้อมเข้าไป" เช่นเดียวกับ ดวงตาดึงดูดรูป หูดึงดูดเสียง จมูกดึงดูดกลิ่น นิพพานในตัวก็ดึงดูดใจของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์

ส่วน นิพพานนอกตัวหรือ นิพพานเมืองแก้วซึ่งเป็นนิพพานที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปประทับอยู่หลังจากดับขันธ์ปรินิพพาน หรือเสียชีวิตแล้ว (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) มีลักษณะต่างๆ กัน จากที่ผมทราบ การนิพพาน มีหลายแบบ คือ

(1) นิพพานแบบนิรมานกาย คือ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ยังเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ สามารถเสวยสุขจาก จิตนิพพานซึ่งมีลักษณะเป็น อายตนะอยู่ในตนเอง
(2) นิพพานแบบ ถอดขันธ์ออก เหลือแต่ธรรมกาย แล้วเข้านิพพานไปเจริญนิโรธสมาบัติเสวยสุขอยู่ในภพนิพพานโล่งๆว่างๆ ที่สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ เป็นธรรมขันธ์ และนิพพานธาตุ นี้เป็นนิพพานที่สาย ธรรมกายพบเห็น
(3) นิพพานแบบ ถอดขันธ์ออก กลายเป็น สัมโภคกาย แล้วเข้าไปเสวยสุขและทำกิจต่างๆ เช่นเทศน์สอน อยู่ในเมืองนิพพาน ที่เป็นปราสาทราชวังอันงดงามที่สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ หรือที่เรียกกันว่า "พุทธเกษตร" มีการเข้าออกไปมาหาสู่กันในหมู่มนุษย์, เทพ, และพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงภูมิธรรม นี้เป็นนิพพานที่สาย มโนมยิทธิพบเห็น
(4) นิพพานแล้วสูญ คือถอดขันธ์ออก แล้วดับสลายตนเองให้สิ้นไป ไม่เหลือทั้งนิรมานกาย ธรรมกาย สัมโภคกาย กลายเป็นฝุ่นละอองธรรมคล้ายเมฆหมอก นี้เป็นนิพพานที่สาย พุทโธพบเห็น

หมายเหตุ: ด้วยความตระหนักในด้านเทคนิคการแปล ขอให้สอบทานพระบาลี และการคลี่คลายเป็นสยามภาษาว่า คำว่า นิพพานที่อยู่ในบริบทหนึ่งๆ นั้น มุ่งหมายใช้เป็น กริยา (verb) หรือว่าเป็น คำนาม (noun) เพราะจะมีผลต่อการขยายความใจความที่เนื่องกันมาครับ

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา (นามเดิม Pittaya Wong)

9-10 สิงหาคม 2562

www.meditation101.org


คลื่นเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา 10 สิงหาคม 2562

ผมอ่านบทความว่า คลื่น ในทะเลเกิดขึ้นได้อย่างไร บทความบอกว่า เกิดจากลม ที่พัดผิวน้ำ แต่ผมกลับคิดว่า คลื่นเกิดจาก "แรงหมุนรอบตัวเองของโลก" ซึ่งทำให้น้ำในทะเล "กระฉอก" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจุดที่น้ำลึกมาก น้ำก็ยิ่งกระฉอก เป็นระลอกคลื่น มีความถี่ตามสัดส่วน อันสัมพันธ์กับความเร็วของการหมุนเวียนของโลก และการ flow ของกระแสน้ำในทะเล ในทำนองเดียวกับการเกิด สึนามิ ส่วนทะเลสาบ และ แม่น้ำ ไม่มีคลื่นมากนัก เพราะน้ำตื้นครับ


ถาม-ตอบ เรื่องพระจักรพรรดิ โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2562

มีท่านถามมาประมาณว่า เพราะเหตุใด พระพุทธจักรฯ จึงดูสวยงามกว่า?

คำตอบคือ เป็นมาตั้งแต่วิวัฒนาการธาตุธรรม เริ่มตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีอะไร และไม่ค่อยมีใคร พระต้นธาตุ (องค์ต้นกำเนิดโลกธาตุ) ท่านก็แบ่งฝ่ายกันและกัน เป็นมาอย่างนี้ และเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในคุณสมบัติ ท่านก็มีการแบ่งแยกว่า พระจักรพรรดิ ให้มีเครื่องประดับประดา ส่วนพระพุทธเจ้าไม่ประดับ ถ้าไม่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ผู้พบเห็นก็อาจจะไม่รู้คุณหรือตระหนักถึงความพิเศษของท่าน ก็เหมือนครูอาจารย์ทั่วไป กับอธิการบดี อาจารย์ทั่วไปก็ใส่ครุยธรรมดา อธิการบดี ก็มีสายระยางค์คล้องบ่า ให้สังเกตุทราบได้ ครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า หากพระพุทธเจ้าประเสริฐกว่า จะแสดงออกอย่างไร?

คำตอบคือ ขออ้างคำสอนของครูวิชชาที่ว่า พระพุทธเจ้านั้น ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี ส่วนพระจักรพรรดิ ยิ่งประดับประดายิ่งดี

พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมกายที่แก่ๆอยู่ในอันดับต้นๆ จะละม้ายคล้ายกายมนุษย์มหาบุรุษ จีวรเรียบแนบพระสรีระ ไม่มีเกตุดอกบัวตูม หรือเกตุเปลวเพลิง โดยนัยนี้ จะพอสังเกตได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐ และแก่ธาตุแก่ธรรม

อย่างไรก็ตาม พระองค์ต้นฯ องค์ใหญ่สุดของแต่ละภาคมักจะเป็นพระพุทธเจ้าครับ แต่ในกรณีที่พระจักรพรรดิก็ไม่เป็นรอง พระจักรพรรดิก็สำเร็จเป็น "พระองค์ไท" ไม่ขึ้นอยู่ในการปกครองไปครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าเช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็เป็นใหญ่ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ว่าพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ หรือพระจักรพรรดิเป็นใหญ่ แต่ในธาตุในธรรม เรานับถือกับว่า "ธรรมเป็นใหญ่" ใครก็ตามที่ทรงธรรม ไม่ว่าพระพุทธเจ้า หรือพระจักรพรรดิ ก็จะเป็นใหญ่ แต่โดยมากแล้ว พระพุทธเจ้าจะทรงธรรมมากกว่า แต่ถ้ามีพระจักรพรรดิที่ทรงธรรมมาก พระจักรพรรดิก็เป็นใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่บำเพ็ญในทั้งสองฟาก คือมีภาคธรรม และภาคจักร ในคนๆเดียวกัน ก็ใหญ่กว่าทั่วไปครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าพระองค์ต้นฯ ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธเจ้า?

คำตอบคือ กล่าวเช่นนั้นก็ยังไม่ครบความ 
ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า พระต้นธาตุฯ คือใคร พระต้นธาตุก็คือเจ้าของธาตุธรรมที่สืบเนื่องมา พระต้นธาตุฯ เกิดก่อนใคร (แต่เกิดหลัง องค์ปฐมธาตุปฐมธรรม) และเป็นผู้เริ่มต้นวิวัฒนาการ แต่บางครั้งพระต้นธาตุฯ ก็อวตารเป็นพระพุทธเจ้า บางครั้งก็เป็นพระสงฆ์ คราวใดที่ ((ต้นธาตุฯ อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีสิทธิ์และอำนาจในพระศาสนา แต่ยามใดที่เป็นพระสงฆ์ ก็ยังต้องกราบไหว้พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดา ของพระศาสนายุคนั้นๆ

พระต้นธาตุเกิดขึ้นก่อนใคร แล้วท่านก็วิวัฒนาการตนเองเรื่อยมา ในหมู่พระต้นธาตุด้วยกัน ท่านก็ "จัด" ตามความชอบพอใจของท่าน เช่น

ภาคขาว มี (1) พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว (2) พระองค์ต้นจักรพรรดิภาคขาว

ภาคมารดำ มี (1) พระต้นธาตุ (2) พระต้นธรรม (3) พระองค์ต้นจักรพรรดิ

ก็แล้วแต่ภาคเขาจะจัดกันไปน่ะครับ แต่ก็จะคล้ายๆ กัน เหมือนประเทศแต่ละประเทศในโลก ก็มีระบบระบอบการปกครองที่เขาลอกเลียนแบบกัน แต่ปรับใช้ บางประเทศมีประธานาธิบดี กับนายกฯ บางประเทศมีพระมหากษัตริย์ กับ นายกฯ ทำนองนี้ครับ


เล่าเรื่องกายสิทธิ์

โดย พิรจักร

www.meditation101.org

1 สิงหาคม 2562

 

หินแร่จุยเจียก็มีกายสิทธิ์ที่ดีครับ หินแร่ส่วนใหญ่จะมีกายสิทธิ์มาแต่เดิม นับตั้งแต่เจ้าของธาตุเขาส่งลงมาปลูกเลี้ยง กว่าจะมาถึงมือผู้ทรงวิชชา ก็ผ่านความไม่สะอาดมาบ้าง ผู้ทรงวิชชาก็ต้องนำมากลั่นให้สะอาด แล้วค่อยเดินวิชชากัน ผู้ทรงวิชชาบางท่านก็สามารถเลี้ยงกายสิทธิ์กระทั่งแก่กล้าไปตามลำดับ ส่วนกายสิทธิ์ที่เชิญมาซ้อนลงลูกแก้วหลอม ก็อย่าดูเบา ครูวิชชาบางท่านเชิญกายสิทธิ์พระจักรพรรดิใหญ่ๆ ลงมาซ้อนได้ อย่างนี้ก็ง่ายดีครับ หินแร่เปรียบเสมือนบ้านที่มีเจ้าของอยู่อาศัยมาแต่เดิม จะเชิญใหญ่กว่ามาซ้อนก็ยังไงอยู่ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องกลั่นแล้วสอนวิชชา แต่ลูกแก้วหลอม เหมือนบ้านเรือนเปล่า ที่ไม่มีใครอยู่ ครูวิชชาเก่งๆ ท่านก็เชิญกายสิทธิ์ดีๆ อย่างพระจักรพรรดิลงมาซ้อนอยู่ในนั้นได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาบ่มหรือปลูกครับ แต่ก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป ส่วนลูกแก้ว 3 ดวง ในรูปหล่อยืนของหลวงพ่อสด ที่ผ่านการทำวิชชารบมา ก็เป็นแก้วหลอมทั้ง 3 ดวงครับ ซึ่งกายสิทธิ์พระจักรพรรดิก็ได้รับเชิญมาซ้อนสถิต ในทำนองเดียวกันครับ

กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ จะมีวิชชา หรือไม่มีวิชชา ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเป็นส่วนใหญ่ครับ เหมือนบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ออกมา มี operation system พื้นฐาน เมื่อถึงมือเจ้าของผู้ซื้อ ก็ต้องลงโปรแกรมกันตามใจชอบครับ โปรแกรมก็คือวิชชา ซึ่งผู้ผลิตกายสิทธิ์ ท่านมีหน้าที่ผลิต ท่านไม่ได้มีหน้าที่ค้นวิชชามาใส่ครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ทำไมบางคนได้วัตถุมงคลที่มีอานุภาพมากไปแล้ว ยังคงประสบโชคร้ายหรือมีเคราะห์

คำตอบคือ กฎแห่งกรรมก็เหมือนโปรแกรมนี่ล่ะครับ เวลาทำบุญ/บาป ด้วยกาย วาจา ใจ โปรแกรมเขาก็คำนวณ input ว่าจะต้องรับผลอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วส่งโปรแกรมออกมาเป็น output ติดตั้งไว้ในตัวคนเรา ทีนี้กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ ก็อุปมาเหมือนทิพยนต์ ที่เราลงโปรแกรมเอาไว้ หรือเรียกว่ามีวิชชา ถ้าเราไม่สั่งงานกายสิทธิ์ให้แก้ไข เราก็ต้องประสบเคราะห์กรรมอยู่ดี หรือกายสิทธิ์มีวิชชา แต่ก็ไม่มากพอจะแก้โปรแกรมของกรรมได้ เพราะกรรมบางอย่างก็แรงมาก ผมอุปมาโปรแกรมเคราะห์กรรมเหมือน "แรงดึงดูดโลก" ซึ่งมีกำลังสามารถดึงดูดภูเขาทั้งลูก ให้ติดอยู่กับพื้นได้ แรงกรรมบางอย่างมันก็แรงมากเหมือนอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้น ถึงมีกายสิทธิ์ ก็อาจจะไม่พอแรงสู้ หรือบางอย่างกายสิทธิ์ได้แก้ไขให้แล้ว จากหนักเป็นเบา หรือจากเบา ก็เป็นไม่เกิดขึ้น แต่เราไม่ทราบ เราก็นึกว่ากายสิทธิ์ไม่ได้ช่วยอะไรครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า ถ้าจะเลี้ยงกายสิทธิ์ให้ใหญ่ขึ้น ก็คือทำบุญ แล้วเขาจะใหญ่ตามเรา ใช่หรือไม่

คำตอบคือ จริงๆ แล้ว กายสิทธิ์ไม่ได้บุญจากการอนุโมทนากับเรานะครับ แต่ถ้าเรามีกายสิทธิ์คุ้มครอง แล้วเราทำความดี เจ้าของผู้ผลิตกายสิทธิ์จะได้ส่วนแบ่งแห่งบุญ แล้วเขาก็จ่ายหล่อเลี้ยงกายสิทธิ์ที่อยู่ในความดูแลของเขา ถ้าเราบำเพ็ญบารมีได้มาก เจ้าของผู้ผลิตกายสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งมากเป็นเงาตามตัว เขาก็จ่ายเลี้ยงกายสิทธิ์ของเขามากเป็นพิเศษ แต่ผู้ทรงวิชชาท่านทำแบบโดยตรง ก็คือเติมวิชชา แล้วก็อัดบุญบารมีเข้าไปในองค์กายสิทธิ์ แล้วก็เดินวิชชาร่วมกัน กายสิทธิ์ก็แก่กล้าขึ้นครับ

กายสิทธิ์ทุกองค์ มีเจ้าของผู้ผลิตทั้งนั้นล่ะครับ เหมือนคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ผลิตทุกเครื่อง ไม่มีเครื่องใดที่เกิดขึ้นเอง แต่กายสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้ทรงวิชชา ก็มีทั้งแบบที่ยังต่อสายกับเจ้าของผู้ผลิต กับแบบที่ตัดสายเชื่อมกับผู้ผลิตออกไปแล้ว ซึ่งแบบที่ตัดสายแล้ว เป็นประโยชน์ต่อผู้ทรงวิชชาตรงที่ มีสิทธิ์ควบคุมกำกับการกายสิทธิ์ในการเดินวิชชาได้เต็มที่ครับ ซึ่งการจะตัดสายควบคุม ก็ต้องตกลงกับเจ้าของผู้ผลิต บางท่านก็เต็มใจให้ตัด บางท่านก็ไม่ยอม ต้องตกลงแลกเปลี่ยนกันตามสมควรครับ

มีท่านถามมาประมาณว่าเพราะเหตุใดกายสิทธิ์พระจักรพรรดิจึงพาเข้าละเอียดได้

คำตอบคือ กายสิทธิ์มีความละเอียดบริสุทธิ์ต่างกัน ตามการผลิต เพื่อทำงานในภพภูมิต่างกันไป กายสิทธิ์ระดับพระพุทธจักรพรรดิ ถือกันว่าเป็นกายสิทธิ์ของเมืองพระนิพพาน ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าสวรรค์ และพรหมโลกโดยทั่วไป กายสิทธิ์พระพุทธจักร ก็ถูกสร้างด้วยความละเอียดประณีตและบริสุทธิ์ สำหรับเมืองนิพพานนั้น เมื่อซ้อนกายสิทธิ์ระดับนี้เข้าธรรมะหรือเข้าวิชชา กายสิทธิ์ก็พาเข้าละเอียดถึงความละเอียดเดียวกันกับเมืองนิพพานได้ แต่ถ้าจะไปไกลกว่านั้น ก็ต้องไปต่อเอาเอง ดังนี้

มีท่านถามมาประมาณว่า หากกายสิทธิ์พระจักรพรรดิชั้นสูงสามารถพาเข้าละเอียดได้ดี ทำไมครูวิชชาจึงไม่เชิญมาซ้อนเป็นพระของขวัญหรือลูกแก้วของขวัญ

คำตอบคือ ในวิชชามีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง การเชิญกายสิทธิ์พระจักรพรรดิชั้นสูงลงมาจากภพภูมิชั้นสูง ต้องเปลืองกำลังมาก จะคว้าลงมาเปล่าๆ บางทีก็ไม่ได้ ต้องต่อรองกับเจ้าของผู้ผลิตว่าจะแลกกับอะไร บางทีก็ทำให้เปลืองฤทธิ์ เปลืองละเอียด หรือบางที ก็เหมือนกับสาธุชน เป็นขั้นร้อยโท จะไปเชิญจักรพรรดิชั้นพันเอก พลเอก มาให้ใช้ มันก็ดูไม่เหมาะควร ถ้าสาธุชนเป็นผู้ทรงวิชชาชั้นสูง ก็ได้ครอบครองพระจักรพรรดิกายสิทธิ์ชั้นสูง ก็ควรอยู่ ต้องคำนึงถึงหลายอย่างด้วยกันครับ

มีท่านถามมาประมาณว่า หากกายสิทธิ์มีความละเอียดสูง เพราะเหตุใดจึงไม่มีวิชชา

คำตอบคือ กายสิทธิ์ก็คล้ายๆ อัญมณี ที่มีคุณค่า ตามคุณสมบัติ เช่น น้ำหนัก ความสะอาด สี ฯลฯ ดังนั้น ความละเอียดของกายสิทธิ์จึงไม่ใช่ปัจจัยส่งผลโดยตรง กับการมีวิชชา แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกันคนละประเด็น คือ เมื่อมีละเอียดมาก ก็สามารถเดินวิชชาได้มากขึ้น อุปมาเหมือนคนที่อ่านหนังสือหลังจากนอนหลับพักผ่อน ตื่นมาจิตใจแจ่มใส นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อย ก็เหนื่อย จิตใจไม่แจ่มใส เหมือนก่อนจะเริ่มอ่าน ฉันใดก็ฉันนั้น การทำวิชชาเหมือนการทำงานทางใจ เมื่อเดินวิชชามากๆ ละเอียดก็หมดเปลืองไป ต่างจากการเข้าละเอียดอย่างเดียว ที่มีความสุข สะอาดครับ

 

 

มีท่านถามมาเรื่องปุญญาภิสันธาน

"ปุญญาภิสันธาน" ก็คือ "สายบุญ" หรือ "ท่อธารแห่งบุญ" ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรม คำนวณ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นกุศล แล้วเบิกส่งจ่ายบุญออกมาจากแหล่งผลิตและเก็บบุญ ปกติแล้ว จะเป็นการลำเลียงบุญส่งมาเก็บไว้ใน "ดวงบุญ" ของผู้สร้างบุญ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่นาน หรือหลายวัน ขึ้นอยู่กับว่าบุญใหญ่มากน้อยเพียงใด ในกรณีของสายบุญที่สำคัญๆ ก็มีหลายขั้นมีความแรงของกระแสบุญและปริมาตรของบุญมากน้อยต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่สร้างบุญใหญ่ที่มีกุศลผลต่อเนื่องยาวนาน คำนวณออกมาได้เป็นสายบุญที่จ่ายมาต่อเนื่องยาวนาน อย่างเช่น "สายบุญสันวิวัฏฐายี” และ “สายบุญระฆา" เป็นอาทิ โดยบุญที่ส่งมา ก็เหมือนน้ำที่ไหลเข้าภาชนะ หากบุคคลมี "ธาตุมาก" ภาชนะก็ใหญ่ สามารถรองรับบุญที่ไหลมาได้มาก ธาตุจะมากจะน้อย ก็เกิดจากการทำความดี ด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อทำมาก ก็จะเกิดเป็น "บารมีธาตุ" สะสมไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว บารมีธาตุ ก็เกิดจากการบริหารธาตุคือดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ แห่งตัวตนของเราเองในการทำความดี ความดีบางอย่างได้บารมีธาตุมาก แต่บุญน้อย อย่างเช่นการทำสาธารณกุศล ส่วนบารมีธรรม ส่วนใหญ่จะเกิดจาก “คุณธรรม” ในใจที่เจริญขึ้นจากการทำความดี เมื่อบารมีธาตุมาก ก็รองรับบุญได้มาก โดยคุณธรรมที่เกิดขึ้น จะบ่มหรือกลั่นบุญให้กลายเป็น “บารมี” ซึ่งเป็นคำที่รวมเอาทั้งบารมีธาตุและบารมีธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

"บารมีธาตุ" ที่เกิดจากการทำความดี ก็เหมือน การเจริญเติบโตของ "ฟองน้ำ" ในทะเล เมื่อเราทำความดี ก็เหมือนฟองน้ำได้สารอาหาร ก็มีโครงสร้างที่โตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อุปมาเหมือน "ดวงบุญ" ของบุคคล ที่ขยายขึ้น จากการทำความดี ความดีบางอย่าง ทำแล้วได้บารมีธาตุมาก ความดีบางอย่างทำแล้วได้บารมีธาตุน้อย ก็เหมือนสารอาหารที่เสริมสร้างฟองน้ำได้มากน้อยต่างกันไป ส่วนบุญที่อยู่ในดวงบุญ ก็เหมือน "น้ำ" ที่อยู่ใน "ฟองน้ำ" น้ำก็มีเพิ่มมีลด เพราะเราดำเนินชีวิตก็ทำบุญได้บุญมา และใช้บุญไปด้วย แต่โครงสร้างฟองน้ำก็ยังคงอยู่ แม้บุญจะเพิ่มจะลดไปบ้าง สมมติว่าเราได้สายบุญ "ระฆา" ที่ไหลต่อเนื่องมา ก็เหมือน เราเอาท่อน้ำไปเชื่อมต่อกับฟองน้ำ ฟองน้ำก็รับน้ำเข้าไป ส่วนที่เกินกว่าจะอุ้มเอาไว้ได้ ก็ล้นจากกายมนุษย์เข้าสู่กายภายใน เช่นกายมนุษย์ละเอียด (วิญญาณ), กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม, กระทั่งถึงกายธรรม ซึ่งแต่ละกายก็มีดวงบุญเป็นของตนเอง เมื่อทำวิชชา แล้วใช้บุญ หรือดำเนินชีวิตไป แล้วใช้บุญ น้ำก็ถูกดึงออกจากฟองน้ำ แต่ท่อธารแห่งบุญก็เติมเข้าไปจนเต็มอีก ปกติแล้ว ปุถุชน และพระอริยบุคคลชั้นต้น ยังต้องทำบุญอยู่ ต่อเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์แล้ว จึงจะมีสิทธิ์ได้ "สายบุญ" ก็ไม่ต้องทำบุญอีก ส่วนปุถุชนที่ได้สายบุญจากการสร้างบุญครั้งใหญ่ ซึ่งปกติแล้วได้มาไม่ง่ายเลย ก็จะมีบุญมาก แต่ก็รองรับได้ตามที่บารมีธาตุจะเอื้ออำนวย ซึ่งบุญที่ได้จากสายบุญในลักษณะนี้ อาจจะไม่เหมือนบุญที่ได้จากการสร้างบุญตามปกติ เพราะบุญที่ได้จากการสร้างบุญตามปกติด้วยการออกแรงกาย แรงวาจา แรงใจ ส่วนใหญ่แล้วจะได้บุญที่เข้มข้นกว่า เพราะบารมีธาตุจะเกิดร่วมด้วย แต่บุญที่ไหลมาอัตโนมัติจากสายบุญจะไม่กอปรเป็นบารมีธาตุ มีลักษณะคล้ายบุญที่เกิดจากการนั่งสมาธิด้วยภูมิจิตปกติครับ

โดย พิรจักร 10 July 2019

www.meditation101.org


The Dhammic Crystallisation

การบำเพ็ญบารมี มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ (1) ธาตุ หรือ บุญธาตุที่ได้ และ (2) ธรรม หรือ คุณธรรมที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเราได้บุญธาตุมาแล้ว ธรรมที่เกิดก็เป็นเครื่อง "กลั่น" บุญให้บริสุทธิ์แก่กล้าและมีการจัดเก็บแบ่งตาม "องค์คุณ" 10 ประการ คือ "บารมี 10 ทัศ" ซึ่งเรารับรู้ได้ด้วยใจเราเองว่า บารมีนี้ มี "ธรรมรส" เป็นอย่างนั้น อย่างนี้

การทำทาน โดยหวังผลตอบแทน กับการทำทานโดยมุ่งเสียสละ จึงแตกต่างกัน และธรรมรสที่สัมผัสได้ ก็ต่างกันโดยนัยนี้

มีท่านถามมาว่า อะไรเป็นเครื่องกำหนดว่าได้บุญมากน้อย

คำตอบคือ "โปรแกรมกฎแห่งกรรม" ของ "เครื่องธาตุเครื่องธรรม" ซึ่งประมวล input จาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เกิดขึ้น และจ่ายออกมาเป็น "บุญธาตุ" มากน้อยต่างกันไป แต่บุญสะอาด หรือไม่สะอาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่อง เพราะบุญที่ผลิตขึ้น โดยหลักจะมีมาตรฐานเดียว แต่บุญไม่สะอาด เกิดจากการที่จิตเป็นอกุศลหรือมีมลทิน แล้วบุญไหลผ่านใจที่เป็นมลทินนั้น นอกจากนี้ ในกรณีที่ใจเป็นบาปอกุศลขณะทำบุญ อย่างเช่นจิตใจขุ่นมัว โกรธไม่พอใจใครขณะถวายทาน เครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายมาร เขาก็ประมวลแล้ว ส่งบาปเข้ามา ทำให้ได้ “บุญปนบาป”

โดยหลักแล้วบุญจะมีความสะอาดเป็นมาตรฐานเดียว ยกเว้น "บุญศักดิ์สิทธิ์" คล้ายๆ บุญที่เกิดขณะเข้านิโรธสมาบัติ บุญจะสะอาดมาก และมีกำลังแรงมาก จากต้นแหล่งการผลิต

 

การเจริญสมาธิภาวนาก่อนทำบุญ เป็นการรักษา กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้สงบสะอาด ดังนี้แล้ว ภาคผู้เลี้ยงมาร ก็จะไม่ได้โอกาส ในการนำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นทุจริต ส่ง input เข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายมาร แล้วประมวลออกมาเป็น "บาป" ที่อาจ "เกิดร่วม" กับการทำบุญ แต่การทำบุญที่มุ่งหวังความร่ำรวยตอบแทน หรือหวังทิพยสมบัติ ก็ทำให้ เป็น "เชื้อโลภะ" เกิดขึ้น ทำให้มีบาปอ่อนๆ ปะปนได้ และได้ปริมาณบุญน้อยลง และสะอาดน้อยลง ถ้าปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ให้ทำบุญด้วยความเสียสละ ไม่หวังสมบัติร่ำรวยตอบแทน ก็จะดีมากครับ

การทำบุญโดยไม่อธิษฐานอะไรนั้น เฉพาะเจตนาถ้าเป็นกุศล ก็เป็นบุญกุศลในตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่มุ่งมั่นจำเพาะเจาะจงอะไร ก็เหมือนได้เงินมา แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเอาไปทำอะไร สำหรับคนมีวิชชา ได้บุญมาก็เก็บไว้ก่อน เมื่อใจละเอียดอยู่ในวิชชาแล้ว ค่อยเบิกบุญมาตั้งผังสำเร็จในภายหลังก็ได้ บางคนอธิษฐานขอเยอะมาก กระทั่งใจไม่สงบ สมาธิก็หย่อนลง บางท่านจึงรู้สึกว่า ทำบุญแล้วไม่ขออะไรเลยจะดีกว่า เพราะสบายใจดี ถ้าอธิษฐานด้วยจิตที่เป็นกุศล ก็เป็นอธิษฐานบารมี ถ้าอธิษฐานด้วยจิตที่เป็นอกุศล ก็เป็นอกุศลจิตไป เข้าข่าย "บารมีมาร" คือกิเลสเจริญขึ้นจากการบำเพ็ญบุญ ถ้าอธิษฐานไปในทางที่ไม่ดีไม่ชั่ว ก็เป็นอัพยากฤต อย่างไรก็ตาม วาระจิตนั้นละเอียดอ่อน การอธิษฐานเพียงหนึ่งนาที ดวงจิตที่เกิดขึ้น อาจเป็นนับล้านดวง วาระจิตดีล้วนๆ ก็เป็นกุศลล้วนๆ วาระจิตดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็เป็นกุศลและอกุศลปะปนกันไป ซึ่งดวงจิตทุกดวงก็เกิดขึ้นในใจเรา ผ่านใจเราทั้งนั้นครับ ส่งมาจากเครื่องธาตุเครื่องธรรมของแต่ละฝ่าย (ดี/ชั่ว) ผ่านภาคผู้เลี้ยง ครับ

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมีในสายปัญญา คือ ยิ่งเรารู้และเข้าใจมาก กิเลสต้องลดลง

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมี ในสายแห่งศรัทธา คือ ยิ่งเชื่อมั่นมาก ควรเหนี่ยวภูมิจิตภูมิธรรมให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไป

     -         สิ่งสำคัญสำหรับผู้บำเพ็ญบารมี ในสายวิริยาธิกะ คือ เมื่อบากบั่นพากเพียรมากแล้ว ควรก่อเกิดเป็นกุศลจิตอันแก่กล้า ทรงพลังยิ่งๆ ขึ้นไป

โดย พิรจักร 9 July 2019


มีท่านถามมาประมาณว่า หาเรื่องราวเกี่ยวกับธาตุธรรมเป็นดังผมว่าไว้ พระบรมธาตุ จะถือว่าเป็น God หรือไม่?

คำตอบคือ "ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น" เพราะคำว่า God มี connotation และ stereotype ในนัยยะที่ว่าเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ สร้างจักรวาล แต่พระบรมธาตุไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการ ต่อกร ต่อรอง ต่อสู้ encountering, bargaining, and settling ระหว่างธาตุธรรมฝ่ายต่างๆ ที่ได้ประมูลฤทธิ์ ประมูลสิทธิ์ ประมูลอำนาจ คือฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว กระทั่งเกิดเป็นโลกธาตุ มนุษย์และสัตว์ ที่อยู่ภายใต้การครองของกันและกันดังปัจจุบัน

ถ้าถามผมว่า หากองค์บรมธาตุ ไม่ใช่ God แล้วเราจะเรียกท่านว่าอะไร คำตอบคือ The Lord of Origin ซึ่งองค์บรมธาตุก็ทรงนับถือพระพุทธศาสนาครับ

กายอวตารขององค์บรมธาตุ ก็คือ สมเด็จเท็นซิน องค์ดาไลลามะ
กายอวตารของพระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว ก็คือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
กายอวตารของสมเด็จองค์ปฐมบรมครู ก็คือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา

ดังนี้ครับ

พิรจักร

www.meditation101.org


มีท่านถามมาว่า แล้วทำไม ต้องแยกกันระหว่าง พระพุทธเจ้า กับพระจักรพรรดิ แล้วทำไมต้องแต่งองค์ทรงเครื่องไม่เหมือนกัน

คำตอบคือ พระต้นธาตุต้นธรรม ท่านก็ "จัดองค์ประกอบ" เพื่อให้เหมาะกับหน้าที่ หรือ function และผู้ทำหน้าที่นั้นๆ ก็มี form หรือรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แยกแยะออกจากกันได้

เหมือนอะไร เหมือน ประเทศ ที่มีตำรวจ กับ ทหาร มีเครื่องแบบไม่เหมือนกัน มีหน้าที่คล้ายๆ กัน แต่แบ่งแยกออกจากกันชัดเจน ถ้าทหารไม่แต่งชุดประดับยศ เป็นทหารนอกเครื่องแบบ หรือนอกเวลาราชการ ก็เหมือนพระจักรพรรดิ มิได้แต่งองค์ทรงเครื่อง เวลาใครเห็นเข้า ก็ไม่แน่ใจว่านี้เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมไม่ให้ทหารมาทำหน้าที่ตำรวจ?

เรื่องพระพุทธเจ้ากับพระจักรพรรดินี้ ท่านแบ่งภาคกันมาตั้งแต่ พระต้นธาตุต้นธรรม บางภาค มีพระต้นธาตุ พระต้นธรรม พระองค์ต้นจักรพรรดิ แล้วแต่จะจัดกัน แล้วก็สืบสายธาตุสายธรรมกันเรื่อยลงมาอย่างนี้ครับ

พิรจักร


องค์ปฐมธาตุปฐมธรรมคือใคร
พระต้นธาตุต้นธรรมคือใคร
สมเด็จองค์ปฐมฯ คือใคร
พระนั่งเมืองคือใคร
แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง?

อธิบายความโดย พิรจักร
www.meditation101.org

[1] ผู้ที่เกิดก่อนสุดในบรรดามี คือ "องค์ปฐมธาตุปฐมธรรม" หรือ องค์บรมธาตุครับ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด ธาตุธรรม ทั้งฝ่าย กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา และอัพยากตาธรรมา แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ปกครองโดยตรง เหมือนพ่อแม่ให้กำเนิดบุตรโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วมิได้เลี้ยงดู บุตรก็ดิ้นรนเติบใหญ่ขึ้น ไม่ได้อยู่ในความปกครองของพ่อแม่ แล้วก็ไม่ลงรอยกัน เป็นธาตุธรรมหลักสามฝ่าย คือกุศล อกุศล และอัพยากตา ครับ

[2] พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม คือองค์ต้นกำเนิดธาตุและธรรมแต่ละฝ่ายครับ (ฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว แบ่งเป็น กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา) เกิดก่อนสมเด็จองค์ปฐมฯ แต่พระต้นธาตุต้นธรรม ก็อาจจะไม่ใช่พระพุทธเจ้า อย่างที่สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเป็นครับ แต่ก็มีบ้าง ที่พระต้นธาตุต้นธรรม อวตารลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าด้วยตนเองเพื่อทำภารกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการแก้ไขธาตุธรรมที่เกิดจากการ เสียสมดุลเพราะภาคมารรุกรานครับ

[3] สมเด็จองค์ปฐมฯ คือพระพุทธเจ้าพระองค์แรกสุดครับ แต่ท่านไม่ "ลง" ประชุมเมือง ถ้าท่านลงประชุมเมือง (นิพพาน) ก็อาจจะต้องเตรียมที่ให้พระองค์ครับ ก็คล้ายๆ พระสงฆ์ประชุมกันในสภาที่วัดพระเชตวัน แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จมาเป็นครั้งคราว บรรยากาศทำนองนี้ครับ

[4] หากจะอุปมาไป สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเปรียบเสมือนประธานาธิบดี พระนั่งเมืองแก้ว ทรงเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรี พระต้นธาตุต้นธรรมคือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศ ส่วนองค์ปฐมธาตุปฐมธรรม หรือองค์บรมธาตุ คือผู้ให้กำเนิดบรรพบุรุษ ทำนองนี้ครับ

[5] สมเด็จองค์ปฐม (บรมครู) ทรง "ตั้งพระศาสนา" ส่วนพระต้นธาตุต้นธรรมเกิดก่อน แต่เป็นเจ้าของธาตุธรรม ซึ่งโดยเริ่มแรกก็อาจจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเจ้าของพระศาสนา แต่เป็นเสมือนบรรพบุรุษที่ก่อร่างสร้างประเทศ ให้กำเนิดธาตุ กำเนิดธรรมเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมี “อายุธาตุ” ไล่เลี่ยกันกับพระต้นธาตุต้นธรรม เป็นประดุจ “น้องรอง” นับตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมทรงมี “ชีวะ” คือมีชีวิต และเริ่มบำเพ็ญบารมีมาเป็น “อายุธรรม” และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภายหลังจากที่ พระต้นธาตุต้นธรรมได้ “ตั้งธาตุตั้งธรรม” เอาไว้แล้ว สมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงตรัสรู้ได้ ก็เพราะอาศัยธรรม อาศัยบุญบารมี แต่ผู้สร้างพลังงานบุญขึ้นมาใช้ สร้างธรรมหล่อเลี้ยง ให้มีดี มีชั่ว ก็คือพระต้นธาตุต้นธรรม ครับ

[6] หากถามว่าพระต้นธาตุต้นธรรม กับสมเด็จองค์ปฐมฯ ใครใหญ่กว่ากัน ก็ใหญ่กันคนละแบบครับ สมเด็จองค์ปฐมฯ เรียกได้ว่า เป็นองค์ต้นพระพุทธศาสนา ที่สืบต่อๆ กันมา เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกสุด แต่ส่วนใหญ่สมเด็จองค์ปฐมฯ ไม่ทรงทำวิชชา หรือจะมุ่งปราบมาร อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าทรงตั้งวัดอยู่ในแคว้นโกศล เมื่อเกิดศึกสงคราม พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องออกรบ แต่ผู้ที่จะออกรบ ก็คือพระราชาผู้ปกครองแคว้น ฉันใดก็ฉันนั้น พระราชาก็เปรียบได้กับพระต้นธาตุต้นธรรมที่จำเป็นต้องออกรบเพื่อคุ้มครองธาตุธรรมให้พ้นภัยจากฝ่ายมาร หรือภาคอกุศลาธรรมา ยกตัวอย่างเช่น ภัยจากภาคมาร คือทำให้มนุษย์มีปกติจิตตกต่ำ มีเกิดแก่เจ็บตาย นี้เป็นภัยจากภาคมาร 

[7] ส่วนพระต้นธาตุต้นธรรม ก็เป็นเจ้าของผู้ผลิตบุญ เจ้าของบารมี เป็นผู้ต่อกร ประชันฤทธิ์ สู้รบ และต่อรองกับภาคมาร กระทั่งเกิดเป็นโปรแกรมกฎแห่งกรรม มีกฎกติกา การสร้างบารมี การบรรลุธรรม การเข้านิพพาน พระต้นธาตุต้นธรรม จึงเป็นใหญ่ใน "ธาตุธรรมของตน" ส่วนว่า พระต้นธาตุต้นธรรม เป็นพระพุทธเจ้า หรือไม่ ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้น พระต้นธาตุต้นธรรม ก็เป็นพระพุทธเจ้าด้วย แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของพระศาสนา ไม่มีสิทธิ์ในพระศาสนาโดยตรง

[8] เหมือนอะไร เหมือนหลวงพ่อสด กับสมเด็จพระพุทธโคดม เมื่อหลวงพ่อสด องค์อวตาร พระต้นธาตุฯ มาเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อทำภารกิจปราบมาร (ร่างกายมนุษย์แข็งแรงกว่ากายทิพย์อันละเอียดอ่อน เมื่อปะทะกันในญาณ กายมนุษย์ก็ไม่ดับไปโดยง่าย) มาบวชในศาสนาของพระพุทธโคดม ก็ต้องกราบไหว้พระพุทธเจ้าตามธรรมเนียม เพราะหลวงพ่อสด ไม่ใช่พระศาสดา อีกทั้งยังนับถือว่าเป็นพระสงฆ์สาวกรูปหนึ่งของสมเด็จพระพุทธโคดมด้วยครับ

[9] “พระจักรพรรดินั่งเมืองก็คล้ายๆ ประธานาธิบดีของภพพระจักรพรรดิครับ หรือจะบอกว่าเป็น "พระเจ้าจักรพรรดิ ของเหล่าพระจักรพรรดิ" ก็พอได้ครับ เป็นใหญ่ในฝ่ายจักรฯ มีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจมาก ซึ่งในภพพระจักรพรรดิ ก็มี “พระพุทธจักรฯ” เป็นสมาชิก คือพระจักรพรรดิที่บำเพ็ญบารมีสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่ประชากรน้อยกว่าเมืองพระนิพพาน หรือเมือแก้ว เพราะพระพุทธจักรพรรดิมีขั้นตอนในการบำเพ็ญบารมีมากกว่า กว่าจะสำเร็จได้

[9] ส่วน พระนั่งเมืองแก้วคือประธานของพระนิพพานครับ เป็น "พระพุทธเจ้าของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์" เป็นใหญ่ในธรรมครับ ถ้าเปรียบเทียบกับระบบธุรกิจ เมื่อสมเด็จองค์ปฐมฯ ทรงเป็นประดุจ ประธานกรรมการบริหาร หรือ Chairman พระนั่งเมืองแก้วก็เป็นประดุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ครับ แต่สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมีทั้ง 2 ภาค คือภาคพระพุทธเจ้า และภาคพระจักรพรรดิ จะเห็นได้ว่ารูปหล่อสมเด็จองค์ปฐม บางคราวก็เป็นพระพุทธเจ้าคล้ายพระพุทธชินราช บางคราวก็มีเครื่องทรงสวมมงกุฎ คล้ายพระจักรพรรดิ ครับ ขึ้นอยู่กับว่าทรงออกงานใด หากทรงออกงานให้โอวาทพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ก็เสด็จไปด้วยปางพระพุทธเจ้า หากทรงออกงานพระจักรพรรดิ ก็เสด็จไปด้วยปางพระจักรพรรดิ ทำนองนี้ครับ

 

ขออธิบายพอสังเขปแต่เพียงเท่านี้ครับ
พิรจักร
5 - 6 กรกฎาคม 2562


มีท่านถามมาว่า "กายสิทธิ์รักษาโรค" คืออะไร? ผมขออธิบายโดยภาพรวมก่อนว่า มนุษย์และสัตว์อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นประดุจ "โปรแกรม" ที่ควบคุมความเป็นอยู่และความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์นั้น เมื่อมนุษย์ทำบาป เครื่องธาตุเครื่องธรรม ซึ่งเป็นประดุจ "เซิร์ฟเวอร์" ของวัฏสงสาร ก็คำนวน กาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล ตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม แล้วประมวลจ่ายออกมาเป็นพลังงานบาป และโปรแกรมกรรมชั่ว ส่งมาติดตั้งในตัวมนุษย์และสัตว์ เมื่อโปรแกรมกรรมชั่วทำงาน ก็เกิดเป็นความทุกข์ยากลำบากต่างๆ โรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นโปรแกรม ที่ทำให้กายมนุษย์ "รวน" กระทั่ง "เสียหาย"

กายสิทธิ์รักษาโรค ก็เป็นประดุจ "ทิพยนต์" หรือ Transcendroid ที่มีโปรแกรมติดตั้งหรือ install ไว้ สามารถ แก้โปรแกรม โรคภัยไข้เจ็บ ได้ เปรียบเสมือ AI ที่มีความรู้ความสามารถรักษาโรคได้ ถ้านำมาติดตั้งไว้ในตัวมนุษย์ ก็จะคอยแก้ไขโปรแกรมโรคภัยไข้เจ็บ ให้ทุเลา หรือหมดไปได้ ก่อนที่จะส่งผลเป็นความแปรปรวน หรือเสียหายของร่างกายในส่วนหยาบครับ

- พิรจักร


เรื่องการมอบของที่ระลึก

ถ้าจะมอบลูกแก้ว ใช้แก้วหลอมก็ดีนะครับ โดยภาคทองเราอาจทำเป็นแก้วสีทอง คล้ายอำพัน ถ้าใช้แก้วจุยเจียแท้ จะมีกายสิทธิ์อยู่แล้ว ถ้าจะใส่กายสิทธิ์กับวิชชาของฝ่ายเราลงไป ก็เหมือนกับอัดเสียงทับลงไปในเทปที่มีเพลงอยู่ แต่ถ้าใช้แก้วหลอม ก็เหมือนอัดเสียงลงไปในเทปเปล่า จะง่ายกว่าในทางวิชชาครับ ส่วนเรื่องกายสิทธิ์ในหินจุยเจีย ผมขออธิบายดังนี้นะครับ หินจุยเจียส่วนใหญ่เป็นธาตุเป็นธรรมของ "ภาคขาว" เช่นเดียวกับอัญมณีหินสีต่างๆ ที่เป็นธาตุเป็นธรรมของแต่ละสี เช่นมรกต ของภาคเขียว ไพลิน ของภาคน้ำเงิน ทีนี้ เมื่อจักรพรรดิต่างสีจะใช้ดวงแก้ว ถ้าใช้หินจุยเจีย ก็ไม่ใช่ธาตุไม่ใช่ธรรมของตน แต่ถ้าจะใช้ก็ใช้ได้ ก็ต้องนำมากลั่น นำมาเติมวิชชา อัดบุญบารมี อัดวิชชาเข้าไป แต่ก็เข้าทำนอง อัดเสียงลงเทป ที่ผมเคยบอกนั่นล่ะครับ

 

มีท่านถามมาว่า ภาคขาว กับ ภาคทอง อย่างไหนดีกว่ากัน

คำตอบก็คือ ภาคขาวชั้นดีก็เหมือนเพชร ภาคขาวชั้นรอง ก็เหมือนหินจุยเจีย มีความแข็ง ความแกร่ง ความใสสะอาด ไม่เท่ากัน เพชร สำเร็จยากกว่าจุยเจีย เพชรเม็ดใหญ่ๆ ก็มีระดับหนึ่ง จุยเจียก้อนใหญ่ๆ มีมากกว่า แต่เนื้อก็เป็นรอง ส่วนทอง ก็มีหลายเกรด มีทอง 18 k ทอง 24 k ทองเนื้อเก้า ฯลฯ ไปกระทั่งถึง ทองเนื้อ "พัชรสุวรรณ" ทองสำเร็จง่ายกว่าเพชร แต่จุยเจียสำเร็จง่ายกว่าทอง ทองเป็นโลหะ เนื้อแกร่ง ไม่แตกสลาย เวลารบกับมาร ก็มีกำลังหนักหน่วง ปราบมารได้ไม่ย่อหย่อนไปกว่าเพชรครับ ให้ลองนึกถึงกำปั้นที่หล่อขึ้นด้วยทองคำล้วนๆ เนื้อตัน ไม่กลวงข้างใน เวลาทุบไปที่กายมาร กายมารแตกกระจายเชียวครับ

 

มีท่านถามมาเรื่องวิมานทอง

ผมขออุปมาว่า ในสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานแก้ว กับวิมานทอง อย่างไหนมีมากกว่ากัน ฉันใดก็ฉันนั้น เพชร มีราคาสูงกว่าทอง แต่หายาก เม็ดใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยมี ทอง มีราคาไม่เท่าเพชร แต่หาง่ายกว่า รวมกันเป็นก้อนใหญ่ๆ หล่อเป็นพระพุทธรูป เป็นพระเจดีย์ได้ ซึ่งเพชรจะทำอย่างทองแบบนี้ ก็ยังไม่ได้ครับ วิมานเพชร รวมกันก็มีสักกี่คน วิมานทอง ก็มีทองหลายเกรด รวมกันมีสักกี่คน ใครมีกำลังเท่าใด?

 

ภาคทองมี "สิทธิ์" มาก เวลาชาวโลกจะประกันค่าสกุลเงิน ก็ต้องเอาทองมาค้ำประกัน และเพชร พลอย รัตนชาติ เมื่อจะขึ้นเรือน ให้ดูสวยงามล้ำค่า ก็ต้องอาศัยทองเป็นเรือนครับ

เครื่องทอง มิใช่เครื่องประดับ ของเทวดาชั้นต้นเท่านั้น แต่ทองเป็นเครื่องประดับของเทวดาแทบจะทุกชั้น ยกเว้นพรหมโลก แม้แต่พระจักรพรรดิในวิชชา หากจะประดับเครื่องทรง มีหมวกเป็นอาทิ ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้เครื่องทอง กันแทบทั้งนั้น แล้วค่อยประดับเพชร หรือพลอย ประจำของตนครับ

 

มีท่านถามมาว่า เพราะเหตุใดผมจึงดำริให้นำทองคำมาหลอมเป็นดวงกลมแล้วมอบให้ผู้ทรงวิชชา

คำตอบคือ เพื่อให้ "เข้าธาตุเข้าธรรม" ครับ เวลาจะซ้อนหรือประดาธาตุประดาธรรม ถ้าผู้ทรงวิชชาฯ ที่มีสายธาตุสายธรรมจากภาคใด สีใด ได้ของที่เป็นธาตุเป็นธรรมของตน ก็จะเข้าธาตุเข้าธรรมได้ง่ายครับ เหมือนภาคขาว ถ้าซ้อนลงเพชร ลงจุยเจีย ก็จะดีมาก ถ้าภาคแดง ซ้อนลงทับทิมแดงหรือเพชรแดง ก็จะเข้ากันดี ส่วนภาคทอง ถ้าได้ซ้อนลง โลหะทอง ก็จะเข้ากันได้ดีมาก ผมดำริถวายดวงทองคำให้ผู้ทรงวิชชา เพื่อเจริญกสิณทองคำครับ อานิสงส์จะมากมหาศาล เพราะถวายถูกธาตุถูกธรรม ด้วยอานิสงส์นี้ กายภายในของผมจะเป็นทองเนื้อเลิศยิ่งๆ ขึ้นไปครับ

เวลาจะนำอัญมณี หินสี รัตนชาติ และทองคำ ไปถวายผู้ทรงวิชชา ต้องขอให้ นายมณีกร หรือ นายสุวรรณกร จัดหาให้ครับ เพราะนายมณีกร หรือนายสุวรรณกร มีความชำนาญในการคัดเลือกทั้งของหยาบ ที่เป็นเรือน และชำระความสะอาดให้กับกายสิทธิ์ ที่ซ้อนอยู่ภายในอัญมณี หรือทองคำ สามารถนำไปใช้ประกอบวิชชาได้ทันทีโดยสะดวกครับ ดังนี้แล้วอานิสงส์จะมากกว่าของที่ยังไม่ได้ชำระกายสิทธิ์ให้สะอาดครับ

     -  พิรจักร

27 มิถุนายน 2562


มีท่านถามมาว่า "พระบรมพุทธจักรฯ" คืออะไร?

คำตอบคือ พระจักรพรรดิชั้นใหญ่ ที่อยู่ในพระนิพพาน ทั้งนี้ พระบรมพุทธจักรฯ มี 2 ประเภทหลักๆ คือ (1) มีชีวะ สามารถเวียนเกิดได้ และ (2) ไม่มีชีวะ เป็น ทิพยนต์ เรียกว่า "กายสิทธิ์" ไม่ต้องเวียนเกิด ครับ

กายสิทธิ์พระบรมพุทธจักรฯ ก็เหมือน "ทิพยนต์" ที่เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นั่นล่ะครับ เมื่อครูวิชชาท่านได้ไปแล้ว ท่านก็นำไปแก้โปรแกรม คือผังสงครามโลก ที่ฝ่ายมารตั้งโปรแกรมไว้ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ก็ทำงานในวิชชา แก้โปรแกรมได้หมดครับ

พระธรรมกายก็ทำวิชชาแก้โปรแกรมได้ครับ แต่เมื่อมีพระบรมพุทธจักรฯ ประกอบด้วย ก็ราวกับว่ามีเครื่องทุ่นแรง เหมือนขับเครื่องบิน จะขับเองแบบ manual ก็ได้ แต่ถ้าตั้งโปรแกรม ให้คอมพิวเตอร์ควบคุมให้ ก็สะดวก และแม่นยำ ดีเหมือนกันครับ

พระบรมพุทธจักรฯ ที่อยู่ในเมืองนิพพานไม่จำเป็นต้องเกิดอีกครับ ยกเว้นแต่จะ "ถอยพืด" กลับลงมา ซึ่งการกลับลงมาเกิด ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงาน อย่างเช่นการแก้ไขปัญหาให้กับสรรพสัตว์ แก้ไข การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ให้กับส่วนรวมครับ เปรียบเสมือน คนไทย ทำธุรกิจสำเร็จ ได้ย้ายไปอยู่สหรัฐฯ แต่ก็กลับเมืองไทย มาพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งๆ ที่อยู่สหรัฐฯ ก็สบายดีครับ

ตาม standard แล้ว เมื่อเข้านิพพานแล้ว ก็ไม่ต้องเกิดอีกครับ ธาตุธรรมตั้งโปรแกรมไว้อย่างนั้น แต่ถ้าจะเกิด ก็ต้อง alter the program ซึ่งบางท่านสามารถทำได้ ก็เลยกลับมาเกิดได้อีกครับ

พระบรมพุทธจักรฯ มีเครื่องทรง เพราะเป็นธรรมเนียมของธาตุธรรมอย่างนั้นครับ เหมือนพระมหากษัตริย์ ก็ต้องมีเครื่องประดับตกแต่ง ให้ดูแตกต่างจากสามัญชน คนทั่วไป เครื่องประดับของพระจักรพรรดิ มีไว้บ่งบอก ลำดับขั้นต่างๆ และมีไว้สำหรับ "ส่งกำลัง" และ "เดินวิชชาประกอบฤทธิ์" ไม่ได้มีไว้โชว์เล่นๆ ครับ

มีท่านถามมาว่า เพราะเหตุใด พระจักรพรรดิจึงต้องอาศัยเครื่องประดับในการเดินวิชชาและส่งฤทธิ์ เพราะเหตุใดพระธรรมกายจึงทำได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องประดับ

คำตอบคือ เครื่องประดับของพระจักรพรรดิ บางอย่างก็เป็น "อาวุธ" ไปในตัว เช่น "ดารา" หรือ "ดาว" ที่ประทับอยู่บนเครื่องทรง สามารถปลิดออกมาใช้แทนอาวุธลับ คล้ายๆ ดาวกระจาย ของนินจา ส่วนเครื่องประดับเพชรพลอย ก็คล้ายๆ กับอัญมณี และหินสีในเมืองมนุษย์ ที่มีฤทธิ์ สามารถ "เสริมอานุภาพ" ให้กับพระจักรพรรดิ ส่วนพระธรรมกาย ท่านเป็น "รัตนะ" อยู่ในตัวเสร็จสรรพอยู่แล้ว แต่พระธรรมกายที่ต้องการฤทธิ์เดชมาก ก็ต้องหา "รัตนะ 7" มาใช้กันครับ

ครูวิชชาท่านสอนไว้ว่า พระจักรพรรดิ ยิ่งประดับประดามากยิ่งดี ส่วนพระธรรมกาย ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี

พระจักรพรรดิที่แก่กล้า สามารถดูกันที่เครื่องทรงและผ้าที่ครอง

ส่วนพระธรรมกายที่แก่กล้า ดูกันที่รูปลักษณะจะละเอียดลออคล้ายคนมีชีวิตครับ

- พิรจักร


มีท่านถามมาว่า ทำไมต้องแบ่งแยกระหว่าง พระธรรมกาย กับพระจักรพรรดิ

คำตอบก็คือ มันเป็น "อัธยาศัย" ที่แตกต่างกันไปของผู้บำเพ็ญบารมีครับ ซึ่งเป็นผลมาจากธาตุธรรมดั้งเดิมที่ถูกปรุงขึ้นมา นับตั้งแต่มีธาตุมีธรรม และที่ปกครองสายธาตุสายธรรมของแต่ละคน

ยกตัวอย่างเหมือน คนเป็นตำรวจ กับเป็นทหาร ถามว่าทำไมถึงอยากเป็นตำรวจ ทำไมไม่เป็นทหาร ต่างคนก็มีเหตุผลของตนเองใช่ไหมครับ หรือถามว่า ทำไมเรียนสายวิทย์ ทำไมไม่เรียนสายศิลป์ ก็ทุกคนมีความถนัด และความชอบใจของตนเอง ใช่ไหมครับ บางคนก็อธิบายได้ว่าทำไมชอบ ถนัด และทำได้ดี บางคนก็ไม่สามารถอธิบายได้ครับ

บางคนเขาว่า พระจักรพรรดิเหมือนคนรับใช้ ของภาคธรรม เป็นกายธรรมประเสริฐกว่า แต่จักรพรรดิก็คล้ายทหาร บอกว่าทหารรับใช้ประชาชน แต่บางครั้งทหารก็ปกครองประชาชน หรือหากบอกว่า พระจักรพรรดิ เหมือนมัคทายก พระพุทธเจ้า เหมือน "เจ้าอาวาส" แต่เมื่อ มัคทายกบวช แล้วเป็นเจ้าอาวาสเอง ก็มักจะเก่งกว่าในหลายๆ ด้าน แต่พระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าอาวาส ที่บวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร ก็ประเสริฐกว่า ในแง่ของ "ความบริสุทธิ์" และ "มีมลทินน้อย" แต่หากมีพระจักรพรรดิองค์ใดสามารถบำเพ็ญอย่างบริสุทธิ์ได้เสมือนพระพุทธเจ้า เป็นพระจักรฯทรงธรรม หรือพระจักรฯบรรลุธรรม จึงเรียกได้ว่าเป็น "พระพุทธจักรพรรดิ" ซึ่งประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้าสามัญ แต่การที่จะเป็นดังนี้ได้ ก็ยังนับว่าพอดีพอร้ายอยู่ครับ

- พิรจักร


ในการเลือกว่าเราจะเป็นพระองค์ธรรม หรือเป็นพระจักรพรรดิ.. เป็นธรรมกาย หรือเป็นพระจักรพรรดิ ผมขอแนะแนวว่า ให้เลือกสายที่ตรงกับการบำเพ็ญมา

เหมือนคนเรียนสายศิลป์ แล้วเข้ามหาวิทยาลัย ก็เรียนต่อด้านภาษา ก็จะถนัดและทำได้ดี หรือเหมือนคนเรียนสายวิทย์ แล้วเข้ามหาวิทยาลัย ก็เรียนต่อเป็นวิศวกร ก็จะทำได้ดี

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่บำเพ็ญเป็นพระจักรพรรดิมา ฝึกมาตั้งแต่เป็นพระรัตนะบุคคล หากย้ายมาอยู่ "สายธรรม" ส่วนใหญ่ก็จะอ่อนลง

แต่ถ้าพระจักรพรรดิใด ปรารนาจะทรงธรรม ก็มีทางเลือกให้ บำเพ็ญในทั้งสองสาย แต่ต้องเลือกว่าสายใดเป็นสายหลัก เหมือนคนเรียนปริญญา มีวิชาเอก วิชาโท ครับ เหมือนคนที่เป็นทั้งทหาร และตำรวจ ในเวลาเดียวกัน

- พิรจักร


Super Executive Summary: สรุปรวบยอดการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา (ฉบับขยายความ)

แนวทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นจากสั่งสมบุญบารมี

โดยการสั่งสมบุญนั้นมี 10 วิธี เรียกว่าบุญกริยาวัตถุ 10 ประการ คือ

(1) ให้ทาน (2) รักษาศีล (3) เจริญสมาธิภาวนา (4) ประพฤติเคารพอ่อนน้อม (5) ช่วยเหลือผู้อื่น (6) อนุโมทนาบุญ (7) อุทิศบุญ (8) ฟังธรรม (9) แสดงธรรม (10) ทำความเห็นให้ถูกต้องตามธรรม

ในการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ดังกล่าว เมื่อบำเพ็ญแล้วจะได้ “พลังงานบุญ” สะสมไว้ในตัวเรา โดยพลังงานบุญจะถูกจัดเก็บในรูปของ “บารมี 10 ทัศ” เหมือนเราหยอดกระปุกออมสินมีเหรียญหลายขนาดหลายมูลค่า แล้วนำเหรียญเหล่านั้นออกมาเข้าเครื่องนับเหรียญ เครื่องก็จะแบ่งแยกเหรียญตามขนาดต่างๆ กันให้โดยอัตโนมัติ แล้วจัดเก็บเป็นช่องเป็นส่วนต่างหากกัน ฉันใดก็ฉันนั้น บุญที่ได้จากการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 10 ก็ถูกจัดเก็บเป็นบารมี 10 ประเภทคือ

(1) ทานบารมี คือใจกว้างใจเสียสละ

(2) ศีลบารมี คือความข่มใจ

(3) เนกขัมมบารมี คือใจสันโดษ

(4) ปัญญาบารมี คือความรู้ความเข้าใจ

(5) วิริยบารมี คือใจมีกำลังต่อสู้

(6) ขันติบารมี คือใจอดทนอดกลั้น

(7) สัจจะบารมี คือใจจริง จริงใจ

(8) อธิษฐานบารมี คือใจที่มุ่งมั่น

(9) เมตตาบารมี คือใจอ่อนโยนนุ่มนวล

(10) อุเบกขาบารมี คือใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย

 

โดยการบำเพ็ญบุญ เพื่อสะสมเป็นบารมีนั้น ไม่ได้นับเอาปริมาณของบุญเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จก้าวหน้า แต่วัดกันที่กำหนดระยะเวลา ดังนี้

(1)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 1 แสนกัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระอรหันต์

(2) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 2 อสงไขย มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

(3) บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 20 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็นพระปัญญาธิกพุทธเจ้า

(4)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 40 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า

(5)  บำเพ็ญบารมียาวนานครบเวลา 80 อสงไขย 1 แสนมหากัป มีกำลังมากพอจะเป็น พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

ซึ่งการบำเพ็ญบารมีในพระพุทธศาสนานั้นนับหน่วยเป็นช่วงเวลาในการ “บ่มปัจจัยร่วม” คือทั้ง ธาตุ (บุญธาตุคือบุญเชิงปริมาณว่าปริมาณมากน้อย) และ ธรรม (กุศลธรรมคือคุณภาพของบุญว่าสะอาดมากน้อย) อุปมาเหมือนการอบขนมปัง หากเราอบขนมปังก้อนเล็ก ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลา ขนมปังสุกพอดีในระยะเวลาอันสั้น (เปรียบเสมือนพระอรหันต์) ส่วนการอบขนมปังก้อนใหญ่ ต้องให้ความร้อนพอเหมาะกับระยะเวลาที่นานกว่า (เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า) เพื่อให้ได้ขนมปังที่สุกพอดี รับประทานได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การบำเพ็ญบุญบารมี ก็คือการ “บ่มบุญที่สะสมได้ให้เป็นบารมีด้วยปริมาณ, ความสะอาด, คุณภาพ, และระยะเวลา ที่พอเหมาะพอสมนั่นเอง

 

เมื่อบำเพ็ญบุญบารมี บ่มครบตามกำหนดเวลาแล้ว ผู้ปฏิบัติก็ต้องหาทางบรรลุ ซึ่งผู้ปฏิบัติบางท่านก็ออกแสวงหาธรรม แต่บางท่านก็มีผู้มาโปรด ทั้งนี้ทั้งนั้นการบรรลุธรรมก็มีสองแบบคือ

(A) “เจโตวิมุติก็เจริญสติสมาธิ ทำฌาน มีกรรมฐาน 40 วิธี ก็เลือกวิธีที่ถูกอัธยาศัย ไม่มีวิธีใดที่ถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุดเสมอไป แต่ต้องเลือกวิธีที่ใช้แล้วทำได้ผลดี โดยกรรมฐาน 40 วิธีมีดังนี้ (ที่มา http://www.vimokkha.com/krammathan.htm)

หมวดกสิน 10 เป็นการทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง

1. ปฐวีกสิน  เพ่งธาตุดิน

2. อาโปกสิณ  เพ่งธาตุน้ำ

3. เตโชกสิณ  เพ่งไฟ

4. วาโยกสิน  เพ่งลม

5. นีลกสิน เพ่งสีเขียว

6. ปีตกสิน  เพ่งสีเหลือง

7. โลหิตกสิณ  เพ่งสีแดง

8. โอฑาตกสิณ  เพ่งสีขาว

9. อาโลกกสิณ  เพ่งแสงสว่าง

10. อากาศกสิณ  เพ่งอากาศ

หมวดอสุภกรรมฐาน 10 เป็นการตั้งอารมณ์ไว้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงดงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก น่าเกลียด

11. อุทธุมาตกอสุภ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด

12. วินีลกอสุภ  วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว 

เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตาย จึงมีสีเขียวมาก

13. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน  เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ

14. วิฉิททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย

15. วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน

16. วิกขิตตกอสุภ  เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง

17. หตวิกขิตตกอสุภ  คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่

18. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ

19. ปุฬุวกอสุภ  คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่

20. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก

อนุสสติกรรมฐาน 10 อนุสสติ แปลว่า ตามระลึกถึง เมื่อเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะแก่จริต จะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ ตั้งมั่นได้รวดเร็ว

21. พุทธานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

22. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์

23. สังฆานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์

24. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์

25. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์

26. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์

27. มรณานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์

28. กายคตานุสสติกรรมฐาน  เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต

29. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต

30. อุปสมานุสสติกรรมฐาน  ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์

หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา

31. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส

หมวดจตุธาตุววัฏฐาน

32. จตุธาตุววัฏฐาน 4 พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ

หมวดพรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม พรหมแปลว่าประเสริฐ

พรหมวิหาร 4 จึงแปลว่า คุณธรรม 4 ประการ ที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่

33. เมตตา  คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน  ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์

34. กรุณา ความสงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์

35. มุทิตา   มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน

36. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย

มวดอรูปฌาณ 4 เป็นการปล่อยอารมณ์ ไม่ยึดถืออะไร มีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุขประณีต ในฌานที่ได้ ผู้จะเจริญอรูปฌาณ 4 ต้องเจริญฌานในกสินให้ได้ฌาณ 4 เสียก่อน แล้วจึงเจริญอรูปฌาณจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

37. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

38. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

39. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตราย ไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์

40. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จะหนาว ร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

ซึ่งกรรมฐาน 40 วิธีนี้ หากบุญบารมีครบเต็มตามเกณฑ์ ก็สามารถทำให้เกิด “มรรคสมังคี” คือจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ประดุจเครื่องมือ และมีกำลังบุญบารมีเป็นพลังส่ง สามารถรื้อถอนสังโยชน์คือกิเลสเบื้องต่ำเบื้องสูงที่หยั่งรากอยู่ในใจออกมา แล้วบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล อันมีพระนิพพานเป็นเบื้องปลายได้ แต่ถ้าหากบุญบารมียังไม่ครบเต็มตามเกณฑ์ หากบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ ก็จะได้เพียงฌาน

(B) ปัญญาวิมุติ ก็เจริญปัญญา ฟังเทศน์ ฟังธรรม เล่าเรียน เขียนอ่าน ไตร่ตรอง พิจารณา ใคร่ครวญ ธรรมอันมี 84000 พระธรรมขันธ์ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิม แบบย่อ หรือแบบพิสดารออกไปได้นับแสนนับล้านอย่าง ก็ให้เลือกฟังหรือเรียนธรรมในรูปแบบที่เหมาะกับจริต บางท่านมีปัญญามาก เป็นพหูสูต ฟังธรรมขยายยืดยาวแล้วไม่พอใจ ใจไม่สงบ ก็ไม่บรรลุ บางท่านปัญญาน้อย ฟังธรรมแบบย่อแล้วก็ไม่รู้มากพอจะทำความเข้าใจ ก็ไม่บรรลุ การศึกษาธรรมเพื่อความหลุดพ้น จึงควรเลือกศึกษาที่เหมาะกับจริตของตน ในทำนองเดียวกันกับการเลือกวิธีกรรมฐาน

เมื่อผู้ศึกษาพิจารณา ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจธรรม กระทั่งเกิด มรรคสมังคีโดยมีบุญบารมีที่บำเพ็ญไว้ครบเกณฑ์เป็นกำลัง ก็สามารถละกิเลสสังโยชน์ได้ตามส่วน บังเกิดเป็นมรรคผลขั้นต่างๆ อันมีพระนิพพานเป็นเบื้องปลาย แต่ถ้าหากบุญบารมียังสะสมมาไม่ครบตามเกณฑ์ แม้จะฟังธรรม หรือศึกษาธรรมมากเพียงใด ก็จะยังไม่บรรลุมรรคผลเป็นปัญญาวิมุติได้ แต่ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจ และเป็นบุญกุศลสะสมต่อไป

อันว่าบุญบารมีนั้น เป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พระอริยบุคคล ปุถุชน หรือสัตว์เดรัจฉาน ตราบใดที่บุคคลยังเป็นปุถุชน หรือเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ก็ยังต้องบำเพ็ญสะสมบุญบารมีเอาไว้ใช้ต่อไป ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะไม่บำเพ็ญบุญก็ได้ เพราะจะได้รับ "สายปุญญาภิสันธาน" เอาไว้ใช้หล่อเลี้ยงตลอดเวลา ดังฉะนี้.

- Pirajak S.

www.meditation101.org

 

The Topmost Summary of Buddhist Practice

The practice in Buddhism starts from cultivating meritorious deeds in order to fulfill the requirement of one hundred thousands sub-aeon to become a fully enlightened saint (arhat), two aeon to become a Silent Buddha, and the minimum of 20.1 aeon to become a Lord Buddha.

As the merit cultivation is perfected according to the requirement, one can seek for enlightenment by ways of (1) Meditative Liberation or Ceto Vimutti where one practices Buddhist meditation and/or mindfulness categorized into 40 methods by choosing the method that meets one’s preference and past cultivation, and (2) Contemplative Liberation or Panna Vimutti where one learns or studies the Lord Buddha’s Dhamma or teachings divided into 84,000 categories which can be briefed or superlated into millions of form whereas one learns the Dhamma that fits one’s preference.

With the perfected merit cultivation, one can achieve the unification of magga (maggasamangi) by ways of either Meditative Liberation (Ceto Vimutti) or Contemplative Liberation (Panna Vimutti) which enables one to eradicate more or less of defilement or mental impurity (samyojana) which results in different levels of magga or phala (path or fruition) which has the Nirvana as the end-destination.

As long as one is still a mundane or partially enlightened, one still needs to cultivate more meritorious deeds further.  When one becomes a fully enlightened saint, a Silent Buddha, or a Lord Buddha, one no longer needs to cultivate merit because one will earn the stream of merit energy or punnabhisandana which nourishes one’s being continually and automatically.

 

-          Pirajak S.

www.meditation101.org  


ไตรสิกขา พิสดารโดยย่อ

โดย พิรจักร สุวพรรดิเดชา

www.meditation101.org

 

[1] ศีล ได้แก่ ศีลของกาย ศีลของวาจา และศีลของใจ ช่วยปรับสภาพกาย วาจา และใจให้เหมาะสม เป็นสุข สำรวม สะอาด และมีความพร้อมต่อการอบรมจิตให้เจริญ

[2] สมาธิ ได้แก่ สมถะ (ความสงบใจ) และ วิปัสสนา (ความรู้แจ้ง) ช่วยอบรมจิตให้สงบ มีกำลัง ย่อมเอื้อต่อ “เจโตวิมุติ” คือการหลุดพ้นด้วยสมาธิ ตามกำลังของบุญบารมีที่สั่งสมมา เมื่อใจอยู่ในสภาพที่ก่อให้เกิดมรรคสมังคี ตามสัดส่วนของอิทธิพลมากน้อยจากศีล สมาธิ ปัญญา เข้าด้วยกัน ถ้ากำลังบุญบารมียังน้อย มรรคสมังคีก็ยังไม่เกิด จึงยังไม่สามารถละสังโยชน์ แต่ก็สามารถทรงอยู่ในฌานได้เท่านั้น สามารถข่มกิเลสได้เป็นคราวๆไป

[3] ปัญญา ได้แก่ ปัญญาจากการฟังและเรียนรู้ ปัญญาจากการคิดพิจารณา และปัญญาจากการเจริญภาวนา ทั้ง 3 อย่างช่วยอบรมจิต ให้เข้าใจธรรม เมื่อเข้าใจแล้ว อวิชชาก็ดับไปชั่วคราวหรือถาวร ยังให้ใจเกิดเป็นสภาวะของมรรคสมังคี ตามสัดส่วนของอิทธิพลมากน้อยจาก ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าด้วยกัน สามารถละสังโยชน์ได้ ตามกำลังส่งของบุญบารมีที่สั่งสมมา กอปรเป็น “ปัญญาวิมุติ” ถ้ากำลังบุญไม่พอ มรรคสมังคียังไม่เกิด ก็เข้าใจธรรม แต่ไม่สามารถละสังโยชน์ได้ ปัญญาที่มีก็สามารถข่มกิเลสได้เป็นคราวๆไป

[4] ปัญญาวิมุติ อาศัยปัญญามาก ใจสงบเป็นสมาธิน้อยกว่าฝ่ายเจโตวิมุติ เพราะมีความคิด ความดำริ ต่างจากเจโตวิมุติ ที่เกิดจากฌาน มีใจสงบยิ่ง โดยนัยนี้ ผู้ที่บรรลุด้วยปัญญาวิมุติและเจโตวิมุติย่อมมี วิชชา 3 และวิชชา 8 มากน้อยต่างกัน เพราะ "วิชชา" ล้วนตั้งอยู่บน "จรณะ" มี องค์ฌาน เป็นอาทิ


5 มิถุนายน 2562


"จะวิชชาธรรมกายก็ตาม จะสายปฏิบัติอื่นใดก็ตาม หากไม่มีมรรคผลอันเกิดจากการปฏิบัติ และไม่สามารถยังผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานได้ กล่าวโดยง่ายคือ สายปฏิบัติใด ไม่มีพระอริยบุคคล ไม่มีพระอรหันต์  วิชชาหรือสายปฏิบัตินั้นย่อมไม่ใช่หนทางเจริญในพระพุทธศาสนา"

- พิรจักร (formerly Pittaya Wong)

4 มิถุนายน 2561  


"แต่ละสายธาตุ ต่างก็ปรุงธรรมรสอันพอเหมาะต่อบริวารธาตุแห่งตน ธรรมรสจะโอชามีประโยชน์มากน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเลี้ยงกระทั่งได้มรรคผลมากน้อยเพียงใดนั่นแล"

- พิรจักร ( formerly Pittaya Wong)

3 มิถุนายน 2561


"ศีลคือธรรมาภรณ์อันประเสริฐ

สัตย์คือจักราภรณ์อันล้ำเลิศ"

- พิรจักร (formerly Pittaya Wong)

3 มิถุนายน 2561


เมื่อความเร็วของเวลา เท่ากับความเร็วของอิเล็คตรอนที่หมุนรอบนิวเคลียส ผู้ที่แก่ช้า จะมีอิเล็คตรอนที่หมุนช้า ผู้ที่แก่เร็ว จะมีอิเล็คตรอนที่หมุนเร็ว โดยมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ กับควาทเร็วในการขยายตัวของ "ดวงแก่"


Atom ที่อยู่ในสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ทำงานด้วย "ระบบไฟฟ้า" รวมถึงตัวมนุษย์และสัตว์ ที่มี "กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ" ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ กระแสไฟฟ้านี้เองคือ "พลังงานบุญ" และ "พลังงานบาป" และ "ใจ" ของเรา ก็ "เก็บพลังงานไฟฟ้าอ่อนๆ" นี้ได้ โดยหน่วยเล็กของกลไกไฟฟ้านี้คือ Atom ในขณะที่หน่วยใหญ่ของกลไกไฟฟ้านี้คือ Solar System

by Pittaya Wong & Associates
www.meditation101.org

7 April 2019


ปัญหาของผู้ปฏิบัติธรรมสายธรรมกาย

 

1. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายและ/หรือได้วิชชาแล้วเกิดความประมาทชะล่าใจ ไม่หมั่นรักษาภูมิจิตภูมิธรรม ให้สูงเข้าไว้ จึงเสื่อมถอยลงในกาลต่อมา
2. หมู่มารเพ่งเล็งผู้ที่เข้าถึงธรรมกายและ/หรือได้วิชชาแล้วเป็นพิเศษ หาทางปนเปื้อน และเล่นงานกลั่นแกล้ง หลอกล่อ ให้เสื่อมจากคุณ แต่สายปฏิบัติอื่นๆ ที่ส่งผลให้ได้คุณวิเศษ ก็มีปัญหานี้เหมือนกัน
3. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือได้วิชชาแล้ว ทำงานในญาณ (ทำวิชชา) มากจนเกินไป มีการแก้โรค แก้ภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น จนกระทั่งหมดกำลังญาณ (หมดละเอียด) และหมดเปลืองบุญบารมี จึงเสื่อมถอยลงมา
4. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือ ได้วิชชาแล้ว มีจรณะบกพร่อง ด้วยเหตุต่างๆ นาๆ วิชชาจึงคลอนแคลน และเสื่อมถอย
5. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย ตัดสินใจที่จะยังไม่เข้านิพพาน ทั้งๆที่สามารถเข้าได้ หรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคล เพราะยังอยากสร้างสมบารมีต่อ เพื่อทำงานในภพต่อไปจนกว่าจะถึง ที่สุดแห่งธรรมด้วยเหตุนี้ จึงดำรงอยู่อย่าง โคตรภูบุคคลซึ่งเสี่ยงต่อความผันแปรในภพ 3 ตามกฎพระไตรลักษณ์
6. ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย และ/หรือ ได้วิชชา มีบุญบารมีแต่เดิมมาน้อย จึงเสื่อมถอยไปเองจากวิชชา กิเลสจึงครอบงำอีกครั้ง ทำให้คุณธรรมด้อยลง และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ

By Pittaya Wong

28 August 2018


การแปลตำราทางพระพุทธศาสนา

การแปลโดยทั่วไปนั้นอาศัย 2 สิ่งควบคู่กัน คือ
(1) องค์ความรู้หลักการแปล
(2) ประสบการณ์ในการแปล

สำหรับองค์ความรู้หลักการแปลโดยสรุป ต้องมีสัดส่วนของ 3 สิ่ง คือ

(ก) ความถูกต้อง หรือ accuracy
(ข) ความเข้าใจได้ หรือ understanding
(ค) ความเป็นธรรมชาติของภาษา หรือ
naturalness

โดยคำนึงถึง 3 สิ่งดังกล่าวข้างต้น ใน
(
a) ระดับคำ หรือ word
(b) ประโยค หรือ sentence
(c) ระดับวาทกรรม หรือ paragraph

ทั้งหมดนี้ ควรนำมาใช้ในการแปล ภายใต้ “วัตถุประสงค์” เดียวกัน กับงานต้นฉบับ เช่น วัตถุประสงค์ของต้นฉบับเป็นงานโฆษณาชวนเชื่อ ฉบับแปลก็ต้องถูกแปลให้โฆษณาชวนเชื่อเช่นเดียวกัน

สำหรับการแปลตำราทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะพิเศษคือ ต้องคงความถูกต้องของเนื้อหาสาระให้มากเข้าไว้ เพื่อมิให้พระธรรมคำสอนถูกบิดเบือนหรือตีความเข้าข้างนักแปล เพราะอคติของนักแปลเอง จากการวิจัยพบว่า ชาวต่างชาติยินดีที่จะได้เห็นภาษาบาลีอยู่ในเนื้อหาบทแปล เพื่อประโยชน์ในการสืบค้นในภายหลัง หรือเพื่อให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตำรา เช่นเดียวกันกับการใช้ภาษาละตินในภาษาอังกฤษ นักแปลสามารถใส่ภาษาบาลีลงในเนื้อหาด้วยวิธีการต่างๆ เช่นใส่ในวงเล็บต่อท้ายศัพท์เฉพาะ หรือใช้ or ตามด้วยศัพท์พระบาลี

งานแปลที่ดี ที่แปลโดยนักแปลที่มีจริยธรรม ควรแปลโดยปราศจากอคติลำเอียง นักแปลจึงเป็นประดุจเครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร ที่ถ่ายทอดต้นฉบับ ออกมาเป็นงานฉบับแปล ที่ให้ความรู้ความเข้าใจ ความถูกต้อง ใกล้เคียง หรือเหมือนต้นฉบับมากที่สุด ในขณะที่มีความเป็นธรรมชาติของสำนวนและมีไวยากรณ์ที่ถูกต้องในภาษาปลายทาง ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ตรวจแก้ซึ่งใช้ภาษาปลายทางเป็นภาษาแม่

By Pittaya Wong  / 11 September 2018 /  www.meditation101.org


นานาสาระ ตอน: บทสรุปทั้งหมดทั้งสิ้นในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นได้แก่ (1) สัมมามโนกรรม หรือ Right[eous] Mind (2) สัมมาวจีกรรม หรือ Right[eous] Speech และ (3) สัมมากายกรรม หรือ Right[eous] Action. ซึ่งสามารถสรุปรวบยอดเป็นหนึ่งเดียวคือ “มีสัมมาปฏิบัติ” หรือ Right[eous] Practices.
- Pittaya Wong
www.meditation101.org


นานาสาระ ตอน ธัมมจักกัปปวัตนสูตร กับวิชชาธรรมกาย
by Pittaya Wong (21 May 2018)
www.meditation101.org

ผมเคยสวดบทธัมมจักกัปปวัตนสูตรอยู่เป็นประจำ สวดจนคิดได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว หลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมโดยดิ่งสมาธิเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ในสายวิชชาธรรมกายนั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย แต่อยู่ในบทธัมมจักรฯ นี่เอง

เมื่อผมศึกษาบทสวดและคำแปล มีสาระคือ ให้หลีกเลี่ยงการปฏิบัติสุดโต่งทั้งสอง ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Practice จากนั้นจึงเข้าถึง มัชฌิมา ปฏิปทา คือ เส้นทางสายกลาง ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Path

คำถามคือ ทำไม ทางสายกลาง ไม่ใช้ Practice หากต้องการอุปมาว่าอยู่ระหว่าง Practice ที่สุดโต่งทั้งสอง

และเมื่อใช้คำว่า Path แล้ว ก็นำไปสู่ จักขุ ญาณ อุปสมายะ อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ แล้วสรุปว่า ทางสายกลาง ก็คือ มรรคมีองค์ 8 นั่นเอง ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ว่า "มรรค" ก็คือ "Path" ส่วนองค์ 8 ก็คือ Practice ที่นำไปสู่ผล คือ Fruition และ นิพพานายะ ซึ่งเป็น Destination

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า บทสวดธัมมจักรฯ ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะถูกตัดทอนไป และเกลาสำนวนแล้ว เพราะเนื้อหาเหมือนจะถูกรวบรัด สรุปความไป (บทสวดส่วนใหญ่เกิดจากการเรียบเรียงพระสูตรแล้วแต่งให้ท่องสืบทอดต่อๆ กันมา)

ดังนั้น หากเราจะหาหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเข้าสมาธิผ่านศูนย์กลางกาย ผมคิดว่าไม่ต้องไปหาที่อื่นใด ต้องค้นหาคัมภีร์ดั้งเดิมของธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้พบ เพื่อดูว่า เนื้อหาเดิม ท่านว่าไว้ว่าอย่างไรบ้างครับ


"วิชาธรรมะพิเคราะห์" โดย พระจักรฯพิทยะ"

มองภาพรวม มองภาพเฉพาะ มององค์ประกอบ มองกระบวนการ ดูจุดเริ่มต้น หาจุดสิ้นสุด ดูความเชื่อมโยง เห็นการดำเนินไปข้างหน้า คิดการดำเนินย้อนกลับ รู้วัตถุประสงค์ เข้าใจกลยุทธ์ รู้จุดยุทธศาสตร์ เข้าใจประโยชน์ เข้าใจโทษ รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อน ทราบปัจจัยร่วมส่งผล ประมวลเข้าเป็นระบบ ซึ่งทำความเข้าใจและอธิบายได้ อย่างเป็นเหตุและผล บนบรรทัดฐานและมุมมองของพระธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเป็นจริงเสมอ และไม่มีส่วนใดขัดแย้งกันเอง..

by Pittaya Wong
4 May 2018
www.meditation101.org


ผไท Tips: เทคนิคบรรลุขั้นยศของเทวดา หรือ "ชั้นของประกาฯ" ทั้ง 10 อย่าง

(1) ถ้าอยากตรัส "ธรรมา" ต้องปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น

(2) ถ้าอยากตรัส "ประภา" ให้ทำบุญค่าไฟฟ้าส่องสว่างวัดหรือสำนักที่มีองค์ผไทประทับอยู่

(3) ถ้าอยากตรัส "รัตนา" ให้ทำบุญค่ารัตนชาติประดับพระพุทธรูป เช่นพระอุณาโลม หรือพระเจดีย์ หรือจะถวายรัตนชาติให้องค์ผไท ใช้เดินวิชชาหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่นบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เป็นต้น

(4) ถ้าอยากตรัส "จริยา" ให้รับศีล หรือาราธนาศีล 8 กับองค์ผไท หรือพระพุทธรูปที่ผู้ที่ทรงผไท ลงมากส่วน ถ้าอาราธนาศีล 5 ควรเปลี่ยนข้อ 3 เป็น รักษาพรหมจรรย์ ดังนี้แล้ว รักษาศีลตามที่อาราธนาไว้ให้บริสุทธิ์เป็นเวลา 7 วัน

(5) ถ้าอยากตรัส "วิจิตรา" ให้ถวายดอกไม้ แด่พระประธานในพระอุโบสถวัดปากน้ำ ในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือถวายองค์ผไท

(6) ถ้าอยากตรัส "เดชา" ให้ช่วยงานวัด โดยเฉพาะสำนักที่มีองค์ผไทประทับอยู่ ช่วยล้างจานชาม ยกของ ขนของ ฯลฯ

(7) ถ้าอยากตรัส "พัสตรา" ให้ถวายผ้าไตรจีวร แด่หลวงพ่อสด ที่หน้าโลงทองของท่าน ในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือถวายองค์ผไทอื่นๆ

(8) ถ้าอยากตรัส "สุวคนธ์" ให้รินน้ำอบสรงไปที่พระหัตถ์และพระบาทของรูปเหมือนพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ หรือองค์ผไท ที่ลงหลายส่วน

(9) ถ้าอยากตรัส "โยธิน" ให้ทำบุญสังฆทานสมทบค่าจัดจ้างคนงานในวัดหรือสำนักที่องค์ผไทประทับอยู่

(10) ถ้าอยากตรัส "ดุริยางค์" ให้ซื้อกล่องดนตรีมาเปิดบรรเลงถวาย รูปเหมือนพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ หรือองค์ผไท ที่ลงหลายส่วน

โดย คณะสมทบพระจักรฯพิทยา
26 เมษายน 2561
www.meditation101.org


ขอแบ่งปันความรู้ให้ทราบโดยทั่วกันว่า ให้จัดเตรียมน้ำอบ ใส่ขวดแบบมีสเปรย์ อย่าให้มีแป้งร่ำผสม นำไปแช่เย็น แล้วใช้สเปรย์พรมไปที่องค์พระพุทธรูป ดวงแก้ว และของกายสิทธิ์ต่างๆ บางคราท่านเดินวิชชากันจนเหนื่อย ถ้าท่านได้น้ำอบพรมไว้ ท่านจะสบายนะ ถ้าจะสรง บางทีก็ใช้เวลามาก ซึ่งบางท่านก็ไม่สะดวกจะสรงบ่อยๆ ให้ใช้วิธีสเปรย์พรม 3 ครั้ง หรือ 7 ครั้ง ต้องดูสูตรน้ำอบให้ดี อย่าใช้น้ำอบที่แรงไปหรือมีแป้งร่ำ จะทำให้ผิวขององค์พระเป็นรอยแป้งนะ สเปรย์น้ำอบแช่เย็นพรมพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ อานิสงส์ถวายของหอม จะทำให้จมูกสวย และทรงอภิญญา ส่วนถวายดนตรี กล่องเพลง จะทำให้ใบหูสวยล่ะ ถวายประทีปแสงไฟสวยๆ จะทำให้ตาสวย ถ้าสวดมนต์ ปากก็จะสวย
พระจักรฯพิทยา
26 เมษายน 2561
www.meditation101.org