23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)

พิรจักร คือ องค์รจนาธรผู้ทำหน้าที่เปิดเผยเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับโลกแห่งวิชชาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งทำได้เพราะมี สายสุวราห์คือสิทธิ์และอำนาจในวิชชาที่เอื้อให้สามารถเปิดเผยได้ ท่านสามารถจ่ายค่าอ่านตอบแทนตามธรรมเนียมโลกแห่งวิชชาได้ โดยแบ่งจ่ายเป็น ธาตุบุญและ/หรือ บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลที่เว็บลิ้งค์ https://www.meditation101.org/15468515/donation เพื่อมิให้ติดค้างสิทธิ์ในวิชชาครับ.

ปรับปรุงล่าสุด 22 มกราคม พ.ศ. 2566





แจ้งท่านผู้อ่านทราบครับ,

ขอขอบคุณที่ชื่นชมผลงานการประพันธ์ของผม มีนวัตกรรมวิชชา และองค์ความรู้ (Know-How) หลายอย่างที่น่าสนใจ ท่านใดประสงค์จะตอบแทนผม มีทางเลือกหลายทางโดยแบ่งเป็นหลายอย่างตามสัดส่วน หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้คือ: (1) กดโหวตให้คะแนนผมตรัส "ดิถี" ขั้นสูงในโลกวิชชา (2) จ่ายเป็น "ธาตุบุญ" (3) บริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศลที่ผมสนับสนุนอยู่ https://www.meditation101.org/15468515/donation (4) แชร์ ส่งต่อเว็บไซท์ และหน้าเพจใน Meditation101.org ที่ท่านชอบเพื่อรับส่วนลดพิเศษ 5 - 30% (5) สมัครเป็นสมาชิกเว็บไซท์ Meditation101.org เพื่อรับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 5 - 15% ในทุกรายการ https://www.meditation101.org/17324332/statute-membership (6) อื่นๆ ตามตกลงกัน

 

นานาสาระ: ตอน เมดเล่ย์ ตรุษจีน 2566

กง เหย ฟ้าด ฉ่อย! ครับทุกท่าน ตรุษจีนปีนี้ ขอให้มีความสุขครบทั้ง 3 วัน คือวันไหว้ วันจ่าย วันเที่ยว และตลอดปีครับ วันนี้ผมพอมีเวลา จึงรจนาความ “นานาสาระ” สำหรับวันที่ 21 – 23 มกราคม พ.ศ. 2566 เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนครับ

การไหว้เจ้ายังได้กิน เคารพฟ้าดิน ยังเป็นที่เอ็นดู เทวดาท่านก็มีฤทธิ์อยู่ในขอบเขต ท่านช่วยได้ด้วยเทวฤทธิ์ ซึ่งมีแรงหนักเบามากน้อย แต่เทวดาสัมมาทิฐิท่านจะรู้สึก “เอ็นดู” ถ้ามนุษย์มากราบไหว้บูชาครับ ยิ่งถ้าหากเป็น “เทวดาพระอริยบุคคล” ท่านเป็นเนื้อนาบุญให้เราได้ ส่วน “เทพพระโพธิสัตว์” มักมีใจกรุณา แต่เนื่องจากมนุษย์ที่ต้องช่วยก็มีมาก ส่วนใหญ่จะต้อง “พบกันครึ่งทาง” เช่นถือศีลกินเจ สวดมนต์ บริกรรมภาวนาคาถาของท่าน ให้ชีวิตฝักใฝ่อยู่ในบุญ แล้วท่านก็ช่วยในส่วนของท่าน ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น เทวดาก็เหมือนมนุษย์แหละครับ มนุษย์คนไหนร่ำรวย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง แล้วคนเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ ก็ช่วยๆ กันไป แต่ใครรับเงินไปแล้ว หรือหายเจ็บป่วยแล้ว ก็ไปกินเหล้าเมายา เล่นหวยเล่นการพนัน ท่านก็ไม่อยากช่วย ส่วนการเคารพบูชาเทวดาที่เป็นมิจฉาทิฐิหน่อย พวกเขาก็จะรู้สึก “หยิ่งผยองขึ้น” เมื่อมนุษย์มากราบไหว้บูชาครับ

วันตรุษจีน ต้องใส่ชุดแดงครับ ซองอั่งเปาต้องเป็นสีแดง ผมเคยใช้ซองอั่งเปาเป็นสีทอง แล้วเทพผู้รักษาประกาศิตท่านทักมาว่า ถ้าใช้ซองสีแดงจะได้อานิสงส์มากกว่า เพราะ “เจ้าพิธี” ท่านรักษาวิช(ช)าตามนั้นครับ สำหรับอาหารไหว้เจ้า ที่ไม่ใช่ไหว้ผีนะครับ ไหว้แล้วนำมาอุ่นให้ร้อน แล้วรับประทานกันพร้อมหน้า พร้อมตา กับสมาชิกครอบครัว ไม่พึงมุ่งเอาแต่ว่าจะได้อานิสงส์อาหารทิพย์อะไรรับประทานในสวรรค์ครับ ทำบุญกับพระก็ทำแล้ว บูชาเทวดาผู้เป็นบุคคลอันควรบูชาก็เป็นสิริมงคลครับ ธรรมเนียมวันตรุษจีนนั้น ถ้าทำตามพิธี แล้ว “เจ้าพิธี” จะ “เลี้ยงวิชชา” ครับ ทำให้ผู้ยึดถือปฏิบัติตามแบบแผนจารีตประเพณี รู้สึก “ชื่นมื่น” จะมากจะน้อยก็ว่ากันไปครับ เจ้าพิธีนั้นก็คือผู้ที่รักษาวิช(ช)าให้พิธีกรรมยังคงอยู่ และคงความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความสุข เหมือนอย่างเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลคริสต์มาส วันไหว้พระจันทร์ ล้วนมีเจ้าพิธีเลี้ยงรักษาอยู่ครับ ถ้าพิธีกรรมนั้นไม่เป็นที่ยึดถือปฏิบัติตามกันอีกต่อไปแล้ว เทวดาเจ้าพิธีก็หมดและพ้นหน้าที่ไปครับ

ใน “วันเที่ยว” เรานิยมตระเวนออกไปทำบุญตามวัดวาอาราม โดยเฉพาะวัดจีน อย่างวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส เพื่อความเป็นสิริมงคล รับโชค รับชัย ตรุษจีน ท่านใดประสงค์จะทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต ผมขอแนะนำ "ถวายของมงคล" กันครับ ได้แก่ (1) เปลือกหอยสังข์ (2) ลูกประคำ (3) คัมภีร์หูกหรือม้วน (4) ผอบเจดีย์ (5) ลูกแก้ว (6) พัดขนนก (7) น้ำเต้า และ ( 8 ) ไม้คทาปรกศีรษะ, ด้ามชนวนจุดเทียน หรือไม้ดรัมเมเยอร์ โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะถวายแด่วัดวาอาราม, สำนักบรรพชิต, โรงเรียน, หรือบุคคลผู้ทรงคุณครับ ของมงคลมีมากมายหลายอย่าง เป็นของที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้มีอานุภาพและเป็นที่นับถือกัน จะถือไว้ด้วย “กรปาฏิหาริย์” เพื่อแสดงฤทธิ์ และช่วยเหลือผู้คน เหมือนพระโพธิสัตว์กวนอิมปาง “พันกร” ซึ่งท่านเนรมิตขึ้นเป็นอานุภาพของท่านในเชิงสัญลักษณ์ ของมงคลต่างๆ เหล่านั้นที่เราควรถวาย อานิสงส์ก็จะกลายเป็น “ของวิเศษ” สำหรับเราในภพทิพย์ครับ เพราะผู้ทรงคุณท่านรับแล้วนำไปใช้ ยังให้เกิดอานิสงส์มาก

ตามกฎแห่งกรรมแล้ว ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถวายผ้า ก็ได้อาภรณ์ทิพย์อันเลิศ ถวายสิ่งปลูกสร้าง ก็ได้วิมาน ถวายภัตตาหาร ก็ได้อาหารทิพย์ นี้คือ "บุญญาอานิสงส์โดยตรง" แต่การได้สิ่งอื่นๆ เป็นผลพลอยร่วมได้ เช่นใส่บาตร แล้วได้ยวดยานพาหนะ อย่างเทวรถ บางทีมันมีอานิสงส์ทางอ้อมอยู่ เช่นพระฉันภัตตาหารแล้วมีแรงเดินจงกรม เราก็ได้อานิสงส์เป็นยานพาหนะ อย่างนี้ครับ ส่วนใครถวายสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ได้ชื่อว่าให้ทุกอย่าง ก็จะได้ทุกอย่างรวมๆ กัน โดยมีสิ่งปลูกสร้างเป็น "บุญเด่น" ถ้าใครถวายทรัพย์ หรือเงินธนบัตรและเงินเหรียญกษาปณ์ สมบัติทิพย์จะอยู่ในรูปของ "ใบไม้วิเศษ" หรือ “บัตรของขวัญ” ที่อยู่ตามต้นไม้มหาสมบัติอย่างเช่นต้นกัลปพฤกษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ ทำต้นกฐิน ต้นผ้าป่า แล้วติดธนบัตรไว้ นำไปประเคนถวายพระสงฆ์ สมบัติทิพย์จะอุบัติเกิดขึ้นเป็นใบไม้วิเศษ หรือบัตรของขวัญ ที่เด็ดมาอธิษฐานขอเป็นอะไรก็ได้ เช่นเดียวกับเหรียญกษาปณ์ทองคำ และเหรียญกษาปณ์เงิน อธิษฐานขอแล้วกลายเป็นเทวรถ, เป็นเสื้อผ้า, เป็นเครื่องประดับ, อาหารทิพย์  ได้ตามใจปรารถนาทั้งนั้น แต่จะมีอายุการใช้งานระยะหนึ่ง ถ้าเราถวายธนบัตรมูลค่ามาก เช่นใบละ 1,000 บาท สมบัติที่อธิษฐานขอได้ จะดีมาก และอยู่ได้นานกว่า ใบละ 500, 100 และ 20 บาท  เมื่อหมดฤทธิ์ ก็จะอันตรธานหายไป แล้วต้องอธิษฐานขอใหม่ครับ หรือจะเด็ดหลายๆ ใบมารวมกันแล้วอธิษฐานทีเดียวเลยก็ได้ อาจจะขอได้มากถึงกับเป็น “ศาลาทิพย์” ครับ ใบไม้วิเศษ และบัตรของขวัญ ที่อยู่ตามต้นไม้วิเศษเหล่านี้ เมื่อเด็ดออกมาแล้ว ก็จะมีของใหม่เกิดขึ้นแทนที่ ใช้ได้ไปเรื่อยๆ ตราบกว่าเทพบุตรเทพธิดาเจ้าของวิมานจะหมดบุญสิ้นอายุครับ

ท่านใดที่จะเปลี่ยน “กิมฮวย” ประดับกระถางธูป กิมฮวย มีทั้งแบบหาซื้อตามร้านค้า หรือ “ประมูล” มาจากวัดจีน, โรงเจ, ศาลเจ้า ต่างๆ ซึ่งได้มาด้วยการทำบุญให้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น กิมฮวยจากการประมูลจะมีอานิสงส์พิเศษ ซึ่งบางชิ้นมีเทวดารักษา และถ้าเราจะขอ “มยุรี, มยุรา, มยุรินทร์ ฯลฯ” ท่านก็สามารถประทานให้เราได้ โดยอาจมีค่ากำเน็จแลกเปลี่ยน ส่วน  “กิมฮวย” ของเก่าที่ใช้นานแล้ว หรือใช้มาตั้งแต่ตรุษจีนปีก่อน ตามธรรมเนียม ท่านจะนำไปเผาพร้อมก้านธูปปิดท้ายการเผากระดาษเงินกระดาษทองครับ แต่ท่านใดที่เสียดาย จะแกะเอาแววหางนกยูงออก แล้วนำมาล้าง ผึ่งให้แห้ง แล้วใช้ทำที่คั่นหนังสือก็ได้ครับ บางชิ้นอาจจะ "มีคุณาฤทธิ์ อยู่ด้วยนะครับ ผู้ที่ทำบุญหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย "แววหางนกยูง" จะมี ผม, ขน, คิ้ว ที่งามมากครับ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ผมขอเทียบ "คิ้วของ คุณ ณเดชน์" เมื่อเทียบกับดาราอื่นๆ แต่ของเทวดาจะสวยกว่าอีกประมาณ 7-8 เท่า ดูเท่ๆ โฉบเฉี่ยวกว่าใคร

ทำไมต้องยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ด้วย? พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราปล่อยวาง ความโลภ ความโกรธ ความหลง มิใช่หรือ? คำตอบก็คือ “ถูกต้องครับ พระพุทธเจ้าทรงสอนถูกแล้ว” แต่พระพุทธเจ้าทรงอยู่ในสถานภาพอันสูงสุด ไม่ต้องค้อมคำนับหรือไหว้ใคร และเมื่อทรงปรินิพพานแล้ว ทรงเสด็จเข้าไปอยู่ในเมืองพระนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าด้วยกันในเมืองนิพพาน ก็เคารพนับถือกันตาม “อายุบารมี” ครับ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ข้างหลัง คือชาวพุทธปุถุชน ชาวพุทธอริยบุคคลชั้นต้น ก็ยังต้องอยู่ในโลกมนุษย์ เวียนเกิดในโลกสวรรค์ ยังต้อง “ยินดียินร้าย” กันอยู่อย่างนี้ ในฐานะชาวพุทธอริยบุคคล เราก็ควรใช้เวลาที่เหลือก่อนเข้าพระนิพพาน ให้อยู่อย่างสมเกียรติครับ สมกับที่เราเป็นพระอริยบุคคล เทวดานั้นท่านนับถือพระอริยบุคคล เหมือนเป็นนักบวช นักพรต คล้ายๆ แม่ชี หรือผู้บวชชีพราหมณ์ ครับ ส่วน “สมณเทวะ” และ “ผู้ทรงวิชชา” ท่านแยกต่างหาก และนับถือกันเฉพาะในแวดวงวิชชา เพราะเรื่องในวิชชาบางทีเทวดาทั่วไปท่านไม่รู้ไม่เห็น ยกเว้นบางท่านที่ทรงวิชชาเหมือนกันจะตรวจเห็นได้ แต่ถ้าเป็นเทวดาพระอริยบุคคล แล้วทรงวิชชาด้วย อันนี้ยิ่งดีใหญ่ครับ จะตรัสเป็นเจ้าใหญ่ในสวรรค์อย่าง “องค์เวฆินทร์” หรือ “องค์เมฆินทร์” ก็ไม่มีใครว่า ไม่ค้านสายตาใครครับ

"พัสตรา" ส่อภาษา "ลดา" ส่อสกุล สังคมเทวดานั้น จะว่าไปก็คล้ายๆ สังคมของประเทศอังกฤษครับ คือไม่ค่อยมีคนจนอดอยากอนาถา มีแต่รวยมาก รวยน้อย ส่วนคนที่ไม่รวย ก็ยังอยู่ดีกินดี แล้วก็มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ มี “จารีตมารยาท” ที่ต้องรักษา แม้จะไม่พูดดูถูกกันซึ่งๆ หน้า แต่ก็จะให้นัยยะแบบ ให้รู้ตัวเอาเอง การพูดจา ก็พูดอย่างสุภาพและมีชั้นเชิง ครั้นจะตำหนิด่า ก็พูดด้วยภาษาขึ้นสำเนียงออกดั้งจมูก กล่าวอ้อมๆ เชิดใส่ ให้ไปคิดเอา แล้วก็ถอยออก ใครใหญ่กว่า ชนชั้นสูงกว่า อย่างเจ้าภพ คือผู้ปกครอง เป็นเหมือนพระมหากษัตริย์ มีพระมเหสี พระโอรส พระธิดา ใครๆ ต้องยำเกรง ส่วนประเภทเจ้าขุนมูลนาย หรือ “ลอร์ด” คือเจ้าประกาศิต ก็ต้องถวายเกียรติ ให้ความเคารพ ได้สิทธิพิเศษอยู่เสมอๆ โดยรวมแล้วปกครองกันตาม “บุญญาวาสนา” แต่ก็มีระบบการบริหารเป็นกรอบ เพื่อให้ผู้มีบุญญาธิการมากน้อยต่างๆ ที่มาเกิดเป็นเทวดาได้เข้ามาอยู่ในกรอบหลวมๆ นั้น ตามเขตการปกครอง ผู้ที่มีสมบัติทิพย์มากที่สุด ไม่ใช่เจ้าผู้ปกครองภพ เพราะผู้ปกครองภพ มีบุญญาวาสนาจากการบำเพ็ญ “วัตตบท 7 ประการ” แม้จะมีทิพยสมบัติไม่เท่าเทพบริวาร แต่ก็มีตำแหน่งผู้บริหารด้วยอานิสงส์แห่งธรรมที่บำเพ็ญมา ก็เหมือนเมืองมนุษย์ ที่เศรษฐีใหญ่ๆ อย่างท่านบิล เกตส์ มีทรัพย์มากกว่า ในขณะที่ ฯพณฯ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดี มีตำแหน่งบริหารสูงสุด แต่มิได้มีทรัพย์มากเหมือนท่านบิล เกตส์ ครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้ สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันตรุษจีนที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน จราจรสวรรค์

การศึกษาพระไตรปิฎก ทำให้เราทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ “เมืองสวรรค์” มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพระมหาโมคคัลลานะ พระอัครมหาสาวกเบื้องซ้าย ผู้เลิศด้านอิทธิฤทธิ์ ได้เหาะเหินเดินอากาศ เข้าไปเยี่ยมเหล่าทวยเทพเทวดา แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อย่างเช่น “โคบาลเทวบุตร” (https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=26&A=2236&Z=2338) ผู้มีเทวรถคันงามตระการตา แล้วนำเรื่องราวกลับมาเล่าสู่กันฟังให้พุทธบริษัทได้ทราบ พลอยให้พากันกระตือรือร้นทำบุญทำกุศลกันยกใหญ่ เพื่อให้ได้ทิพยสมบัติเช่นนั้นบ้าง โดยไม่พึงลืมว่า มรรคผลนิพพาน คือ “ธรรมสมบัติ” ที่เป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดสำหรับชาวพุทธทั้งปวง

เมื่อเอ่ยถึง “เทวรถ” บางท่านก็นึกถึงรถที่ นายละคร นางละคร เล่นโขน ขึ้นราชรถจำลองแลดูวิจิตร แต่แท้จริงแล้ว เทวรถนั้นมีหลากหลายลีลา ไม่ซ้ำแบบกันเลยทุกคัน อุปมาเหมือน “ลายนิ้วมือ” ของมนุษย์ ที่แทบจะไม่มีซ้ำกันเลย ของใครก็ของคนนั้น แต่อาจจะมีดูคล้ายๆ กันบ้าง ก็เพราะบุพกรรมที่ทำนั้นใกล้เคียงกัน เช่น ถวายรถตู้โตโยต้า รุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน ให้กับวัด แต่ต่างวาระโอกาส ผลบุญกรรมที่ส่งให้เกิดเป็น “เทวรถ” อาจจะใกล้เคียง แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้วก็จะไม่เหมือนกัน หรือต่างกันไปเลยก็ได้ เพราะ “ใจ” ของผู้ถวายนั้นแตกต่างกัน บางท่านถวายด้วยความศรัทธายิ่ง แม้จะมีทรัพย์น้อย แต่ก็พยายามจัดหามาด้วยความยากลำบาก แล้วถวายให้เป็นของสงฆ์ ในขณะที่บางท่านเป็นเศรษฐี แต่มิได้มีกำลังใจทุ่มเทมากในการถวายรถ ทำอย่างสบายๆ และบางทีก็ถวายเป็นสมบัติของส่วนตัวของพระภิกษุ ด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้ การถวายรถยนต์ สีเดียวกัน รุ่นเดียวกัน คันใหม่เหมือนกัน จึงส่งผลเป็นเทวรถ อันเป็นทิพยสมบัติที่แตกต่างกันไปได้

แต่ในบทความนี้ เราจะไม่ขออธิบายยืดยาวว่า เพราะเหตุใดเทวรถจึงไม่เหมือนกัน แต่ขอสรุปเพียงว่า “เหตุปัจจัยร่วม” ในการก่อให้เกิดบุญนั้นไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นรถหรือทานวัตถุอย่างเดียวกันก็ตาม เพียงเท่านี้ก็พอปูพื้นความเข้าใจได้ ส่วนบทความนี้จะขอกล่าวถึง การเตรียมความพร้อม ในการโดยสารหรือขับเทวรถไปเที่ยวสวรรค์ ว่าท่านพร้อมกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งผู้ที่อยู่ใน “สายบุญ” อยู่แล้ว คงบอกกันว่า เรื่องเทวรถแค่นี้ จิ๊บ จ๊อยส์ เพราะทำบุญมามากต่อมาก อะไรๆ ก็มีครบทั้งหมดในวิมาน พร้อมแล้วที่จะตีตั๋วไปสวรรค์ได้ทุกเมื่อ

มาถึงจุดนี้ ผมขอเรียนให้ทราบก่อนว่า อย่าเพิ่งไปสวรรค์ ถ้าท่านยังไม่ได้อ่านบทความนี้ เพราะการได้เทวรถไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำบุญถวายรถเสมอไป การใส่บาตร ถวายสังฆทาน ก็ทำให้เกิดเป็นเทวรถได้ เพียงแต่อาจจะไม่ล้ำเลิศเท่ากับท่านที่ทำบุญด้วยการถวายรถ หรืออาสาใช้รถของตนขับรับส่งพระภิกษุสงฆ์ก็ได้ ดังนี้แล้วก็จะมีเทวรถที่จะมารอรับ ในยามละโลก ท่านรู้หรือไม่ว่า เทวรถนั้น เขาขับเคลื่อนกันด้วยกำลังบุญ และถ้าหากท่านมี “บุญญาวาสนา” ในการขับขี่ยวดยานพาหนะในโลกมนุษย์มาด้วยดี เทวรถของท่าน ก็จะมี “บุญพิเศษ” เกิดขึ้น การขับเคลื่อนด้วยบุญญาวาสนาดังกล่าวนั้นก็คือ การขับขี่ยวดยานพาหนะในโลกมนุษย์ ให้เกิดบุญกุศล ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องถวายรถยนต์ให้กับวัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราต้องรู้จักขับขี่ ด้วยความเคารพกฎจราจร และขับขี่อย่างมีมารยาท และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งถือเป็น “ไวยาวัจมัย” อีกประการหนึ่ง

การ “ทำบุญไวยาวัจมัย” ด้วยยานพาหนะ นั้นก็คือการขับขี่ให้ได้บุญ ไม่ว่าจะเป็นรถเบนซ์, รถฮอนด้า, มาสด้า, เก๋ง, ซีดาน, เอส อาร์ วี, แวน, สปอร์ต, มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ เราสามารถขับขี่เพื่อให้เกิดบุญได้ทุกวัน เช่น ขับขี่ด้วยความสุภาพ เปิดไฟเลี้ยวเสมอ ก่อนจะทำการเลี้ยว, ขับขี่ด้วยความปลอดภัย ไม่ขับจี้รถข้างหน้า, เมื่อรถอื่นขอทางตัดเข้าเลน พึงมีใจเผื่อแผ่แบ่งปัน ให้ทางกับรถอื่น ไม่ขับกีดกันเส้นทาง, เมื่อมีคนหรือสัตว์จะข้ามถนน ให้ชะลอ แล้วเปิดไฟกระพริบ หรือค่อย จอดให้ข้าม, ไม่ขับปิดทางเลี้ยวเข้าซอย หรือถนนตัดผ่าน ในขณะติดไฟแดง ให้เว้นพื้นที่ไว้ตามเส้นจราจร, ไม่ขับย้อนศร และไม่ขับย้อนเส้นทางเดินรถทางเดียว ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อื่น, ไม่บีบแตรดังยาวนาน เพื่ออาละวาดใส่ผู้ขับรถคันอื่น, เมื่อประสบอุบัติเหตุ ขับรถชน หรือคน หรือสัตว์ หรือสิ่งของ ให้จอดเข้าข้างทางเพื่อดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหา รวมถึงเคลียร์ค่าใช้จ่าย อย่าชนแล้วรีบหนี, ไม่จอดรถบนทางเท้า หรือขับรถบนทางเท้า ทำให้ทางเท้าเสียหาย, ไม่ปล่อยให้รถมีควันดำ ทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นมลพิษเมื่อผู้อื่นสูดดมเข้าไป และอื่นๆ

การทำไวยาวัจมัย จากการขับขี่ยานพาหนะเช่นนี้ จะทำให้เราได้ “บุญพิเศษ” ในด้านการคมนาคมสัญจร โดยนัยทางวิชชา จะดีสำหรับ “ม้าแก้วกายสิทธิ์” ประจำตัวเรา (มนุษย์เป็นจำนวนมาก มีม้าแก้วกายสิทธิ์ อันเป็นรัตนะ อยู่ประจำตัว ถ้ามีม้าแก้วดีๆ จะเป็นกำลังในการสัญจร ไม่ว่าเดิน, วิ่ง, ขับรถ, ขี่มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ) บางท่านขับรถเก่ง ก็เพราะมีม้าแก้วกายสิทธิ์ชั้นดี อยู่ในตัว แต่ไม่ทราบ ส่วนในทางทิพยสมบัติ ที่หลายท่านต่างก็เตรียมความพร้อม ในการไปเยือนหลังละสังขาร ก็จะมีเทวรถ ระดับ วีไอพี ที่มีบุญพิเศษคอยขับเคลื่อน คือเป็นเทวรถที่เทวดาเหล่าอื่น ต้องให้เกียรติ เมื่อเทวดาที่มีบุญและรัศมีพอๆ กับเราขับเทวรถมาประชันหน้าเจอกัน เทวดาอื่นก็จะหลีกทางให้เราไปก่อน อุปมาเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่กว่ากำลังนั่งอยู่ แล้วเด็กจะเดินผ่าน ก็จะต้องค้อมๆ แล้วค่อยๆ ด้อมๆ เดินผ่านไปอย่างสุภาพ ไม่เดินข้ามหัวผู้ใหญ่ อารมณ์จะเป็นแบบนั้น

อีกทั้งการสัญจรของเทวรถผู้มีบุญพิเศษ จะเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่สะดุดติดขัด ไม่โดนเบียด โดนแซง โดนปาดหน้า เหมือนอย่างเทวรถทั่วๆ ไป แล้วเทวรถของเราก็มักจะมีลักษณะพิเศษด้วยบุญพิเศษ คือเทวรถจะมีรัศมีมาก จากปกติที่เทวดาจะมีรัศมีมากกว่าทิพยสมบัติทั่วๆ ไปของตน ยกเว้นทิพยสมบัติที่ได้จากการบำเพ็ญบุญมาดีมาก จะมีรัศมีมากตามเจ้าของ เทวรถบุญพิเศษจะเป็นเทวรถที่รัศมีมาก ทำให้เทวดาเหล่าอื่นเกรงใจ เวลาขับเคลื่อนไปจะเหมือนแม่เหล็กชิ้นใหญ่ที่มีขั้วแม่เหล็ก ผลักดันแม่เหล็กชิ้นเล็กอื่นๆ ให้ถอยห่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามมีประชุมเทวสมาคม ที่เทวดาทุกชนชั้นวรรณะต่างนั่งเทวรถมารวมกันที่เทวสภา จอดรถเรียงรายแน่นขนัดเต็มไปหมด ซึ่งเวลาเทวรถบุญพิเศษผ่านมา บุญกรรมวาสนานำพา ก็จะทำให้เทวรถเหล่าอื่นถูกผลักหลีกทางออกให้โดยอัตโนมัติ โดยไม่สำคัญว่าใครมาก่อนมาหลัง

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา หรือแม้แต่กระทั่งตัวเรา ล้วนเป็นบุญ เป็นบาป ได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับกรรมเก่า และกรรมปัจจุบัน ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือกกระทำได้ สำหรับเทวรถนั้น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ถือเป็นหน้าเป็นตา ของเหล่าเทวดาในสรวงสวรรค์ แทบจะไม่ต่างอะไรจากเมืองมนุษย์ ซึ่งเทวดาท่านก็ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร ยกเว้น “โรคน้อยเนื้อต่ำใจในบุญญาวาสนา” เหมือนเวลาเราไปงานแต่งงานที่โรงแรมหรูๆ แล้วต้องนั่งรถยนต์ไปจอดตรงทางเข้าโรงแรม ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงแรมคอยต้อนรับ และรอเปิดประตูให้ ก่อนจะรับกุญแจพารถเข้าที่จอด ถ้ารถเราดี ดูหรูหรา เราก็รู้สึกสบายใจ แต่ถ้ารถเราไม่ดี บางทีก็ไม่กล้าไป เพราะสถานที่มัน “ข่มขวัญ” หนักเข้าต้องเรียกแท็กซี่ หรือทำได้เพียงแค่ฝากซองไป

แล้วสวรรค์ก็มีความหรูหรามากน้อย ไปตามชนชั้นกำลังบุญ ซึ่งท่านก็มีเขตปกครองตามโซน เริ่มจากวิมานของผู้ปกครอง และผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ณ บริเวณศูนย์กลางภพ ไล่ถอยออกมาเรื่อยไปกระทั่งถึงผู้มีบุญน้อย ก็เหมือนความสูงของตึกหรือวิมานปราสาท ไล่ไปจากเขตสาทร ซึ่งมีตึกระฟ้าสูงๆ เต็มไปหมด แล้วค่อยๆ ห่างออกมา ถึงเขตชานเมืองกรุงเทพฯ ห่างไปจนถึงต่างจังหวัด ถึงชายแดน ก็มีแต่ตึกเตี้ยๆ บ้านสูงไม่เกินสองสามชั้น  ซึ่งความร่ำรวยของสังคมมนุษย์บางทีก็คล้ายๆ แบบนั้น แล้วถ้าเราจะมาขับรถอีแต๋น หรือขับรถซาเล้งอยู่ในเขตสาทร เราก็ไม่กล้าเข้ามา

เทวดาก็คล้ายๆ มนุษย์อย่างนั้นล่ะครับ เพราะเทวดาส่วนใหญ่ ก็คือมนุษย์ที่ทำบุญไปเกิดบนสวรรค์ เพียงแต่ มนุษย์มีรวยมีจนมีอดอยากอนาถา แต่เทวดาท่านมีเพียง “รวยมากๆ” กับ “รวยน้อยมาก” ห่างกันอยู่อย่างนี้ ยกเว้นแต่เป็นเทวดาพระอริยบุคคล ซึ่งท่าน “ไม่คิดมากแต่ก็คิดบ้าง” ต่างจากเทวดาทั่วไป เพราะใจเป็นสุขอยู่ใน “อริยธรรม” แต่พระอริยบุคคลก็ได้รับการจัดอันดับนับถือให้เป็นเจ้าประกาศิตชั้นแรกสุด แม้จะมีทิพยสมบัติมากหรือน้อย เทวดาก็จัดลำดับความสำคัญให้มาก่อนใคร แต่ถ้าเป็นพระอริยบุคคลด้วย ทิพยสมบัติมากด้วย ก็โดดเด่นอยู่ในสวรรค์เหมือน “ธรรมดารา” ดังฉะนี้.     

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566

 

ทำบุญกับพระโพธิสัตว์มีอานิสงส์มากจริงหรือไม่?

การทำบุญกับพระโพธิ์สัตว์ ถ้าทำบุญกับ “นิยตโพธิสัตว์” คือพระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อย่างแน่นอน ย่อมมีอานิสงส์มาก ส่วนการทำบุญกับ “อนิยตโพธิสัตว์” คือพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เคยได้รับพระพุทธพยากรณ์ นั้นมีผลน้อยลงครับ แม้ว่าพระโพธิสัตว์จะยังคงเป็นปุถุชน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ในการทำบุญนั้น ผู้ทำจะได้ “ธาตุบุญ” มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ “ธรรม” ของผู้รับ ถ้าผู้รับ “ทรงธรรม” มาก ผู้ที่ทำบุญด้วย ก็จะได้ “ธาตุบุญ” มาก

ดังนั้น พระนิยตโพธิสัตว์ เป็นผู้ทรงธรรมมาก แม้กิเลสสังโยชน์ยังตัดไม่ขาด แต่ท่านมี “โพธิจิต” คือจิตใจอันยิ่งใหญ่ ที่มุ่งหวังจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ตามท่านไปด้วย ประกอบกับ “บารมีธรรม” คือบารมีสามัญ 10 ทัศ, อุปบารมี 10 ทัศ และปรมัตถบารมี 10 ทัศ ล้วนกอปรเป็น “ขันธสันดาน” ที่ทำให้ท่าน “หนักแน่นในธรรมมาก” ส่วนพระอนิยตโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่แน่นอน ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ก็เป็นเนื้อนาบุญที่ลดน้อยหลั่นลงไปตามลำดับ

การทำบุญกับพระโพธิสัตว์นั้น เหมือนพระนางมหาปชาบดีโคตมี ถวายผ้าสาฎกเนื้อผ้าอันเลิศราคาแพงแด่พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระภิกษุ แต่ไม่มีใครรับ กระทั่งถึงมือ “พระอชิตภิกษุ” คือว่าที่องค์สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า แล้วองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสยกย่องทานนั้น การทำบุญกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะได้อานิสงส์มากน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับตัวแปรในสมการคือ "ผู้รับบริสุทธิ์" ซึ่งตัวแปรนี้ เป็นไปตามสองเหตุปัจจัย คือ (1) “กิเลสสังโยชน์” ที่ไม่มี หรือมีน้อย (2) “ธรรม” ที่มีว่ามากน้อย สองประเด็นนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ปกติแล้วผู้ที่ไม่มีกิเลสก็มักจะทรงธรรมโดยอัตโนมัติ แต่ไม่เสมอไป เหมือนพระมหากัสสปะอรหันตมหาเถระ ผู้หมดกิเลส แต่มีอัธยาศัยยินดีในธุดงควัตร เมื่อเทียบกับพระอรหันต์ธรรมดาฉันใด พระโพธิสัตว์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้ามักจะเป็นผู้ที่มีกิเลสเบาบาง แม้จะยังไม่ได้ละสังโยชน์เลย แต่ทรงธรรมมาก เพราะสะสมบารมีธรรม ตามปิฎก 3 ของฝ่ายบุญหล่อเลี้ยงมาอย่างหนาแน่นกว่าฉันนั้นครับ ดังฉะนี้

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ตุ้งแช่! รับตรุษจีน

ถึงวันตรุษจีนกันอีกแล้วนะครับ นานาสาระตอนนี้จะขอเล่าเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีน ดังนี้ครับ:

(1) วันตรุษจีน ผู้ทรงวิชชา บ้างก็ "เหนี่ยวรับ" ผู้ที่จะมาถวายอั่งเปา ให้เตรียมกันไว้ให้ดี จะได้อานิสงส์สมบัติมากเป็นพิเศษ

(2) ของถวายตรุษจีน ถ้าจะเล่นประกาศิต ต้องทำตามธรรมเนียมพิธี คือใช้ “ซองอั่งเปาสีแดง” เท่านั้น ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ พึงทำตามประเพณี อย่างเช่นมอบส้ม 4 ผล

(3) เซ่นไหว้ผี.. ผีไม่ได้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปยาวนานถึง 1 ปี เหมือนมนุษย์ แต่ภูมิของผีที่อยู่บนพื้นโลก จะรู้สึกว่ารอบปีตรุษจีน เพิ่งจะผ่านไปประมาณ 3 - 5 วัน ตามแต่มิติของแต่ละพื้นที่

(4) ถ้าประสงค์จะสงเคราะห์ผี ก็เซ่นไหว้ผีด้วยอาหารหวานคาว เพราะผีบ้างก็อนุโมทนาบุญไม่เป็น ถนัดหยิบส่วนละเอียดของอาหารไปกินเฉยๆ ครั้นจะสอนให้อนุโมทนาสาธุการ จากการที่เราทำบุญกรวดน้ำ ก็ดูกะไร ทำบุญอุทิศให้ ก็รับบุญไม่ถูก รับบุญไม่เป็น ยกเว้นแต่จะเปิดคอร์ส อบรมผี ซึ่งบางท่านก็ไม่มีเวลาพอ แต่เดี๋ยวนี้ท่านมีวิชชา “ปรับภพภูมิ” ด้วยการสวดบทพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งทำให้ง่ายขึ้น

(5) ของเซ่นไหว้ผี อย่านำมาใส่บาตรถวายพระ หรือรับประทาน เพราะในส่วนละเอียดมีกลิ่นสาปสางของผี รับประทานแล้วกลิ่นสาปนั้นจะติดไป มีผลถึง “กลิ่นทิพย์” ของเราครับ

(6) การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และเทพเทวา เป็นเทวตานุสสติ ท่านที่อยู่ในสุคติภูมิจะไม่รับประทานของเซ่นไหว้ แต่จะแค่เอานิ้วแตะๆๆ ไปที่ของไหว้พอเป็นพิธี มาเพื่อทักทายอวยพรกันแล้วก็ไป ของเซ่นไหว้ประเภทนี้นำมารับประทานเองได้ครับ

(7) ของเซ่นไหว้เจ้าที่ บางทีเจ้าที่ชั้นดีท่านก็ไม่รับประทานเอง แต่แบ่งให้ผีเพื่อนๆ หรือบริวารกิน ถ้าเราจะนำไปรับประทาน ให้ถามท่านก่อน หรือสังเกตดู

(8) "กิมฮวย" ที่ปักกระถางธูป หากเป็นกระถางธูปของเทพผู้ใหญ่ อย่างพระโพธิสัตว์กวนอิม และเทพเซียนต่างๆ ใช้กิมฮวยแววหางนกยูงธรรมชาติของแท้ จะมีอานิสงส์ดี อันที่จริงจะปักลงกระถางธูปพระพุทธด้วยก็ได้ แม้จะไม่นิยม แต่เป็นการบูชาด้วยแววหางนกยูง จะมีอานิสงส์ได้ "ตรัสมยุรี.. มยุรา.. และมยุรินทร์” ครับ.

 

สุขสันต์วันตรุษจีน พ.ศ. 2566 เฮงๆ รวยๆ ครับ! ^^

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน กายสิทธิ์ใน วัสดุธาตุ VS. วัตถุประดิษฐ์

จากคำสอนของ พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคล (หลวงป๋า) อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จังหวัดราชบุรี ประเทศไทย ทำให้เราทราบว่า สิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ว่าหิน, ดิน, ปูน, ทราย, แร่เงิน, แร่ทองคำ, ทองเหลือง, ดีบุก, เพชร, อัญมณี และอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มี “กายสิทธิ์” สถิตรักษาอยู่แทบทั้งนั้น ต่างกันเพียงว่า มีจำนวนมากหรือน้อย และที่มีอยู่นั้นอานุภาพมากหรือน้อย ท่านที่ศึกษาเรื่องราวนี้แล้ว คงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า “อ้าว แล้วทำไมกายสิทธิ์ต้องลงรักษาก้อนหิน ก้อนดินด้วยล่ะ ทำไปเพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร?”

ในการตอบคำถามนี้ ผมขออ้างถึง “สัจจะวาที” ว่า “สิ่งทั้งปวงในโลก ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นวิชชา” นั่นหมายความว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทุกอย่างล้วนเป็นวิชชาที่ถูกประชุมปรุงให้ “เกิดมีขึ้นมา” และ “เป็นไป” ตามวิชชา ของธาตุธรรม 3 ฝ่าย คือฝ่ายกุศลาธรรมา (ฝ่ายบุญ), ฝ่ายอกุศลาธรรมา (ฝ่ายบาป) และฝ่ายอัพยากตาธรรมา (ฝ่ายไม่บุญไม่บาป) ดังนี้แล้ว เราจึงกล่าวได้ว่า ทั้ง “ธาตุ” และ “ธรรม” ที่มีอยู่นั้น ล้วนมี “เจ้าของวิชชา” ซึ่งผมมักใช้คำว่า “ภพเจ้าของ” ยกตัวอย่างเช่น แร่อลูมิเนียม ก็มีภพเจ้าของที่ส่งวิชชาปรุงธาตุอลูมิเนียม ให้เกิดมีขึ้นในโลก และการที่แร่อลูมิเนียมบ่มตัวอยู่ใต้พิภพ กระทั่งประชุมขึ้นเป็นแร่อลูมิเนียมได้ก็เกิดจาก “กายสิทธิ์” ที่ภพเจ้าของวิชชาอลูมิเนียม ส่งลงมาใส่ไว้ในใต้พิภพ แล้วส่งวิชชาพร้อมกับฤทธิ์ มายังกายสิทธิ์ของตนให้ “บ่มธาตุ” ใต้พื้นพิภพ ผ่านกาลระยะเวลายาวนาน กระทั่งประชุมรูปร่างขึ้นมาเป็นแร่ธาตุอลูมิเนียมตามตั้งใจได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้มนุษย์สามารถนำอลูมิเนียมไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เหมือนเป็นการจัดสรรสร้างความพร้อม เตรียมทรัพยากรสำหรับรองรับการมีสังคมมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์ของการถือกำเนิดเป็นมนุษย์ ตามแต่เจ้าของสายวิชชาปกครองกายมนุษย์แต่ละกายจะมุ่งหมาย เช่นมาเป็นพระพุทธเจ้า, พระโพธิสัตว์, นักบุญ, นักพรต, หรือพระอริยบุคคล, หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า, เทพเจ้า, พรหม, พระฤาษี, พระดาบส และอื่นๆ

นอกจากกายสิทธิ์ที่สถิตอยู่ตาม “วัสดุธาตุ” ตามธรรมชาติแล้ว ก็ยังมี “วัตถุประดิษฐ์” ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมีกายสิทธิ์รักษาอยู่ด้วย ซึ่งวัตถุประดิษฐ์ทั้งหลาย ก็ล้วนมี “ภพเจ้าของวิชชา” ส่งวิชชามา ทำให้เกิดมีวิวัฒนาการ สรรค์สร้างวัตถุประดิษฐ์ และเทคโนโลยีต่างๆ นับตั้งแต่วัตถุประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมืออย่างง่าย เช่นจอบ, ขวาน, ค้อน กระทั่งถึงอุปกรณ์ไฮเทค อย่างเครื่องบิน, ไอโฟน, ดาวเทียม, หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และอื่นๆ ซึ่งภพเจ้าของท่านมีวิชาความรู้ หรือ know-how อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อสังคมมนุษย์วิวัฒนาการเรื่อยมา กระทั่งมีความพร้อมมากขึ้น ภพเจ้าของวิชาความรู้ ก็จะส่งวิชชามาหล่อเลี้ยง ให้มนุษย์นักประดิษฐ์สามารถค้นคิดและพัฒนา เทคโนโลยี กระทั่งเป็น “วัตถุประดิษฐ์” ในรูปแบบต่างๆ แล้วภพเจ้าของวิชชาก็จะส่งกายสิทธิ์ของตนลงรักษาวัตถุประดิษฐ์แต่ละชิ้นซึ่งอยู่ในสายวิชชาของตน

ส่วนว่าจะมีกายสิทธิ์ลงรักษามากน้อย อานุภาพมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับกรณี ถ้าวัตถุธาตุเป็นของสำคัญ มีคุณค่า มีราคาสูง ก็มักจะมีกายสิทธิ์ระดับสำคัญๆ ลงรักษาเป็นเงาตามตัวไปด้วย เช่นกายสิทธิ์ในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลก, พระวิหารปูน, พระพุทธรูปหยก, รูปหินอ่อนแกะสลักเทพเจ้า และพระโพธิสัตว์, พระธรรมจักรหินทราย, หินอ่อนแกะสลักรูปบุคคลสำคัญ และอื่นๆ นอกจากนี้ ถ้าวัตถุนั้นเป็นสมบัติของผู้ทรงคุณมาก ภพจะส่งกายสิทธิ์ระดับสำคัญๆ มาลงรักษา เช่นลูกประคำของนักบวชผู้ทรงคุณ สายสร้อยระยางคล้องบ่าของนายกสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ที่สวมใส่ในพิธีประสาทปริญญาบัตร ของสถาบันการศึกษา และอื่นๆ การที่กายสิทธิ์ลงรักษาวัสดุและวัตถุ จะมีผลทำให้วัสดุและวัตถุนั้น มีวิชชาหล่อเลี้ยงรักษา อุปมาสิ่งที่มีกายสิทธิ์ลงรักษาเหมือนดอกบานไม่รู้โรยที่กำลังผลิดอกสดใหม่อยู่บนต้น ในขณะที่สิ่งที่มีกายสิทธิ์ลงรักษาเบาบางหรือไม่มีเลย เป็นเสมือนดอกบานไม่รู้โรยแห้งๆ ที่ถูกเด็ดออกจากต้นนานแล้ว ความ “มีชีวิตชีวา” ในการคงสภาพอยู่ของวัสดุและวัตถุนั้นจะน้อยลงไป

อนึ่ง วัตถุประดิษฐ์ที่มี “ดวงตราประกาศิต” หรือ “แบรนด์เจ้าของวิชชา” ก็จะมีกายสิทธิ์จากภพเจ้าของแบรนด์นั้นๆ ลงรักษาด้วย เช่นนาฬิกาโรเล็กซ์ ก็มีกายสิทธิ์จากภพวิชชาโรเล็กซ์ลงรักษาอยู่ เครื่องบินแอร์บัส ก็มีกายสิทธิ์จากภพวิชชาเครื่องบินประจำแบรนด์แอร์บัสลงรักษา สาเหตุที่ภพต้องผลิตกายสิทธิ์ลงมาทำหน้าที่รักษา และทำงานตาม “วัสดุธาตุธรรมชาติ” และ “วัตถุประดิษฐ์” ต่างๆ แม้ไม่มีใครร้องขอ ก็เพราะเป็นความรับผิดชอบตามหน้าที่ คือ เมื่อส่งวิชชามาแล้วก็ต้องคอยรักษาต่อไป ตราบกว่าวัตถุจะแตกสลายทำลายตัวลง หรือหมดสภาพการทำงานต้องถูกทิ้งเป็นขยะ กายสิทธิ์จึงจะถูกเรียกกลับ หรือเบาหายวับลาลับไป ซึ่งเจ้าของภพท่านก็ทำตามความถนัดด้วยจิตอาสา อยากทำประโยชน์ไปในตัว จึงเข้ามารับหน้าที่ เหมือนท้าวเทวราชที่จัดสรรทำงานบริหารปกครองพระภูมิเจ้าที่ และรุกขเทวา บนพื้นโลกมนุษย์ลงมาตามลำดับชั้น แม้จริงๆ แล้วจะไม่มีก็ได้ แต่ท่านก็ทำ โดยที่ภพเจ้าของวิชชาผู้ส่งกายสิทธิ์ ก็มีทั้งพระพุทธเจ้า และพระจักรพรรดิลำดับผู้ใหญ่ๆ และระดับกลางๆ แต่อาวุโสมากหน่อย มารับหน้าที่ ซึ่งถ้าหากท่านไม่ทำ ฝ่ายมารก็อาจรุกคืบเข้ามาแทนที่ ส่วนการทำงานนี้ก็มีทั้งช่วยฟรีๆ กับได้สิ่งตอบแทน ตามที่ได้อธิบายในบทความที่แล้ว ตามแต่กรณี ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน เล่นประกาศิต กับกายสิทธิ์ลงรักษา

ด้วยประสบการณ์ในการ “เล่นดวงตราประกาศิต” หรือภาษาบ้านๆ ว่า “ทำแบรนด์โลโก้” ของผมมาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเป็นบทความยาวเหยียด ดังที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วเรื่อง “ประกาศิตเพื่อการสร้างบารมี” สำหรับบทความนี้ผม จะขอเล่าปกิณกะความเสริมเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องการคัดกรองคุณภาพ กับกายสิทธิ์ลงรักษา ซึ่งเป็นประเด็นทางวิชชากึ่งๆ งานครับ

ท่านที่เรียนหรือทำงานด้าน “สัญลักษณาคุณากิจ” หรือ branding” คงพอมีพื้นฐานความรู้อยู่ว่า ดวงตราสัญลักษณ์นั้น เป็นภาพเครื่องหมายบ่งชี้แทนสินค้า และบริการ ที่ช่วยให้ง่ายต่อการ “จำได้ หมายรู้” ถ้าหากเราแสดงดวงตราสัญลักษณ์สินค้า พร้อมๆ กับสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพ เป็นที่น่าพึงพอใจ กระทั่งผู้ใช้ หรือผู้ซื้อ สามารถจดจำมั่นหมายได้ดีแล้ว ครั้งต่อๆ ไป เมื่อผู้ซื้อได้เห็นดวงตราสัญลักษณ์ดังกล่าวคราใด ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าตัวใหม่ หรือบริการใหม่ๆ ก็จะเกิดความเชื่อมั่น เชื่อใจ หมายใจขึ้นมาว่า คงจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ น่าซื้อหาเช่นกัน ซึ่งช่วยเอื้อต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

ฉันใดก็ฉันนั้น การเล่นดวงตราประกาศิต มีลักษณะที่ช่วยให้เราต้องปรับปรุงคุณภาพของสิ่งต่างๆ ประกอบการสำแดงดวงตราประกาศิต ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เช่น ตาลปัตรพัดรองตราสัญลักษณ์ต่างๆ หรือธงสีเหลืองดวงตราพระธรรมจักร ที่เราเห็นตามวัดวาอารามอยู่ทั่วไป เมื่อใดก็ตามที่ทางวัดติดธง ประชาชนก็เกิดอาการจดจำมั่นหมายได้ว่า ในบริเวณนั้นมีวัดพุทธฯตั้งอยู่ และวัดพุทธฯนั้น อาจจะมีงานพิธีทางศาสนา จึงได้ติดธงไว้ พร้อมกันนั้น การติดธงสำแดงดวงตราพระธรรมจักร ก็จะส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพ คือผืนธงที่นำมาใช้มักจะอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด หรือเก่าทรุดโทรม นี้คือจิตสำนึกของผู้เล่นประกาศิต ที่จะต้องรักษาและตรวจสอบคุณภาพสิ่งที่ใช้สำแดงดวงตราประกาศิตไปในตัว จึงมีผลต่ออานิสงส์แห่งบุญที่เกิดขึ้น คือเวลาจะได้อะไร ก็ได้แต่ของดีๆ ของที่มีการรับรองคุณภาพ รวมถึงของที่มีดวงตราประกาศิต (เปรียบเทียบระหว่างการได้รับผ้าเช็ดตัวยี่ห้อ “แคนนอน” กับผ้าเช็ดตัวอย่างเดียวกันที่ไม่มียี่ห้อ ซึ่งเป็นสินค้า O.E.M.)  

ประเด็นทางวิชชาอีกประการหนึ่งในการเล่นประกาศิตที่น่าสนใจก็คือ การสำแดงดวงตราประกาศิตอยู่กับวัตถุสิ่งของ จะส่งผลให้วัตถุสิ่งของนั้นๆ มี “กายสิทธิ์” ลงรักษาเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และถ้าดวงตราประกาศิตเป็นประกาศิตฝ่ายดี (ในทางตรงกันข้ามกันกับดวงตราประกาศิตยี่ห้อสุรา ที่ถือเป็นฝ่ายไม่ดี) ก็มักจะมี “เทวดาลงรักษา” วัตถุสิ่งของเหล่านั้น ตามแต่ผู้ปกครองเทพเทวาท่านจะจัดสรรส่งมาโดยมิต้องร้องขอ ยกตัวอย่างเช่น การใส่ดวงตราประกาศิตไว้ที่ “ผ้าทิพย์” ด้านหน้าฐานของพระพุทธรูป หรือวาดดวงตราประกาศิตอยู่บนภาชนะเครื่องเบญจรงค์ หรือยิงเลเซอร์ลวดลายดวงตราประกาศิตบนโถแก้วคริสตัล จะเป็นเหตุให้ “ภพกายสิทธิ์” ส่งกายสิทธิ์ลงรักษาพระพุทธรูป, เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องแก้วคริสตัล เหล่านั้นมากเป็นพิเศษ และถ้าหากดวงตราประกาศิตเป็นดวงตราขั้นสูง เทพผู้รักษาดวงตราประกาศิตก็จะจัดสรรส่งเทวดาลงมารักษาสิ่งของเหล่านั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุที่ใช้ในการทำบุญ เช่นที่กรวดน้ำ, ขันเงินใส่ข้าวสำหรับตักบาตร หรือโถแก้วคริสตัลสำหรับบรรจุพระธาตุและเถ้าอังคารของพระอริยบุคคล  

การที่กายสิทธิ์ลงรักษาของเหล่านี้มากขึ้น จะทำให้ของเหล่านี้มีลักษณะ “ทรงคุณ” มากขึ้น เมื่อนำมาใช้ทำบุญ ก็จะได้บุญมากเป็นพิเศษ เช่น เจดีย์หรือผอบทองคำ ที่สลักดวงตราประกาศิต มีกายสิทธิ์ลงรักษามาก จะช่วยทำให้ กายสิทธิ์ภาคธรรมภายในพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งผมมักเรียกว่า “กายพุทธสิทธิ์” (เพื่อแยกแยะออกจากกายสิทธิ์ทั่วไป) ประดิษฐานอยู่อย่างเป็นสุขมากขึ้น อุปมาเจดีย์ทองเหลืองกับห้องที่ติดพัดลมคลายร้อน กับเจดีย์ทองคำที่มีดวงตราประกาศิตเหมือนห้องที่ติดแอร์เย็นสบาย มีผลถึงอานิสงส์แห่งบุญ เช่นเมื่อได้วิมานอันเป็นทิพยสมบัติ หรือนิพพานสมบัติ ก็จะให้ความเป็นสุขมากกว่า เพราะพิมานปราสาททิพย์นั้นมีกายสิทธิ์อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นมาก

เรื่องกายสิทธิ์สถิตย์มากหรือน้อย ผมขอยกตัวอย่างระหว่าง “หินอ่อนธรรมชาติ” กับ “หินอ่อนสังเคราะห์” ซึ่งมีลวดลายสวยงามใกล้เคียงกัน (หินอ่อนธรรมชาติบางทีก็ลวดลายไม่ส่วยเท่าหินอ่อนประดิษฐ์) แต่ความรู้สึกที่เราสัมผัสได้จากหินอ่อนธรรมชาติ เราจะรู้สึกเย็นใจมากกว่า นี้เป็นเพราะฤทธิ์ของกายสิทธิ์ที่มีอยู่ในหินอ่อนธรรมชาติ เหมือนกายสิทธิ์ที่อยู่ในลูกแก้วจุยเจีย เพราะเหตุนี้ บ้านที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนเทียม กับหินอ่อนธรรมชาติ จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่ประสาทสัมผัสไว หรือมีวิชชา จะสามารถรับรู้ได้ เพราะหินอ่อนธรรมชาติมีกายสิทธิ์สะสมอยู่มากกว่าตามธรรมชาติที่ภพส่งลงมาปลูกเลี้ยง ในขณะที่หินอ่อนสังเคราะห์ก็มีกายสิทธิ์ แต่มักจะเบาและน้อยกว่ามาก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ “ภพกายสิทธิ์” รวมถึง “เทพเทวา” ส่งกายสิทธิ์และเทวดา มารักษาวัตถุสิ่งของที่มีดวงตราประกาศิตมากขึ้นนั้น ก็เป็นไปตามหน้าที่ของท่าน แต่โดยปกติ ผู้เล่นดวงตราประกาศิต ทั้งที่ตระหนักทราบ หรือไม่ทราบ แต่เป็นไปโดยธรรมชาติ มักจะใส่ดวงตราประกาศิตกับสิ่งที่ตนให้ความสำคัญ ดังนั้น เมื่อใส่ดวงตราประกาศิตกับวัตถุสิ่งของใด ภพกายสิทธิ์ ก็จะส่งกายสิทธิ์ลงมารักษามากเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากผู้ใช้วัตถุสิ่งของเหล่านั้นเป็น “ผู้ทรงวิชชา” กายสิทธิ์และเทวดาที่รักษาสิ่งของอาจจะเรียก “ค่ากำเน็จ” หรือ “ทิป” เมื่อผู้ทรงวิชชา “เล่นได้” เช่นผู้ทรงวิชชาดำริงาน และจัดงาน “ถวายมหาสังฆทานโลก” ได้สำเร็จ เมื่อทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล กายสิทธิ์และเทวดาที่รักษาภาชนะกรวดน้ำอยู่ ก็จะแสดงความยินดี และเป็นธรรมเนียมที่ผู้ทรงวิชชาต้องจ่ายค่ากำเน็จ คือ “ตกรางวัล” เป็นการตอบแทน

อย่างไรก็ตาม การใส่ดวงตราประกาศิตลงไปบนวัตถุสิ่งของนั้น ผู้เล่นประกาศิตมีข้อควรสังเกตคือ ถ้าหากวัตถุสิ่งของนั้นมีดวงตราประกาศิตอยู่แล้ว ก็เป็นอันไม่พึงใส่ดวงตราประกาศิตของตนลงไปอีก เช่นที่กรวดน้ำเครื่องเบญจรงค์ ที่ผู้ผลิตวาดโลโก้ลงไปตามคำสั่งผู้สั่งซื้อ แล้วเราได้รับมาเป็นของกำนัล เราก็ไม่พึงติดสติ๊กเกอร์ดวงตราประกาศิตของเราลงไปอีก แต่ถ้าเป็นวัตถุสิ่งของนั้นมีแบรนด์ คือมียี่ห้อ แต่ตัวสินค้าไม่มีดวงตราโลโก้ เราสามารถใส่ดวงตราประกาศิตของเราลงไปได้ โดยอาจจะอยู่ในรูปของสติ๊กเกอร์ครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

 

นานาสาระ: ตอน กรรมอะไรทำให้ธุรกิจขาดทุน ???

เรื่องกฎแห่งกรรมที่เป็น “ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน” หรือ Operation System ซึ่งปกครองสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร ถือเป็นเรื่องที่สนุกมากๆครับ โดยเฉพาะเมื่อเราตรวจทราบว่า สุข-ทุกข์ ดี-ร้าย ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นเพราะกรรมอะไร แล้วเราก็มาถึงบางอ้อว่า อ๋อ.. เพราะอย่างนี้นี่เอง แต่ตามที่ผมเคยรจนาความไว้ก่อนหน้าคือ กรรมดีกรรมชั่วมีลักษณะประชันหรือแย่งกันส่งผล ตามแต่ฝ่ายพระนิพพาน จะหนุนบังคับใช้กรรมดี และมารโลกจะหนุนบังคับใช้กรรมชั่ว ได้มากน้อยกว่ากัน เหมือนคนเล่น “งัดข้อ” กันอยู่ตลอดเวลาครับ ทำให้บางทีการส่งผลของกรรมไม่เสถียร มีการ “ลัดคิว แซงคิว ตัดคิว” กันได้

ทีนี้เรื่องที่เราสนใจกันก็คือ ทำไมธุรกิจจึงขาดทุนครับ ซึ่งท่านใดที่ติดตามผลงานรจนาความของผมก็ทราบแล้วว่าด้วยการทำบุญในลักษณะต่างๆ เราจึงมีธุรกิจกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นทรัพย์คือเงินที่ได้มาด้วยการทำงานเข้าแลกหรือบ้างก็ต้องออกเดินทาง ทั้งนี้ก็เพราะเวลาทำบุญ พระสงฆ์องค์เณรก็ต้องทำงานจัดงานเตรียมงานรับญาติโยม เมื่อท่านต้องเหน็ดเหนื่อยและต้องเดินทางออกไปหาซื้อวัสดุอุปกรณ์นอกวัด หรือเดินทางไกลเพื่อไปร่วมพิธี ณ สถานที่ส่วนกลาง เวลากรรมส่งผลจะให้เราได้ทรัพย์มาแบบต้องเหน็ดเหนื่อย แล้วก็เดินทางเหมือนกัน ในขณะเดียวกัน บุญที่ทำให้รวยโดยไม่ต้องทำงาน ก็คือบุญที่ทำกับผู้รับแบบสบายๆ เช่นพระภิกษุนั่งรออยู่ที่วัดเพื่อรับสังฆทาน ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องบิณฑบาตหอบหิ้วของถวายพะรุงพะรัง ไม่ต้องจัดพิธีกรรมอะไรมาก เวลาบุญส่งผล ก็จะได้สมบัติง่ายๆ ใช้สอยง่าย ไม่ต้องทำงาน เหมือน นางวิสาขา หรือเหมือน คุณปารีส ฮิลตัน (Paris Hilton) ครับ ส่วนว่า ทำบุญแบบสบายๆ แล้ว จะทำให้สิ่งอื่นๆ ด้อยลง อย่างเช่นพระสงฆ์องค์เณรมีส่วนร่วมในงานและในบุญน้อยลง หรือพิธีกรรมดูไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์ ได้ประกาศิตน้อย ก็เป็นประเด็นแยกต่างหาก

ส่วนกรรมที่ทำให้ธุรกิจขาดทุนก็คือ การทำทานแล้วไม่มากพอจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่ทางวัดใช้ไปกับการจัดงานพิธีกรรมครับ กล่าวคือ รายรับจากเงินบริจาคของวัดนั้นน้อยกว่ารายจ่าย เช่นวัดจัดงานทอดกฐินสามัคคี วัดจ่ายค่าเตรียมงานไปหนึ่งแสนบาท แต่ยอดปัจจัยบริวารกฐินทั้งหมดได้มา ห้าหมื่นบาท โดยนัยนี้ เมื่อกรรมส่งผล ผู้ทำบุญจะได้ทำธุรกิจที่ตนเองเป็นผู้บริหาร ในกรณีเป็นประธานกฐิน ทำงานแล้วมีรายได้จากกิจการ แต่รายรับจะน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งหมายถึงขาดทุนครับ นี้คือระดับธุรกิจเอกชน ส่วนการขาดทุนของธุรกิจระดับมหาชนของประเทศ อย่างสายการบิน มักจะเกิดจากบุญพิธีระดับประเทศที่ทางวัดขาดทุนครับ เช่นกฐินของรัฐบาลถ้าเป็นเศรษฐกิจระดับโลก ที่รุ่งเรืองหรือซบเซา จะเป็น “บุญกำไรทรัพย์ หรือบุญขาดทุนทรัพย์” ขององค์กร หรือบุคคลระดับโลก เช่นองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ที่ทำบุญกับนักบวช หรือองค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) หรือยูนิเซฟ (UNICEF) กับสภากาชาด (Red Cross) ที่ชาวโลกประชุมสิทธิ์เพื่อตั้งขึ้น ให้ทำงาน แต่ทำแล้ว แล้ว “ได้บุญขาดทุนทรัพย์” ครับ.

ถ้าทางวัดรับเงินบริวารกฐินสามัคคี ที่ประธานกฐินและคณะบอกบุญมาได้ โดยยอดเงินรวมของกฐินมากกว่าค่าใช้จ่ายของทางวัด แต่เฉพาะเงินในส่วนของประธานกฐินก้อนเดียวนั้นน้อยกว่าค่าใช้จ่ายวัด เวลาบุญส่งผลก็แบ่งกัน เหมือนห้างหุ้นส่วนจำกัด กับหุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ์ ผู้ถือหุ้นสามัญก็คือกรรมการกฐินที่มีรายชื่อยาวเหยียด ว่าสายนั้น สายนี้ ใครเป็นผู้นำ ส่วนหุ้นบุริมสิทธิ์ก็คือประชาชนทั่วไปที่เอาเงินไปติดต้นกฐิน หยอดลงกล่องรับบริจาค ฝากมาทำบุญ แต่ไม่ใช่ผู้รับตำแหน่งประธาน รองประธาน กรรมการกฐิน และไม่ได้มีส่วนร่วมแห่ง “สิทธิ์” ในการปวารณาขอรับเป็นเจ้าภาพกฐินที่ทำให้ทางวัดขาดทุน แต่หุ้นทุกประเภท ก็มีส่วนร่วมชดใช้ จากการสนับสนุนให้ วัดขาดทุน เพราะมีพิธีกรรมที่ผู้ร่วมพิธีมาใช้สอยเครื่องอุปโภค บริโภค สาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางวัดจัดขึ้นแล้วต้องใช้จ่ายไป แต่การที่มูลค่าหุ้นตกต่ำลง หรือหมดค่าไป ก็ถือเป็นการชดใช้ไปในตัวครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรัศมี

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เรื่องรัศมีคงจะเป็นมหากาพย์ที่นำมาเล่าสู่กันฟังกระทั่งกลายเป็นทอล์คออฟเดอะเวิลด์ ใช่ไหมครับ วันนี้ผมมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรัศมี มาแบ่งปันกัน เป็นปกิณกะความรู้ที่ “พึงรู้ไว้ใช่ว่าฯ” ก่อนที่เราๆ ท่าน จะไปโชว์ออฟกันในโลกทิพย์ครับ

ท่านที่เคยเห็นศิลปะรูปหล่อ รูปปั้น รูปแกะสลัก คงเห็นว่า รัศมีของพระพุทธรูปส่วนใหญ่ แผ่ออกมาจากพระเศียร ส่วนศาสนาอื่น รัศมีเขาเป็นวงๆ ลอยอยู่บนเศียร เหมือนวงแหวนของดาวเสาร์ แล้วตกลงของใครผิด ของใครถูก รัศมีของเทวดาที่แท้จริงควรเป็นอย่างไรกันแน่ครับ?

วันนี้ผมขอเฉลยว่า ตำแหน่งของรัศมีนั้น จะขึ้นอยู่กับบุพกรรมที่ทำเอาไว้ครับ เช่น ท่านที่เคยใช้ความคิดสติปัญญามาก ในการทำความดี รัศมีจะเปล่งออกจากเศียรมากเป็นพิเศษ ท่านที่ใช้มือทำความดีมาก เช่นก่อสร้างพระเจดีย์เองด้วยมือ มือจะมีรัศมีมาก ส่วนท่านที่กล่าวปิยวาจา สัมมาวาจา มามาก ปากจะมีรัศมี เวลาพูดอะไรจะมีแสงวิบวับออกมา ส่วนท่านที่ทำความดีแบบรวมๆ ก็จะมีรัศมีแผ่ออกมาทั่วสรรพางค์กาย แต่รัศมีเหล่านี้จำลองแบบออกมาได้ยาก เช่นรัศมีที่ปาก และทั่วสรรพางค์กาย ช่างศิลป์ส่วนใหญ่จึงปั้น หรือแกะสลักให้พระพุทธรูปมีพระรัศมีเปล่งออกจากพระเศียร เพื่อแสดงถึงพระปัญญาธิคุณของพระองค์ท่านครับ

แล้วรัศมีวงแหวนบนเศียรเทวดาของศาสนาอื่น ถูกหรือผิด? คำเฉลยคือ รัศมีวงแหวนแบบนี้ เราเรียกว่า “ทรงกลด” ครับ ซึ่งรัศมีจะทรงกลดได้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาก โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ ลำดับขั้นใหญ่ๆ ซึ่งเป็นชาวพุทธ รัศมีจะเปล่งออกทั่วสรรพางค์กาย แล้วทรงกลดอยู่ห่างๆ ซึ่งถ้ามีวงแหวนทรงกลดหลายวง ก็จะเป็นที่นับถือว่าบุญญาพลาธิการสูงส่งกว่ากันครับ การทรงกลดของรัศมีกายทิพย์ ก็คล้ายๆ พระอาทิตย์ทรงกลด หรือพระจันทร์ทรงกลดครับ คือรัศมีแผ่ออกไประยะหนึ่ง แล้วจึงมีวงแหวนล้อมอีกที จึงค่อยแผ่ต่อออกไปโดยรัศมีค่อยๆ ซาตัวลงกระทั่งกลืนหายไปกับบรรยากาศโดยรอบครับ ซึ่งถ้าจะว่ากันตามภาษามนุษย์ก็คือ ความถี่ และความกระชั้นของแสง ที่เปล่งออกมา ก่อให้เกิดการ “สะสมตัว” ของรัศมี เป็นวงแหวนขึ้นมาครับ เหมือนน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อก แล้วเราเอามือบังไว้ จะทำให้มีสภาวะมวลกระแสน้ำล้นอยู่บนฝ่ามือของเรา ก่อนที่จะไหลออกต่อไปครับ

รัศมีที่จะเปล่งออกมาเป็นลักษณะของการ “ทรงกลด” หรือ “ประภามณฑล” มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ “ตรัสสุริยะรัศมี” คือมีรัศมีมากและแรง ซึ่งรัศมีประเภท “สุริยะ” ถูกจัดลำดับให้เป็นรัศมีขั้นสูงสุด ของทุกประเภท โดยในหมู่ขั้น “สุริยะ” ด้วยกัน จะแบ่งเป็น (1) สุรีย์ (2) สุริยะ (3) สุริยา (4) สุริยันต์ (5) สุริยนต์ (6) สุริเยนทร์ (7) สุรีย์เวทย์ ซึ่งไล่ลำดับอานุภาพของรัศมีจากน้อยไปมาก คือ (1) ถึง (7) แต่บ่อยครั้งที่คนทั่วไปจะเรียกรวมๆ กันว่าเป็น “สุริยะ” เหมือนผงซักฟอก ที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่าเป็น “แฟ้บ” แม้ผงซักฟอก จะมีหลายยี่ห้อ หลายประเภท แต่ก็เรียกเหมากันไปว่าเป็น “แฟ้บ” ครับ

จะว่าไป รัศมีที่เห็นมี 2 แบบ คือแบบจงใจแผ่ออกไปหรือลดลงมา กับอีกแบบคือ เป็นรัศมีที่แผ่ตามปกติ ซึ่งรัศมีที่จงใจแผ่ออกไปนั้น ส่วนใหญ่จะทำกันในยามที่ต้องการแสดงกำลังให้ทราบ บางท่านต้องการข่มมิจฉาทิฐิ หรือประสงค์จะก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะ เพื่อผ่อนแรงในการเทศน์สอน หรือเพื่อบ่งบอกนัยยะบุญญาธิการของตนให้ทราบ ส่วนผู้ที่ลดรัศมีลงมา มักจะเป็นการรักษามารยาทในการเข้าสมาคม หรือจงใจปิดซ่อนเร้น เพื่อรักษาความสงบ หรือธำรงเกียรติระหว่างกันและกัน ไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือระคายเคือง สำหรับรัศมีตามปกติ มักจะเป็นรัศมีตามบุพกรรม ไม่ได้ใช้วิชชาเติมเสริมแต่ง ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เล่าสู่กันฟังตอน รัศมี สำคัญไฉน? Version C

พระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า, และพระอสีติมหาสาวก และพระอรหันตขีณาสพด้วยกัน องค์ที่บารมีมากกว่าอยู่อันดับมาก่อน ถ้าบารมีเท่ากัน องค์ที่รัศมีมากกว่าอยู่อันดับมาก่อน แล้วมันสำคัญตรงไหน ในเมื่อท่านไม่มีกิเลส? บรรยากาศจะเหมือนประชุมนานาชาติ ที่ผู้นำแต่ละประเทศมาประชุมกัน แล้วพอประเทศใหญ่ๆ มาเป็นองค์ปาฐก ท่านผู้นำประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้ฟังต้องลุกขึ้นยืนให้เกียรติ หรือปรบมือให้ ซึ่งบางท่านก็จะรู้สึกว่ามันเป็นขั้นเป็นตอนอันไม่สมควรสำหรับท่าน เพราะท่านก็ยิ่งใหญ่ เป็นระดับผู้นำประเทศเหมือนกัน ทำไมต้องลุกขึ้นยืนด้วย? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามีองค์ปาฐกหลายๆ องค์ หรือบุคคลสำคัญกว่าหลายๆ ท่าน ก็ต้องลุกแล้วลุกอีก คำนับแล้วคำนับอีก ซึ่งบางท่านอาจรู้สึก “น่าหน่าย” ทำนองนี้ครับ

ส่วนสังคมเทวดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อได้พบปะกันแล้ว ท่านดูกันและกันเผินๆ ก็ดูที่รัศมีก่อนครับ แล้วท่านก็ “เลือกปฏิบัติ” ต่อกันดีมากหรือน้อยตามรัศมีนั้น เหมือนมนุษย์เราดูฐานะกันเผินๆ ดูที่นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับ และรถที่ขับ ถ้าหรูหรา ก็คาดคะเนเอาว่าน่าจะร่ำรวยมีฐานะดี เป็นชนสังคมชั้นสูง แล้วเราก็ให้เกียรติมากกว่า พูดตรงๆคือ ถ้ารวยก็เนื้อหอมกว่า ได้ที่นั่งดีกว่า ได้ที่จอดรถซูเปอร์คาร์ ได้ลัดคิว นั่งเทวรถไปไหนมาไหน คนอื่นต้องหยุดให้ หลีกทางให้ เหมือนรถขบวนที่นั่งผ่านมา หรือเหมือนธนาคาร, บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่, และสายการบิน เขามีเจ้าหน้าที่ และพื้นที่พิเศษสำหรับต้อนรับลูกค้าวีไอพี ซึ่งสะดวกสบายกว่า แม้มันจะไม่ได้หมายความว่าจริงๆ แล้วฐานะทางการเงินของบุคคลดีกว่า หรือบุญมากกว่าเสมอไป ก็เพราะผู้พบเห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงกับอยากจะตามกลับไปดูที่บ้านหรือวิมาน ว่าแท้จริงแล้วใหญ่หรือเล็ก รวยจริง หรือรวยไม่จริง กว่ากันแค่ไหนครับ

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: เล่าสู่กันฟัง เรื่อง "รังสีและรัศมี"

จากการทดลอง อุทิศ/อนุโมทนา กับตนเอง ในการจุดประทีป และเปิดไฟส่องสว่างบูชาพระรัตนตรัย ฯลฯ นั้น ผมพบว่า การทำแต่ละครั้งจะได้ "รัศมี" เพิ่ม และถ้าหากสะสมรัศมีจากการอุทิศ/อนุโมทนา แต่ละครั้ง รวมกันได้ 108 ครั้ง ก็จะตรัส "(จุล) อนันตรังสี" ครับ แต่มีผู้แนะนำว่า การได้มาแบบนี้ไม่ค่อยสง่างาม ผมก็เลยอุทิศ/อนุโมทนา แค่วันละครั้งสองครั้งครับ แต่ผม "ชอบเล่น" มากกว่า ก็เลยทำงาน ทำบุญ เพื่อให้ได้รังสี สนุกดีกว่าครับ

ท่านใดประสงค์จะได้ "รังสี และรัศมี" ขั้นสูง ผมขอแนะนำให้ทำบุญค่าไฟฟ้าตามวัดวาอาราม และสำนักวิชชา อย่างเช่นที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยเอ่ยอ้างถึงบุญเปิดไฟส่องสว่างพระเจดีย์มหารัชมงคล, พระพุทธธรรมกายเทพมงคล และโลงทองของหลวงพ่อสด ฯลฯ หรือทำบุญค่าไฟฟ้าเปิดไฟส่องสว่างบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมครูครับ จะได้รัศมีมากครับ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ท่าน “ลงส่วน” มากน้อยเพียงใดด้วยนะครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน เล่าสู่กันฟัง เรื่องเหรียญทิพย์

หลายท่านที่อ่านบทความและโพสต์ของผมเรื่องทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์ อาจจะอยากทดลองถวายเหรียญกษาปณ์เงิน/ทองคำดูบ้าง เมื่อถวายแล้วเราจะได้เหรียญกษาปณ์ทิพย์ ที่มีพระจักรพรรดิฝ่ายสมบัติเฝ้าคอยอำนวยผลครับ ก็เหนือนแก้วจุยเจียมีกายสิทธิ์รักษาครับ เมื่อนำเหรียญทิพย์มาเหน็บใส่กระเป๋าด้วยวิชชา พระจักรพรรดิก็ตามสมบัติเข้ามาให้ พอได้แล้วท่านก็ลาลับไป

ถ้าเป็นเหรียญทิพย์ได้จากการทำบุญ จะมีกำลังแน่นและแรงกว่า เราเหน็บแค่ 2-3 เหรียญ สมบัติก็มาครับ ถ้าผู้รับมีวิชชายิ่งได้มาก แต่ถ้ามีกรรมหรือมารขวางอาจจะได้น้อยลง ทีนี้พอเราอุทิศแล้วอนุโมทนากับตนเอง ก็ได้เหรียญทิพย์เพิ่ม ผมก็ออกแบบถ้อยความเอ่ยอ้างเพื่อให้ได้เหรียญมาก ก็เพิ่มจาก 700 เป็น 800, 900, 1000, 1200 แต่เหรียญที่อนุโมทนาได้ ฤทธิ์จะหย่อนลง เวลาเหน็บกระเป๋าต้องใส่เพิ่มขึ้น เช่น 7 – 8 เหรียญ แต่โดยนัยนี้ เราจะมีสมบัติเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ เลยล่ะครับ

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


บทสคริปท์ อุทิศ / อนุโมทนา กับตนเอง อย่างย่อ

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

เวอร์ชั่นที่ 1 ณ วันที่ 13 มกราคม 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอนพิเศษ สคริปท์ อุทิศ/อนุโมทนา กับตนเอง (อย่างย่อ)

ผมได้ทำการทดลองทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์ทองคำ/โลหะเงิน เป็นสังฆทาน แล้วอุทิศ/อนุโมทนา กับตนเอง ด้วยถ้อยคำต่างๆ ปรากฎว่า การเพิ่มคำบางคำ สามารถให้ผลานิสงส์มากขึ้นอีกครับ แม้โดยรวมแล้ว ผลานิสงส์จากการอนุโมทนาจะหย่อนลงเรื่อยๆ ภายใน 7 วัน, 12 วัน, 21 วัน, 32 วัน, 108 วัน, 1001 วัน, 10001 วัน หลังจากทำบุญ ผมจึงสรุปเป็น demo คร่าวๆ ให้นำไปประยุกต์ใช้กันครับ ท่านใดที่เดินวิชชา แล้วเกรงว่าวิชชาจะสะดุด ขอให้ลองตั้งกายปฏิภาคขึ้นมา เพื่อคอยอุทิศ/อนุโมทนา ครับ

 

เผดียง คุณ HHH นามสกุล PPP ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัยเลขที่ 9876543210 ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2, 3!!!

ข้าพเจ้า, HHH นามสกุล PPP ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัยเลขที่ 9876543210, ขอสำแดงดวงตราประกาศิต (ถ้ามี) ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอเอ่ยอ้างถึง บุญ, บารมี, รัศมี, กำลังฤทธิ์, อำนาจ, สิทธิ, เฉียบขาด, เดชา, ศักดา, ศักดิ์สิทธิ์, วิเศษฯ, พิเศษฯ, สิทธิเดชา, อัศจรรย์, มหัศจรรย์, ศักดิเดชา อีกทั้ง กุศลกายกรรม, กุศลวจีกรรม, กุศลมโนกรรม, กุศลธาตุ, กุศลธรรม และสรรพบรรดาประดามี รวมถึงคุณเครื่องแห่งความดี ที่เกี่ยวเนื่องทั้งปวง ทุกขณะจิต ทุกดวงจิต ทั้งหมดทั้งปวงดังกล่าว ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว ที่มีและเกิดขึ้นทั้งก่อนหน้า, ในขณะระหว่าง, และภายหลังจากการที่ข้าพเจ้าได้ [เอ่ยอ้างรายละเอียดของบุญที่ทำ เช่นถวายมหาสังฆทานโลก] โดยข้าพเจ้าขอน้อมอุทิศสิ่งที่ข้าพเจ้าเอ่ยอ้างมาทั้งหมดทั้งปวงดังกล่าวให้เฉพาะเจาะจงกับข้าพเจ้าเองนับตั้งแต่กายมนุษย์ คือ คุณ HHH นามสกุล PPP ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัยเลขที่ 9876543210 ย้อนถอยขึ้นเรื่อยไปทุกกายกระทั่งถึงกายต้นสายธาตุสายธรรมในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิของข้าพเจ้าเป็นที่สุด [โดยนัยนี้ รวมเป็นข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นสำหรับครั้งนี้] ฉะนี้แล้ว ข้าพเจ้าขออุทิศดังว่านี้ แม้ครั้งที่ 1, ข้าพเจ้าขออุทิศดังว่านี้ แม้ครั้งที่ 2, ข้าพเจ้าขออุทิศดังว่านี้ แม้ครั้งที่ 3 ดังฉะนี้แล.

พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้า, HHH นามสกุล PPP, ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัยเลขที่ 9876543210 ขอสำแดงดวงตราประกาศิต (ถ้ามี) เพื่ออนุโมทนาสาธุการ กับสรรพบรรดาประดามีในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว ที่ตัวข้าพเจ้าเอง ได้อุทิศให้ตนเองดังกล่าวล่าสุดเมื่อสักครู่ ข้าพเจ้าขอน้อมอนุโมทนา สาธุการ แม้ครั้งที่ 1, ข้าพเจ้าขอน้อมอนุโมทนา สาธุการ แม้ครั้งที่ 2, ข้าพเจ้าขอน้อมอนุโมทนา สาธุการ แม้ครั้งที่ 3 ดังฉะนี้แล.

ผนวก คุณ HHH นามสกุล PPP ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัยเลขที่ 9876543210 แม้ครั้งที่ 1, 2, 3!!!


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน จะทำอย่างไร ถ้าทำบุญแล้วไม่ปลื้ม

 

ความปลื้มจากการทำบุญจัดเป็น "ปีติ" ซึ่งในพระอภิธรรมปิฎกได้ระบุไว้ว่า เป็นอารมณ์ของจิตที่ก่อให้เกิดบุญมาก มีลักษณะคล้าย “การเลี้ยงวิชชา” แต่อารมณ์ปีตินี้ก็ไม่เกิดขึ้นโดยง่าย และไม่มีความแน่นอน แม้บางท่านจะพยายาม "บิลท์อารมณ์" หรือจัดองค์ประกอบในการทำบุญให้ปลื้ม เช่นจัดดอกไม้ ติดริ้วธง จัดพิธีกรรมให้ดูยิ่งใหญ่ ขลังและศักดิ์สิทธิ์ แต่อารมณ์ปีติ ก็เป็นเพียงอารมณ์ของฌานชั้นต้น ผู้ที่ได้ธรรมขั้นสูง หรือฌานขั้นสูงหน่อย อย่างเช่นฌาน 3 ถึงฌาน 8 อาจจะไม่มีปีติหรือความปลื้มเลย ซ้ำร้าย บางท่านโดน "เก็บวิชชา" หรือสะดุดใจกับเรื่องไม่พึงประสงค์ ทำให้ไม่ปลื้ม

วิธีแก้ไข เพื่อให้ได้บุญมาก แม้อารมณ์ไม่ปลื้ม ก็คือการ "อุทิศบุญให้กับตนเอง แล้วจึงอนุโมทนากับ ตนเอง" ซึ่งเราต้องเอ่ยอ้างว่า "ด้วยบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด เดชา ศักดิ์สิทธิ์ วิเศษ พิเศษ สิทธิเดชา อัศจรรย์ มหัศจรรย์ ศักดิเดชา และคุณเครื่องแห่งความดีทั้งหลาย อันเกิดขึ้นต่อข้าพเจ้าทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ [การถวายสังฆทานโลก ในวันที่ 111 เดือน 222 ปี 3333 ตามวันเวลาของประเทศไทยในปัจจุบันสมัย] ซึ่งจะส่งผลเฉพาะที่เป็นประโยชน์สุขต่อข้าพเจ้า [และผู้อื่น] ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียวนั้น ข้าพเจ้าขอแสดงมุทิตาจิต และอุทิศสิ่งที่ข้าพเจ้าเอ่ยอ้างดังกล่าวทั้งหมดโดยเฉพาะเจาะจงให้กับตัวของข้าพเจ้าเอง คือ xxx yyy นับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบถอยขึ้นเรื่อยไป กระทั่งถึงกายต้นสายธาตุสายธรรมในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิของข้าพเจ้า แม้ครั้งที่ 1, 2, 3 ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้า คือ xxx yyy ก็ขอแสดงมุทิตาจิตพร้อมอนุโมทนากับตนเองด้วย ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2, 3" เช่นนี้แล้ว เราก็จะได้บุญมากแม้อารมณ์ปลื้มปีติ ไม่แรงกล้าครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


Q&A: ทำอย่างไรจึงจะอนุโมทนาได้โดยไม่ติดค้างสิทธิ์

เราสามารถอนุโมทนาบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด เดชา ศักดิ์สิทธิ์ ... ฯลฯ ที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ ได้ เช่นบุญก่อตั้งพระพุทธศาสนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุโมทนากับพระอาทิตย์ และพระจันทร์ที่ส่องสว่างทั่วจักรวาล อนุโมทนากับสมเด็จองค์ปฐมบรมครูผู้ทรงเป็นต้นพระพุทธวงศ์ทั้งหมด, พระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า, พระอรหันตเจ้า ในอดีตทั้งหมด ปัจจุบัน ทั้งหมด และอื่นๆ

แต่การอนุโมทนาบุญใหญ่ๆ อย่างนี้ จะติดค้างสิทธิ์มากมายครับ ยกเว้นแต่เราจะมีบุญใหญ่มาแลก ด้วยการอุทิศสิทธิ์ให้ก่อน แล้วจึงอนุโมทนาสิทธิ์คืน จากนั้นก็ “แลกสิทธิ์” (swap) กันและกัน เพื่อให้สิทธิ์ที่ค้างกันและกันตกไปทั้งสองฝ่าย โดยไม่เปลืองเนื้อสิทธิ์เดิม แต่ถ้าบุญของเราไม่ใหญ่พอ เราต้องติดค้าง บุญกรรมอาจนำพาให้ได้ไปเกิดเป็นพระพุทธจักรฯ ต้องเฝ้าเมืองพระนิพพาน คอยอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ คือมีกุศลมาก แต่ก็อาจต้องทำงานใช้สิทธิ์ที่ติดค้าง ซึ่งก็นับว่ายังดีกว่าไม่มีบุญกุศลใหญ่อะไรเลย วิธีที่จะแก้ปัญหาสิทธิ์มากน้อยไม่เท่ากันคือ การอุทิศสิทธิ์ และอนุโมทนาสิทธิ์ซ้ำๆ หลายๆ ครั้งกระทั่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์พอ แม้จะมากน้อยไม่เท่ากันครับ

สำหรับบางท่านที่ไม่ค่อยได้ทำบุญทำกุศล เมื่อใกล้จะละโลก หากเพียงแต่ได้น้อมจิตอนุโมทนากับสมเด็จองค์ปฐมบรมครูฯ ผู้ทรงเป็นต้นพุทธวงศ์ทั้งหมด และอนุโมทนากับพระพุทธศาสนาในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว ที่สมเด็จองค์ปฐมบรมครู และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ผ่านมาทั้งหมด รวมถึงในปัจจุบัน และองค์สมเด็จพระพุทธโคดมฯ ได้ทรงก่อตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น ก็จะเป็นบุญใหญ่ก่อนละสังขาร อาจถึงขั้นสามารถเปลี่ยนภพภูมิไปสู่สุคติได้ แม้ไม่เคยทำบุญอะไรครับ ยกเว้นแต่จะทำบาปหนักเอาไว้

วิธีอนุโมทนาบุญ โดย “แลกสิทธิ์” มีดังนี้ครับ

1. อุทิศ "สิทธิ์" ที่เรามีในบุญให้กับอีกฝ่าย แล้ว อนุโมทนา "สิทธิ์" ที่อีกฝ่ายมีในบุญของท่าน

2. อนุโมทนาบุญ บารมี รัศมี กำลังฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด เดชา ศักดิ์สิทธิ์ กับอีกฝ่าย

3. นำสิทธิ์ที่ “อนุโมทนาสิทธิ์” ได้มาเคลียร์ สิทธิ์ที่ติดค้างจากการ “อนุโมทนาบุญ” ฯลฯ

4. อีกฝ่ายนำสิทธิ์ที่เราอุทิศให้ มาอนุโมทนาบุญ ฯลฯ ของเราแล้วเคลียร์สิทธิ์ติดค้าง

5. สิทธิ์ ที่อุทิศ และสิทธิ์ ที่อนุโมทนา swap แลกกันและกัน ระหว่างสองฝ่าย แล้วเป็นอันตกไป

6. ต่างฝ่ายต่างได้บุญที่อนุโมทนา แล้วไม่ติดค้างสิทธิ์ต่อกันและกัน

7. จะทำฝ่ายเดียวก็ได้ แต่จะไม่แฟร์ครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

Q&A: ทำไมจึงต้องทำบุญอาศัยเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายบุญในการแก้บาปกรรม

สาเหตุที่ผมแนะนำให้ทำบุญใหญ่โดยระบุบนหน้าซองหรือเอกสารบริจาคหรือทำบุญ ให้เครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายบุญเข้าล็อคแล้วถอนหรือกำกับผังบาปกรรม ก็เพราะผังบาปกรรมนั้นตั้งขึ้นโดยเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายบาป ดังนั้นก็อาศัยเครื่องฝ่ายบุญแก้โปรแกรมของเครื่องด้วยกัน ไม่ต้องใช้วิชชา อำนาจญาณ หรืออธิษฐานครับ

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

 

นานาสาระ: ตอน ถอนคำอธิษฐานด้วยสิทธิ์

เคยบ้างไหมครับ ที่เราได้อธิษฐานอะไรๆ อย่างคนไม่รู้ประสา หรือไม่รอบคอบพอ โดยเฉพาะเรื่องความรัก เช่นอธิษฐานกับแฟนเก่าตอนทำบุญว่าขอเป็นเนื้อคู่กันไปทุกภพชาติ แต่พออยู่ๆไป เกิดมีความบาดหมาง ต้องแยกทางกันแล้ว แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับคำอธิษฐานที่เคยทำเอาไว้

ในทางวิชชานั้น เรามีวิธีการเรียกว่า "ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์" เพื่อรื้อผังที่ตั้งขึ้นจากคำอธิษฐานครับ นี้เป็นทาง "วิชชา" ซึ่งครูวิชชาท่านเคยอธิบายไว้แล้วว่า เครื่องธาตุเครื่องธรรมจะเป็นผู้กำหนดอานิสงส์จากการทำบุญ โดยการอธิษฐานเวลาทำบุญ ก็ถือเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมนำข้อมูลป้อนเข้า (input) เหล่านั้นมาประมวลเพื่อกำหนดผังกรรมานิสงส์แห่งบุญ พร้อมทั้งเบิกบุญส่วนหนึ่งมาเป็นพลังงานขับเคลื่อนผังสำเร็จ แล้วส่งกลับมาเก็บไว้ในกายมนุษย์ ซึ่งการใช้วิชชาดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ หรือมลายส่วนละเอียดของผังที่ตั้งขึ้นจากการทำบุญที่เราเคยอธิษฐานผิดพลาดเอาไว้ จะต้องหมดเปลือง ประดาวิชชาหรือ หมดเปลืองละเอียดขึ้นอยู่กับความแน่นและขนาดของผัง เหมือนใช้ยางลบ ลบข้อความที่เขียนเอาไว้ด้วยดินสอ ยางลบก็หมดเปลืองไป แล้วข้อความบนกระดาษที่เขียนด้วยดินสอก็หายไปครับ

แต่สำหรับ "โดยสิทธิ์" ผมมีวิธีคือ ให้เล่น "ผวนคำอธิษฐาน" ซ้ำๆ กันตอนทำบุญ หรืออุทิศ/อนุโมทนาบุญให้ตนเอง เช่น เราเคยอธิษฐานว่า "ขอให้ได้ครองรักกับก๋อยศรีไปทุกชาติ" แต่เมื่อเราเลิกรากับก๋อยศรีแล้ว เราก็ต้องมาอธิษฐานแก้ไขกัน โดยอธิษฐานว่า "ด้วยบุญกุศลนี้.. ชาติทุกไปศรีก๋อยกับรักครองได้ให้ขอ" โดยกล่าว 3 ครั้ง ถ้าทำในวิชชาได้ด้วยจะยิ่งแรงครับ เป็นการเล่นสิทธิ์รูปแบบหนึ่งเพื่อถอนคำอธิษฐาน ส่วนการเล่นสิทธิ์ในลักษณะอื่นๆ ก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการเล่นของแต่ละท่าน แต่การเล่นสิทธิ์ ก็มักจะหมดเปลืองสิทธิ์ด้วยเหมือนกัน วิธีการผวนคำอธิษฐานจึงเป็นวิธีที่ประหยัด และได้ผล เพียงแต่ต้องทราบว่าเคยอธิษฐานไว้ว่าอย่างไร จะได้ผวนอย่างถูกต้องตามรอยเดิม ซึ่งถ้าผู้เล่นมีวิชชาด้วย ก็จะประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เล่นสิทธิ์ "โมฆะกรรม"

พระพุทธศาสนาสอนว่า บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป ไม่สามารถลบล้างกันและกันได้ ต่างจากศาสนาอื่น ที่มีพิธี “ล้างบาป” แต่ชาวพุทธก็อาจจะรู้สึกคลางแคลงว่า น้ำจะล้างบาปได้อย่างไร ที่นิยมทำกันในหมู่ชาวพุทธก็มีแต่การ “แก้กรรม” ซึ่งนิยมทำบุญสะเดาะเคราะห์ โดยส่วนใหญ่มักจะทำบุญในสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามกับบาป เช่นหากเคยทำแท้ง ก็ให้ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ถวายสังฆทานอุทิศให้ทารก แต่เมื่อเราทราบกลไกการทำงานของบุญและบาปแล้ว เราสามารถแก้ไข "บาปกรรม" โดย "เล่นสิทธิ์" ไปตามระบบของกฎแห่งกรรมได้ครับ

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องกรรม มีอยู่ประการหนึ่งที่ใช้คำว่า "กรรมกลายเป็นอโหสิกรรม" ซึ่งปกติแล้วจะเป็นกรรมที่ส่งผลมากพอกระทั่งหมดกำลังบาปกรรมไปเอง หรือเป็นกรรมที่มีวิบากบุญใหญ่ อย่างมรรคผลนิพพานมาตัดหน้าไป ดังเช่นตัวอย่างของพระองคุลีมาลย์ ที่ฆ่าคนมามาก แต่บรรลุเป็นพระอรหันต์ คือได้มรรคผล ก็เป็นวิบากบุญใหญ่นำพาเข้าพระนิพพาน ไม่ต้องไปชดใช้กรรมในนรก

สำหรับการแก้ไขปัญหาบาปกรรม ที่เราพลาดพลั้งกระทำลงไป ด้วยเทคนิคการเล่นสิทธิ์ ผมมีวิธีแก้ไขคือ "ทำบุญใหญ่อันเป็นปรปักษ์ต่อบาปกรรม" แล้วเขียนจ่าหน้าซองหรือระบุก่อนถวายทานหรือทำบุญว่า “ขอบุญจากการปล่อยโคกระบือนี้จงเป็นพลวปัจจัยดลบันดาลให้บาปกรรมจากการล่าสัตว์ของข้าพเจ้าทั้งหมดในปัจจุบันชาติจงกลายเป็นโมฆะ คือเป็นอโหสิกรรม ขอให้บุญนี้คอยกำกับผังบาปกรรมจากการฆ่าสัตว์ของข้าพเจ้าเอาไว้อยู่เสมอๆ ตลอดไป เมื่อใดก็ตามที่บาปกรรมจากการล่าสัตว์จะส่งผล ขอบุญจากการปล่อยโคกระบือ จงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์จากร้ายให้กลายเป็นดี เพื่อให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากบาปกรรม ทุกครั้ง ทุกคราไป ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3!!!”

ดังนี้แล้ว หลังจากทำบุญไปแล้ว เราก็สามารถเอ่ยอ้างบุญนี้ซ้ำๆ กันเรื่อยๆ แล้วอุทิศให้กับตนเอง รวมถึงสัตว์ที่ถูกเราล่าฆ่าไป ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แล้วเราก็อนุโมทนาบุญกับตัวเองในบุญนี้บ่อยๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า “ผังบุญ” ที่จะทำให้บาปเป็นอโหสิกรรม หรือเป็นโมฆะ ก็จะแรงขึ้นๆ ตามลำดับ คอยตัดกำลังผังบาปไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเราอุทิศบุญบ่อยๆ อนุโมทนาบ่อยๆ ทำบุญแบบเดียวกันบ่อยๆ แล้วอุทิศ/อนุโมทนาบ่อยๆ สม่ำเสมอ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ ซึ่งเราต้องพิจารณาด้วยว่า ผังบาปกรรมแรงมากเพียงใด แล้วคำนวณประเมินดูว่า ต้องทำบุญให้แรงมากน้อยเพียงใด จึงจะมีกำลังมากพอเพื่อ “คานกำลัง” กัน แล้วถ้าหากท่านใดเป็นผู้ทรงวิชชา จะทำในวิชชา ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนท่านที่ชำนาญ “เล่นสิทธิ์” อาจถึงกับสามารถถอนผังบาปออกได้ด้วยผังบุญ แล้วผังดับไปทั้งคู่ อุปมาเหมือนบุคคลเป็นฝี (ผังบาปกรรม) แล้วนำแผ่นกอเอี๊ยะดูดฝีมาแปะไว้ที่ผิว (ผังบุญ) แผ่นกอเอี๊ยก็จะดูดฝีออกมาจนแห้ง แล้วแผ่นกอเอี๊ยะนั้นก็จะหมดฤทธิ์ยาไปครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: คำกล่าว อุทิศ/อนุโมทนา โดยพิสดาร

สงวนลิขสิทธิ์ โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

ฉบับที่ 1 ณ วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


1.  กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย

2.  กล่าว “นะโม ตัสสะฯ” 3 จบ

3.  “เผดียง นาย xxx นามสกุล yyy (ชื่อนามสกุลตนเอง) ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัย เลขที่ zzzzzzzzzz ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3.”

4.  “ข้าพเจ้า นาย xxx นามสกุล yyy ขอสำแดงดวงตราประกาศิตเพื่อทำพิธีอุทิศต่างๆ ในกาลบัดนี้”

5.  “ข้าพเจ้า นาย xxx นามสกุล yyy ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัย เลขที่ zzzzzzzzzz ขอเอ่ยอ้างถึงทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, สัจจะ, ขันติ, เมตตา, อธิษฐาน, อุเบกขา, บุญ, บารมี, รัศมี, กำลังฤทธิ์, อำนาจ, สิทธิ, เฉียบขาด, เดชา, ศักดิ์สิทธิ์, ทรัพย์ในธาตุ, สินในธรรม, โลกียทรัพย์, โลกุตรทรัพย์, อริยทรัพย์, มนุษยสมบัติ, สวรรค์สมบัติ, นิพพานสมบัติ, ธรรมสมบัติ, มรรคผล นิพพาน, วิชชาและจรณะ, กุศลธาตุ, กุศลธรรม, กายสิทธิ์, รัตนะ และบรรดาอันประดามีของข้าพเจ้าในธาตุธรรมของข้าพเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น อันตั้งอยู่ และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิ แต่เพียงส่วนเดียว สำหรับข้าพเจ้า โดยขอยกเว้นที่เกี่ยวเนื่องและเกี่ยวข้องกับหมู่คณะวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย และพวก ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ทั้งในโลกนี้ และต่างภพต่างภูมิ และไม่เกี่ยวเนื่องและเกี่ยวข้องกับบุคคล และ/หรือ คณะบุคคล และ/หรือ องค์กร หน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ ซึ่งหากทำการอุทิศ/อนุโมทนา แล้วจะเป็นโทษหรือเสียประโยชน์ต่อข้าพเจ้า”

“ข้าพเจ้า นาย xxx นามสกุล yyy ขอสำแดงดวงตราประกาศิต (ถ้ามี) แล้วขอเอ่ยอ้างสิ่งต่างๆนาๆ บรรดาอันประดามีของข้าพเจ้าดังกล่าว ซึ่งมีข้อยกเว้นแล้วนั้น แล้วน้อมอุทิศทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างเฉพาะเจาะจงให้กับตัวของข้าพเจ้าเอง (หรือจะมีผู้อื่นก็ได้ แต่จะติดค้างสิทธิ์กันและกัน แล้วทำให้ซับซ้อนขึ้น หรือมีปัญหาในวิชชาภายหลัง) คือ นาย xxx นามสกุล yyy ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัย เลขที่ zzzzzzzzzz ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, แม้ครั้งที่ 2 และ แม้ครั้งที่ 3.

”ข้าพเจ้า นาย xxx นามสกุล yyy ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัย เลขที่ zzzzzzzzzz ขอสำแดงดวงตราประกาศิต (ถ้ามี) เพื่อน้อมรับอนุโมทนาสาธุการในสิ่งต่างๆ นาๆ บรรดาอันประดามี ที่ตัวของข้าพเจ้าเองได้เอ่ยอ้างถึงแล้วอุทิศให้ข้าพเจ้าเองล่าสุดเมื่อสักครู่นี้ ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าขออนุโมทนาสาธุการ แม้ครั้งที่ 1, ขออนุโมทนาสาธุการ แม้ครั้งที่ 2 และ ขออนุโมทนาสาธุการแม้ครั้งที่ 3”

“ด้วยผลานิสงส์นี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นบุคคลผู้สมบูรณ์แบบในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการ อันเหมาะควรต่อข้าพเจ้า และสอดคล้องกับธาตุธรรมฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว รวมถึงเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานอันยั่งยืน และประโยชน์สุข ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียวสำหรับหรับข้าพเจ้ามากยิ่งๆ ขึ้นไป นับจากวันนี้เป็นต้นไป อย่างยั่งยืน [ตลอดไป] เทอญ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ!”

6.  “ผนวก นาย xxx นามสกุล yyy ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน [ชาวไทย] ในปัจจุบันสมัย เลขที่ zzzzzzzzzz แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3.”

7.  “ข้าพเจ้าขอสำแดงดวงตราประกาศิต (ถ้ามี) เพื่อเป็นการปิดพิธีในครั้งนี้ต่อจากนั้นให้กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี.

* * * * * * * * * * * * * * * * * *


นานาสาระ: ตอน เล่นสิทธิ์ในศีล

"ศีล" เป็นองค์คุณหนึ่งใน "จรณะ 15" ที่เอื้อต่อศักยภาพของ "วิชชา" เหตุเพราะวิชชาทั้งหลายล้วนตั้งอยู่บนจรณะ ส่วนบุคคลที่ "ทุศีล" แต่ยังมีวิชชาได้ ก็เพราะโดยมากแล้วจะเป็น "มิจฉาวิชชา" ครับ แต่วันนี้เราจะยังไม่ขอเอ่ยถึงเรื่อง ศีลในวิชชา แต่จะแบ่งปันความรู้เรื่องการเล่นสิทธิ์ในศีล

ชาวพุทธที่ศึกษาธรรมะมามากคงพอทราบว่า ศีล 5 เป็นศีลขั้นพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป และศีล 5 นี้ ก็มีมาก่อนตั้งแต่องค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงถือพระประสูติกาล ส่วนศีล 8 เป็นศีลเริ่มแรกของบรรพชิต ส่วนศีลของสามเณร พระภิกษุ พระภิกษุณี นั้นแตกต่างกันไปตามพุทธกาล บางยุคที่มนุษย์มีกิเลสเบาบาง สิกขาบทหรือพระวินัยสำหรับพระสงฆ์มักจะมีน้อยข้อ

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงประสงค์จะบัญญัติศีลสิกขาบทเพิ่มครับ เพราะเมื่อสิกขาบทมาก การบรรลุธรรมในพระศาสนามักจะมีน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าสิกขาบทน้อยไป พระศาสนาก็คลอนแคลน พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งกฎระเบียบเยอะมากไป ก็พลอยทำให้พระสงฆ์ตึงเครียดอยู่กับความเคร่งครัด ระแวดระวังกังวล ในการปฏิบัติตามพระวินัย ทำให้อารมณ์ "ตึงไป" ไม่เป็นกลาง ขาดมัชเฌนธรรม แล้วถ้าทำผิด ก็จะกลายเป็นบาปติดค้าง หากปลงอาบัติไม่ตก พระที่อาบัติติดค้างมากๆ ก็มักจะเป็นเครื่องถ่วง ไม่ให้บรรลุธรรมโดยง่าย ยกเว้นบางรูปที่บุญกรรมส่งผลให้เป็นไปได้ หรือมีอัธยาศัยชอบความเคร่งครัดเหมือนอย่างพระมหากัสสปะ ผู้เลิศทางธุดงควัตร ครั้นจะบัญญัติสิกขาบทน้อย พระสงฆ์ก็จะขาดกฎระเบียบที่ดีและมากพอคอยล้อมกรอบกำหนดความประพฤติ เป็นเหตุให้ปฏิบัติในทางเสื่อมเสียต่อพระศาสนาได้

ผมเกริ่นมายืดยาวขนาดนี้แล้ว ก็ขอลัดเข้าตรงประเด็นเลยว่า “ศีล” มีความสำคัญสำหรับผู้ทรงวิชชา เพราะไม่ว่าวิชชาจะตรงทาง หรือเบี่ยงเบนไป จะเป็นไปตามที่ครูบาอาจารย์สอน หรืออย่างไร อย่างน้อยขอให้มีศีล เป็นกรอบกำหนด มิฉะนั้นแล้ว จะเห็นผิดเป็นชอบไปได้ เพราะในวิชชา ก็มีเห็นได้ต่างๆ กันไป ตามกำลังญาณทัสสนะของแต่ละท่าน บางท่านญาณละเอียดกว่า อาจแกล้งกันด้วยการส่งภาพเข้ามาหลอกรู้หลอกญาณกันเลยก็มี ทำให้สำคัญผิด อย่างน้อย ไม่ว่าจะเห็นเป็นไปอย่างไรในวิชชา ก็อย่าทำผิดศีลครับ ไม่ว่าจะเป็นศีลของฆราวาส หรือบรรพชิต

ทีนี้ ตามปกติแล้ว ชาวพุทธทั่วไปอาราธนาศีลตาม "พิธีกรรม" จะอาราธนาแบบ "ครบชุด" คือ "ศีล 5" หรือ "ศีล 8" ซึ่งหากมีข้อใดข้อหนึ่งขาด ข้อที่เหลือก็จะขาดแบบ "ยกชุด" ไปพร้อมๆ กัน เพราะเวลาพระให้ศีล ท่านให้มาแบบนั้น ตามพิธีกรรมที่ทำต่อๆ กันมา แต่ถ้าเราจะแก้ไขปัญหานี้ เราสามารถ "อาราธนาศีลแยกข้อ" ซึ่งอาจจะต้องอาราธนาเองต่อหน้าหิ้งพระที่บ้าน โดยกล่าวคำอาราธนาศีลเป็นภาษาไทยก็ได้ แล้วปิดท้ายว่า "ข้าพเจ้าขออาราธนาศีล 5 แต่ละข้อ ละข้อ แยกต่างหากกัน ทั้งหมดมี 5 ข้อด้วยกัน หากมีข้อใดข้อหนึ่งขาด ข้อที่เหลือไม่พึงขาดตามไปด้วย พึงขาดเฉพาะข้อนั้นๆ ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3"  โดยนัยนี้ ถือเป็นการ “เล่นสิทธิ์” กับศีล และเป็นไปตามที่เรากำหนด

ฉะนั้น เมื่อเราอาราธนาศีลแบบแยกข้อ หากเผลอทำศีลขาด 1 ข้อ เราก็จะเหลือศีล 4 ซึ่งเวลาเราอาราธนาใหม่ เราสามารถต่อศีล โดยอาราธนาซ้ำเฉพาะในข้อที่ขาด หากเรามีสติรู้เท่าทันระลึกได้ว่าเป็นข้อใด โดยกล่าวปิดท้ายว่า “ข้าพเจ้าขออาราธนาศีลกลับคืนอีกหนึ่งข้อ รวมกับของเดิมแล้วเป็น 5 ข้อ แต่ละข้อแยกต่างหากกัน ดังนี้แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3” หลายๆ ท่านทำตามพิธีกรรม แล้วมีศีล 5 หรือศีล 8 พอศีลขาด 1 ข้อ ก็กลายเป็นคน "ไม่มีศีล" ไปเลย แล้วถ้าหากอาราธนาศีลเองไม่เป็น ก็รอจนกว่าจะได้เข้าวัดถวายภัตตาหาร หรือสังฆทานคราวหน้า ก็ต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีศีลเลย ไปพลางๆ จนกว่าพระจะให้ศีลใหม่อีกครั้ง ซึ่งบางครั้งก็กินเวลายาวนานสำหรับบางท่าน ซึ่งเข้าวัดทำบุญเฉพาะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือช่วงเทศกาล

ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้เรายังคงมีศีลอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะกี่ข้อ แล้วเราก็ได้บุญต่อเนื่อง จากการมีศีล คือระหว่างที่เรามีศีล 4 ข้อ เมื่อเปรียบเทียบกับศีล 5 หรือศีล 8 ที่ขาดไปทั้งชุด ทำให้อยู่อย่างคนไม่มีศีล แต่การเล่นสิทธิ์ในศีลนั้น เราจะยังได้บุญจากการมีศีล 4 ข้อต่อไป ดังนี้ครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน อุทิศ/อนุโมทนา โดยพิสดาร

การอุทิศ/อนุโมทนาบุญนั้น ถือเป็นบุญกริยาวัตถุใน 10 ประการ ซึ่งทำให้ได้บุญเพิ่ม เพราะใจเราเป็นกุศลเพิ่ม ไม่ได้เกิดจากการแบ่งเนื้อบุญจากส่วนของเจ้าของผู้ทำบุญออกมาให้เรา อุปมาผู้ทำบุญเหมือนแท่งเทียนที่จุดไฟส่องสว่างอยู่ แล้วผู้อนุโมทนาคือกระจกเงาที่ตั้งสะท้อนเงาแท่งเทียนนั้น ทำให้สว่างเพิ่ม แต่ดังที่ผมได้เคยเกริ่นไว้แล้วว่า การอุทิศ/อนุโมทนาบุญนั้น มีทั้งแบบที่เจ้าตัวไม่รับรู้รับทราบ กับแบบที่เจ้าตัวรับรู้รับทราบ แล้วตอบรับ หรือไม่ตอบรับ ซึ่งอานิสงส์แห่งกรรมก็จะแตกต่างกันไป

การอุทิศ/อนุโมทนาบุญกับผู้อื่นนั้นได้บุญมากขึ้นมาก็จริง แต่จะ "ติดสิทธิ์" (อีกแล้ว ^^) เพราะเจ้าของบุญมีสิทธิ์จะถอนพันธะผูกพันได้ทุกเมื่อ และอานิสงส์ของบุญก็คือ ผู้อุทิศจะได้บุญเพิ่มและมี “สิทธิ์” มากขึ้นใน “กรรมะพันธะ” ในขณะที่ผู้อนุโมทนาก็ได้บุญเพิ่มและจะได้มีส่วนใช้สอยสมบัติ “กรรมมานิสงส์” แต่จะต้องทำงานให้กับเจ้าของบุญ คือจะต้องไปเป็นบริษัทบริวารของเจ้าของบุญ แล้วร่วมกินร่วมใช้กองสมบัติอันเกิดจากบุญที่ร่วมอนุโมทนา ถ้ามีบุญเป็นของตนเองมากอยู่ด้วย ก็จะได้ทำงานให้ในลักษณะของ “บริษัทผู้รับเหมาช่วง” (sub-contractor) ยกเว้นแต่จะทำบุญสมทบด้วย ก็จะได้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น ในกรณีนี้ก็จะมีส่วนได้ของตนแยกต่างหาก แล้วถ้าไปเกิดในสวรรค์ หรือในนิพพาน ถ้ากำลังบุญของผู้อนุโมทนาไม่มากพอ หากเคยอนุโมทนาบุญใหญ่กับใครไว้ ผู้อนุโมทนาก็อาจจะต้องไปเป็นบริวารในวิมานของเจ้าของบุญนั้น แต่ถ้ามีบุญมากพอ ก็จะมีวิมาน แต่อยู่ในเขตการปกครองของสวรรค์หรือ “วงศ์บุญ” ของหัวหน้าเทวดาที่เราเคยอนุโมทนาไว้

ดังนี้แล้ว ผมจึงแนะนำว่า ให้เราทำบุญด้วยตนเอง แล้วอุทิศบุญให้ตนเอง พร้อมกับอนุโมทนาบุญกับตนเอง ทำได้บ่อยๆ จะได้บุญเพิ่มฟรีๆ โดยไม่ติดค้างสิทธิ์ของใคร (ยกเว้นบางกรณี เช่นทำในนามคณะ หรือครอบครัว) แต่ต้องระวังเวลาอนุโมทนากับบุญใหญ่ที่ทำไว้กับสำนักวิชชา อาจทำให้วิชชาของสำนักสะดุด เพราะบุญถล่มลงมาเพิ่มอย่างไม่ทันตั้งตัวขณะเดินวิชชาอยู่ โดยผลบุญคือ เราจะได้เป็นเจ้าของกองสมบัติ จากกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้ ยกตัวอย่างเช่น เราก่อตั้งบริษัทขึ้น แล้วก็ทำงานรับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ คือตนเองก่อตั้งด้วย ถือหุ้นด้วย แล้วก็มีตำแหน่งทำงานรับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองอีกต่อ กรรมจะส่งผลทำนองนี้ครับ

สำหรับบทความนี้ ผมขอแนะนำ “การอุทิศ/อนุโมทนา โดยพิสดาร” คือ "ขออุทิศบุญ, อุทิศบารมี, อุทิศรัศมี, อุทิศกำลังฤทธิ์, อุทิศอำนาจ, อุทิศสิทธิ, อุทิศเฉียบขาด, อุทิศศักดิ์สิทธิ์, อุทิศวิชชา (และอื่นๆ) ให้กับตัวข้าพเจ้าเอง ผู้มีชื่อว่า xxx yyy ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3 และขอน้อมอนุโมทนาบุญ, อนุโมทนาบารมี, อนุโมทนารัศมี, อนุโมทนากำลังฤทธิ์, อนุโมทนาอำนาจ, อนุโมทนาสิทธิ, อนุโมทนาเฉียบขาด, อนุโมทนาศักดิ์สิทธิ์ และอนุโมทนาวิชชา (และอื่นๆ) กับตัวของข้าพเจ้าเอง ที่ได้อุทิศให้กับตนเองดังกล่าวด้วย เฉพาะในส่วนที่มีการประกอบเหตุและผลานิสงส์ อันเป็นประโยชน์สุข ตั้งอยู่ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิ แต่เพียงส่วนเดียว ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3.”

การอุทิศ/อนุโมทนา กับบุญ และสิ่งต่างๆ อย่างเช่น อุทิศ/อนุโมทนาความรู้, อุทิศ/อนุโมทนากุศลกรรม, อุทิศ/อนุโมทนาธาตุ, อุทิศ/อนุโมทนาธรรม, อุทิศ/อนุโมทนาทาน อุทิศ/อนุโมทนาศีล, อุทิศ/อนุโมทนาภาวนา, อุทิศ/อนุโมทนาสมาธิ, อุทิศ/อนุโมทนาปัญญา, อุทิศ/อนุโมทนาวิมุติ, อุทิศ/อนุโมทนาวิมุติญาณทัสสนะ, อุทิศ/อนุโมทนาวิชา, อุทิศ/อนุโมทนาวิชชา, อุทิศ/อนุโมทนามนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ, อุทิศ/อนุโมทนาโลกียทรัพย์, อุทิศ/อนุโมทนาโลกุตรทรัพย์, อุทิศ/อนุโมทนา ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี อุเบกขาบารมี, อุทิศ/อนุโมทนาลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข, มรรคผล,  และนิพพาน ฯลฯ สามารถใช้ได้กับตนเอง และผู้อื่น ในกรณีต่างๆ ตามแต่จะประยุกต์ใช้

วิธีอนุโมทนาพิสดารดังนี้ จะมีทำให้ผู้อนุโมทนาได้รับส่วนในกรรมานิสงส์ แต่ผู้อนุโมทนาอาจไม่ทราบได้ว่า เจ้าของบุญทำมิชอบใดๆ ไว้หรือไม่ ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น จึงต้องเอ่ยอ้างล้อมกรอบไว้ ว่าขออนุโมทนาเฉพาะเหตุที่ประกอบไว้ และผลานิสงส์อันจะเกิดขึ้น ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข อันตั้งอยู่ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น เพื่อมิให้ “ติดวิบัติ”

การอนุโมทนาเช่นนี้ ถ้าทำกับคนอื่น พึงตระหนักว่า เราอาจจะได้ไปเกิดเป็นบริวารบุญของท่าน ซึ่งถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่เรานับถือคุ้นเคยกันมานาน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ที่เรายังไม่รู้จักมักคุ้นดีพอ ก็ขอให้ระมัดระวังไว้บ้าง เพราะท่านสามารถเรียกสิทธิ์ หรือเพิกถอนสิทธิ์ มีผลต่อชีวิตของเรา หรือทำให้อานิสงส์ต่างๆ หายไป แต่วิธีอุทิศ/อนุโมทนา พิสดารนี้จะเป็นประโยชน์มาก หากอุทิศและอนุโมทนาให้กับตนเองเป็นหลัก แต่ถ้าหากเราอุทิศหรืออนุโมทนาแล้วมาทราบภายหลังว่า กรณีนั้นไม่ถูกต้อง เราก็สามารถ "ถอนอุทิศ และถอนอนุโมทนา" นั้นได้ในภายหลัง เป็นการ "เล่นสิทธิ์" ประการหนึ่ง

บางท่านอาจจะรู้สึกว่า ทำไมไม่อุทิศบุญให้กับบรรพบุรุษ บุพการี ญาติมิตร หรืออนุโมทนาบุญกันแบบทั่วไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมชาวพุทธอันดีงาม ทำไมต้องอุทิศ และอนุโมทนาให้กับตนเอง? สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ในโลกแห่งวิชชา ผู้ทรงวิชชาสามารถนำบุญไปเติม ไปส่งให้กับหมู่ญาติได้โดยตรง ไม่ต้องอุทิศกันให้มีพิธีรีตองมากมาย หรือเจ้าประกาศิต ก็สามารถนำ “สายบุญสันวิวัฏฐายี” ไปใส่ให้กับหมู่ญาติได้เลย ไม่ต้องมาอุทิศ/อนุโมทนากันตามปกติ ซึ่งบางทีท่านได้สุคติแล้ว อยากจะเที่ยวเล่น เพลิดเพลินอยู่ในสวรรค์ หรือสงัดอยู่ในเมืองนิพพาน การอุทิศ/อนุโมทนา อาจจะกลายเป็นการรบกวนท่านด้วยซ้ำ ยกเว้นแต่จะทำบุญใหญ่ๆ ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับท่าน และภพภูมิอันเป็นที่อยู่ของท่านได้มาก ก็ควรอุทิศ/อนุโมทนากันบ้าง ส่วนที่ผมเคยแนะนำวิธีเขียนจ่าหน้าซองทำบุญ ว่าจะกำหนดให้ผู้รับบุญเป็นเจ้าของบุญเต็มๆ ได้อย่างไร แทนที่จะทำได้แค่อนุโมทนารับบุญ 5 – 15% ในครั้งเดียว ซึ่งอานิสงส์ไม่ยั่งยืน ก็เป็นวิธีการที่ดีกว่าครับ ส่วนการอุทิศ/อนุโมทนาบุญกับตนเองนั้น ได้บุญเพิ่มฟรีๆ  อยู่ว่างๆ นึกถึงได้เมื่อไรก็ทำ ดังฉะนี้ครับ.


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน รัศมีกายมาจากไหน?

“รัศมีกาย” ทั้งของกายมนุษย์, ทิพย์, พรหม, อรูปพรหม, กายธรรม, กายพระจักรพรรดิ ล้วนมีความสำคัญ เพราะสรรพสัตว์ส่วนใหญ่มีปกติยินดีในความสว่าง อันขับไล่ความมืด เพราะความสว่างนั้นให้ประโยชน์ ทำให้สามารถมองเห็น เพื่อการทำกิจต่างๆ ได้มากกว่า ให้ความรู้สึกปลอดภัย เห็น และแยกแยะได้ ว่าสิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ อีกทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกความสวยงาม เหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้า ยามเย็น แสงจันทร์คืนวันเพ็ญ และแสงดาวอันสุกสกาว แสงรัศมีเหล่านี้ล้วนเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าสรรพสัตว์ ใครก็ตามที่มีรัศมีในตัวเอง ก็มักจะเป็นที่นับถือ เคารพเลื่อมใส เหมือนองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงมีปกติแผ่รัศมีฉัพพรรณรังสีออกไปข้างละ 2 วา เป็นที่ประทับใจของผู้พบเห็น ก่อให้เกิดศรัทธา ประหยัดเวลาในการโปรดสัตว์ และข่มผู้ที่มีมานะได้ไปในตัว ในบทความนี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงที่มาของรัศมีกายทั้งกายมนุษย์ กายทิพย์ กายธรรม กายพระจักรพรรดิกันครับ

ก่อนอื่นขอเอ่ยถึงพื้นฐานแรกของพลังงานรัศมี นั่นก็คือ “บุญ, บารมี, รัศมี, กำลังฤทธิ์, อำนาจ, สิทธิ, เฉียบขาด และ ศักดิ์สิทธิ์” คือ ธาตุบุญที่สะสมแล้วตกผลึกเป็นมวลกัมมันตรังสีสะสมตามลำดับชั้น ทำครั้งเดียวก็ได้ครบทั้งหมด แต่ได้มากไปหาน้อยตามลำดับครับ เช่น ทำบุญใส่บาตร ได้บุญ 100 หน่วย, พร้อมกับบารมี 10 หน่วย, รัศมี 5 หน่วย, กำลังฤทธิ์ 2.5 หน่วย, อำนาจ 1 หน่วย, สิทธิ 0.5 หน่วย, เฉียบขาด 0.1 หน่วย และ ศักดิ์สิทธิ์ 0.001 หน่วย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพลังงานที่มีรัศมี ต่างว่ามากน้อย และเกิดขึ้นจากการใส่บาตรครั้งเดียวกัน ผู้ที่มีพลังงานเหล่านี้มาก ก็จะมี “รัศมีบุญ” แผ่ออกมา

ส่วนผู้ที่มี “อายุธาตุ” ว่าเท่าไรๆ หมายถึงหน่วยเวลาสะสมของการทำความดีด้วยกาย, วาจา และใจ แต่ละขณะนับเป็นหน่วยหนึ่งๆ ถ้าทำความดี 100 ครั้ง ใน 1 ปี อายุธาตุสะสมจะมากกว่าคนที่ทำความดีเพียง 10 ครั้ง ใน 1 ปี แม้จะผ่านกาลเวลา 1 ปี เท่าๆ กัน

ส่วน “อายุบารมี” คือหน่วยกาลเวลา ของธาตุบุญ ที่ควบแน่น อันสืบเนื่องมาจากอายุธาตุ เช่น 1 แสนกัปป์, 20.1 อสงไขย, 40.1 อสงไขย, 80.1 อสงไขย ทั้งนี้เพราะบารมีไม่ได้ควบแน่นตกผลึกตามปริมาณบุญ แต่เป็นการ “สนธิ” กันระหว่าง อายุธาตุ คือความถี่สะสม (frequency), ความทุ่มเท (intensity & commitment), อินทรีย์ 5 (motivation), ศีล สมาธิ ปัญญา คือคุณอันเป็นเครื่องบ่ม (cultivating agents), ธรรมอันบ่มเพาะได้ (10 perfected virtues) และกาลเวลา (timing) อุปมาเหมือนการอบขนมปัง ที่อาศัยทั้งความร้อนอันเหมาะสม, ส่วนผสมของมวลก้อนขนมปังอันเหมาะสม ผ่านกาลระยะเวลาอันเหมาะสม ก็จะได้ขนมปังที่พองสุกพอดี รับประทานได้

สำหรับ “อายุธรรม” คือความถี่สะสมเหมือนอายุธาตุ แต่ไม่ได้นับเอาความดีที่ทำด้วยกาย วาจา ใจ อายุธรรมคือ “ขณะ” ที่ตรึกอยู่ใน ศีล, สมาธิ, ปัญญา คือปิฎก 3 ที่ฝ่ายบุญส่งมาหล่อเลี้ยง และเป็นมูลเหตุแห่งการได้อายุธาตุ กล่าวคือ ตรึกอยู่ในธรรมบ่อยๆ ก็คิดดี พูดดี ทำดี เพียงแต่ว่า อายุธรรมนั้นเราแยกแยะออกมาว่า ใจเป็นศีล สมาธิ ปัญญา มากหรือน้อย นานหรือไม่นาน อ่อนหรือแก่ ถ้าแก่ก็เป็น อธิศีล, อธิจิต, อธิปัญญา หรือปฐมมรรค มรรคจิต, มรรคปัญญา, โคตรภู, โสดาบัน, สกิทาคามี, อนาคามี, อรหัต, ปัจเจกโพธิญาณ และพระสัมมาสัมโพธิญาณ ลุ่มลึกกว้างไกลไปตามลำดับขั้น ธรรมนี้เองที่เป็น “เครื่องบ่มธาตุ” คือ กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม ในบุญกริยาวัตถุ 10 เครื่องก่อเกิด “ธาตุบุญ” ให้กลายเป็นบารมีประเภทต่างๆ

ผู้ที่มี “ธาตุแก่” คือการอาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ ทั้งภายในตัว และนอกตัว เพื่อทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ โดยมี ปัญญา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ คืออินทรีย์ 5 เป็นตัวขับเคลื่อน ยิ่งทำมาก 18 กาย และกายในวิชชายิ่งแก่กล้าไปตามลำดับ จากหยาบไปหาสุดละเอียด ถึงองค์ต้นสายธาตุ สายธรรม เหมือนการตกผลึกของน้ำละลายสารส้ม ยิ่งสารส้มละลายน้ำอย่างเข้มข้นมาก แล้วหย่อนเชือกลงไป การตกผลึกเกาะเชือกก็จะยิ่งเร็ว และเป็นผลึกแข็ง ฉันใดก็ฉันนั้น น้ำละลายสารส้มเข้มข้นมากน้อย คือกายมนุษย์ที่อยู่ปลายทางผู้ทรงธาตุ ส่วนผลึกสารส้มที่ตกผลึกเกาะเชือกคือกายต้นสายธาตุสายธรรม หรือ “กายต้นทาง” ของแต่ละบุคคลที่แก่กล้าขึ้นตามการบำเพ็ญของกายมนุษย์ปลายทาง

กายทุกกายล้วนมีรัศมีได้ นับตั้งแต่กายมนุษย์ ผ่าน 18 กาย ย้อนขึ้นไปถึงสุดละเอียด คือกายต้นสายธาตุสายธรรม โดยรัศมีมีทั้ง รัศมีบุญ, เครื่องกำเนิดรัศมี, รัศมีธาตุ, รัศมีธรรม, รัศมีวิชชา ซึ่งผสมกันได้หลายสูตร หรืออาศัยซึ่งกันและกัน ทำให้มี “ธาตุธรรม” ที่รองรับรัศมี และเปล่งรัศมีได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสม หรือบุพกรรม หรือตามแต่ผู้ทรงวิชชาจะให้ หรือตามแต่จะทำขึ้นเอง อย่างไรก็ตาม ปกติแล้ว กายในวิชชาที่ละเอียดกว่า จะมีรัศมีมากกว่า กายที่หยาบลงมา ภายในคนๆ เดียวกัน เช่น หากกายมนุษย์มีรัศมีแผ่ออกไปข้างละ 2 วา กายทิพย์จะสว่างกว้างไกลออกไปได้มากถึง 6 วากายทิพย์ ในขณะที่กายพรหม, อรูปพรหม, กายธรรม, และกายพระจักรพรรดิ ก็จะสว่างกว้างไกลยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มีธาตุมาก และธาตุแก่ จะรองรับรัศมีได้มาก อุปมาเหมือน “ไส้หลอดไฟ” ที่ทนทาน เหมือนหลอดฮาโลเจน ที่ส่องสว่างมากๆ ได้นานๆ โดยหลอดไม่ขาด แต่ลักษณะของรัศมีของผู้มีธาตุมากก็จะแตกต่างจากผู้ที่มีธรรมมาก และธรรมแก่ ซึ่งถ้าแยกตามประเภทแล้ว ฝ่ายธาตุมักจะมี “รังสี” เด่นและแลดูมีลูกเล่นสีสันมาก ส่วนฝ่ายธรรมจะมี “ประภา” เด่นและแลดูสงบเย็นกว่า

ผู้ที่มีธาตุน้อย ธาตุอ่อน ธรรมน้อย ธรรมอ่อน และบุญน้อย ส่วนใหญ่จะรองรับรัศมีมากๆ ไม่ค่อยได้ เหมือนเครื่อง ซีพียู คอมพิวเตอร์ ที่สเป็คต่ำ จะนำการ์ดอุปกรณ์เสริมสเป็คสูงๆ ไปใส่ ก็จะรองรับไม่ได้ หรือเหมือนโป๊ะไฟ โคมไฟรุ่นธรรมดาที่มีวงจรกำลังไฟฟ้าแบบไฟบ้าน จะนำหลอดไฟสปอตไลต์แบบที่ใช้ตามสนามกีฬาไปติดตั้งก็ทำไม่ได้ เหมือนกายทิพย์ กายธรรม ที่ธาตุน้อย ธาตุอ่อน พอจะใส่รัศมีแรงๆ อย่างสุรีย์ฉาย หรือดารากานต์ เข้าไปก็จะรองรับไม่ได้ ต้องพอมีบุญบารมีที่ทำเอาไว้เองเป็นเครื่องช่วยรองรับด้วย อนึ่ง หากว่าบุคคลมีธาตุธรรมที่มีมลทินมาก ก็จะมีผลถึงความสว่างของรัศมีด้วย เปรียบเหมือนหลอดไฟที่มีฝุ่นสกปรกเกาะอยู่เต็มไปหมด รัศมีก็พลอยมัวหมองลง แต่ถ้าบุคคลมีกาย วาจา ใจที่บริสุทธิ์ ประพฤติพรหมจรรย์ไว้ดีแล้ว รัศมีจะเปล่งออกมาได้มาก และมีประสิทธิ์ภาพมากกว่า

ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผู้ที่มีรัศมีมาก อาจไม่ได้เกิดจากบุญจุดประทีป แต่เกิดจากบุญถวายดอกไม้บูชาพระรัตนตรัย บุญถวายอัญมณีสร้างผอบหรือเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือบุญจากการใส่บาตรก็มีรัศมีได้ เพียงแต่บุญที่เป็นบุพกรรมของรัศมีโดยตรง อย่างถวายหลอดไฟ จุดธูปเทียนไหว้พระ ก็จะได้โดยตรง ประเด็นคือว่า รัศมีบางอย่างที่ดีๆ ก็ได้มาโดยไม่ต้องจุดธูปจุดเทียนหรือเปิดไฟก็ได้ รัศมีบางอย่างสามารถใช้วิชชาทำขึ้นได้ แต่ถึงแม้จะมีวิชชา ที่สามารถเติมแต่งรัศมีได้ แต่อย่างน้อยก็ควรต้องพอมีธาตุธรรมดีพอให้ต่อยอดได้ รัศมีรังสีที่เปล่งออกมาจากกายนั้นมีหลายแบบ และมีหลายสาเหตุ บางประเภทสว่างแล้วซาตัวลงตามระยะเวลา เหมือนใช้แล้วหมดไป บางประเภทสว่างยาวนานข้ามภพข้ามชาติ เหมือนแร่ธาตุที่สะสมกัมมันตรังสี แล้วถูกปลดปล่อยออกมา บางประเภทเหมือนหลอดไฟที่ต่อแบตเตอรี่แบบชาร์จใหม่ได้ ใช้ไปชาร์จไป บางประเภทเป็นเสมือน “ประดารังสี” คือมียนต์กลไกในตัวผลิตพลังงานเลี้ยงให้ส่องสว่างออกมาเรื่อยๆ ไม่หมดสิ้น

การสำแดงรัศมีให้ปรากฏนั้น ผู้ทรงวิชชา และผู้ทรงคุณส่วนมากจะมีกติกามารยาทในการใช้ ว่าจะ “เปิดรัศมี” มากหรือน้อย ตามวาระโอกาส ส่วนใหญ่จะใช้กันยามเข้าสมาคม อย่างการประชุมในเทวสภา ซึ่งนับถือกันตามเกียรติ ผู้ที่มีรัศมีน้อย มักจะต้องถอยให้ผู้ที่มีรัศมีมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระดับเท่าๆ กัน เช่นพระอรหันต์ด้วยกัน พระพรหมด้วยกัน พระโสดาบันด้วยกัน เหมือนอย่างเช่นเรื่องราวของ อินทกะเทวบุตร และอังกุระเทวบุตร ในพระไตรปิฎก ซึ่งอังกุระเทวบุตร ทำบุญแบบสาธารณกุศลสมัยเป็นมนุษย์ ในขณะที่อินทกะเทวบุตรทำบุญกับพระอรหันต์ เมื่อองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงเสด็จมาประทานพระธรรมเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อังกุระเทวบุตรมาถึงก่อนแต่เนิ่นๆ และนั่งรอคอยพระพุทธองค์อยู่ด้านหน้าๆ แต่เมื่อเหล่าเทพเทวาผู้มีบุญมากกว่า และรัศมีมากกว่า อย่างอินทกะเทวบุตรมาถึง อังกุระเทวบุตร ก็ต้องถอยที่นั่งไปข้างหลัง กระทั่งไกลลิบ

ท่านใดที่เคยออกงานบ่อยๆ คงพอจะตรองตามได้ ว่าเมื่อเราไปทำบุญ หรือไปออกงานสมาคมใด แล้วไปจับจองที่นั่งหน้าๆ เพราะมาก่อน แต่พองานจะเริ่ม ก็มีเจ้าหน้าที่มาเชิญให้ย้ายที่นั่ง ด้วยเหตุผลว่า ที่นั่งด้านหน้าที่เราจองไว้เป็นของแขกพิเศษ (V.I.P.) หรือเจ้าภาพใหญ่ หลายท่านก็อดจะเสียความรู้สึกไม่ได้ เรื่องรัศมีจึงเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง ในหลายๆ ประการ สำหรับเหล่าเทพเทวา และผู้ทรงวิชชาที่เยี่ยมเยียน และแวะเวียนไปตามภพภูมิต่างๆ อยู่เนืองๆ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเมืองนิพพานครับ. 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ต้อนรับปีใหม่ 2566 ตอน "ทางลัดตรัสรังสีขั้นสูง"

 

สวัสดีปีใหม่ครับแฟนคลับนานาสาระทุกท่าน วันขึ้นปีใหม่ได้ผ่านพ้นไปแล้วนะครับ หลายแห่งมีการ count down (จับเวลานับถอยหลัง) และจุดพลุเฉลิมฉลองกันอย่างคึกคัก ส่วนชาวไทยพุทธเราก็มี count down จุดพลุฉลองเหมือนกัน พร้อมๆ กับการสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ผมได้แนะนำทุกท่านถึงวิธีตรัส "รังสี" ประเภทต่างๆ เช่นด้วยการบูชาด้วยดอกไม้ (ปุษยรังสี) สำหรับบทความนี้จะขอแนะนำการตรัส "รังสี" ด้วยการถวายพลุและดอกไม้ไฟ บูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ

การจุดพลุและดอกไม้ไฟ เฉลิมฉลองตามสถานที่ต่างๆ นั้นได้บุญครับ แม้จะไม่ได้มุ่งบูชาพระรัตนตรัย ถือเป็นบุญสาธารณกุศล อย่างการสร้างสวนสาธารณะ แต่ถ้าจุด ณ พุทธสถาน ธรรมสถาน วัดวาอาราม โดยไม่ได้จุดเพียงเพื่อเฉลิมฉลองรื่นเริง หรือสร้างความสวยงามประทับใจ แต่มุ่งเน้นไปที่การ "บูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ก็จะกลายเป็นอานิสงส์ใหญ่ ทำให้เกิดอานิสงส์เป็นรังสีได้ครับ ซึ่งบุญแบบนี้สามารถส่งให้ตรัสได้ถึงขั้น "อังคีรส" ซึ่งเป็นรัศมีขั้นสูงประเภทหนึ่ง

แล้วการจุดพลุ กับดอกไม้ไฟ ที่ผมแนะนำนี้ จะต่างอย่างไรกับที่จุดกันอยู่แล้วตามวัด? เทคนิคพิเศษของผมก็คือ นอกจากจุดพลุ และดอกไม้ไฟตามปกติ เราสามารถจุดพลุ และดอกไม้ไฟเป็นรูปทรง "ดวงตราประกาศิต" และสัญลักษณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา อย่างเช่นพระธรรมจักร ใบโพธิ์ พระพุทธรูป ดอกบัว ดอกไม้ และอื่นๆ ดังนี้แล้ว อานิสงส์จะมาก

อย่างไรก็ตาม การจุดพลุ และดอกไม้ไฟ อาจไม่สามารถทำได้ตามอัธยาศัย ในบางพื้นที่ เพราะภาครัฐอาจมีกฎหมายกำหนดตีกรอบเวลา หรือกฎระเบียบในการจุดพลุและดอกไม้ไฟ ในกรณีเช่นนี้ เรายังสามารถบูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างพระเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ และพระพุทธรูป ต่างๆ ด้วยการจัด "แสงสี" จาก "แสงเลเซอร์" ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีพัฒนาการทางเทคโนโลยี ก้าวไกลมาก สามารถแสดงแสงสี ในยามค่ำคืน ได้หลายรูปแบบ อย่างสวยสดงดงาม รวมถึงการยิงแสงเป็นรูปภาพกลางอากาศ หรือแบคกราวด์ อย่างน้ำตก เป็นภาพดวงตราประกาศิต และสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ให้มีลีลาไปต่างๆ นาๆ

การจัดแสงสี ด้วยอุปกรณ์เลเซอร์ และดอกไม้ไฟ และพลุ เพื่อบูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยผู้จัด หรือผู้สมทบทุนในการจัด มีจิตเลื่อมใสศรัทธา มุ่งจะบูชาพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาสสำคัญๆ อย่างวันขึ้นปีใหม่ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเพ็ญ วันคล้ายวันเกิดผู้ทรงคุณ หรืออื่นๆ จะมีอานิสงส์มาก สามารถ "ตรัสอังคีรส" หรือรัศมีขั้นสูง และประเภทอื่นๆ ได้อย่างมีนัยยะสำคัญครับ

ถ้าหากว่าท่านใด พลาดโอกาสในการเป็นเจ้าภาพ หรือสมทบทุนการจุดพลุและดอกไม้ไฟ บูชาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสร้างความบันเทิงใจให้กับสาธารณชน ในช่วงวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ท่านจะเอ่ยอ้างถึงบุญจากการเสียภาษี แล้วภาครัฐนำเงินภาษีไปจัดพลุและดอกไม้ไฟ หรือแสงสีเลเซอร์ เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านๆ มา และวาระโอกาสต่างๆ นับตั้งแต่ท่านเกิดมา กระทั่งถึงปัจจุบัน ก็ได้นะครับ แต่ถ้าจะให้กำลังแรงควรต้องอุทิศให้ตนเอง และอนุโมทนาสาธุการกับตนเองในการเสียภาษีส่วนนั้นที่ถูกใช้จ่ายไปภายใน 7 วันครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

2 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ตอน สายบุญเลี้ยงผังสำเร็จ

 

ผังสำเร็จคืออะไร?  “ผังสำเร็จ” คือโปรแกรมชีวิตที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมตั้งกำหนดขึ้นด้วยระบบปฏิบัติการกฎแห่งกรรม (Operation System) เมื่อเราทำดีทำชั่ว โดยเครื่องจะคำนวณ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของผู้กระทำกรรม แล้วประมวลผลเป็นผังว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นผลกรรมนั้น พร้อมเบิกพลังงานบุญ/บาป จากแหล่งกักเก็บ มาประจุใส่เพื่อจ่ายเลี้ยงผังเหล่านี้ให้เป็นจริง รวมถึงแบ่งส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ในกายเป็นดวงบุญ ดวงบาป เหมือนแบตเตอรี่ที่ชาร์จเติมไฟฟ้าลงไปได้ (Rechargeable Battery) ในขณะที่บุญบาปนั้นก็ถูกใช้ไปเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันเหมือนกัน

ส่วน “สายบุญ” นั้นผมขออ้างถึง (1) สายสันวิวัฎฐายี (2) สายมหาสันวิวัฏฐายี (3) สายบรมสันวิวัฎฐายี (4) สายระฆา  (5) สายสุรฆา (6) สายอธิฆา (7) สายสันฎิฆา ตามลำดับความแรงเป็นอาทิ ซึ่งผมได้เคยอธิบายไว้ในบทความเรื่อง “ประกาศิตเพื่อการสร้างบารมี”

( https://www.meditation101.org/16647940/11-ประกาศิต-เพื่อการสร้างบารมี )

 สายบุญเหล่านี้เป็นระบบสายส่งบุญต่อเนื่อง ที่บุคคลได้เป็นรางวัลจากเทพเทวาในการ “เล่นประกาฯ” บุญที่ได้จากสายบุญเหล่านี้ไม่มีผังประกอบและบุญที่ได้รับก็มีธาตุไม่มากเหมือนบุญที่ทำเอง (ความเข้มข้นไม่มากพอจะตกผลึกเป็นบารมี) จึงมักมีอานิสงส์เหมาะสำหรับกายทิพย์ ที่จะใช้เสวยสุขในเทวโลก

อย่างไรก็ตาม เราสามารถต่อสายบุญสันวิวัฏฐายี, ระฆา และสันฏิฆา หรืออื่นๆ เชื่อมเข้าสู่ “ผังสำเร็จ” ที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมตั้งให้ เพื่อให้บุญเลี้ยงผังเสริมเพิ่มเติมและผังมีกำลังสัมฤทธิ์ผลได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ส่วนผังสำเร็จที่ผู้ทรงวิชชาตั้งขึ้นเอง หรือมีผู้ตั้งให้ นอกเหนือไปจากกลไกของเครื่องธาตุเครื่องธรรม ผู้ทรงวิชชาจะสามารถ “ตั้งยนต์กลกาย” เพื่อดูแลผังเหล่านั้น อย่างเช่นการประชุมผังโดยให้พระจักรพรรดิ หรือกายสิทธิ์คอยเฝ้าเลี้ยงผังไว้ คอยบังคับผังให้เป็นจริง และเมื่อจะต่อสายบุญเลี้ยงผัง ก็ต่อเข้ากับพระจักรพรรดิ หรือกายสิทธิ์ หรืออื่นๆ เหล่านั้นได้ หรืออาจจะมียนต์กลไก ประการใดประการหนึ่ง ในการ “ประดาเลี้ยงผัง” เหล่านั้นเอาไว้ เช่น “ดวงประดาธาตุ” ต่อเข้ากับผังโดยตรง เพื่อเป็นการเสริมบุญเลี้ยงผังสำเร็จอย่างหนุนเนื่องต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ผังทำงานคล่องขึ้นกว่าเดิมครับ ส่วนสาย "อธิฆา" นั้นเป็นสายทิพย์อีกแบบหนึ่งที่เป็นกำลังในอรูปภพ แต่สามารถหล่อเลี้ยงผู้เลี้ยงผู้รักษาได้ จะต่อให้กับผู้เลี้ยงผู้รักษา หรือสมบัติผู้เลี้ยงบางอย่างได้ครับ ดังฉะนี้ สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2566 นะครับ!

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน “มูลค่าธาตุ” แห่งวัตถุทาน

ใกล้วันขึ้นปีใหม่แล้วนะครับ ชาวพุทธเราคงจะเตรียมตัวสวดมนต์ข้ามคืน ตักบาตร ถวายสังฆทาน ทำบุญรับปีใหม่กันอย่างคึกคัก บางวัดมีการหล่อพระ และจัดกิจกรรมสร้างสรรค์พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเว็บไซท์ www.Meditation101.org ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจรรโลงพระพุทธศาสนา และสายปฏิบัติวิชชาในฝ่ายสัมมาทิฐิ ให้สำเร็จถึงเป้าหมายในการเดินวิชชา คือยุคโลกอุทัยอันยั่งยืนตลอดไปโดยเร็วพลันครับ

สำหรับบทความนี้ ผมขอเอ่ยอ้างถึง การทำบุญด้วยเหรียญกษาปณ์โลหะทองคำและโลหะเงิน ซึ่งผมรจนาไว้ว่า แต่ละเหรียญมี “มูลค่าในวิชชา” ซึ่งในบทความนี้ผมขอใช้ศัพท์เทคนิคเรียกว่า “มูลค่าธาตุ” ครับ ซึ่งเป็นมูลค่าที่ภพผู้เป็นเจ้าของวิชชาท่านกำหนดขึ้น โดยมีวัตถุสิ่งมีค่าบางอย่างในโลกของเราที่มีมูลค่าธาตุในลักษณะนี้ แล้วเมื่อเรานำไปทำบุญ เครื่องธาตุเครื่องธรรมก็จะคำนวณจ่ายบุญ บนพื้นฐานของมูลค่าธาตุนั้น โดยมีค่าตัวแปรอื่นๆ ประกอบกันเป็นฟังก์ชั่น f(x) ครับ นั่นหมายความว่า ยิ่งมูลค่าธาตุ (x) สูงมาก เวลาเครื่องนำข้อมูลป้อนเข้า (input) ไปคำนวณเป็นผลกรรมดี และปริมาณบุญ ก็จะคำนวณออกมาได้มากเป็นเงาตามตัวครับ

โดยหลักการนี้แล้ว ผู้ทรงวิชชาหลายท่านอาจได้ “เห็นวิชชา” ของเหรียญกษาปณ์แล้ว ซึ่งเป็นวิชชาที่ฝ่าย “ภพพระคลังเจ้าของวิชชา” ส่งมาว่าทำงานอย่างไร ในบทความนี้เราขอแนะนำต่อไปว่า ผู้ทรงวิชชาสามารถประยุกต์ใช้วิชชา โดย “ตั้งมูลค่าธาตุ” ของ “วัตถุทาน” ที่ใช้ทำบุญตามวัด และสำนักวิชชา ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธรูป, ผ้าไตรจีวร, ชุดสังฆทาน, แท่งทองเหลืองหล่อพระ, ดอกไม้ธูปเทียน, ตำราพระบาลีและธรรมศึกษา, ตาลปัตร, บาตร, ยารักษาโรค, อาหารแห้ง และอื่นๆ ซึ่งหลายๆ วัด และหลายๆ สำนักวิชชา ได้จัดเตรียมไว้ให้ญาติโยมทำบุญแบบ “หมุนเวียน” โดยทำ “ผาติกรรม” เอาไว้

การใช้วิชชา “กำหนดตั้งมูลค่าธาตุ” ให้กับวัตถุทานเหล่านี้ ด้วยการ “เล่นสิทธิ์” ซึ่งอาจคำนวณกำหนดได้ด้วย “วิชชาของพระคลังผู้เลี้ยงผู้รักษา” ประจำวัด หรือสำนักวิชชา ว่าวัตถุทานแต่ละชุด แต่ละชิ้น ที่ทางวัด หรือสำนักวิชชา ตั้งราคาเป็นเงินบริจาคเอาไว้นั้น มีมูลค่าธาตุเท่าใด ยกตัวอย่างเช่น ทองเหลืองสำหรับหล่อพระ ก้อนเล็กราคา 300 บาท (มูลค่าธาตุ 7 หน่วย) ก้อนกลาง 500 บาท (มูลค่าธาตุ 12 หน่วย) ก้อนใหญ่ 1000 บาท (มูลค่าธาตุ 21 หน่วย) แล้วเจ้าภาพบริจาค ก้อนขนาดใหญ่ เวลาเหนี่ยวรับคำนวณบุญตอนเจ้าภาพเขียนชื่อแล้วนำมาหย่อนในภาชนะ สำหรับเตรียมไปหย่อนเบ้าหลอม ก็กำหนดมูลค่าธาตุ 21 คูณด้วย (กาย + วาจา + ใจ) ใน (ปัญญา + ศรัทธา + วิริยะ + สติ + สมาธิ) ก็จะพอทราบว่า จะได้บุญเท่าไร ซึ่งผู้ทรงวิชชาสามารถคำนวณให้เจ้าภาพทราบได้คร่าวๆ ก่อนเครื่องธาตุเครื่องธรรมจะประมวลผล

พิเศษที่นอกเหนือไปจากการตั้งมูลค่าธาตุตามปกติ คือการ “เล่นประกาศิต” ร่วมด้วย ในทำนองเดียวกันกับเหรียญกษาปณ์ เช่น วัดสุวรรณจักรา รับสังฆทาน ก็จัดชุดสังฆทานแบบหมุนเวียน แบ่งเป็น ชุดเล็ก 100 บาท, ชุดกลาง 500 บาท, ชุดใหญ่ 1000 บาท ชุดสังฆทานอาจจะติดดวงตราประกาศิตของ “สมาคมศิษย์วัดสุวรรณจักรา” เป็นดวงประกาศิตส่งเอาไว้ แล้วเมื่อตัวแทนพระสงฆ์มารับสังฆทาน ก็ตั้งตาลปัตรที่มีดวงตราประกาศิตของ “วัดสุวรรณจักรา” เป็นดวงประกาศิตรับ ทั้งนี้อาจมีให้เจ้าภาพเลือกสรร ว่าจะทำแบบมีประกาศิต หรือไม่มีก็ได้ เพราะบางท่านอาจเล่นเองในวิชชา ไม่ใช้ของหยาบครับ ดังนี้แล้วอานิสงส์ก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน แผนผังจักรวาลของพุทธ เรื่องจริง หรืออิงนิยาย?

หากเราดูตามแผนผังจักรวาลที่พระพุทธเจ้าทรงสอน สิ่งต่างๆ ทั้งภูเขาสิเนรุ สวรรค์ 6 ชั้น เปตโลก ยมโลก นรกภูมิ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และทวีปที่อยู่ทิศทั้ง 4 ของภูเขาสิเนรุ มักทำให้สงสัยกันว่า ตามแผนผังนี้ มีเพียงพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ที่โคจรไปรอบๆ ภูเขาสิเนรุ แล้วทำไมองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์จึงค้นพบว่า โลก และดวงดาวนั้น โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาล แล้วภูเขาสิเนรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ลอยอยู่ตรงไหนของอวกาศ?

กรณีนี้สามารถอธิบายได้ว่า สิ่งต่างๆ ทั้งหมดในผังจักรวาลดังกล่าวล้วนเป็นส่วนละเอียด หรือ ภพทิพย์ เฉกเช่นเดียวกันกับพระอาทิตย์ของทิพย์ ที่เป็นลูกแก้วอันสวยงามสว่างไสว แต่ของหยาบเป็นดวงดาวที่เผาไหม้ตนเอง ส่วนในแง่ของโลก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกว่า “ชมพูทวีป” ก็เป็น “มิติละเอียด” ซึ่งเนื่องกันอยู่กับของหยาบ คือดาวโลกที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งมีผู้ทรงวิชชาเปรียบไว้ว่าเป็นประดุจ “ประตูภพ” จะว่าไปก็คล้ายๆ “เมืองลับแล” อันเป็นมิติที่เร้นอยู่กับของหยาบนั่นเอง

เราสามารถอุปมาดาวโลกที่โคจรไปเรื่อยๆ ได้กับ “นิพพานเป็น” คือภพภายในกายมนุษย์ ตามหลักสายวิชชาธรรมกาย ที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้พร้อมกับกายมนุษย์ขณะที่กายมนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ “เมืองนิพพาน” คือภพอันเป็นสถานที่ซึ่งสถิตคงอยู่กับที่ เปรียบได้กับชมพูทวีป ที่ลอยนิ่งอยู่ทิศด้านหนึ่งของภูเขาสิเนรุ แต่ผู้ที่เข้านิพพานเป็นได้ ก็มักจะสามารถไปถึงเมืองนิพพานนั้นได้ กล่าวโดยย่อก็คือ ทวีปที่ลอยอยู่ทิศทั้ง 4 ของภูเขาสิเนรุ เป็นมิติละเอียด ส่วนดาวโลกที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นส่วนหยาบของมิตินั้นนั่นเอง

เรื่องต้นไม้ในชมพูทวีปเป็นสีเขียว เพราะฟากฝั่งของภูเขาสิเนรุนั้นเป็นสีเขียวมรกต ก็เป็นสีของต้นไม้ภายในมิติชมพูทวีปนั้นครับ ซึ่งเป็นส่วนละเอียด มีผลถ่ายทอดมาถึงหยาบ คือดาวโลก (ผมขอเรียกแยกแยะระหว่าง ชมพูทวีปอันเป็น “มิติละเอียด” กับดาวโลก อันเป็น “เรือนหยาบ” นะครับ) คือทำให้ต้นไม้ส่วนใหญ่ในดาวโลกมีสารคลอโรฟิลด์เป็นตัวสร้างสีให้กับต้นไม้ใบหญ้า เพราะละเอียดถ่ายทอดลงมาเป็นหยาบดังนั้น เหมือนเทวดาที่ลงมาร่วมงานบุญพิธีในเมืองมนุษย์ เช่นพิธีหล่อพระ ฉลองพระเจดีย์ มองด้วยตาทิพย์เห็นเทวดามีรัศมีฟรุ้งฟริ้งเต็มไปหมด แต่มองด้วยตาเปล่า เห็นเป็นเพียงละอองแสงนวลๆ กลบไปทั่ว แล้วพอถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลความละเอียดสูง ก็ถ่ายติดแค่เป็นดวงแสงนวลๆ กลมๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด ไม่มีสีสัน หรือเหมือนแก้วมณีจักรพรรดิ หรือสมบัติพญานาค ซึ่งตอนอยู่ภายในภพทิพย์แลดูสวยงามล้ำค่า สีสันสดสวย สดใส มีรัศมีเปล่งประกาย แต่พอมนุษย์ผู้ทรงวิชชาได้มาอยู่ในเมืองมนุษย์ด้วยวิธีการต่างๆ แล้ว แก้วมณีและสมบัติพญานาคเหล่านั้น ก็แลดูคล้ายแก้วในโลกมนุษย์ ไม่มีรัศมีปรากฏ ยกเว้นบางชิ้นที่มีฤทธิ์มากพอ เพราะของละเอียดที่แปลงเป็นหยาบแล้วนั้น จะดูหยาบลง ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่า สีเขียวสะท้อนดาวโลกนะครับ มิฉะนั้น ก็จะเห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ภูเขา ท้องฟ้า เขียวไปหมด แล้วอายตนะของกายมนุษย์หยาบและสัตว์ทั่วไป ก็เห็นและรับรู้ได้ภายในขอบเขตของตน ตามภูมิจิต ภูมิธรรมของตน เท่านั้นครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน ทำไมพระพุทธเจ้าทรงสอนว่าดวงอาทิตย์โคจรรอบเขาสิเนรุ?

 

ท่านที่ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คงทราบเรื่องความแตกต่างของเวลา ในสวรรค์ และนรก ชั้นและขุมต่างๆ เมื่อคิดคำนวณเป็นเวลาในโลกมนุษย์ เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 1 วัน เท่ากับ 100 ปี ในโลกมนุษย์ ซึ่งจักรวาลมีภูเขาสิเนรุอยู่ตรงกลาง แล้วมีดวงอาทิตย์ กับดวงจันทร์ โคจรโดยรอบ เกิดมีกลางวันกลางคืน สำหรับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เรื่อยลงมา ทีนี้ เราท่านก็สงสัยกันว่า มันเป็นไปได้อย่างไร? แล้วทำไม การค้นพบวิทยาศาสตร์จึงสอนว่า พระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ โดยดาวโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

คำตอบก็คือ ส่วนละเอียดอันเป็นทิพย์ของ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และโลก หรือทวีปทั้ง 4 นั้น เป็นอีกมิติหนึ่ง (ดวงอาทิตย์ของละเอียด คือลูกแก้ว เรียกว่า แก้วสุริยกานต์ ส่วนพระจันทร์ คือลูกแก้ว เรียกว่า แก้วจันทรกานต์ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนเทวรถ แล้วเทวดาขับทะยานพาโคจรเวียนกันไป) ในขณะที่พระอาทิตย์ ที่เป็นดวงดาวขนาดใหญ่ ซึ่งเผาไหม้ตนเอง แล้วเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ที่นักดาราศาสตร์ค้นพบนั้นเป็น ของหยาบ ซึ่งของหยาบนี้อยู่กับที่ แต่ “ของทิพย์” ท่านโคจรรอบเขาสิเนรุ อุปมาเหมือน กายมนุษย์ กับกายทิพย์ ซึ่งกายมนุษย์นั่งสมาธิอยู่กับที่ แล้วมีกายทิพย์อยู่อีกมิติหนึ่ง ผู้ปฏิบัติเข้าถึง ก็สามารถถอดกายทิพย์ออกไปไหนต่อไหนได้ ไปสวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ เดินทางไปโน่น ไปนี่ ประสบพบเจอสิ่งต่างๆ ในโลกทิพย์ ในขณะที่กายมนุษย์นั่งอยู่เฉยๆ ไม่เคลื่อนไหว แล้วพอกลับเข้าร่าง ก็รู้สึกว่า เอ๊ะ เหมือนถอดกายทิพย์ไปเที่ยวไม่นานแค่ไม่กี่สิบนาที แล้วทำไมเวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปหลายๆ ชั่วโมงแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น พระอาทิตย์ที่เป็นดวงดาวซึ่งกำลังเผาไหม้ตนเอง เป็นประดุจกายมนุษย์หยาบ ในขณะที่กายทิพย์ คือแก้วสุริยกานต์ ที่เทวรถพาโคจรไปเรื่อยๆ โดยสุริยเทวรถ กับจันทรเทวรถ ท่านจะโคจรตรงข้ามฟากฝั่งกัน ฟากฝั่งใด ที่โดนแสงอาทิตย์ เทวดาก็อยู่ในความสว่างสดใส เหมือนเวลาสายๆ ของโลกมนุษย์ ส่วนฟากฝั่งที่โดนแสงจันทร์ ก็จะอยู่ในความสว่างมอๆ ลงมาหน่อย เหมือนเวลาบ่ายๆ ของโลกมนุษย์ โดยนัยนี้ จะไม่มีเวลามืด มีแต่ความสว่างมากหรือน้อย ช่วงที่สว่างมอๆ นี่เองที่ชาวสวรรค์ถือกันว่าเป็นเวลากลางคืนครับ

แล้วก็มีท่านสงสัยอีกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมเวลาจึงไม่เท่ากันล่ะ คำตอบก็คือ ก็เหมือน เวลา ของ กายธรรม, กายอรูปพรหม, กายรูปพรหม, กายทิพย์, กายมนุษย์ละเอียด และกายมนุษย์หยาบ ซึ่งต่างก็มีเวลาที่ไม่เท่ากันเลย ยิ่งเข้าถึงกายที่ละเอียดมาก จะรู้สึกว่า เวลาครู่เดียวที่เป็นกายนั้นๆ หรือเข้าถึงกายนั้นๆ จะเป็นเวลาในโลกมนุษย์หยาบที่ยาวนานกว่ามากๆ ทั้งนี้เพราะกายแต่ละกาย เป็นกายที่มีภพรองรับ แล้วภพต่างๆ ก็มีเวลาเป็นของตนเอง เหมือนดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล ที่มีขนาดใหญ่ เล็ก ไม่เท่ากัน มีอัตราความเร็ว ในการหมุนรอบตนเองไม่เท่ากัน มีแกนเอียงไม่เท่ากัน และมีอัตราความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน มีพระจันทร์เป็นของตนเอง มากน้อยดวงต่างกันไป และมีแรงดึงดูด เหนี่ยวนำต่อกันและกันในระบบสุริยะไม่เท่ากัน อันกอปร เป็นระบบ “รอบ” วัน เดือน ปี ต่างกันไป ดังนี้แล้ว ภพภูมิแต่ละชั้น อย่าง เมืองนิพพาน, อรูปภพ, รูปภพ, สวรรค์ชั้นต่างๆ, โลกมนุษย์, ยมโลก เรื่อยไปถึงนรกภูมิ จึงมีเวลา เร็ว-ช้า และรอบวันทิพย์ เดือนทิพย์ ปีทิพย์ เป็นของตนเอง

ถ้าหากท่านใด ได้ศึกษาทฤษฎีเวลาของข้าพเจ้า, พิรจักร ทิศุธิวงศ์, ที่ค้นพบว่า ความเร็วของเวลา ขึ้นอยู่กับอัตราความเร็วของอิเลคตรอน ที่โคจรรอบนิวเคลียส ก็จะเห็นได้ว่า กายแต่ละกาย มีอิเลคตรอนที่หมุนเร็วช้าไม่เท่ากันด้วย กายที่ละเอียดกว่า อย่างกายธรรม จะไม่เห็นเป็นนิวเคลียส แต่เป็น ปรมาณูธาตุ คือดวงกลมใสๆ ที่เล็กมากๆ เหมือนเม็ดสี หรือพิกเซลของภาพดิจิทัล ที่มีความละเอียดนับร้อยล้านพันล้าน ลักษณะเหมือนไข่ปลาที่อัดกันแน่นขนัด ประชุมขึ้นเป็น “ธรรมธาตุ” และสาเหตุที่ทำให้ มิติของเวลา เหลื่อมล้ำ ก็มักเกิดจาก การเดินทางข้ามเวลา เช่น เทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาเกิดพร้อมๆ กัน ขณะเดียวกัน ข้ามเวลา ผ่านชั้นจาตุมหาราชิกา กระทั่งถึงโลกมนุษย์ บางท่านเกิดก่อน มีอายุ 62 ปี ในขณะที่เทวดาอื่น เพิ่งจะมาถึง มีอายุ 1 ปี อุปมาเหมือนการนั่งเครื่องบินข้าม เขตเวลา ของโลกหรือ Time Zone ด้วยเครื่องบินที่มีความเร็วไม่เท่ากัน ในขณะที่โลกกำลังหมุนรอบตนเอง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เป็นเสมือนการ ย้อนเวลาหรือ เร่งเวลา ได้มากน้อยไม่เท่ากัน ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน กรวดด้วยน้ำ หรือกรวดด้วยใจ?

การกรวดน้ำ เป็นประเพณีของชาวไทยพุทธ ที่วิวัฒนาการมาจากธรรมเนียมปฏิบัติของศาสนาพราหมณ์ ในการนำน้ำมาประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งชาวไทยที่รับอิทธิพลทางพระพุทธศาสนา และพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็นำมาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อตักบาตร ทำบุญ ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และบุญกริยาต่างๆ แล้ว ต้องหาภาชนะใส่น้ำมารินลงถ้วยก่อนจะนำไปเทใต้ต้นไม้ หรือบ้างก็ "หยาด" ลงโคนต้นไม้โดยตรง พร้อมกับกล่าวคำอุทิศส่วนกุศล โดยมีธรรมเนียมพิเศษที่ทำกัน คือการกล่าวคำปิดท้ายว่า "ขอฝากพระแม่ธรณีด้วย"

สำหรับผู้ที่ชำนาญวิชชา หรือเจริญกัมมัฏฐาน บางท่านมีอำนาจจิตมาก สามารถอุทิศบุญ ส่งบุญ โอนบุญให้ผู้ล่วงลับได้มากโดยตรง จึงไม่ค่อยใส่ใจกับการกรวดน้ำลงดิน แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า การกรวดน้ำลงพื้นธรณี มีอานิสงส์พิเศษ นั่นคือ ส่วนละเอียดของน้ำ จะซึมลงพื้นดิน แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "น้ำละเอียด" ที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินอยู่ (ถ้าว่าทางโลกก็คล้ายๆ น้ำบาดาลที่อยู่ใต้พื้นแผ่นดิน เมื่อถูกสูบออกหมด แผ่นดินก็ทรุด) แต่ในกรณีนี้เป็นน้ำทิพย์ ซึ่งมีอานุภาพ "รักษาแผ่นดิน" ให้ชุ่มฉ่ำในละเอียด ตั้งอยู่โดยดี ภัยธรรมชาติทางปฐพีก็จะมีน้อยลง แต่ไม่เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับกำลังบุญบาป ของคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินด้วย ถ้ามีคนบาปมาก ภาษาชาวบ้านท่านเรียกว่า "แม่ธรณีแบกจนหลังแอ่น" ถ้าบาปหนัก ถึงขั้นแบกไม่อยู่ ต้องโดนธรณีสูบลงไปเหมือนพระเทวทัต อย่างไรอย่างนั้น  

บางท่านที่ฟังพระเทศน์เรื่องพระแม่ธรณีบีบมวยผม เป็นน้ำทะลักออกมาท่วมเหล่ามาร ในคืนวันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาจจะนึกไปว่าเหมือนเป็นนิทาน จะเก็บน้ำไว้ในมวยผมได้อย่างไร แต่แท้จริงแล้ว พระธรณีท่านมีวิธีเก็บน้ำละเอียด เหมือนกายมนุษย์ของคนเรา ที่มี ดวงธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ โดย “ดวงธาตุน้ำ” เป็นจุดเล็กนิดเดียว แต่เก็บ “น้ำละเอียด” ไว้ตั้งมาก เหมือนดวงบุญ ที่บรรจุบุญเท่าไรก็ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ดวงธาตุน้ำเป็นเสมือน “ภพมิติของน้ำ” ที่เก็บน้ำละเอียด และควบคุมระบบน้ำหยาบในร่างกายมนุษย์ ดังนี้แล้ว การกรวดน้ำ ด้วยน้ำ จึงเป็นพิธีกรรม ที่มีส่วนช่วยเกื้อกูลในทางกุศล ทำให้แผ่นดินชุ่มฉ่ำ มีน้ำทิพย์หล่อเลี้ยง ทำให้หมู่สัตว์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน และใต้แผ่นดินนั้นเป็นสุขมากขึ้น มีภัยพิบัติทางแผ่นดินน้อยลง และยิ่งถ้าหากหยาดน้ำลงโคนต้นไม้ ภายในวัด หรือใต้ต้นโพธิ์ ก็จะเป็นอานิสงส์พิเศษ ในการสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะต้นไม้เติบโตแล้วก็ให้ร่มเงา ผลิตออกซิเจนให้ทุกคนได้ใช้ และพลอยทำให้รุกขเทวาเป็นสุข

ส่วนพระธรณีนั้น มีอยู่จริง จัดเป็นผู้เลี้ยงผู้รักษาแผ่นดิน ถ้าพระธรณีประจำประเทศใด มีกำลังมาก อย่าง "พระภิธานินทร์” ประเทศนั้น ทวีปนั้น จะมีแผ่นดินสงบร่มเย็น ถ้าเป็น “พระธานินทร์” หรือ "พระภิธานี" หรือ "พระธานี" หรือ "พระธรณี" ก็จะรองรับได้ดีมากน้อยตามลำดับ ก็คล้ายๆ กับผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำประเทศ ว่าเป็นบรมจักร, มหาจักร หรือจุลจักร แต่ถ้าเราทำบุญหยาดน้ำ แล้วฝากพระธรณี ท่านก็จะยินดีรับฝาก ซึ่งหมายความว่า ท่านจะเก็บหลักฐานในการทำบุญในรูปของ "น้ำทิพย์" (ไม่ได้เก็บรักษาบุญของเรานะครับ) ก็เหมือนทำบุญสร้างพระอุโบสถแล้วมีวิมานของเราเกิดขึ้นในสวรรค์ แต่เรากรวดน้ำลงดินแล้วมีน้ำทิพย์เกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนละเอียดของน้ำที่หยาด ส่วนคำอุทิศกุศลของเรานั้น หากว่าผู้ที่เราต้องการอุทิศให้ อยู่ในเขตพื้นที่ของท่าน ท่านก็จะนำข่าวไปบอก (อมนุษย์ บางประเภท ถูกจองจำอยู่ใต้พิภพ, ภูเขา หรืออย่างเปรต ในเปตโลก) โดยตามธรรมเนียมวิชชา จะต้องจ่ายค่าอำนวยการให้พระธรณีด้วยเป็นค่ากำเน็จ ซึ่งผู้ทรงวิชชาส่วนใหญ่มักต้องจ่าย แต่ส่วนใหญ่ผู้ทรงวิชชามักจะส่งบุญเองครับ

บางท่านอาจสงสัยว่า แผ่นดินชาวพุทธก็กรวดน้ำลงผืนดินแทบทุกวัน ทำไมยังมีภัยพิบัติ สาเหตุคือ ชาวพุทธบ้างทำบาปแล้ว ได้บาปมากกว่าชาวศาสนาอื่นครับ เช่นพระภิกษุทำบาปในพระพุทธศาสนา คอรัปชั่นโกงเงินวัด หรือญาติโยม โกง ลักขโมย สมบัติพระศาสนา รบกัน ปล้นฆ่ากัน ฆ่าพระ เผาทำลายวัดเหมือนในยุคโบราณ เลยกลายเป็นว่า มนุษย์ที่มีบาปหนักมากๆ ก็คือคนในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานั่นเองครับ ดังฉะนี้แล.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เคล็ดวิธีทำบุญแทนผู้อื่น

ปกติแล้วการทำบุญนั้น ผู้ทำบุญจะเป็นเจ้าของ “กรรมานิสงส์” และ/หรือ “ผลานิสงส์” เต็มที่ และเมื่อผู้ทำบุญประสงค์จะทำบุญให้ผู้อื่น ก็มักจะใช้วิธีการ “อุทิศบุญ” ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านก็สอนว่า บ้างก็ถึง บ้างก็ไม่ถึง ขึ้นอยู่กับภพภูมิที่ท่านอยู่ ถ้าเป็นภพภูมิที่สูงไป ท่านก็ไม่ค่อยสนใจ เพราะท่านเสวยสุขกับบุญที่ท่านทำด้วยตนเองสมัยเป็นมนุษย์ มันน่าภูมิใจและอิ่มใจกว่า ส่วนบุญที่อุทิศมา โดยมากก็ 5 – 10% และเป็นบุญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว มิใช่บุญที่จะติดตามส่งผลยาวนานเหมือนทำด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ไปเกิดในภพภูมิแห่งความทุกข์ทรมาน อย่างนรก และมหานรก ก็เจ็บปวดเกินกว่าจะมีใจจะมาอนุโมทนาบุญกับใครได้ ยิ่งบุญที่อุทิศมีเพียง 5 – 15% ของเนื้อบุญหลัก มันก็เป็นกำลังที่น้อยกว่าจะเปลี่ยนแปลงภพภูมิให้ได้

ผู้ที่รอคอยการอนุโมทนาบุญจึงมักเป็นผู้ที่อยู่ในภพภูมิใกล้ๆ กับเมืองมนุษย์ ระดับเทวดาชั้นต้นเรื่อยลงมาถึงอากาศเทวดา ภุมมเทวดา เจ้าที่เจ้าทาง สัมภเวสี ภูตผี เปรต และยมโลก แม้กระนั้น บุญที่อุทิศให้ ก็เป็นเสมือนความสุขที่อิ่มได้ไม่นาน ยกเว้นจะเป็นบุญถาวรวัตถุ อย่างพระพุทธรูป, พระสถูปเจดีย์, โบสถ์, วิหาร, ศาลา, วัดวาอาราม, โรงครัว, หอฉัน, ถนนหนทาง, ยานพาหนะ และอื่นๆ ที่ส่งผลยาวนาน และมีกำลังมากพอจะเปลี่ยนภพภูมิให้ได้ แต่เมื่อย้อนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ บุญจากการอุทิศนั้น ล้วน “ติดค้างสิทธิ์” ผู้ที่ทำบุญอุทิศให้ ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลาน เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือหมู่ญาติ นั่นหมายความว่า ตอนเป็นผี ได้สมบัติทิพย์ ได้เปลี่ยนภพภูมิ จากบุญที่อุทิศให้ อย่างเช่นบุญสังฆทาน แต่จะอยู่ในสภาพนั้นไม่นาน เหมือนเทวดาที่เขาทำบุญด้วยตนเอง ยกเว้นจะเป็นบุญถาวรวัตถุ ส่วนทว่า เมื่อเกิดใหม่เป็นมนุษย์แล้ว บุญจากการอุทิศเหล่านั้น จะส่งให้ เมื่อจะได้ทรัพย์อันเป็นผลแห่งบุญ ก็ต้องอาศัยผู้อื่น ซึ่งโดยมากจะเป็นผู้ทำบุญอุทิศให้ พูดง่ายๆ ก็คือต้อง “อาศัยกินน้ำใต้ศอก” ผู้อื่นในการเสวยผลกุศลกรรมนั้นๆ ที่ผู้อื่นอุทิศเอาไว้ให้

ทีนี้ เรื่อง “สิทธิ์” ที่เราเรียนรู้กันมาหลายตอนแล้ว ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับระบบการทำงานของกรรม และความเป็นไปของสรรสัตว์ และสรรพสิ่ง ซึ่ง “สิทธิ์” ที่หมายถึงนี้ ไม่ถึงกับเป็น “วิชชา” โดยตรง แต่เป็นเสมือน “ภาวะผูกพันในปฏิจจสมุปบาทธรรม ที่เกิดจากกรรมของเรา” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและการเดินวิชชา  เพราะเป็นคุณเป็นโทษต่อกันและกันได้

ย้อนกลับมาถึงเรื่องการทำบุญอุทิศให้ผู้อื่น ชาวพุทธโดยมากทราบกันดีว่า การอุทิศบุญเป็นผลดี ต่อผู้ละโลกไปแล้ว และบางท่านก็เคารพรักนับถือผู้ละโลกไปแล้วมาก อยากจะทำบุญให้ท่านมากๆ ให้ท่านมีความสุขมากๆ ในสัมปรายภพ แต่บทความนี้กลับบอกว่า ทำบุญแล้วอุทิศบุญ ผู้รับสามารถรับได้ไม่มาก เพียง 5 – 15% เมื่อเทียบกับบุญที่ผู้ทำให้ ได้ไปเป็นของตนเอง ผมจึงขอเผยเคล็ดลับวิธีการทำบุญให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้วายชนม์ เพื่อให้ได้บุญมากเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

จากบทความก่อนๆ เราทราบว่า ผู้เลี้ยงผู้รักษา จะเก็บข้อมูลแห่งเหตุที่ประกอบกรรมไว้ด้วยกาย วาจา ใจ แล้วส่งรายงานไปตามลำดับๆ ถึงยัง “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” เพื่อคำนวณกรรม แล้วตั้งโปรแกรมเป็นผังชีวิต อันเป็นผลแห่งกรรม รวมถึงคำนวณเบิกจ่ายพลังงานบุญ แล้วส่งกลับมาเก็บไว้ในกายมนุษย์ และสัตว์ที่ทำความดี ผมได้เคยแนะนำแล้วว่า เวลาจะทำบุญ เรามีเทคนิคสำคัญตอนที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมจะประมวลผล ซึ่งเราสามารถมีส่วนในการตั้งโปรแกรมได้ ด้วยการจ่าหน้าซองทำบุญเพื่อกำหนดค่าตามใจปรารถนา และเมื่อซองปัจจัยนั้น ถึงมือเจ้าหน้าที่เหรัญญิกผู้รับบริจาค หรือหย่อนลงในตู้รับบริจาค (เหรัญญิกบางท่านอาจจะไม่ชอบใจที่จะได้รับซองปัจจัยที่เรากำหนดตั้งค่ามากเกินไป หรือใส่ชื่อและข้อความยาวๆ ครับ การหย่อนลงตู้รับบริจาค บางทีก็เป็นวิธีที่ดีกว่า สะดวกกว่า) ยกตัวอย่างเช่น:

ระบุบนหน้าซองปัจจัยว่า: “ทำบุญทอดกฐินสามัคคี วัดสุพรรณจักรา โดยคุณ WWW นามสกุล YYY พร้อมบุตรธิดา และครอบครัว จำนวน 100 ล้านบาท”

ดังนี้แล้ว บุคคลที่มีชื่อและเป็นสมาชิกครอบครัวทั้งหมดที่ระบุไว้ แล้วอนุโมทนาด้วย หรือมีส่วนในการถวายทรัพย์ ก็จะได้บุญด้วยกันทุกคน เมื่อกรรมส่งผล จะมีกองรวมสมบัติในลักษณะคล้าย “กงสี” ที่แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้

ระบุบนหน้าซองปัจจัยว่า: “ทำบุญทอดกฐินสามัคคี วัดสุพรรณจักรา โดยคุณ WWW นามสกุล YYY พร้อมบุตรธิดา และครอบครัว จำนวน 100 ล้านบาท อุทิศให้อากง JJJ และอาม่า PPP”

ดังนี้แล้ว บุคคลที่มีชื่อและเป็นสมาชิกครอบครัวทั้งหมดที่ระบุไว้ แล้วอนุโมทนาด้วย หรือมีส่วนในการถวายทรัพย์ ก็จะได้บุญด้วยกันทุกคน เมื่อกรรมส่งผล จะมีกองรวมสมบัติในลักษณะคล้าย “กงสี” ที่แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ส่วนอากงกับอาม่า ได้บุญ 5 – 15% ถ้าอนุโมทนา เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ต้องอาศัยบุตรหลานที่เป็นผู้อุทิศ จึงจะได้ใช้สมบัติ แต่ไม่มีสิทธิ์เบิกใช้เอง

ระบุบนหน้าซองปัจจัยว่า: “ทำบุญทอดกฐินสามัคคี วัดสุพรรณจักรา จำนวน 100 ล้านบาท โดยคุณ WWW นามสกุล YYY”

ดังนี้แล้ว บุคคลได้เป็นเจ้าของสมบัติแต่เพียงผู้เดียว เมื่อสมบัติเกิดขึ้นเพราะบุญ ก็เป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าบุญทอดกฐินนั้น มีประธานรอง ประธานกอง รายย่อมลงมาอีก ก็จะเป็นธุรกิจใหญ่ ที่มีหน่วยงาน หรือองค์กรในเครือ ลักษณะคล้าย ZP Group

ระบุบนหน้าซองปัจจัยว่า: “ทำบุญทอดกฐินสามัคคี วัดสุพรรณจักรา จำนวน 100 ล้านบาท อุทิศให้อากง JJJ และอาม่า PPP”

ดังนี้แล้ว บุคคลผู้ร่วมสมทบเงินบริจาคและทำการถวายจะเป็นเจ้าของสมบัติ แต่กิจการจะเป็นชื่อของอากง และอาม่า หรือในนามอากง กับอาม่า แต่อากง อาม่า ไม่ได้ทำงานในกิจการนั้น แต่จะได้รับผลประโยชน์ผ่านมือมา ยกตัวอย่างเช่น กิจการที่ใช้ชื่อบุคคลเป็นชื่อกิจการ เพื่อเป็นเกียรติ แต่บุคคลนั้นไม่ได้บริหาร เช่น น้ำพริกแม่ประนวม

ส่วนการทำบุญโดยอุทิศให้บรรพบุรุษบุพการี หรือบุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อให้ได้บุญมากที่สุด มีวิธีดังนี้ครับ

ระบุบนหน้าซองปัจจัยว่า: “ทำบุญทอดกฐินสามัคคี วัดสุพรรณจักรา จำนวน 100 ล้านบาท โดยมีอากง JJJ (บัตรประชาชนชาวไทยเลขที่ 111) และอาม่า PPP (บัตรประชาชนชาวไทยเลขที่ 222) เป็นเจ้าของเงินบริจาค ผู้ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ขาด และอำนาจเต็มในเงินบริจาค และผลานิสงส์อันดีงามทั้งหมดทั้งสิ้น ประดุจดังว่าเป็นเจ้าของทรัพย์เอง และได้ทำการบริจาคในครั้งนี้ด้วยตนเอง ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2 และ 3 (ปิดท้ายด้วย ลายประทับนิ้วมือหัวแม่โป้ง แล้วเซ็นลายเซ็นทับ ในฐานะผู้ดำเนินการ)

ทั้งนี้ ก่อนจะทำการถวายเงิน จะต้องอาศัยญาณวิถี แจ้งให้อากง กับอาม่า ทราบก่อน เพื่อให้ท่านอนุโมทนาทั้งก่อนถวาย และหลังถวาย เมื่อประเคนซองปัจจัย หรือหย่อนลงในตู้รับบริจาค ด้วยข้อความบนซองปัจจัยที่ระบุดังนี้แล้ว ผู้เลี้ยงผู้รักษา ก็จะเก็บข้อมูลเหตุแห่งกรรม รวมถึงข้อความที่ระบุไว้ เพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องธาตุเครื่องธรรม แล้วเครื่องก็จะคำนวณจ่ายกรรมานิสงส์ และผลบุญ ให้อากง อาม่า ตามระบุไว้ ส่วนผู้ดำเนินการก็จะได้บุญด้วย แต่ไม่มากเหมือนทำโดยระบุชื่อตนเองเป็นผู้อุทิศครับ แล้วเวลากรรมส่งผล สมบัติที่เกิดขึ้นจากบุญก็จะเกิดขึ้นเป็นกรรมสิทธิ์ และในนามของอากง และอาม่า แบบมีสิทธิ์ขาด และอำนาจเต็ม ยิ่งถ้าหากเงินที่ใช้บริจาค เป็นเงินจากทรัพย์สมบัติ หรือมรดกที่ท่านมอบเอาไว้ให้ ก็จะยิ่งได้บุญแรงมากขึ้นครับ ส่วนสาเหตุที่ควรระบุเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ก็เพื่อความแม่นยำในการจ่ายบุญ เพราะบางทีคนชื่อซ้ำกัน แล้วมีผลถึงการส่งผลของกรรมครับ นอกจากนี้ การประทับลายนิ้วมือหัวแม่โป้งโดยผู้ดำเนินการนั้น ถือเป็นธรรมเนียมการทำสัญญาในวิชชา ซึ่งผู้ทรงวิชชาจะประทับลายนิ้วมือหัวแม่โป้งของกายธรรม หรือกายพระจักรพรรดิ ลงบนเอกสารทิพย์ต่างๆ แต่ถ้าเราประทับด้วยกายมนุษย์ก็จะเพิ่มความสมบูรณ์ในธุรกรรม ยิ่งถ้าหากทางวัด หรือผู้รับบริจาคได้ออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับอากงและอาม่า ก็จะมีความครบถ้วนสมบูรณ์แห่งกุศลกรรมานิสงส์ครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 21-22 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ก็อปประกาศิต

สินค้าก็อป ที่ใช้ดวงตราประกาศิตหรือ “โลโก้” ของผู้อื่น ไม่ว่าจะก็อปเกรดเอ เกรดบี จะมีผลทำให้ผู้ก็อป "ติดหนี้สิทธิ์" เพราะจงใจละเมิดกรรมสิทธิ์ในดวงตราประกาศิตของผู้อื่น ในยุคหนึ่งๆ ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ ทั้งในโลกทิพย์ และโลกมนุษย์  เป็นการอาศัยความน่าเชื่อถือ น่านิยมชมชอบ อันเป็นชื่อเสียงของผู้อื่นมาทำประโยชน์ให้กับตนเอง ผลกรรมคือ เวลาจะผลิตสินค้าหรือให้บริการอะไร ที่มีแบรนด์ หรือประกาศิตเป็นของตนบ้าง ดวงตราโลโก้นั้นก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์พอจะนำไปสู่ผลสำเร็จในงาน หรือพูดง่ายๆ คือ “ทำไม่ค่อยขึ้น” แต่ถ้ามีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เพราะกรรมดีอื่นๆ เช่นบุญกุศลอื่นๆ ก็จะทำให้ถูกขโมยก็อปโลโก้ไปใช้กับเขาเหมือนกัน บุคคลที่ติดหนี้สิทธิ์ผู้อื่นมากๆ มักจะมีผลคือทำให้ “ตกเป็นรอง” ผู้ที่เป็น “เจ้าหนี้สิทธิ์” เวลาแข่งขัน ประชัน หรือแสดงตนต่อสาธารณชน ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้สิทธิ์ก็มักจะได้รับความนิยมชมชอบ มีเกียรติ มีฐานะทางประชาคมเหนือกว่าลูกหนี้สิทธิ์อยู่เนืองๆ ก็คล้ายๆ เวลาคนติดหนี้แล้วไม่จ่าย เมื่อพบเจอหน้าเจ้าหนี้ ก็จะรู้สึกอ่อนด้อย ไม่กล้าสู้หน้า โดยความรู้สึกนี้อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุด้วยซ้ำ  อีกทั้งเมื่อละโลกไปแล้ว หากได้ไปเกิดในภพทิพย์ ผู้ที่ก็อปประกาศิต จะมีโทษคือ ถูกจำกัดยศชั้นวรรณะทิพย์ แม้จะทำบุญมาก แต่ก็ไม่ได้รับลำดับฐานะแห่งความสำคัญในสังคมเทพเทวา อันควรสมกับบุญกรรมแห่งตนที่ทำเอาไว้ครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

21 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน วิธีอุทิศ-อนุโมทนาบุญจากการเสียภาษี

ท่านรู้หรือไม่ว่า การเสียภาษี เป็นบุญใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ “คาดไม่ถึง” ทั้งนี้เพราะภาครัฐ ได้อาศัยเงินภาษี ในการสร้างสาธารณะประโยชน์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน สังคม และประเทศชาติโดยรวม ยกตัวอย่างเช่น การสร้างถนนหนทาง และไฟส่องสว่างตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งประชาชน อีกทั้งพระภิกษุ สามเณร ต่างก็ได้อาศัยใช้ประโยชน์ เช่นทางเท้า ที่อาศัยเดินบิณฑบาตทุกเช้า หากแต่เพียงเรา “น้อมใจยินดี กล่าวอนุโมทนา” ก็จะเกิดเป็นผลานิสงส์ใหญ่ แต่เนื่องจากการใช้เงินภาษีบางอย่างก็เป็นบาป เช่นภาษีสุราและบุหรี่ เราจึงต้องมีความรอบคอบในการอนุโมทนา ซึ่งตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นต้นแบบให้ทุกท่านสามารถนำไปพัฒนาประยุกต์ใช้ได้ครับ:

ให้ประนมมือแล้วนำบัตรประชาชนที่ยังไม่หมดอายุมาถือไว้ (บัตรประชาชนมีผู้เลี้ยงผู้รักษาของประเทศดูแลอยู่) จากนั้นจึงอธิษฐานดังๆ ด้วยวาจาว่า

เผดียง! ข้าพเจ้า ชื่อ/นามสกุล ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนประเทศ xxx เลขที่ xxx ในปัจจุบันสมัย ขอเอ่ยอ้างถึงบุญจากการเสียภาษี อันเกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้ทำงาน มีรายได้ หรือซื้อขายสินค้า และการบริการต่างๆ มีภาษีเงินได้, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียม และภาษีอื่นๆ เป็นอาทิ มีมากน้อยเพียงไร นับตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิด กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่ง “ทางการ” ได้นำเงินภาษีของข้าพเจ้าไปรวมเข้าในท้องพระคลังหลวง แล้วเบิกจ่ายใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ อันมีหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการ และต่างประเทศ อันมีสถานทูตเป็นผู้ดำเนินการ ยกตัวอย่างเช่นการใช้เงินภาษี สร้างและทำนุบำรุงรักษาวัดวาอาราม ถนนหนทาง สะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สวนสาธารณะ ยานพาหนะ เครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ เรือ อุทยานแห่งชาติ โรงประปา เขื่อน  โรงไฟฟ้า เสาไฟฟ้า ไฟส่องสว่างตามสถานที่สาธารณะ น้ำดื่ม น้ำใช้ บำรุงกองทัพเพื่อคุ้มครองประเทศชาติ ทำความสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อม เก็บและกำจัดขยะ การจัดงาน จัดพิธีกรรม จัดประชุม ทางพระพุทธศาสนา และกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน

โดยข้าพเจ้าขอเอ่ยอ้างเฉพาะในส่วนที่ “เป็นคุณประโยชน์ในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิเท่านั้น และไม่เป็นโทษ” ไม่ว่าจะมีมากน้อยเพียงไร เกิดเป็นผลานิสงส์มากน้อยเพียงใด ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้า ชื่อ/นามสกุล ขอสำแดงดวงตราประกาศิต [พระครุฑพ่าห์] ซึ่งเป็นดวงตราราชการของประเทศ บนบัตรประชาชนนี้ เพื่ออุทิศบุญทั้งหมดทั้งสิ้นดังกล่าว ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีวิบัติเจือปน ให้กับตัวของข้าพเจ้าเอง ผู้มีชื่อว่า ชื่อ/นามสกุล ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน ประเทศ xxx เลขที่ xxx ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2, 3

พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้า ชื่อ/นามสกุล ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน ประเทศ xxx เลขที่ xxx ดังกล่าว ขอน้อมอนุโมทนาบุญที่ได้อุทิศบุญจากการเสียภาษีดังกล่าวกับตนเองด้วย ดังนี้ สาธุ อนุโมทามิ แม้ครั้งที่ 1! สาธุ อนุโมทามิ แม้ครั้งที่ 2! สาธุ อนุโมทามิ แม้ครั้งที่ 3! ผนวก!

หมายเหตุ: การอุทิศบุญให้กับตนเอง จะเป็นการ “เพิ่มบุญ” ในส่วนของการอุทิศให้ และเป็นการ “กำหนดสิทธิ์” เพราะถ้าหากเราอนุโมทนากับภาครัฐโดยตรง เราไม่อาจทราบได้ว่า ภาครัฐ อันประกอบไปด้วยข้าราชการนักการเมือง และข้าราชการประจำ จะนำภาษีไปใช้ในทางดีทางร้ายอย่างไร เราจึงควรเอ่ยอ้างถึงตนเอง และภาษีที่ตนเองจ่าย และอุทิศให้ตนเอง อนุโมทนากับตนเอง เพื่อให้ “สิทธิ์ผูกพัน” อยู่กับตนเองเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งการอนุโมทนา เราก็ควรวางเงื่อนไข ว่าขออนุโมทนากับการใช้เงินภาษีไปกับสิ่งที่เป็น “คุณประโยชน์” ไม่เป็น “โทษ” เพื่อไม่ให้กลายเป็นอานิสงส์ที่มี “วิบัติ” ติดพัน ท่านใดจะนำตัวอย่างนี้ไปพัฒนาประยุกต์ใช้ก็ย่อมได้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เล่นประกาฯ กับเหรียญกษาปณ์

 

เรื่องเหรียญกษาปณ์นั้น เท่าที่ผมรจนาผ่านๆ มา ก็พอจะเข้าข่ายมหากาพย์กันแล้วนะครับ ยิ่งมาต่อบทความนี้ ก็ยิ่งสนุกไปอีกมิติหนึ่งครับ ดังที่ผมอ้างถึงเหรียญเงิน และเหรียญทองคำ ไปมากมายหลายวรรค และเว้นวรรคไว้ว่าจะยังไม่ขอเอ่ยถึงเหรียญโลหะอื่นๆ ซึ่งมีมูลค่าหน้าเหรียญระดับหลักหน่วยหลักสิบ มาวันนี้ ผมจะขอเล่าเรื่องการเล่นประกาฯ กับเหรียญหลักหน่วย หลักสิบกันครับ

ด้วยความที่ผมพยายามหาเหรียญโลหะล้ำค่ามาทำบุญ เพื่อลองเล่นดูว่าจะได้อานิสงส์มากเพียงใด ผมเห็นว่าคนส่วนมากจะมีเหรียญนิกเกิล หรือเหรียญโลหะธรรมดาใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน กว่าจะหาเหรียญเงิน หรือเหรียญทองได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับบางท่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักบวช ไม่สะดวกจะซื้อ หรือจับโลหะเงิน โลหะทอง บางท่านก็แนะนำว่า ที่ผมเล่นได้ก็เป็นเพราะมีประกาฯชั้นสูง คนธรรมดาที่ไม่มีประกาศิตชั้นสูงก็เล่นได้อานิสงส์ไม่มากเหมือนอย่างผมครับ

มาวันนี้ผมเลยมาแถม tactic วิธีเล่นเหรียญกษาปณ์ธรรมดาครับ นั่นก็คือ การเล่น หรือทำบุญด้วยเหรียญที่มีดวงตราประกาศิต ซึ่งแต่ละเหรียญจะมีราคาในวิชชาไม่เท่ากัน คิดค่ากำเน็จต่างกัน และประกาฯ แต่ละดวง ก็มีขั้นสูงต่ำไม่เท่ากัน เวลาทำบุญ ก็ให้ทำกับตู้รับบริจาคที่มีดวงตราประกาศิตขั้นสูง ซึ่งโดยมากควรจะเป็นองค์กรใหญ่ๆ ที่มีเครือข่ายไปทั่วโลก หรือมีหลักแหล่งฐานมั่นคง มีชื่อเสียงอันดี เป็นองค์กรที่ทำประโยชน์มาก อย่าง UNICEF และ Red Cross และอื่นๆ ซึ่งตู้รับบริจาคจะมีดวงตราประกาศิตขององค์กรติดอยู่

วิธีเล่นก็ง่ายๆ ครับ เพียงแต่ต้องรู้จัก "ตรัสคาถา" ซึ่งนักเล่นประกาฯ ท่านทำกัน ซึ่งผู้เล่นก็ต้องหาเหรียญให้ได้ก่อน พอได้เหรียญที่มีดวงประกาฯ อันน่าพอใจแล้ว ก็หาตู้รับบริจาค ไม่ว่าจะอยู่ตามโรงพยาบาล หรือสนามบิน จากนั้นก็หยิบเหรียญมาสำแดงประกาศิต แล้วตรัสคาถา เอ่ยอ้างทั้ง "ประกาฯส่ง" คือดวงตราบนเหรียญ และ "ประกาฯรับ" คือดวงตราบนตู้รับบริจาค แล้วจึงค่อยหย่อนลงไป ดังนี้แล้วจะเกิดอานิสงส์มาก สำหรับผู้เล่น คือผู้ทำบุญครับ

นานาสาระ: ปกิณกะ ตอนเล่นประกาฯ กับ QR code

การบริจาคทำบุญสมัยใหม่ มีวิธีเล่นประกาศิตแบบทันสมัยคือ ติดสติ๊กเกอร์ดวงตราประกาศิตไว้ที่ด้านหลังโทรศัพท์มือถือครับ จากนั้นจึงบริจาคโดยยิง QR code ไปที่ Info Graphic ซึ่งมีดวงตราประกาศิตขององค์กรการกุศล และมี QR code รับบริจาคติดอยู่ โดยกล่าวคาถา ประกาฯรับ ประกาฯส่ง ดังนี้ครับ แต่ในกรณีนี้จะต้องมีประกาฯ เป็นของตนเองครับ หรือมิฉะนั้นก็เล่นประกาฯ ดวงตราของธนาคารบัญชีที่ใช้โอนครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน “พุทธเขต” กับ “กายธรรมภูติ”

ดังที่ผมเคยรจนาไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่า ในพระบรมสารีริกธาตุนั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเรียกว่า "กายธรรมสิทธิ์" หรือจะแปลเป็นภาษาพระไตรปิฎกว่า "กายธรรมภูติ" ก็ย่อมได้ เป็นเสมือนกายปาฏิหาริย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะประชุมรวมกันขึ้นเป็นพระวรกายขององค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกครั้ง เมื่อถึงคราวสิ้นพุทธกาล 5,000 ปี

นอกจากนี้ ในเขต “เขตพัทธสีมา” ซึ่งเป็น “เขตพุทธาวาส” ตามอำนาจเลี้ยงรักษา ที่นิยามและกำหนดไว้โดยกฎหมายของราชอาณาจักรไทย ก็จะมีกายภาคผู้เลี้ยงผู้รักษาเขตสีมาประจำอยู่ เมื่อฝ่าย(ราช)อาณาจักรได้อนุญาตหรืออนุมัติให้แล้ว ถ้าหากมีการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเขตพุทธาวาส ก็จะทำให้กายธรรมสิทธิ์ หรือกายธรรมภูติ "ทรงศักดิ์และทรงสิทธิ์โดยไผท" หรือกล่าวโดยง่ายอยู่ในเขตนั้น อุปมาได้กับ "เขตวิชชา" ของผู้ทรงวิชชาแต่ละสำนักนั่นเองครับ

ดังนี้แล้ว หากพระบรมสารีริกธาตุทรงมีวิชชา และได้รับการผูกสิทธิ์ให้เป็นหลักเป็นประธานของ “เขตพัทธสีมา” นั้น ก็จะกลายเป็นเขตที่มีความศักดิ์สิทธิ์ จะทำบุญ ทำสังฆกรรม ทำพิธีสวดมนต์ ปฏิบัติเจริญภาวนาอะไร ก็จะมีผลานิสงส์มากกว่าปกติ ดุจดังว่าได้ทำหรืออยู่ต่อเฉพาะพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำเดิมทีพัทธสีมานั้น เป็นเขตสำหรับทำสังฆกรรมตามพระพุทธบัญญัติครับ แต่กฎหมายของประเทศกำหนดให้เป็น “เขตพุทธาวาส” ด้วยจึง “สิทธิ์” ให้เป็นของพระพุทธเจ้า ถ้าจะว่าไปก็คล้าย “สถานทูต” ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้วมีอธิปไตยขึ้นมานั่นเองครับ

พัทธสีมานั้นเป็นเขตสำหรับทำสังฆกรรมตามพุทธประสงค์ดั้งเดิม มิได้มีไว้เพื่อให้พระพุทธเจ้าทรงประทับเป็นหลักเป็นประธาน แต่กฎหมายของราชอาณาจักรไทยกำหนดให้เป็นเขตพุทธาวาส การเลี้ยงรักษาจึงเป็นไปตามที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาของประเทศให้ไว้ ส่วนวิธีผูกสิทธิ์ให้พระบรมสารีริกธาตุทรงเป็นประธาน ณ เขตพัทธสีมา ควรมีลักษณะคล้ายการเผดียงสงฆ์และไวยาวัจกร สวดกราบอาราธนาองค์สมเด็จพระพุทธโคดม โดยรวมแล้วจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัท 4 ผู้มีอำนาจหน้าที่ประจำแต่ละวัดและสำนัก แต่ในวิชชาก็ทำอย่างคนมีวิชชาครับ สาเหตุที่ต้องทำดังนี้เพราะบางสำนักมีผู้ทรงคุณท่านเหล่าอื่นสถิตอยู่ประจำพัทธสีมา ซึ่งตามพุทธบัญญัติแล้วก็ต้องมีการ “สวดถอน” ของเดิม สิ่งเดิมก่อนที่จะสวดผูกพัทธสีมา

การที่วัดหรือสำนักมีพื้นที่มาก เราสามารถอาศัยอำนาจการปกครองของพระสังฆาธิการ ในการกำหนดเขตวัด หรือสำนักทั้งสำนักให้เป็น “มหาสีมา” แต่พุทธบัญญัติก็มีกำหนดไว้อีกว่า สีมาใหญ่สุดมีพื้นที่ไม่เกินเท่าไร ถ้าหากพื้นที่วัดมีมากเกินกำหนด พระสังฆาธิการสามารถแบ่งเขตวัดเป็น “เขตพุทธาวาส เขตธรรมาวาส และเขตสังฆาวาส” ตามลำดับโดยกำหนดให้มี “เขตขัณฑสีมา” คือ “อุโบสถ” เป็นศูนย์กลางครับ แต่ที่ดินต้องเป็นธรณีสงฆ์กรรมสิทธิ์เดียวกันทั้งหมด

เขตพุทธาวาสจะศักดิ์สิทธิ์และอำนวยผลมากขึ้น เพราะมีลักษณะคล้าย “ทักขิณา” คือสะอาดขึ้น กว้างขึ้น เนื่องจากมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานพัทธสีมาและธรณีสงฆ์นั้นๆ แล้ว จะมีผลถึงภาคผู้เลี้ยงประจำแต่ละวัดและสำนักด้วย ไม่ว่าจะในแง่ของความเป็นสัมมาทิฐิ และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งผู้เลี้ยงผู้รักษา ท่านจะเลี้ยงรักษาตามกำลังของคณะสงฆ์, มัคนายก, ไวยาวัจกร และอุบาสก อุบาสิกา ที่รวมตัวกันเป็นคณะทำงานประจำ หรืออยู่ประจำภายในวัด ตามกฎหมาย ซึ่งทางวัดจะต้องมีรายชื่อบุคลากร ที่ยื่นรายงานต่อเจ้าคณะพระสังฆาธิการ และถ้าหากวัดนั้น มีพระบรมสารีริกธาตุเป็นพระประมุขประจำเขตพุทธาวาส ก็จะส่งผลถึง “การคำนวณเลี้ยง” ตามไปด้วย คือภาคผู้เลี้ยงจะจัดสรร ผู้เลี้ยงผู้รักษาที่เหมาะสมต่อคณะพุทธบริษัท 4 อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข

ถ้าหากว่าวัดหรือสำนักของผู้ทรงวิชชามีผู้อื่นเป็นประธานเขตพัทธสีมาอยู่แล้ว และผูกสิทธิ์ไว้แล้ว ก็สามารถใช้อำนาจหน้าที่พระสังฆาธิการ อย่างเจ้าอาวาส ในการกำหนด "พุทธเขต" เช่นพระเจดีย์ (เลี่ยงการเรียกเขตพุทธาวาส ตามตัวบทกฎหมาย) สำหรับสิ่งอันพึงกระทำในการกำหนดพุทธเขตมิใช่การวางศิลาฤกษ์ แต่เป็นการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอย่างสมควร ทั้งในพระเจดีย์ประเภทต่างๆ อย่างพระสถูป หรือพระพุทธรูป แล้วพระสังฆาธิการตราเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรกราบอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ทรงเป็นประธาน ณ เขตพุทธาวาส ปกครองขัณฑสีมา และ/หรือ มหาสีมา รวมถึงเขต ธรรมาวาส และสังฆาวาส โดยอาจจะใช้ภาษาวิชชาในการตราขึ้น ภายในขอบเขตของอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ รวมถึงมีการทำสังฆกรรมประกอบ ซึ่งการ “ผูกสิทธิ์” ด้วยวิชชา ก็เข้าทำนองเดียวกันกับการ “สวดผูกสีมา” ที่มีการอ้างอิงกันและกันโดยชอบธรรมในสิทธิ์และอำนาจที่มีอยู่ครับ ดังฉะนี้.

Q&A

Q: ทำอย่างไร "กายธรรมภูติ" หรือ "กายธรรมสิทธิ์" ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงพระเดชานุภาพมากขึ้น ภายในเขตพุทธาวาส หรือพระอาราม เพราะดูเหมือนกายจะเบามากน้อยหน่อย

A: เท่าที่ผมนึกได้ หากมีการตรายศชั้นขั้นตำแหน่งศักดินาและดาราอิสริยยศ และตำแหน่งอำนาจหน้าที่ต่างๆ ในฝ่ายราชอาณาจักร ให้กับองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า กายธรรมภูติของพระองค์ก็จะ "สำเร็จพระพุทธจักรฯ" ด้วยกันทั้งหมด เป็นผลให้มีฤทธิ์มาก เราอาจจะทำสิ่งนี้โดยบัญญัติในกฎหมายประกอบพระพุทธศาสนาประจำชาติ หรือทำแยกต่างหากก็ได้ครับ ถ้าใช้ภาษาวิชชาได้ก็จะยิ่งดีครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เหรียญกษาปณ์อัดวิชชา

 

เหรียญกษาปณ์เงินสกุลต่างๆ แทบทั้งหมดจะมี “กายสิทธิ์” ที่มีวิชชาสาย “พระคลังรัตนะ” ประจำอาณาจักร หรือประเทศชาติของผู้ออกเหรียญคอยรักษาอยู่  ทั้งของใหม่ในปัจจุบันสมัย และของโบราณ กายสิทธิ์เหล่านี้ เราสามารถนำมา "เติมวิชชา" หรือ “อัดวิชชา” เข้าไปแล้วใช้เป็น "เงินขวัญถุง" ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วกายสิทธิ์ในเหรียญเล็กๆ น้อยๆ อย่างเหรียญสลึง, เหรียญเพ็นนี, เหรียญห้า, เหรียญสิบ, ไม่ว่าจะเป็นสกุล บาท, ดอลลาร์, ปอนด์ หรืออื่นๆ จะมีเพียงกายสิทธิ์ที่ฤทธิ์ไม่มากนัก คอยเฝ้ารักษาเหรียญนั้น (รวมถึงธนบัตรด้วย แต่บทความนี้จะกล่าวเฉพาะเหรียญ) ถ้าเราสามารถหามาได้ซึ่ง "เหรียญกษาปณ์เงิน" และ "เหรียญกษาปณ์ทองคำ" เหรียญเหล่านี้จะมี "กายสิทธิ์สายพระคลังชั้นสูงขึ้น" คอยรักษา ซึ่งถ้าหากเรา "เติมวิชชา" หรือ “แต่งองค์” ให้กายสิทธิ์ กลายเป็น “จักรพรรดิ” หรือเป็น “พระคลังรัตนะ” ก็จะเป็น "คุณ" ในด้านโภคทรัพย์ได้เพิ่มมากขึ้น คือแทนที่จะทำหน้าที่เพียงเฝ้าเหรียญ ก็สามารถตามสมบัติเป็นด้วย ดังนี้แล้วเราสามารถนำเหรียญมาเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง พกติดกระเป๋า หรือเลี่ยมกรอบแขวนติดตัว นี้เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะได้กายสิทธิ์สายพระคลังสมบัติชั้นสูงจาก ภพเงิน ภพทอง ซึ่งเป็นที่นับถือกันว่าล้ำค่า และเด่นในด้านสมบัติ มาอยู่ในความครอบครอง แล้วนำไปทำวิชชาต่อยอดครับ ดังฉะนี้.

 

Q&A: จะทราบได้อย่างไรว่า กายสิทธิ์ในเงินสกุลใดเก่งกว่ากัน?

ปกติแล้ว อาณาจักรที่มีศักยภาพพอ ในการออกเหรียญกษาปณ์เงิน และทองคำ ถือว่ามีวิชชาดีพอสมควรครับ การจะดูประสิทธิภาพของกายสิทธิ์ ต้องดูที่ศักยภาพของ “การเงิน และการคลัง” ของแต่ละอาณาจักร ซึ่งผู้เลี้ยงพระคลังคอยดูแลรักษาอยู่ เงินสกุลบางประเทศ “เฟ้อ” มาก ทำให้ค่าของเงินมีน้อย ปราศจากเสถียรภาพ และไม่คงเส้นคงวา หรือดูที่อัตราแลกเปลี่ยน ว่าเงินด้อยค่ากว่ากันและกันอย่างไร นอกจากนี้ก็ดูที่ “ดวงตราประกาศิต” ประจำเหรียญนั้น โดยเฉพาะราชอาณาจักร ถ้าเป็น Silver Jubilee แล้วออกเหรียญเงิน วิชชาจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือ Golden Jubilee แล้วออกเหรียญทอง ภพท่านก็จะ “ศักดิ์สิทธิ์” ลงมามากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับเหรียญกษาปณ์รุ่นอื่นๆ ของเงินสกุลเดียวกัน แต่ยังไม่ขอเทียบกับเงินสกุลอื่นนะครับ เพราะมีปัจจัยส่งผลได้หลากหลายครับ.

 

Q&A: แล้วเหรียญกษาปณ์ใดควรนำไปทำบุญ อย่างใดควรเก็บเป็นเหรียญขวัญถุง?

เหรียญกษาปณ์สำหรับทำบุญ ต้องดูที่ "ราคาในวิชชา" ของเหรียญครับ ซึ่งจะส่งเป็นกรรมานิสงส์มากที่สุด ว่าจะได้ตอบแทนกลับคืนมากี่เหรียญ ส่วนเหรียญกษาปณ์สำหรับเก็บรักษาเป็นขวัญถุงหรือพกติดตัว ต้องดูที่ "กายสิทธิ์" ว่ามีศักยภาพสูงหรือไม่ ทั้งในด้านวิชชา และลำดับขั้นของกายสิทธิ์ ว่าเป็น "จักรพรรดิ" ได้หรือไม่ครับ.

 

Q&A: ทำไมจึงไม่นำกายสิทธิ์ภาคทองที่มีอยู่ในเครื่องประดับ หรือทองคำแท่งมาแต่งเป็นจักรพรรดิ?

กายสิทธิ์จากภาคทอง ที่อยู่ตามเครื่องประดับ และทองคำแท่ง รวมถึงเหรียญกษาปณ์ต่างๆ ภาคทองท่านจะส่งลงมาตาม "ความสำคัญ" ของชิ้นงานทองคำนั้นหลังจากรังสรรค์ขึ้นแล้ว อย่างเช่น พระพุทธรูปทองคำ, พระเจดีย์และผอบทองคำ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ, มงกุฎทองคำ, พระแสงทองคำ และเหรียญทองคำ กายสิทธิ์ผู้ใหญ่ หรืออาจถึงขั้นจักรพรรดิทอง จะลงรักษาครับ แต่ถ้าเป็นเครื่องประดับ ทองแท่งเล็กๆ หรือทองคำเปลว ก็มีกายสิทธิ์แบบทั่วไปที่คอยรักษาความสวยความงาม และความทรงคุณค่าครับ. 


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

7 ธันวาคม 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ฝรั่งปล่อยเต่า

สงสัยกันบ้างไหมครับ เมื่อเราดูคลิปวิดิโอเห็นฝรั่งท่านเจอเต่าและปลาโลมาติดอยู่ในเศษอวนตามท้องทะเล หรือสัตว์อนาถาโดยบังเอิญ แล้วฝรั่งท่านก็ไปช่วยเหลือ ปลดปล่อยให้เป็นอิสระ โดยถ่ายคลิปมาโพสต์ ได้ไลค์ ได้แชร์ เพียบ ดูแล้วน้ำหูน้ำตาไหลกันไปทั่วโลก แต่คนไทยปล่อยปลา ปล่อยกบ เป็นตันๆ กะละมัง ถุงถัง ปล่อยโคกระบือ เป็นตัวๆ ทำไมไม่ได้ฟีลลิ่งแบบท่านฝรั่ง และไม่กลายเป็นไวรัลในสังคมตะวันตก ทั้งนี้ก็เพราะฝรั่งท่านเห็นว่าสัตว์บางประเภทนั้นเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ก็เลี้ยงไว้เป็นอาหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ การปล่อยสัตว์ที่มีไว้เพื่อรับประทานท่านถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เมคเซ้นส์” ท่านช่วยเฉพาะสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลก ไม่ใช่ของกินครับ ยกเว้นบางกรณีที่สัตว์แสดงความแสนรู้ออกมา เมื่อช่วยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีมนุษยธรรมสูง ควรแก่การยกย่องครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

2 ธันวาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน การประมวลผลของผู้เลี้ยง

ดังที่ได้ทราบกันแล้วว่า "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงฝ่ายบุญ" มีหน้าที่หล่อเลี้ยงมนุษย์และสัตว์ด้วย ปิฎก 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ โดยผู้เลี้ยงฝ่ายบาป) ซึ่งการเลี้ยงนี้หมายถึงการ “ดลใจให้อยู่ในธรรม” เมื่อเป็นไปตามที่เลี้ยงคือ ดลใจแล้ว ก็คิด พูด ทำ เป็นกุศลตามมา ผู้เลี้ยงก็จะประมวลข้อมูล (input) เพื่อส่งรายงานตามขั้นไปถึง “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” เพื่อดำเนินการคำนวณบุญ/บาป และกำหนด “ผังกรรมดี/ชั่ว” จ่ายกลับคืนมาใส่ไว้ใน “กายปลายทาง” อย่างมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์ การประมวล input นี้ ผู้เลี้ยงท่านจะประมวลบนบรรทัดฐานของการทำปฏิกิริยากันระหว่าง "ธาตุ, ธรรม, ขันธ์ 5, เวลา และปฏิจจสมุปบาท"  กล่าวคือ กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม บนพื้นฐานของ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาศ, รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (เห็น, จำ, คิด, รู้) อันเป็นปัจจัยภายในตัวมนุษย์ อันเนื่องด้วยปัจจัยภายนอกคือ คน, สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และปฏิจจสมุปบาท ก่อเกิดเป็น "กรรม" อันเป็น กุศล, อกุศล, อัพยากตา เท่าไรต่อเท่าไร ซึ่งทุกอย่างมี "ค่ากำหนด" ในตัวทั้งนั้น ทำให้เกิดสภาวธรรมของจิตประชุมขึ้นเป็นดวงกลมๆ เหมือนอย่างในพระอภิธรรม ซึ่งผู้เลี้ยงท่านก็คำนวณว่าดวงจิตที่เกิดขึ้นมีปริมาตร, ปริมาณ, คุณลักษณะ, น้ำหนัก, ความสะอาด, ขนาด, และธรรมรส อย่างไร และเท่าไรบ้าง แล้วก็คำนวณนับค่าตัวแปรต่างๆ เหล่านี้ รายงานไปสู่เครื่องธาตุเครื่องธรรมเพื่อประมวลผลตามโปรแกรมกฎแห่งกรรม ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 2 ธันวาคม 2565

www.Meditation101.org


Q&A: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จะอธิบายได้อย่างไร?

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม คือผังที่โปรแกรมตั้งไว้มันจะส่งผลครับ ผังบางผังมันแน่น และแรงมาก เหมือนแรงดึงดูดของโลกที่ดึงภูเขาทั้งลูกให้ติดอยู่กับพื้นดิน แต่บางผังก็ไม่แรง ความแรงของกรรมจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเหตุที่กระทำ โดยเฉพาะกรรมที่ทำด้วยความแน่วแน่มากๆ และกรรมมีผลกระทบมากในวงกว้าง มักจะเป็นกรรมที่แรงกว่าปกติ ซึ่งเราก็สามารถสรุปได้ตรงกับพระพุทธศาสนาว่ากรรมขึ้นอยู่กับเจตนา และการที่เราปล่อยปละละเลย ให้เป็นไปตามยถากรรม ก็คือกรรมอย่างหนึ่งของเราครับ อย่างเช่นเราป่วย แล้วเชื่อว่าเป็นกรรม จึงไม่ยอมรักษา แต่ลืมไปว่า การรักษาก็เป็นการเปิดโอกาสให้กรรมดีส่งผล เช่นกรรมที่เคยบริจาคยารักษาโรค ถ้าได้กินยาสักหน่อย กรรมดีจากการบริจาคยาก็จะส่งผล ก็จะหาย หรือบรรเทาอาการลงได้ครับ ถ้าถามว่าแล้วเราจะแก้กรรมได้ไหม? ก็แล้วแต่ครับ คือมีปัจจัยหลายประการ ที่จะทำให้แก้กรรมได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ "จังหวะ" ของปัจจัยแวดล้อมส่งผลครับ ถ้าจะนับกรรมแต่ละอย่างว่าเป็นกี่ % ของผลที่มีต่อชีวิตจริง น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น เช่นกรรมหนัก 80% ใช้วิชชา 60% ช่วยก็ไม่หาย แต่ถ้ากรรม 25% ใช้วิชชา หรือทำความดีแก้กรรม 40% ก็หาย หรือบรรเทาได้ครับ.

Q&A: ถ้าอย่างนั้นกรรมก็ส่งผลสะเปะสะปะ?

จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ครับ แต่พึงทราบว่า เบื้องหลังกรรม คือพระนิพพาน กับมารโลก ต่างพยายามแทรกแซงกันและกัน พระนิพพาน พยายามส่งวิชชา ให้ปิฎก 3 ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ทำให้มนุษย์และสัตว์มีจิตใจดีงาม พอดีงามแล้วก็ คิด พูด ทำ เป็นบุญ ก็ได้กรรมดี ได้บุญบารมี สะสมไว้ ครบกำหนดก็ได้เข้านิพพาน ส่วนบาปกรรมที่บั่นทอนก็เป็นคราวๆ ไป คือ 95% บ้าง 72% บ้าง 84% บ้าง 35% บ้าง ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน เพราะผังชีวิตคือโปรแกรมที่มีพลังงานบุญและบาปกำกับอยู่ เขาแย่งกันส่งผล ฝ่ายพระนิพพานก็มีเครื่องธาตุเครื่องธรรม ฝ่ายมารโลกก็มีเครื่องธาตุเครื่องธรรม ต่างฝ่ายต่างส่ง "ธรรม" ของตน และพยายามบังคับโปรแกรมของตนให้แรงกว่าอีกฝ่าย ทำให้เกิดความผันผวนในกรรมดีกรรมชั่วครับ.

Q&A: ทำไมจึงเรียก “จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง”?

คำว่า "จักรพรรดิ" ใช้เรียกได้หลากหลายครับ คำว่า "จักร" ก็มีทั้ง พุทธจักร, อาณาจักร, สารจักร, ธรรมจักร, รัตนจักร, ส่วน "พรรดิ" หมายถึงผู้เป็นใหญ่ คำนี้ใช้เรียกทั้งพระเจ้าจักรพรรดิราช, พระโพธิจักรฯ และพระอริยจักรฯ ผู้บำเพ็ญสัตตะรัตนะธรรม, พระจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงผู้รักษา และกายสิทธิ์ชั้นสูงก็เรียกจักรพรรดิ อุปมาคล้ายๆ คำว่า "นายก" ใช้เรียกทั้ง นายกรัฐมนตรี, สังฆนายก, นายกสภาฯ, นายก อ.บ.จ., นายก อ.บ.ต., นายกเทศบาล, นายกสมาคม, สมุหนายก มีปรากฏใช้ได้หลากหลาย ด้วยนัยยะที่ใกล้เคียงกันครับ ดังฉะนี้.

นานาสาระ: ตอน ภพเจ้าของเพลง

เคยไหมครับที่เราฟังเพลงแล้ว เมื่อการฟังผ่านพ้นไปแล้ว เราจะได้ยินเสียงเพลงนั้นดังอยู่ในใจ แล้วติดอกติดใจ บางทีอาจจะเป็นท่อนฮุคของเพลง ที่น่าฟัง ทำให้เรารู้สึกอยากฟังเพลงนั้นอีก หรือฮัมเพลงนั้น ปรากฏการณ์นี้ เป็น “วิชชา” ของ “ภพเจ้าของเพลง” ครับ ซึ่งมีผู้เลี้ยงผู้รักษาคอยทำหน้าที่ประจำอยู่ ซึ่งในสายลำดับการปกครองจะเป็นพระพุทธเจ้า, พระจักรพรรดิ, เทพเทวาอย่างคนธรรพ์หรือกายสิทธิ์ คอยประชุมเพลงและดนตรีขึ้น แล้วส่งวิชชามายังเมืองมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ที่เป็นศิลปินนักร้องนักดนตรี ที่ส่วนใหญ่มาจากสายคนธรรพ์ คอยร้อง คอยเล่น คอยแสดง ส่วนหยาบ ในขณะที่ส่วนละเอียดในภพทิพย์ท่านก็คอยเลี้ยงวิชชาในดนตรีให้ความสุขเพลิดเพลินแก่มนุษย์ ทำนองเดียวกันกับสรรพวิชาการ “องค์ความรู้ทางวิทยาการ” ที่มีทั้งพระพุทธเจ้า, พระจักรพรรดิ คอยส่ง “วิชชา” แล้วอาจารย์วิทยาธรคอยรักษา “วิชา” และร่วมกันเลี้ยงรักษาครับ ทำให้วิทยาการนั้นยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์, ภาษา และอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่ท่านต้องทำก็เพื่อแย่งชิงพื้นที่ปกครองใจมนุษย์ เพราะถ้าหากฝ่ายพระพุทธเจ้าไม่ส่งวิชชา ฝ่ายมารโลกก็จะเข้าควบคุมด้วยวิชชาของพวกเขา ทำให้มีแต่เพลงแย่ๆ ที่คอยทำให้ใจของมนุษย์เสื่อมทรามลงครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 3 ธันวาคม 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน แต่งองค์ 18 กาย

 

เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ในสายวิชชาธรรมกายนั้น คนเราจะมีกายพื้นฐานอยู่ 18 กาย นับจากภายนอกสุด เข้าสู่ภายใน คือ (1) กายมนุษย์หยาบ (2) กายมนุษย์ละเอียด (3) กายทิพย์ (4) กายทิพย์ละเอียด (5) กายรูปพรหม (6) กายรูปพรหมละเอียด (7) กายอรูปพรหม (8) กายอรูปพรหมละเอียด (9) กายธรรมโคตรภู (10) กายธรรมโคตรภูละเอียด (11) กายธรรมพระโสดาบัน (12) กายธรรมพระโสดาบันละเอียด (13) กายธรรมพระสกทาคามี (14) กายธรรมพระสกทาคามีละเอียด (15) กายธรรมพระอนาคามี (16) กายธรรมพระอนาคามีละเอียด (17) กายธรรมพระอรหัต และ (18) กายธรรมพระอรหัตละเอียด ส่วนกายภายในที่ลึกเข้าไปกว่านี้ เป็นกายพระนิพพาน, กายธรรมพระปัจเจกพุทธเจ้า, กายธรรมพระพุทธเจ้า และกายพระจักรพรรดิ โดยขึ้นอยู่กับสายธาตุสายธรรมของแต่ละบุคคลว่าปกครองกันลงมาอย่างไร

จากบทความก่อนๆ ผมได้เคยนำเสนอไว้ว่า เราสามารถแต่งองค์ทรงเครื่องกายเพื่อเพิ่มอานุภาพให้กับกายธรรม หรือกายพระจักรพรรดิได้ เพราะกายเหล่านั้นเป็นกายที่มีอานุภาพมากพอสำหรับการประกอบวิชชา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะ “กายแกร่งแน่น” เพราะ “ทรงฌาน” ไม่ว่าจะเป็นวิชชาพระธรรมกาย หรือวิชชาพระจักรพรรดิ สำหรับบทความนี้ ผมจะขอเสริมเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากกายพระธรรมกาย และกายพระจักรพรรดิแล้ว เราสามารถแต่งเติมเสริมองค์ทรงเครื่องให้กับกายในชุด 18 กายได้ด้วย นับตั้งแต่ “กายมนุษย์ละเอียด” เป็นต้นไป ซึ่งเป็นกายภายในแรกสุด ถัดจากกายมนุษย์หยาบ

การแต่งเครื่องทรงให้กับกายลำดับแรกๆ นั้นทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะกายเหล่านี้มักจะ “บอบบาง” กว่ากายธรรม และกายพระจักรพรรดิ ที่กายแกร่งเพราะทรงฌานได้ดีมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นกายทิพย์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสวรรค์ เมื่อลงไปเยี่ยมชมเมืองนรก ก็อาจเกิดอันตรายเพราะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนของไฟและน้ำกรด รวมถึงสิ่งทำลายล้างในเมืองนรกได้ หรือแม้ขนาดกายเทวดาลงมาร่วมงานบุญพิธีในเมืองมนุษย์ ก็ยังรู้สึกอบอ้าวและอึดอัด ไม่สบายเหมือนอยู่ในสวรรค์ ส่วนใหญ่ลงมาแล้วก็ต้องรีบกลับ

อย่างไรก็ตาม การแต่งองค์ทรงเครื่องให้กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม หรือแม้แต่กายธรรม และกายพระจักรพรรดิ ก็มีข้อจำกัด คือ “ธาตุ” ของกายเหล่านั้นว่าจะรองรับเครื่องทรงได้หรือไม่ เช่น “หมวกพระจักรพรรดิ” ของกายที่มีธาตุมากๆ เมื่อกายอื่นๆ ที่ธาตุน้อยกว่า นำไปใส่ จะรู้สึกหนัก ไม่สามารถรองรับทานน้ำหนักเอาไว้ได้ ส่วน “มณี” ที่ประจุวิชชาอย่างในชุดมณีลังการ ก็ยากที่จะนำประดับ (ต่างจากมณีที่เป็นเครื่องประดับเทวดา) เพราะมีความ “หนักในวิชชา”

ดังนั้น การแต่งองค์ทรงเครื่องกายลำดับชั้นแรกๆ ที่พอจะทำได้ก็คือ การเปลี่ยนอาภรณ์เครื่องทรง อย่างเช่นการนำผ้าทิพย์สีต่างๆ ที่ได้จาก “สายสะพายดาราอิสริยยศ” มาครอง และการ “ประดับดารา” ซึ่งเป็นดาราที่ได้มาด้วยการ “คว้าเอา” ในวิชชา หรือแลกกับผู้เลี้ยงผู้รักษาในกรณีที่ได้รับดาราอิสริยยศ หรือเป็นดาราที่เด็ดออกมาจากวัตถุมงคลประเภทดารา หรืออื่นๆ การแต่งเครื่ององค์ ของ 18 กาย ยกตัวอย่างเช่น ดาราอิสริยยศมี 5 ชั้น เราก็แลกกับผู้เลี้ยงออกมาทีละ 1 ขั้น เช่น เมื่อได้ชั้น 5 ก็นำไปใส่กายมนุษย์ละเอียด ได้ชั้น 4 ก็นำไปใส่กายทิพย์ ได้ชั้น 3 ก็นำไปใส่กายรูปพรหม ได้ชั้น 2 ก็นำไปใส่กายอรูปพรหม ได้ชั้น 1 ก็นำไปใส่กายธรรม หรือหากได้ชั้นใดชั้นหนึ่งแล้วขอแลกกับผู้เลี้ยงผู้รักษาหยิบแบ่งออกมากระจายใส่กายต่างๆ ก็ย่อมได้ ดังนี้แล้ว ดาราจะส่งฤทธิ์หล่อเลี้ยงแต่ละกายในชุด 18 กายอย่างเนืองแน่นพอ ทำให้มีอานุภาพมากอยู่ตลอดเวลา ใจจึงมีฤทธิ์เป็น “ศักดา” อยู่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อควบรวม 18 กายเพื่อให้เป็น “กายมนุษย์พิเศษ” หรือ ซ้อน 18 กาย เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็จะทับทวีอานุภาพให้รุนแรงขึ้นเป็น “พิสเดช” แต่ถ้าถอดดาราออกเมื่อไร กายก็จะมีฤทธิ์แผ่วลง ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ทำไมประเทศพุทธจึงไม่เจริญ?

 

คงเป็นที่ค้างคาใจของชาวพุทธเรากันไม่น้อย ว่าถ้าหากพระพุทธศาสนาดีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ อันประเสริฐ ย่อมได้ฐานะอันเลิศ อันประเสริฐ แล้วทำไมประเทศชาวพุทธจึงด้อยความเจริญในด้านต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศชาวตะวันตกที่นับถือศาสนาอื่นคุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าครับ ที่แอบสงสัยแบบนี้อยู่ในใจ? บทความนี้มีคำตอบครับ!

คนไทยที่มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป คงสงสัยว่า ทำไมศิลปะสถาปัตยกรรมของบางศาสนา ถึงสวยงาม เมื่อเทียบกับประเทศต้นแหล่งพระพุทธศาสนาที่ชวนให้เกิดสติ ไม่รู้สึกเว่อร์วังอลังการเลย ผมทราบมาว่า พระศาสดาของศาสนาทางยุโรปนั้น ในอดีตชาติ ท่านได้เคยสร้างสถานที่เก็บรักษาอัฐิ หรือศพของมารดาท่าน ท่านให้สร้างอย่างสวยงาม ถ้าจะว่าไปก็เหมือนชาวพุทธที่สร้างสถูปบรรจุเก็บอัฐิของบรรพบุรุษตามสุสานของวัดนั่นล่ะครับ เพียงแต่พระศาสดาพระองค์นั้น ท่านให้สร้างสวยๆ ดูหรูหราหน่อย ด้วยบุพกรรมนี้ ทำให้สถาปัตยกรรมต่างๆ ในศาสนาของท่าน แลดูสวยงามเว่อร์วังอลังการ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม อันเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนานั่นเอง ในทำนองเดียวกับที่อดีตชาติของพระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิ ได้เคยช่วยบิดาสร้างกุฏิไม้ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วจะได้ครองปราสาททองในยุคพระศรีอริยเมตไตรยนั่นล่ะครับ คือเหตุที่ประกอบนั้นอาจจะดูเล็กน้อย แต่กรรมส่งผลอย่างเว่อร์ๆ ให้ร้อยเท่าพันทวีครับ แล้วยิ่งถ้าหากประกอบเหตุอย่างเลิศหรู ผลกรรมก็ยิ่งอลังการเข้าไปใหญ่ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเคยได้ทราบมาว่า อันที่จริงประเทศชาวพุทธเราก็ไม่ถึงกับจะต้องอยู่อย่างแย่ๆ ครับ แต่มันมีหลายเหตุปัจจัย ที่ทำให้เราต้องเป็นกันเช่นนี้ ซึ่งอันดับแรกสุดก็คือ “มารแกล้ง” เพราะ “ภาคมาร” ไม่ต้องการให้ประเทศชาวพุทธดูเจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าหากประเทศชาวพุทธเจริญมาก มันก็จะเป็นเครดิตที่ดี ให้กับพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองแผ่ขยายไปทั่วโลกได้ง่ายขึ้น เหมือนคนรวยๆ ที่ประสบความสำเร็จ อย่างท่านบิลล์ เกตส์, ท่านวอร์เรน บัฟเฟตต์, ท่านแจ็ค หม่า, ท่านอีลอน มัสก์ และท่านมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีฐานะดี และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นไอดอลต้นแบบ และเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ ให้คนทั่วโลกได้ศึกษา และทำตามครับ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าประเทศชาวพุทธเป็นแบบนั้น ศาสนาพุทธก็จะกลายเป็นศาสนาที่ทรงอิทธิพล ซึ่งภาคมารเขาไม่ชอบใจ เพราะมารเขาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพระพุทธเจ้าครับ เหมือนโจรมาเฟียที่เห็น ตำรวจน้ำดีได้ดี มีผลงาน มีชื่อเสียง ก็หมั่นไส้ แค่มองหน้า ก็ไม่พอใจ อยากจะพาลหาเรื่องกัน อารมณ์ประมาณนี้ครับ

แล้วสิ่งที่ภาคมารทำ ก็คือแกล้งประเทศชาวพุทธ มาสิงใจผู้นำและคนในประเทศชาวพุทธให้รบกันเอง เหมือนตอนทูสีมาร สิงใจประชาชนให้ติชมพระนั่นล่ะครับ ในทำนองเดียวกันนี้ เหมือนในสมัยอดีตที่ชาวพุทธเข่นฆ่าชาวพุทธด้วยกัน บาปมันก็มากกว่าปกติ เช่นการยกกำลังทหารเข้าตีเมือง แล้วก็เผาทำลายวัดวาอาราม เผาพระพุทธรูป และเจดีย์ ปล้นเอาทองคำและทรัพย์สิน รวมถึงไล่ต้อน พระสงฆ์ องค์เณร และประชากร ไปเป็นข้าทาสบริวารอยู่ในประเทศของตน แล้วเมื่อประเทศชาวพุทธรบกันเองไปมา ก็ก่อกรรมต่อกันและกัน บ้างก็สาปแช่งซึ่งกันและกันโดยบรรพชิต บาปกรรมเหล่านี้เองที่ถ่วงให้ประเทศชาติไม่ค่อยเจริญเท่าที่ควรครับ

ส่วนในวิชชา ผมก็ได้ยินเทวดาผู้เลี้ยงผู้รักษาบ้านเมือง ท่านบ่นๆ มาประมาณว่า ท่านส่งวิชชามาพัฒนาปรับปรุงประเทศชาติบ้านเมืองให้เท่าไรๆ วิชชาก็โดนย่อยไป เหลือมาถึงเมืองมนุษย์ไม่เท่าไรครับ ยกตัวอย่างเช่น “ทางเท้า” ที่ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านก็พยายามแก้ไขปรับปรุง พยายามจะทำให้ดี แต่วิชชาที่ส่งมา กว่าจะถึงก็เหลือไม่เท่าไร จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นครับ

แต่ท่านที่เป็นชาวพุทธก็อย่าได้เสียใจไปนะครับ ที่ประเทศชาติบ้านเมืองชาวพุทธเราเป็นอย่างนี้ เพราะผมทราบมาว่า ในสวรรค์โดยเฉพาะชั้นดาวดึงส์นั้น เป็นสวรรค์ที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำสวรรค์ครับ เพราะท้าวเทวราชาทรงเป็นพระอริยบุคคล เป็นชาวพุทธ เทวดาชาวพุทธอยู่กันอย่างมีหน้ามีตา มีฐานะยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น จะว่าไปก็เหมือนชนชั้นสูงของสวรรค์ หรือหนุ่มไฮโซ สาวไฮโซ ของสวรรค์ เพราะบุญที่ทำในพระพุทธศาสนานั้นมีผลมาก แม้ในโลกมนุษย์มันจะแลดูไม่เรียบร้อยเป็นระเบียบนัก ไม่สวยหรู แต่ดูบ้านๆ ดูไม่เจริญหูเจริญตาทางวัตถุดีมากพอก็ตามทีครับ แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจลิงโลดไปนะครับ เพราะในนรกนั้น สัตว์นรกที่ตกนรกขุมลึกๆ ก็มีชาวพุทธอยู่ด้วย มีทั้งพระสงฆ์ที่สร้างความเสื่อมเสียโดยหากินกับพระศาสนา และฆราวาสที่โกงและเบียดบังทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา ถึงกับสรุปได้ว่า คนที่มีบุญมากที่สุดอันดับต้นๆ ก็เป็นชาวพุทธ ส่วนคนที่มีบาปมากที่สุดติดอันดับสูงๆ ก็ชาวพุทธเหมือนกันครับ  ดังฉะนี้. 

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน พังผัง “รักเก่า

โหๆๆ ใครๆ ก็รู้ว่า “นานาสาระ” ของพิรจักรนั้น “มันส์” แค่ไหน เพราะเป็นความรู้ ความลับ และเทคนิคทางลัดในวิชชาที่ทำงาน ใช้เชิงปฏิบัติได้จริง ใครไม่ติดตามอย่างกระชั้นชิด ก็ต้องขอบอกว่า “พลาดแระ” เพราะเรานำเสนอสารสกัดสาระที่ดีต่อชีวิตจริงๆ ครับ

ขอเข้าเรื่องสำหรับบทความนี้เลยดีกว่าครับ อัน “ความรัก” มักจะทำให้เรามี "อคติ" คือ "ลำเอียงเพราะรัก" ใช่ไหมครับ แล้วตอนที่ยังรักกัน เราก็ปฏิบัติต่อกันด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำบุญ ก็อธิษฐานขอให้ได้ครองรักกันทุกชาติทุกภพ ทุ่มใจให้กันแบบสุดๆ แต่เมื่อความรักหมดลง เตียงหัก รักสะบั้นแล้ว เราจะทำยังไงกับผังคู่รักที่อธิษฐานไว้ดีเนี่ย? ทำบุญก็ตั้งเยอะแยะ อธิษฐานก็มั่นเหมาะแบบไม่คิดเผื่อใจว่าความรักจะเป็นอย่างไรอื่นเลย ถ้าต้องเจอกันอีกในชาติหน้า ก็ขอบอกว่าขนาดชาตินี้ยังไม่อยากเจอแล้ว เหม็นขี้หน้า ถ้าเจออีกก็คง “ยี้” รับไม่ได้ครับ

ผู้ทรงวิชชาส่วนมาก ก็มักจะใช้วิธี “เก็บผัง” คือใช้ “ประดาวิชชา” ในการสลาย “ผังชีวิตคู่” ที่เกิดจากการทำบุญร่วมกัน อาจรวมถึงผังบาปด้วยครับ แต่วิธีดั้งเดิมแบบนี้ สิ้นเปลืองประดาวิชชามาก กว่าจะเก็บหมด ครั้นเก็บไปแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าผังจะ “กลับเป็นขึ้นมาอีก” ถ้าหากวิชชาไม่ดีพอ เหมือนเราถอนวัชพืชที่อยู่ตามร่องมุมตึกอาคาร ถ้าถอนไม่เกลี้ยงดีพอ วันดีคืนดี รากเหง้าของวัชพืชที่ยังอยู่ ก็งอกกลับเป็นต้นวัชพืชใหม่ได้อีก

สำหรับวิธีการใหม่ที่ผมขอนำเสนอ “นวัตกรรมวิชชา” วิธีแก้ไขผังคู่รัก ที่กลายเป็นคู่กัด หรือคู่แค้นก็คือ ให้นำ “ผังบุญ” ที่ได้จากการทำบุญกับอดีตคู่รัก มา “ประสานงา” เพื่อ "มลายผังบาป" ไม่ว่าจะเป็นผังวิบัติใดๆ เรานำผังบุญที่เราไม่ต้องการแล้ว และไม่อยากเจอกันกับอดีตคู่รักอีกแล้ว มาสลายผังบาปต่างๆ ได้ แทนที่จะปล่อยให้ผังคู่รักเหล่านั้นส่งผลครับ ดังนี้แล้วกรรมก็จะกลายเป็น “โมฆะ” แม้ไม่ใช่ “อโหสิกรรม” ครับ

วิธีการนี้ยังใช้ได้กับผังบาปอื่นๆ เช่นผังกรรมเบียดเบียนสัตว์, ผังลักขโมยและฉ้อโกง, ผังประพฤติผิดในกาม, ผังโกหกหลอกลวง, และผังดื่มสุราเสพยาต่างๆ มีผู้ทรงวิชชาแนะนำมาว่า การนำผังบุญผังบาป มาประสานงากัน เพื่อให้กลายเป็น “โมฆะ” หรือ “เจ๊า” กันไป นั้นเป็นวิธีการที่ดีคล้ายการทำ “พังพาบ” เพราะ “ผัง” มีลักษณะเป็นมิติหนึ่ง ซึ่งเมื่อปะทะกันเอง มันเหมือนมิติเดียวกันชนกัน ทำให้กลายเป็นโมฆะได้ครับ

แต่โปรดอย่าลืมว่า แม้ผังจะเป็นโมฆะได้ แต่ “เวร” ที่ฝ่ายตรงข้ามผูกไว้กับเรานั้น อาจจะยังคงอยู่ เพียงแต่ “กรรม” ลดทอนลงไป ถ้าเราเลือกได้ ผมขอแนะนำให้ทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรตามที่เคยเสนอไว้แล้วจะดีกว่าครับ เพราะไหนๆ ถ้าเราจะเปลืองบุญหรือผังบุญแล้ว เราก็ทำในลักษณะที่ “เป็นธรรม” จะดีกว่า หรือจะทำทั้งสองอย่างเลยก็ได้ครับ ฉะนั้น ท่านใดพอจะมีวิชชา หรือประชุมวิชชาได้แล้ว ยังหวั่นๆ กับผังคู่รักเก่า ผังบาปก่อนๆ ขอให้ลองดูวิธีนี้ได้ครับ ดังฉะนี้.

 

หมายเหตุ1: ถ้ากายสิทธิ์มารเฝ้าผังบาปอยู่ ให้ทำบุญอธิษฐานให้ผังบุญนั้นพังผังบาปได้ดี อย่างไม่สามารถฟื้นผังกลับมา “เป็น” ได้อีกแม้กายสิทธิ์มารจะเฝ้า โลกของใจ และโลกของวิชชา จะเป็นไปตามเราปรารถนาครับ โดยเราอาจกำหนดให้กายสิทธิ์ฝ่ายบุญเฝ้าผังบุญที่พังผังบาปแล้ว คอยแก้คอยกันท่ากายสิทธิ์ฝ่ายบาปตลอดเวลาครับ.


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 23-24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน เรียกรสสุคนธ์


ใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ ในอีกไม่นานนี้แล้วนะครับ สำหรับของขวัญเทศกาลปีใหม่ที่นิยมมอบให้กันนั้น “น้ำหอม” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีมากครับ และน้ำหอมก็มีหลากแบรนด์ หลากกลิ่น เราสามารถ "เรียกดวงรสสุคนธ์" จากขวดน้ำหอม ซึ่งเป็นส่วนละเอียดอันเป็นทิพย์ประจำน้ำหอมแต่ละขวด มาใส่ไว้ในดวงสุคนธาประจำกายของเราได้ครับ เป็นทางลัดในการได้ "กลิ่นทิพย์" แทนที่จะทำบุญด้วยของหอมเป็นประจำเพื่อสะสมสุคนธา แต่การเรียกดวงรสสุคนธ์ อาจทำได้ด้วยวิชชา หรือสั่งประกาฯ (น้ำหอมมีประกาฯ แทบทุกขวด) หรือจะ "ตรัสคาถา" ก็ย่อมได้ เพื่อให้ได้ดวงรสสุคนธ์ที่รักษาส่วนละเอียดของน้ำหอมขวดนั้นมา จากนั้นจึงนำมาซ้อนใส่ไว้ใน "ดวงสุคนธา" ประจำกายของเราครับ ชอบกลิ่นไหน เลือกเอาตามใจชอบได้เลยครับ แต่เมื่อเรียกดวงรสสุคนธ์ออกมาแล้ว ฤทธิ์น้ำหอมส่วนหยาบจะด้อยลง น้ำหอมที่ได้มาโดยชอบ ไม่ว่าจะได้มาเป็นของขวัญ หรือซื้อมา สามารถเรียกดวงรสสุคนธ์ออกมาใช้ได้ โดยไม่ต้องจ่ายในวิชชาอีกครับ แต่ถ้าถูกใจในกลิ่นทิพย์ ก็ขอให้ "ทิปกำนัล" เจ้าของวิชชาบ้างครับ ข้อควรระวังสำหรับการใช้วิธีการนี้ คืออย่าเรียกดวงรสสุคนธ์จากน้ำหอมหลากหลายกลิ่นครับ เพราะกลิ่นอาจจะผสมกัน ทำให้กลายเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ และบ้างก็ทำให้ “เมากลิ่นน้ำหอม” ครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน สั่งวิชชาด้วยพัดยศ และเครื่องอิสริยาภรณ์

ว้าววว.. แค่จั่วหัวเรื่องก็ชวนขนลุกแล้วนะครับ ทุกท่านคงจำกันได้ เรื่องที่ผมเคยเอ่ยอ้างถึง “สายสั่งวิชชา” ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเส้นๆ เหมือนก๋วยเตี๋ยวนะครับ แต่เป็นดวงกลมๆ ที่ซ้อนกัน แล้วถ้าจับยืดออก ก็จะเป็นดวงกลมต่อกันเป็นสายเหมือนสายลูกประคำครับ ดวงนี้คือดวงสิทธิ์และอำนาจในการสั่งวิชชา ซึ่งดวงใหญ่สุดท่านเรียกว่า “ปฏิทัย” รองลงมาคือ “บริพรรดิ” ส่วนดวงหย่อนลงมาก็มี ฑินวราห์, อธิวราห์, สุวราห์ และวราห์ เป็นอาทิครับ ซึ่งดวงใหญ่กว่าก็มีกำลังในการคุมวิชชามากกว่า และคุมกันเป็นชั้นๆ ลงมา ใหญ่กว่าก็คุมที่หย่อนกว่าครับ

ปกติแล้วการที่ผู้ทรงวิชชาจะมีสิทธิ์และอำนาจสั่งวิชชาได้ ก็จะต้อง “ชะลอ” ดวงเหล่านี้ลงมาสถิตไว้ในตัว ซึ่งต่างท่านก็มีต่างวิธี และมีวิธีได้มาหลากหลายตามที่ผมเคยอธิบายไว้แล้ว เช่นเล่นประกาศิตได้, ประกาศหัตถาได้, เล่นเทวาได้ หรือภพเจ้าของสายธาตุสายธรรมท่านส่งให้ และอื่นๆ สำหรับในบทความนี้ ผมจะขอนำเสนอเรื่องการสั่งวิชชาด้วย “เครื่องอิสริยาภรณ์” ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบครับ โดยมากแล้วจะเป็น “ดารา” ส่วนแบบอื่นๆ ก็มี สุริยะ, จันทรา, ครอส, คราวน์ และอื่นๆ

ทั้งนี้เครื่องอิสริยาภรณ์โดยมากจะจัดเป็นชุดๆ เรียกว่า “ออเดอร์” หรือ “ตระกูล” มักจะมีแบ่งเป็นลำดับชั้น โดยชั้นสูงสุด จะมีสายสะพาย เป็นสีต่างๆ ส่วนชั้นรองลงมาจะเป็นดวงตราที่มีแถบผ้าสี หรือโบว์สี ท่านทราบหรือไม่ว่า เครื่องอิสริยาภรณ์เหล่านี้ สามารถใช้แทน “ดวงวราห์” ในการสั่งวิชชาได้ โดยผู้ที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงกว่า จะสามารถสั่งวิชชาผู้ที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นหย่อนกว่า ใน “ตระกูล” เดียวกัน โดยการสั่งนั้นก็ทำได้หลายวิธี เช่นการสั่งแบบ “สั่งดารา”

อย่างไรก็ตาม เครื่องอิสริยาภรณ์บางตระกูลนั้น ผู้เลี้ยงผู้รักษาท่านสามารถมอบ “ปฏิทัย” และ/หรือ “บริพรรดิ” ให้ได้ด้วย โดยผู้ขอจะต้องได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดในตระกูลเครื่องอิสริยาภรณ์นั้นๆ แล้วจ่ายค่ากำเน็จเป็นธาตุบุญ ตามแต่ผู้เลี้ยงผู้รักษาเครื่องอิสริยาภรณ์จะกำหนด ดังนี้แล้ว ก็จะสามารถสั่งวิชชาได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งแบบ “สั่งดารา” แต่ผู้ที่จะรับคำสั่งวิชชาและเดินวิชชาให้จะต้องเป็นผู้ทรงวิชชาที่มีเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลเดียวกัน ที่ลำดับขั้นหย่อนกว่าเท่านั้น

สำหรับเครื่องประกอบยศอื่นๆ อย่างเช่น “พัดยศ” ก็สามารถสั่งวิชชาได้ แม้จะทำได้ไม่ค่อยถนัดนัก เพราะมีลักษณะคล้าย “พระคทา” ซึ่งผู้ครอบครองสามารถ “สั่งคทา” ได้ มีลักษณะคล้ายการสั่งสิทธิ์ แต่พัดยศนั้น โดยมากแล้วจะสามารถสั่งได้เฉพาะกับ ผู้ทรงวิชชาที่เป็นฐานานุกรม อย่างเช่น “พระครูฐานานุกรม” ของพัดยศแต่ละเล่มครับ อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงผู้รักษาพัดยศ บางตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น “พัดยศสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ” ก็อาจจะสามารถชะลอ “ดวงปฏิทัย” และ/หรือ “บริพรรดิ” ได้เช่นกัน ด้วยขอบเขตตาม สิทธิ์, หน้าที่ และอำนาจ ของพัดยศแต่ละเล่ม ดังฉะนี้ครับ.


หมายเหตุ 1: เรื่องแลกดวงปฏิทัย กับบริพรรดิ และ -วราห์ ขั้นต่างๆ นั้น ถึงจะไม่สั่งวิชชากัน แต่อย่างน้อยก็พูดเทศน์สอนสนทนาเรื่องวิชชาได้ โดยไม่โดน “ปรับสิทธิ์” ครับ.

หมายเหตุ 2: ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สามารถแลกสายสั่งวิชชาอย่าง -วราห์ ได้เช่นกันครับ รวมถึงตำแหน่งเทพีนางงามด้วย โดยเฉพาะท่านที่ได้มงกุฎ ส่วนใหญ่แล้ว ยศ ชั้น ขั้น ฐานะ ที่มี "ลำดับศักดิ์" อย่างเป็นรูปธรรม มีตัวบทกฎเกณฑ์กำกับ จะสามารถแลกสายสั่งวิชชาอย่าง -วราห์ ได้ เพราะผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำภพ มีระบบในการกำกับดูแลอยู่ในโลกแห่งวิชชาเพื่อเลี้ยงรักษาลำดับศักดิ์นั้นๆ อยู่แล้วครับ การจะขอสายสั่งวิชชา เพื่อนำมาใช้เอง จึงสามารถเป็นไปได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นอย่างๆ ไป เช่นยศทหาร ตำรวจ ลำดับเกียรติผู้ขายตรง และอื่นๆ ครับ.


บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

    


Q&A:

Q: เราควรจะทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร?

A: วิธีทำบุญเพื่อส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวร โดยจ่ายบุญผ่านเครื่องธาตุเครื่องธรรม และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้ากรรมนายเวร ต้องทำบุญ “ในนามเจ้ากรรมนายเวร” (ไม่ใช่การอุทิศ) แบบใส่รายละเอียดให้เครื่องธาตุเครื่องธรรมคำนวณจ่ายบุญตามกำหนด ยกตัวอย่างดังนี้ครับ คือ:

 

"เผดียง! ข้าพเจ้า  คือนาย PPP นามสกุล TTT ชื่อเล่นว่า TTT ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนไทยในปัจจุบันสมัยเลขที่ 12345678910 และมีนามธาตุว่า “LLL” ขอทำบุญหล่อพระพุทธรูปจำนวน 1 ล้านบาท ในนาม ผู้ที่ข้าพเจ้าได้เคยประพฤติผิดพลาดล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ในทุกชาติ ทุกภพ ของข้าพเจ้า อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้บาปกรรม นับตั้งแต่ปฐมชาติปฐมกาลกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ โดยข้าพเจ้าขอแบ่งเฉลี่ยจ่ายบุญตามสัดส่วนของบุญและบาปที่เกิดขึ้น เพื่อขอตัดทอนบาป, เวร, ภัย, อกุศลกรรม, และ อกุศลกรรมานิสงส์ ที่มีหรือจะมีต่อกันนับจากนี้เป็นต้นไป ดังนี้ แม้ครั้งที่ 1, 2, และ 3 ผนวก!

 

หมายเหตุ: ให้นำตัวอย่างนี้ไปประยุกต์ใช้โดยใส่ภาษาวิชชา หรือภาษา "รรงฆ์" ต่างๆ โดยอาจใช้เทคนิคทางนิตินัย หรือภาษากฎหมายผสมผสานประกอบกันครับ ต้องใส่ตอนทำบุญ เพราะเป็นจังหวะที่เครื่องธาตุเครื่องธรรมกำลังจะประมวลบุญระหว่างทำ เพื่อคำนวณจ่ายบุญ อย่าระบุว่า “อุทิศ” แต่ให้ทำบุญในนาม “เจ้ากรรมนายเวร” (อันที่จริงคำนี้ความหมายตรง แต่ไม่ควรใช้ ให้เลี่ยงไปใช้คำแบบที่ผมใช้ในตัวอย่าง)

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ผลเสียจากการอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร

พระท่านสอนว่า คนเราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วแต่ละชาติเราก็ทำกรรม ทั้งดีบ้าง ชั่วบ้าง ทำให้เกิดมี “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งบางท่านถูกเราประทุษร้าย หนักบ้าง เบาบ้าง ส่วนเราเอง บางทีก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรสำหรับคนอื่นกับเขาบ้างเหมือนกัน โดยไม่รู้ตัวครับ เมื่อกรรมส่งผล ชีวิตก็ประสบอุปสรรคหรือปัญหา ที่เจ้ากรรมนายเวรก่อขึ้น ซึ่งก็เป็นที่นิยมกันในหมู่ชาวพุทธ ในการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อ “แก้กรรม” ผ่อนหนักให้บรรเทา หรือหายไป

อย่างไรก็ตาม ท่านรู้หรือไม่ว่า เจ้ากรรมนายเวรเอง บางคนเขาก็เหมือนกับเรานี่ล่ะครับ คือเกิดข้ามภพชาติ เขาก็ลืมไปแล้ว คือลืม “เวร” ที่ผูกไว้ แต่ “กรรม” นั้นยังอยู่ และเมื่อโคจรมาพบกัน กรรมก็บันดาลให้เจ้ากรรมนายเวร “เอาคืน” อย่างเช่นการขับรถชนคนตายโดยไม่เจตนา ผู้ขับส่วนใหญ่เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นเอง ชาวพุทธที่ศึกษาธรรมและใฝ่บุญ จึงนิยมทำบุญเพื่ออุทิศชดใช้ให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อแก้ไขผังปัญหาชีวิตต่างๆ

แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า การอุทิศบุญ และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น บางรายกลับกลายเป็นผลเสีย คือจากที่เขาลืมเวรที่ผูกไว้ไปแล้ว ก็กลับมาหวนระลึกจำได้ ก็โกรธแค้นไม่พอใจขึ้นมาอีก จากที่สถานการณ์สงบ ก็เลยกลับมาตามรังควาน บางท่านก็ไม่ยินดีกับการแผ่เมตตา ยิ่งแผ่ยิ่งไม่พอใจ เพราะเวลาแผ่ก็สบายใจที พอการแผ่เมตตาจบ ก็ขุ่นเคืองอีก ผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์บางท่านไป “แก้กรรม” ให้คนอื่น สุดท้ายก็เลย “เข้าตัว” ต้องมารับผลเสียซะเองครับ เจ้ากรรมนายเวรบางท่านก็ไม่พอใจ ก็เลยมาเล่นงานผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำ

แล้วจะทำอย่างไรกับกรรมที่เรามี? กรรมวิธีที่ใช้อาจจะซับซ้อนและอาศัยเวลาหน่อยครับ เช่นหากเจ้ากรรมนายเวรไปเกิดเป็นยักษ์ ผู้ทรงวิชชาสามารถจำแลงกายเป็นยักษ์หัวหน้า แล้วนำอาหาร และสมบัติทิพย์ไปให้ รับประทานจนอิ่ม อารมณ์ดี แล้วค่อยชวนคุย ให้อโหสิกรรม แล้วรับบุญที่ทำมาให้ โดยชักชวนแนะนำว่าจะได้สมบัติทิพย์ ได้รูปกายสวยงามกว่านี้ หรือหากเจ้ากรรมนายเวรไปเกิดเป็นสัตว์ เราก็นำของถูกใจไปฝากในวิชชา อย่างเช่นขนมหวานสำหรับมดและหนูทดลอง หญ้าสดๆ สำหรับโค กระบือ และถั่วอัลมอนด์ สำหรับกระรอก กระแต เป็นอาทิ หรือพาไปเที่ยวสวรรค์ โดยจำแลงกายไปเป็นหนุ่มหล่อ หรือสาวสวย เพื่อไปพบกับกายละเอียดของพวกเขาที่เป็นมนุษย์ แล้วให้รับประทานอาหารของฝากอันเป็นเป็นทิพยโอชา ฉายภาพสวรรค์ให้ดู ว่าจะได้อยู่วิมาน จากนั้นจึงค่อยชวนคุย ถ้าตกลงอโหสิกรรมให้ ก็จะมีอาหารให้อีก หรือได้ไปอยู่สวรรค์ แล้วจึงเติมบุญให้ครับ

แต่ถ้าเจ้ากรรมนายเวรมีมาก ผู้ทรงวิชชาหรือครูบาอาจารย์ อาจจะใช้วิธีเติมบุญให้ในสายธาตุสายธรรม โดยเวลาทำบุญ เรากำหนดตั้งค่า ให้เครื่องธาตุเครื่องธรรมจ่ายบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร เข้าสายธาตุสายธรรมของพวกเขาโดยตรง แล้วค่อยใช้วิชชา ตัดทอนผังเวร ผังกรรม ในตัวเจ้ากรรมนายเวร และในตัวเราให้ลดลงไป เป็นการแก้เชิงเทคนิค ดังนี้แล้วก็จะไม่ต้องไปพบหรือเผชิญหน้ากัน แต่ประสิทธิภาพในการแก้กรรม อาจจะไม่ดีเท่ากับการไปพบและได้รับการให้อภัยทานโดยเฉพาะเป็นรายบุคคล ซึ่งก็ยังสุ่มเสี่ยงว่าจะยินยอมและอนุโมทนากับบุญที่ส่งไปให้หรือไม่ ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน สวดมนต์ ไม่พ้นกรรม

การสวดมนต์ถือเป็น “วจีกรรม” อันเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รู้ความหมายของบทสวด อย่าง “ท่านมหา” ที่เรียนภาษาบาลี แล้วเข้าใจเนื้อหาอรรถและธรรมของบทสวดมนต์ หรือเป็นผู้ที่สวดมนต์บทแปล ก็จะได้ปัญญาบารมีเพิ่มเติม เป็นการทบทวนคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า บทสวดมนต์บางบท อาจจะเป็นการ “ล็อคตนเอง” ไว้ให้เป็นไปตามที่สวด เช่นเรื่องการหนีความแก่ไม่พ้น การหนีความตายไม่พ้น การหนีความเจ็บป่วยไม่พ้น การหนีกรรมไม่พ้น การทำกรรมดีชั่ว แล้วต้องเสวยผลกรรมดีชั่วเสมอไป ทั้งนี้เพราะการสวดมนต์นั้น ก่อให้เกิดบุญ และคำสวดก็เป็นเสมือน “คำอธิษฐาน” หรือ “วาจาสิทธิ์” ที่กล่าวย้ำๆ ซ้ำๆ กัน ทำให้คำกล่าว “ศักดิ์สิทธิ์” ตามที่สวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสวดเป็นประจำทุกวัน เป็นอาจิณกรรม และการ “ล็อคตนเอง” ให้เป็นไปตามที่สวด ก็อาจทำให้ “พลาดโอกาสอันดี” อย่างเช่นการได้เป็นมนุษย์ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความแก่ชรา อย่างมนุษย์ในยุคพระศรีอริยเมตไตรย หรือการอยู่ในยุคที่มีวิชชาสามารถแก้โรค แก้กรรมได้ การแก้ก็อาจจะไม่ได้ผลดีมากพอ สำหรับผู้ที่เคยสวดล็อคตนเองไว้อย่างนั้น เพราะ “วจีกรรมกำบังเอาไว้” ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: ตอน มีของกายสิทธิ์มากๆ ดีหรือไม่?

ตามบทความเกี่ยวกับกายสิทธิ์ที่ผมได้เคยประพันธ์ไว้หลายบทความ ซึ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกายสิทธิ์ให้กับท่านผู้อ่าน เป็นการปูพื้น ขึ้นเสา ก่อผนัง เทคาน มุงหลังคา ไว้มากพอแล้วนะครับ ในวันนี้ ผมจะขอเสริมเรื่องเกี่ยวกับกายสิทธิ์ ที่นักสะสมกายสิทธิ์ไม่ควรพลาดครับ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ต่างก็รู้คุณวิเศษของกายสิทธิ์ โดยที่เราท่านต่างก็ชื่นชอบการสะสมกายสิทธิ์เป็นชีวิตจิตใจ เพราะกายสิทธิ์สามารถให้คุณ ทั้งการเจริญสมาธิภาวนา การช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งทางโลก และทางธรรมต่างๆ ในหลากหลายด้าน

โอกาสนี้ผมจะขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับกายสิทธิ์ว่า กายสิทธิ์นั้นเป็น “กายทิพยกล” ที่อยู่ในเมืองมนุษย์ และมี “เจ้าของ” เป็นผู้ควบคุมกำกับการ ซึ่งเจ้าของท่านก็มีภพของท่านเป็นที่อยู่  ซึ่งวัตถุประสงค์ในการส่งกายสิทธิ์มาอยู่ในเมืองมนุษย์ก็มีต่างๆ กันไป บางท่านต้องการแสวงหาโอกาสทางวิชชา, หาธาตุบุญ, ได้มีส่วนในความสำเร็จของงาน ทำให้มีขั้นตำแหน่งสูงขึ้นในโลกวิชชา หรือหาทางได้ตกลงแลกเปลี่ยนต่างๆ กับผู้ทรงวิชชา ซึ่งกายสิทธิ์ก็มีมากมายหลายอย่าง หลากตระกูล สารพัดชนิด ในเมืองมนุษย์

ทีนี้ ท่านผู้สะสมของกายสิทธิ์ ที่มีกายสิทธิ์นับสิบ นับร้อยองค์ ก็พึงทราบว่า ของกายสิทธิ์นั้น มีภพเจ้าของดูแลอยู่ และการหาได้มาไว้ในครอบครอง ส่วนใหญ่แล้วก็จะครอบครองได้เฉพาะตอนที่เราเป็นมนุษย์เท่านั้นครับ ยกเว้นแต่ว่าผู้ทรงวิชชาจะ “เหน็บ” ติดตัวกลับไปด้วยตอนละโลก โดยอาจจะจ่าย “ธาตุบุญ” หรือ “ให้วิชชา” กับภพผู้เป็นเจ้าของ เพื่อแลกกับการ “เด็ดกายสิทธิ์ออกจากเรือนหยาบ” เพื่อคว้าเอาส่วนละเอียดเข้าไปอยู่ในสายธาตุสายธรรมของผู้ทรงวิชชา

อย่างไรก็ตาม ข้อควรคำนึงก็คือ หากเรามีกายสิทธิ์มากๆ พึงตระหนักว่า กายสิทธิ์มีทั้งที่แลกเหน็บกลับได้ และแลกไม่ได้ เพราะเจ้าของบางท่าน ไม่ยินดีแลก แต่จะขอเรียกกลับคืนเมื่อถึงกำหนด หรือมิฉะนั้น ค่าแลกก็จะแพงมาก ซึ่งผู้ทรงวิชชาก็จะไม่คุ้มที่จะแลก เพราะจะต้องเสียธาตุบุญ อันเป็นเนื้อบุญบารมีมากเกินไป ผู้ทรงวิชชาบางท่าน พึ่งพากายสิทธิ์มาก เมื่อถอดกายสิทธิ์ออกจากกาย หรือสายธาตุสายธรรม ตนเองก็กลายเป็น “ตัวอ่อน” ซะทีเดียว ตอนเป็นมนุษย์ที่พึ่งพากายสิทธิ์ ก็มีฤทธิ์ดี แต่พอละโลกต้องถอดกายสิทธิ์ออก แทบจะไม่เหลืออะไรมาก

การแลกกายสิทธิ์ก็ต้องพิจารณาอีกว่า ถ้าเจ้าของกายสิทธิ์ จะตามกายสิทธิ์เข้าภพผู้ทรงวิชชาไปด้วยกัน จะยินดีไปหรือไม่ และต้องจ่ายธาตุบุญเท่าไร จึงจะยอม สาเหตุที่ต้องเชิญเจ้าของกายสิทธิ์ไปด้วยก็เพราะ ภพเจ้าของรู้ยนต์กลไกของกายสิทธิ์ ถ้าหากผู้ทรงวิชชาเหน็บกายสิทธิ์เข้าสายธรรมสายธรรมไปแล้ว เกิดความผิดพลาด ถูกภพเจ้าของเรียกกายสิทธิ์กลับ ซึ่งอาจทำให้วิชชาสะดุด อาจเป็นผลเสียได้ โดยเฉพาะในขณะกำลังรบ หรือเดินวิชชาสำคัญๆ ซึ่งการเชิญเจ้าของกายสิทธิ์ ที่อยู่ในภพตามไปด้วย ก็ต้องคำนึงว่า เราจะมีวิชชามากพอเลี้ยงท่าน และควบคุมท่านได้ ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ทรงวิชชาบางท่านสำรวมระวัง และไม่ประสงค์จะนำพากายสิทธิ์ใดๆ เหน็บติดตัวไปมากนัก เมื่อละสังขาร

อย่างไรก็ตาม มีกายสิทธิ์บางประเภทที่ภพผู้เป็นเจ้าของสร้างขึ้นเพื่อเผื่อจำหน่ายโดยเฉพาะ โดยภพเจ้าของไม่ตามไปอยู่ด้วย และเครื่องกลไกของกายสิทธิ์ก็จะถูกวางเงื่อนไว้ ให้แต่งเครื่อง แล้วล็อคใหม่โดยผู้ทรงวิชชาได้ ดังนี้แล้ว กายสิทธิ์ก็ไม่เป็นอันถูกเรียกคืนโดยภพเจ้าของ แต่จะตกเป็นของผู้ทรงวิชชา ที่หามาไว้ในครอบครอง แล้วจ่ายธาตุบุญ หรือให้วิชชา หรือตกลงแลกเปลี่ยนกับภพผู้ผลิต ผู้เป็นเจ้าของ เพื่อขอครอบครองกายสิทธิ์นั้นโดยชอบ โดยสิ้นเชิง ทั้งหยาบ และละเอียด ไม่เป็นอันอยู่ในกำกับการของภพผู้ผลิต และผู้เป็นเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกายสิทธิ์ประเภทนี้ ก็คุ้มที่จะแลก

นักสะสมกายสิทธิ์หลายท่าน ก็คงจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน คือมีความสุขกับการหาของกายสิทธิ์ แต่ถ้าเราได้มาแบบมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อ แล้วเมื่อเราละโลก เราก็ต้องทิ้งของกายสิทธิ์ทั้งหมดเอาไว้ ครั้นจะแลกเอาส่วนละเอียดไป ก็ไม่มีธาตุบุญมากพอ เพราะเอาแต่ขยันซื้อขยันจ่าย ไม่ค่อยได้ทำบุญ ไม่มีธาตุบุญจะแลกกับภพเจ้าของ ทุกอย่างก็แทบจะเสียเปล่าครับ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีวิชชา หรือมีวิชชาน้อย ไม่สามารถเดินวิชชากับกายสิทธิ์ได้ ประโยชน์ที่จะได้จากกายสิทธิ์ก็ไม่มาก ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนี้ แทนที่จะทิ้งของกายสิทธิ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง สู้นำไป “เดินของ” คือถวายผู้ทรงวิชชา เพื่อแลกธาตุบุญ หรือให้ท่านเหน็บเงินใส่กระเป๋า จะคุ้มกว่าครับ ดังฉะนี้ครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ตอน ถวายสังฆทานกับพระอรหันต์ได้ทุกเมื่อ

มาจะกล่าวบทไปถึงการถวายสังฆทาน ซึ่งชาวพุทธโดยมากก็พอจะทราบดีว่ามีอานิสงส์มากนะครับ และผมก็ได้เคยอธิบายโดยสมการ “ธรรมเศรษฐศาสตร์” รวมถึงหลักการ “สนธิวิชชา” ว่า เพราะเหตุใดและอย่างไร สังฆทานจึงให้ผลมาก แต่ด้วยสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่วัดมีมาก และพระสงฆ์ต้องกระจายกันประจำอยู่ตามวัด ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ บางวัดไม่มีพระมากพอจะครบองค์สงฆ์เพื่อรับสังฆทาน หรือกฐินครับ มาวันนี้ นานาสาระ มีวิธีพิเศษมานำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหานี้กันครับ

ดังที่ผมเคยแนะนำไว้แล้วว่า ท่านใดประสงค์จะทำบุญกับพระสงฆ์โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข ก็ขอให้กราบอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุมาเป็นประธานในพิธีรับสังฆทาน สำหรับในวันนี้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่า "พระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่" สามารถมีสังฆามติกราบอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ทรงรับสังฆทานได้ตลอดเวลา โดยที่มีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธาตุของพระอรหันต์ จำนวนอย่างน้อย 4 รูป (พระธาตุของพระอรหันต์แต่ละรูปแยกต่างหากกัน  ทั้งหมด 4 รูป) โดยอาจจะตั้งผอบพระเจดีย์ประดิษฐานไว้ แล้วโยงสายสิญจ์ทอดผ้ารับประเคนหรือบาตร หรือตู้รับบริจาค เพื่อให้ทายกทายิกาถวายสังฆทาน หรือจะหล่อพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และหล่อรูปพระอรหันตสาวก บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ จำนวน 4 องค์ เป็นอย่างน้อย แล้วประดิษฐานจัดเรียงอันดับ เพื่อให้ทายกทายิกา มาถวายสังฆทานกับท่าน โดยจะต้องเผดียงพระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อประชุมลงมติกราบอาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ด้วย ส่วนพระสงฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะนั่งอยู่ในพิธีด้วยหรือไม่ก็ได้ครับ แต่ถ้ามีพระภิกษุที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมพิธีด้วยก็น่าจะดีกว่า โดยอาจเป็นผู้แทนสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ก็ได้ครับ

สำหรับทานที่ทายกทายิกาถวายมา ก็ต้องตกเป็นของสงฆ์ โดยต้องกราบทูล/กราบเรียนถามพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ ว่าจะทรงมีมติแบ่งสรรของสงฆ์อย่างไรครับ ดังนี้แล้วก็จะได้บุญมาก จากการทำบุญสังฆทาน ราวกับได้ทำกับพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ครับ ซึ่งผมขอเน้นว่า จะต้องเป็นพระธาตุของพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนพระธาตุของพระอริยบุคคลอันดับรองๆ ลงมา น่าจะยังไม่เหมาะสมที่จะรับสังฆทานได้ เพราะบางองค์เปลี่ยนภพภูมิแล้ว พ้นจากการเป็นภิกษุไปแล้ว เช่นไปเกิดเป็นเทพบุตร หรือพระพรหม จึงไม่สามารถนับเป็นภิกษุที่สามารถเผดียงขึ้นเป็นสงฆ์ได้ครับ ดังฉะนี้แล.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A

Q: มีคำถามประมาณว่า การทำบุญกับพระสงฆ์ในรูปลักษณ์ของพระธาตุอรหันต์ กับผู้ทรงวิชชา อย่างไหนจะได้บุญมากกว่ากัน?

A:  คำตอบคือ โดย "สิทธิ์" แล้ว สังฆทานพระอรหันต์มักจะได้บุญที่มี "ธาตุ" และ “ผัง” สมบูรณ์แบบมากกว่าครับ ในขณะที่การทำบุญกับผู้ทรงวิชชา มักจะได้สิทธิ์แบบยังไม่สมบูรณ์ แต่ไม่เสมอไป โดยเฉพาะผู้ทรงวิชชาที่ “โยกวงศ์ โยงศักดิ์ ย้ายสิทธิ์” ไม่ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้าในพุทธันดรปัจจุบัน ซึ่งทรงเป็นพระศาสดาเจ้าของพระศาสนา อุปมาเหมือนเราทำงานให้ห้างสรรพสินค้า แล้วได้รับบรรจุให้เป็นพนักงานในแผนกนาฬิกา มีพระศาสดาเป็นหัวหน้าแผนก แต่เราอยากจะหาโอกาสอื่น ก็แอบไปทำงานให้แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือดีไม่ดี ก็ไปตั้งแผนกเอง เพราะอยากมีอิสระ ก็ตั้งแผนกขายเครื่องสำอาง แต่โดยทะเบียนพนักงานแล้ว ชื่อเราสังกัดอยู่กับแผนกนาฬิกา หัวหน้าแผนกเป็นผู้รับเราเข้าทำงาน แม้จะขายสินค้าให้แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องสำอางได้มาก แต่ตามทะเบียนแล้ว ผลงานไม่ได้นับเป็นผลงานเรา ยอดขายที่ขายได้ในแผนกนาฬิกาจึงไม่มี ส่วนแผนกอื่นที่เราไปขายให้ ก็ไม่นับยอดขายให้ คล้ายๆ อย่างนี้ครับ ยกเว้นแต่ผู้ทรงวิชชาที่เป็นพระอริยบุคคลแล้ว อานิสงส์จะยิ่งดีกว่าพระอริยบุคคลที่ไม่มีวิชชา แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิชชาที่ท่านใช้ บางท่านผูกเงื่อนวิชชาไว้กับตนเอง ประมูลบุญเอง จ่ายบุญเอง ไม่ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนา แม้แต่เรื่องการทำบุญสังฆทาน ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรง “สิทธิ์” ไว้ คือทรงกำหนดว่าต้องทำกับ “สงฆ์” ที่มี 4 รูปเป็นอย่างน้อย ถ้าทำได้ตามที่สิทธิ์ไว้นี้ ก็จะ “ศักดิ์สิทธิ์” คือได้บุญมากตามพระพุทธเจ้าทรงกำหนด หรืออุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าท่านทรง “สิทธิ์” สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ไว้ว่าหากบุคคลไปแสวงบุญด้วยศรัทธาเลื่อมใส ก็จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ ในขณะที่ “เส้นทางมหาปูชนียาจารย์” ของหลวงปู่นั้น หลวงปู่ไม่ได้ “สิทธิ์” เอาไว้ในวิชชา คือไม่มีการรับรองว่า ไปแสวงบุญแล้วจะไม่ไปอบายครับ.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง บูชากายสิทธิ์ได้บุญหรือไม่?

เรื่องกายสิทธิ์ เป็นเรื่องสำคัญมากในสายวิชชาครับ ดังที่ผมอธิบายไว้ในบทความอื่นๆ แล้วผมก็แนะนำด้วยว่า ให้บูชากายสิทธิ์ด้วยของหอม แล้วกายเราจะมีกลิ่นกายหอม มีบางท่านอาจสงสัยว่า อย่างนั้นก็เท่ากับว่า ทำบุญกับกายสิทธิ์แล้วได้บุญใช่ไหม? คำตอบก็คือ การทำบุญกับกายสิทธิ์นั้น เหมือนการทำบุญกับเทวดาครับ ไม่ว่าจะบูชาด้วยประทีปโคมไฟ ดอกไม้ของหอม หรือจัดสถานที่ประดิษฐานอย่างสวยงาม เป็นบุษบก เป็นภาชนะสวยๆ รองรับ แต่บุญที่ได้จากการบูชากายสิทธิ์อาจจะ "เบา" เมื่อเทียบกับทำบุญกับ "มนุษย์ผู้ทรงวิชชา" ที่มีระดับชั้นในโลกวิชชาเท่าๆ กัน

อุปมาการทำบุญกับกายสิทธิ์ เหมือนการทำบุญบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าครับ เพราะภายในพระบรมสารีริกธาตุก็มี "กายธรรมสิทธิ์" คือส่วนอันเป็นทิพย์ของพระพุทธเจ้าสถิตอยู่ข้างใน แต่ผมไม่ขอเรียกว่า “กายสิทธิ์” นะครับ เพราะกายในพระบรมสารีริกธาตุเป็น "ภาคธรรม" ในขณะที่กายสิทธิ์โดยมาก เมื่อบรรลุขั้นสูงแล้ว มักอยู่ใน “ภาคจักรฯ” ยกเว้นในบางกรณีซึ่งกายธรรมสิทธิ์ท่านรับวิชชาจากผู้ทรงวิชชาที่ครอบครองอยู่

เรื่องกายธรรมสิทธิ์นั้น อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วทรงแสดงพระอภิธรรม จากนั้นจึงทรงปาฏิหาริย์กายเพื่อแสดงธรรมต่อ ในขณะที่กายดั้งเดิมทรงเสด็จออกไปบิณฑบาตยังทวีปอื่น กายที่ปาฏิหาริย์ออกมา ก็อุปมาคล้าย "กายธรรรมสิทธิ์" นั่นล่ะครับ จะว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์จริงก็ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น และถ้าทำบุญกับท่านด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ก็ได้อานิสงส์มากเหมือนกันครับ ส่วนกายสิทธิ์อื่นๆ ที่จะทำบุญด้วยแล้วได้อานิสงส์มาก ก็ควรจะเป็นกายสิทธิ์ชั้นสูง อย่าง "กายสิทธิ์พระพุทธจักรพรรดิ" คือกายสิทธิ์ที่ทรงพุทธคุณด้วยครับ ซึ่งเครื่องธาตุเครื่องธรรม ท่านประมวลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว ของผู้บูชาแล้ว ก็ยังคำนวณจ่ายบุญและอานิสงส์ให้ ในทำนองเดียวกันกับที่ทำกับพระธาตุของพระอรหันต์ และ/หรือ พระอริยสาวกครับ ดังฉะนี้.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง "เล่นรัตนะ"

วันก่อนผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า ใครประสงค์จะมีท่วงท่าเดินที่สวยงามเหมือนนายแบบ นางแบบ มีกำลังวังชาดี ในการเดินเหิน และปรับจังหวะก้าวเดินให้ช้าลงหรือเร็วขึ้น ตามใจชอบ ก็ต้องใส่ "ม้าแก้ว" เข้าไปในตัวครับ ซึ่งม้าแก้วนั้น ผมหมายถึง "ม้าแก้วกายสิทธิ์" ซึ่งท่านเป็นเสมือน “กายโฮโลแกรม” ที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เมื่อใส่ไปในตัวแล้ว ก็เข้าไปคุมยนตร์ไฟฟ้าในตัวกายมนุษย์ ช่วยปรับท่วงท่า และพละกำลังขาได้ดี โดยม้าแก้วกายสิทธิ์ ก็มีหลายประเภท หรือจะเรียกว่าสายพันธุ์ก็ได้ มีทั้งม้าสำหรับหญิง ม้าสำหรับชาย ม้าป่า ม้าผู้ดี ม้าแข่ง ม้ามีสกุลครับ

หากท่านสนใจเรื่องนี้ ผมขอให้ลองดูการเดินของตนเอง ว่าผิดปกติหรือไม่ เช่นเวลาก้าวเดิน เท้าสองข้างจะ “แบะออก” หรือบางท่านก้าวเดินแล้ว เท้าสองข้าง “เหวี่ยงเข้า” ช่องว่างด้านหน้า ระหว่างขาสองข้าง โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาในการเดิน สามารถสังเกตได้จากพื้นรองเท้า ถ้าเดินดีตามปกติ พื้นรองเท้าจะสึกพอๆ กัน ตลอดทั่วฝ่าเท้า แต่ถ้าท่าเดินไม่ดี หรือขาสองข้างยาวไม่เท่ากัน พื้นรองเท้าจะสึก ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เช่นเดินเอาส้นเท้าลง พื้นรองเท้าบริเวณส้น จะสึกมาก ถ้าเดินเอาบริเวณนิ้วเท้าจิกพื้น พื้นหัวรองเท้าจะสึกมาก ถ้าเดินเท้าแบะออก พื้นรองเท้าด้านข้างจะสึกมาก ถ้าท่านมีปัญหาเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ท่านอาจจำเป็นต้องใช้ม้าแก้วกายสิทธิ์ ในการปรับท่าเดินให้โดยอัตโนมัติครับ ส่วนวิธีการได้มาซึ่งม้าแก้วกายสิทธิ์นั้น ก็มีการหาได้หลายวิธี ลองปรึกษาผู้ทรงวิชชาดูนะครับ

สำหรับรัตนะกายสิทธิ์อื่นๆ ผมได้พอเกริ่นไว้บ้างแล้วหลายอย่าง เช่น "จักรแก้วทิพย์" ใส่ในตัว แล้วเจ้าตัวก็จะดุๆ หน่อย จะรู้สึกมีพละอำนาจ คือใจมันมีอำนาจขึ้นมา ไม่ค่อยยอมให้ใครข่ม หรือมาสั่งครับ

ส่วนแก้วมณีกายสิทธิ์ ก็มีหลายประเภท คนที่ "เล่นแก้ว" ก็จะทราบดี ปกติแล้ว แก้วมณีจะช่วยเพิ่มกำลังญาณทัสสนะ กอปรเป็นความรอบรู้ ความเข้าใจที่ดี ชัดเจน กระจ่างแจ้งดีกว่าเดิม แต่แก้วอื่นๆ อย่างแก้วเรียกลม เรียกฝน เรียกเมฆ แก้วรัศมี ก็มีอีกไปนานัปการ

ขุนพลแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้วจะมีคุณ เป็น “วสี” ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล สามารถรวบรวมสมัครพรรคพวก จะเป็นที่ดึงดูดให้มีบริษัทบริวารพวกพ้องอยู่ในกำกับการดี

ขุนคลังแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะเกิดความชำนาญ คือเก่งในการแสวงหา และใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ รู้จักหา รู้จักใช้ คล่องแคล่วในธุรกิจ

นางแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะทำให้มีอัธยาศัยในการช่างเอาอกเอาใจ ดูแลใส่ใจผู้อื่น เก่งเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี การขับร้อง เต้นรำ เรื่องสวยๆ งามๆ ต่างๆ

ช้างแก้วกายสิทธิ์ ใส่ในตัวแล้ว จะมีพละกำลังกายดีขึ้น มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเป็นอันดี ส่วนม้าแก้วกายสิทธิ์ ก็เป็นตามที่จั่วหัวเรื่องไว้

ทั้งนี้ รัตนะ 7 มีหลายเผ่าพงษ์ วงศ์ตระกูล มีศักยภาพ อานุภาพ เด่นด้อยในด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน เพราะมาจากต่างสี ต่างวงศ์ ต่างองค์ ต่างสาย มีคุณภาพ และประสิทธิภาพต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภพผู้เป็นเจ้าของท่านสร้างมา เช่นนางแก้วแดง จะเหมือนผู้หญิงบู๊หน่อย พร้อมลุยทุกเมื่อ ในขณะที่นางแก้วทอง จะเป็นสุขุมาลชาติ แสดงออกอย่างสุภาพสง่างามกว่า ซึ่งแต่ละสีก็ปรุงสร้างขึ้นตามความถนัด และตามอรรถรสแห่งวิชชาของตนครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (รจนาธร)

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101. org


านาสาระ: เรื่อง การใช้ดวงตรา สุริยะ, จันทรา และดารา

น่าสนใจมากเลยนะครับว่า ในจักรวาลหนึ่งๆ จะมีโลก และดวงดาวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงสุริยะ หรือพระอาทิตย์ ดวงจันทรา หรือพระจันทร์ และดวงดารา ดาวต่างๆ ภายในเขตจักรวาล ซึ่งท่านก็ล้วนมี “ภพ” ประจำคอยส่งกำลังทั้งในวิชชา และโลกภายนอก อย่างเป็นระบบระเบียบ และทั้งดวงสุริยะ, จันทรา และดารา ก็มีผู้เลี้ยงผู้รักษาด้วย ซึ่งมนุษย์ก็รู้ถึงความสำคัญ และนำมาจัดสร้างเป็นดวงตราสัญลักษณ์ธงชาติบ้าง, เครื่องอิสริยยศบ้าง, ดวงตราประกาศิต (โลโก้) บ้าง และอื่นๆ

มนุษย์ทั้งหลายเอง ก็รู้อยู่ว่า ทั้งสุริยะ, จันทรา, และดารา ต่างก็มีความสำคัญมากน้อย ตามลำดับ คือพระอาทิตย์มีคุณมาก รองลงมาคือพระจันทร์ และเหล่าดวงดาว เมื่อถึงคราวจะออกแบบธงชาติ, ตราเครื่องอิสริยยศ หรือออกแบบโลโก้ ภพผู้เลี้ยงผู้รักษาก็จะส่งวิชชาให้ “นายช่าง” ในเมืองมนุษย์เป็นผู้รังสรรค์ กลายเป็นผลงานตามที่เราท่านได้เห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายท่านอาจคิดว่า สุริยะจะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสุริยะ, จันทรา และดารา ให้คุณดีเด่นต่างกันไป ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสุริยะจึงจะดีครับ ทว่าควรจะอยู่ในรูปของธงชาติ, เครื่องอิสริยยศ หรือโลโก้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ที่ทำให้ “ภาชนะ” สมกันกับ “ฝาปิด” หมายความว่า ผู้ที่จะรองรับดวงตรานั้น ก็ต้องมีกำลังมากพอ มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่สามารถทรงไว้ซึ่งฐานะสภาพแห่งดวงสุริยะ, จันทรา และดารา เอาไว้ได้นาน เพราะกำลังเลี้ยงรักษาของดวงสุริยะ มักจะสิ้นเปลืองมากกว่า จันทรา และดารา อุปมาเหมือนไฟสปอตไลท์ส่องสว่าง ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่ใช้พลังงานกระแสไฟฟ้ามากน้อยไม่เท่ากัน

การที่ธงชาติ, ดวงตราอิสริยยศ, หรือโลโก้ จะเป็นดวงสุริยะ, จันทรา, หรือดารานั้น ผู้ตราต้องคำนึงถึงว่า เมื่อตราขึ้นแล้ว สัญลักษณ์นั้นจะมีผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำอยู่ และดวงสุริยะ มีปกติต้องส่งกำลังเลี้ยงมาก เพื่อรักษา “ฐานานุภาพ” ถ้าผู้เลี้ยงผู้รักษา หมดกำลังมากเกินไป ก็จะมีผลทำให้เลี้ยงรักษาไม่พอ และเป็นผลให้ดวงตรานั้น “ดับ” คือ “พ้นสมัย” หรือ “obsolete” ไปในที่สุด เหมือนราชอาณาจักรบางประเทศ ที่เคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเครื่องราชฯ เลอค่า หลายชั้น หลายขั้น แต่ในที่สุด สถาบันของประเทศเหล่านั้นก็ล่มสลาย เครื่องราชฯ ไม่ว่าจะเป็นตราสุริยะ, จันทรา, ดารา ก็หมด “กำลังศักดิ์” ตามไปด้วย เหลือเพียงคุณค่าทางการเก็บสะสม อยู่ในพิพิธพันธ์ ไม่มียศชั้นขั้นฐานะที่มีผลทางกฎหมายของประเทศนั้นๆ อีกต่อไป

ส่วนว่า ธงชาติ, ตราอิสริยยศ, และโลโก้ หรือประกาศิต ควรจะเป็นสุริยะ, จันทรา หรือดารา เราต้องดูกำลังของผู้ที่จะรองรับ เช่นผู้นำประเทศ และคนในประเทศ สถาบัน องค์กร หรือหน่วยงาน หรือบุคคล ที่จะรับ หรือใช้ ตราอิสริยยศ หรือโลโก้ บางคนมีกำลังน้อย (คำนึงถึง กรรม, บุญ/บาป, บารมี, กายสิทธิ์ในตัว, ยศศักดิ์, วิชาความรู้ความสามารถ, ชนชั้นวรรณะ, เทวดาประจำตระกูล, บรรพบุรุษ, เทวดาประจำตัว, รัตนะ 7 ประจำตัว, สายธาตุสายธรรม,  อำนาจตำแหน่งหน้าที่การงาน, บริษัทบริวาร, กำลังทรัพย์, รูปร่างหน้าตา, กำลังวังชา, สุขภาพ, เพศภาวะ, วิชชา และกำลังในวิชชาที่มี เช่นศักดิ์สิทธิ์ และฤทธิ์เดช เป็นอาทิ)

โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า การจะใช้ ดวงตรา สุริยะ, จันทรา หรือดารา ต้องคำนึงถึงอะไรหลายๆ อย่าง บางคนใช้สุริยะ แล้วไปไม่ไหว ไม่สมชื่อ แต่ถ้าใช้ดารา ก็จะรู้สึกมั่นคง และ “เต็มอยู่ในใจ” มากกว่า บางคนใช้จันทรา แล้วรู้สึกสงบไป หรือ passive (เหมือนประเทศ สปป.ลาว) แต่ถ้าใช้สุริยะ จะรู้สึกมีกำลังวังชาคึกคัก หรือ active ดีกว่า (เหมือนประเทศญี่ปุ่น) บางคนใช้ดารา แล้วรู้สึกอ่อนไป ก็มาใช้จันทราดีกว่า เหมือนจะใหญ่อยู่ในที แต่ก็ยังเป็นรองสุริยะ รู้สึกกำลังดี ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่ความเด่นของจันทรากับดาราก็คนละแบบ ถ้าจะตรองดูแบบโดยรวม ส่วนใหญ่แล้วเป็นดาราจะดีกว่า เพราะเป็นกำลังที่มั่นคง เหมือนเรามีกำลังทรัพย์เยอะหลักล้านในการเลี้ยงรักษา แต่เราใช้บัตรเครดิตที่วงเงินใช้จ่ายเพียงแค่หลักหมื่น กำลังเลี้ยงรักษาจะมีเสถียรภาพดีกว่า (มีผลประมาณ 25 – 50% ของผลลัพธ์ตามจริงในเมืองมนุษย์)

ยกตัวอย่างเหมือน ธงของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปครับ คือแทนที่จะใส่ สุริยะ หรือจันทรา ก็ใส่ดาราหลายๆ ดวง แล้วการใช้ดวงตราดารา ก็ส่งผลให้มีความโดดเด่น ไม่ด้อยไปกว่าสุริยะ และจันทราเลยครับ จึงขึ้นอยู่กับว่า เรา “mix & match” ดวงตรา กับกำลังอื่นๆ ได้ดีแค่ไหน เพราะถ้ากลายเป็น “mismatch” ก็ไม่ให้ผลดีนัก หรืออาจจะกลายเป็นผลเสียด้วยซ้ำ ถ้าจะใช้ สุริยะ หรือ จันทรา ก็ย่อมได้ แต่การใช้ตราสุริยะ ก็ต้องขยันหน่อย ทั้งผู้เลี้ยงผู้รักษา และมนุษย์ รวมถึงต้องมีกำลังพร้อมสรรพมากพอจะเป็นจะใช้ได้อย่างสมควรภายในระยะเวลาที่ยั่งยืนพอครับ ดังฉะนี้.

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

 นานาสาระ: ตอน “หมวกชฎา” เรื่องใหญ่ของ กายจักรฯ

“ชฎา” ของกายในวิชชา ถือเป็นของสูง ที่ผู้ทรงวิชชาใช้สำหรับ “ประจุวิชชา และวิชา” รวมถึงบ่งชี้ถึงลำดับขั้นยศในโลกทิพย์ครับ ซึ่งชฎาเหล่านี้มีหลายประเภท หลายตระกูล หลายลักษณะ และหลายคุณสมบัติ ซึ่งชาววิชชาท่านเรียกกันว่า “หมวก” โดยที่ “ยอดหมวก” จะเป็นสัญลักษณะแห่งความทรงคุณของผู้สวมใส่ เช่น ยอดดอกบัวตูม หมายถึงความทรงธรรม ยอดดวงกลม หมายถึงความทรงสมาธิคุณ ยอดฉมวก หมายถึงความทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้ ชฎา ยังประดับประดาไปด้วยอัญมณีสีแสงต่างๆ ซึ่งบ่งบอกถึง “สีและสายวิชชา” โดยที่ “หมวกชฎา” ตามแบบอย่างไทยที่มียอดแหลมสูง (stupa hat) ยังถือเป็นหมวกตระกูลที่ยังทรงอิทธิพลอยู่อีกด้วย ซึ่งในยุคปัจจุบัน มีปรากฏใช้เฉพาะในประเทศไทย และกัมพูชา เท่านั้น

สำหรับพระจักรฯ แล้ว ชฎาถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ ใครมีชฎาใหญ่, สูง, สวย, วิจิตร, และหนัก ถือว่ามีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น ชฎาบางองค์มีน้ำหนักมาก เพราะประชุมวิชชาเอาไว้มาก และมีอัญมณีมาก หากใครที่ไม่ใช่เจ้าของนำไปสวมใส่ ก็จะไม่พอดี และถ้าหากผู้สวมมีธาตุน้อย ก็จะทานรับน้ำหนักชฎาเอาไว้ไม่อยู่ อาจถึงขั้น “คอทรุด” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พระจักรฯบางพระองค์ก็ทรงชฎาที่ไม่หวือหวา แม้จะมียศใหญ่ มีวิชชามาก เพราะพระจักรฯ ก็มีหลายอัธยาศัย เหมือนผู้ชายบางคนที่ไม่ชอบแต่งตัว

ส่วนพระองค์ธรรม ที่เดินวิชชาด้วยกายธรรม หรือธรรมกาย หากจะสูงเด่นยิ่งขึ้น ก็จะมีชฎาเรียบๆ คืออาจจะเรียกว่าหมวกก็ได้ โดยจะไม่มียอดสูงมากนัก เพราะพระองค์ธรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัว เหมือนอย่างพระจักรฯ แต่ชอบความเรียบง่าย สะอาด สว่าง และมักแสดงออกกันที่ “ความงาม” ของรูปลักษณ์พระวรกาย, ยอดพระเกตุ, และความเลิศของ “เนื้อผ้า” ที่ห่มครองอยู่ ว่าใครเลิศกว่าใคร อย่างไรก็ตาม พระองค์ธรรมที่จะสวมหมวก ก็มักจะเป็น “พระธรรมราช” และ “พระพุทธราช” คือกายธรรมทรงเครื่อง ซึ่งมักจะประเสริฐกว่ากายธรรมแบบเกลี้ยงๆ แต่ไม่เสมอไป ซึ่งท่านมักจะสวมเครื่องทรงแบบพอควร ไม่ถึงกับอลังการอย่างพระจักรฯ ทั้งนี้ หมวกชฎา มักจะมาพร้อมกับเครื่องทรง คือ พอกายในวิชชาสวมหมวกชฎา เครื่องทรงก็จะปรากฏขึ้นอย่างครบครัน ตามความสมฐานะแห่งหมวกชฎานั้น

ไม่ว่าจะเป็นพระจักรฯ หรือพระองค์ธรรม การได้มาซึ่ง “ชฎา” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าการ “บำเพ็ญ” ของกายมนุษย์ตามธรรมดาจะเอิบอิ่มกำซาบเข้าไปถึงกายภายใน ก็ไม่ใช่เรื่องพอดีพอร้าย เหมือนเครื่องกรองน้ำ ที่เราต่อท่อส่งน้ำเข้าไปในเครื่องปริมาณมาก แต่เมื่อผ่านไส้กรองเป็นชั้น เข้าไปถึงด้านในสุดแล้วกรองออกมาเป็นน้ำสะอาด ก็ได้น้ำที่กรองแล้วเหลือเป็นสัดส่วนเพียงนิดเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น การบำเพ็ญที่เริ่มจากกายมนุษย์ ส่งอานิสงส์ผ่านเป็นชั้นๆ กระทั่งไปถึงกายธรรม หรือกายจักรฯ ที่อยู่ชั้นในสุด ก็จะก่อเกิดขึ้นไม่มากเหมือนอย่างกายทิพย์ ที่ทำบุญปุ๊บ ก็ได้ปั๊บ

สำหรับยุคที่มีผู้ทรงวิชชา ท่านสามารถใช้วิชชา สร้างผลานิสงส์ในวิชชาได้ง่ายกว่าการบำเพ็ญตามปกติ แต่การบำเพ็ญตามปกติจะมีกำลังบารมีธาตุที่หนักแน่นกว่ารองรับอยู่ ส่วนการทำด้วยวิชชาล้วนๆ อาจจะหนักเบาไปตามนั้น และหลายๆ ครั้ง การทำด้วยวิชชาก็สิ้นเปลืองวิชชาหรือเปลืองบุญบารมีอยู่มากน้อย ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “มณี” ซึ่งผู้ทรงวิชชาจะประกอบวิชชาสี เพื่อให้ได้มณีประดับกายในวิชชาก็ได้ แต่หากทำแบบบำเพ็ญทางโลก ก็เพียงแต่นำอัญมณีสีที่ชำระในญาณให้สะอาดแล้ว ไปทำบุญกับผู้ทรงวิชชา โดยเฉพาะที่ทำแบบถูกธาตุถูกธรรม เช่น นำเพชรขาวที่ชำระส่วนละเอียดให้สะอาดแล้ว ไปถวายผู้ทรงวิชชาฝ่ายภาคขาว ก็จะได้อานิสงส์เป็น “เพชรในวิชชา” ประดับเต็มกาย และในทำนองเดียวกันกับสีอื่น ซึ่งหากทำบุญแบบนี้มากๆ ก็สามารถตรัส “มณีลังการ” ได้ แต่ต้องใช้จ่ายทรัพย์ และเดินงาน ซึ่งผู้ทรงวิชชาไม่นิยมทำกัน แต่จะทำในวิชชา ซึ่งท่านเห็นว่าสะดวกกว่าสำหรับท่าน แต่ก็ได้ “มณีลังการ” เหมือนกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น การได้มาซึ่ง “ชฎา” ไม่ว่าจะสำหรับพระจักรฯ หรือพระองค์ธรรม โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้มาใหม่ หรือเป็นศิษย์ใหม่ในสายวิชชา อาจจะมีเพียงแค่ “รัดเกล้า” หรือ “ศิราภรณ์” เล็กๆ น้อย ถ้าอยากจะมีหน้ามีตากับเขาบ้าง เวลาออกงาน “วิชชาสโมสร” หรือเข้าประชุมโลกวิชชา หรือประชุมใหญ่เทวสภา ผมก็เคยแนะนำแล้วว่ามีทางลัด ในการได้เครื่องทรง และรังสี นั่นก็คือการ ทำบุญด้วยอัญมณี แบบถูกธาตุถูกธรรม หรืออีกวิธีก็คือ “หยิบสมบัติผู้เลี้ยง” จากแหวนเพชรพลอย และแหวนนพเก้าที่สลักชื่อบุคคลไว้ด้านในของพื้นผิวแหวน เป็นอาทิ แต่หมวกก็อาจจะยังไม่ขึ้น

ในบทความนี้จึงขอแนะนำต่อไปว่า ท่านใดที่ประสงค์จะได้ชฎา หรือหมวก สำหรับกายจักรฯ และ/หรือ กายธรรม ก็มีทางลัดอีกวิธี คือขอจากครูบาอาจารย์ ให้ท่านชะลอลงมาให้ แต่ต้องจ่ายธาตุบุญ ซึ่งหมวกก็ต้องเลือกแบบพอดีๆ พอเหมาะกับกำลังวิชชา หรือวิชา หรือสิ่งอันพึงมีอยู่ เพราะถ้าหมวกดีเกินหรือใหญ่ไป ก็ใส่แล้วทรงไว้ไม่ได้ หรือหลวมเกินไปครับ

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกจะขอหมวกจากครูบาอาจารย์ อาจจะเป็นเพราะสำนักของท่านมีขนาดใหญ่เล็ก แล้วครูบาอาจารย์ไม่สามารถเข้ามาดูแลให้ได้เป็นรายบุคคลอย่างทั่วถึง หรือท่านไม่มีครูวิชชาประจำตัวที่คุ้นเคยโดยเฉพาะ แต่ไปเรื่อยๆ หลายสำนัก ก็ยังมีทางลัดอีกวิธี คือการ “ครอบครู” การครอบครูนั้นเป็นธรรมเนียมที่มีวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน คือมีทั้งการครอบเศียรครูองค์เทพ เทวา อย่างพระอิศวร, พระพิฆเนศ, พระราม, พระลักษณ์, พระฤาษี และอื่นๆ แต่การครอบครูเพื่อให้ได้มาซึ่ง ชฎา หรือ หมวก สำหรับใช้ในโลกวิชชา ควรได้จากการครอบครูของสำนักองค์เทพ ซึ่งท่านสามารถ “หยิบ” ให้ได้จากโลกทิพย์ โดยเฉพาะ “ภพหมวก” ซึ่งท่านผลิตหมวกขาย หลากหลายแบบ และมีหลายภพให้เลือก ส่วนการครอบครูของคณะศิลปะการแสดง, คณะนาฏศิลป์, คณะช่าง, คณะศิลปากร และคณะโขน ไม่พึงทำ เพราะเวลาท่านจัดพิธีครอบครู ท่านจะเตรียมตัวรับศิษย์ เพื่อส่งวิชา แล้วถ้าเราไปครอบเพื่อขอหมวก มันจะผิดวัตถุประสงค์ของงานพิธี ทำให้งานของท่านสะดุดก็เป็นได้ครับ

การครอบครู เพื่อขอชฎา หรือหมวกสำหรับใช้ในโลกวิชชา ควรเป็น “ชฎาพระ” และ “ชฎานาง” ที่ไม่มีส่วนของใบหน้า ที่บ่งบอกว่าเป็นเทพองค์ใด เพราะถ้าเราครอบเศียรพระองค์เทพ ปกติแล้วจะเป็นการนับเข้าเป็นภาคหรือเป็นปาง หรือเป็นศิษย์ของท่าน ซึ่งท่านก็พอหยิบหมวกชฎาให้ได้ ถ้าจะเอา แต่ในทางวิชชาแล้วอาจเป็นคดีความกันในภายหลัง ว่าเราครอบแล้ว ต้องเป็นศิษย์ท่าน ทำนองนี้ครับ ดังนั้น การครอบครู เพื่อขอชฎา หรือหมวก ควรจะใช้เฉพาะ ชฎาพระ ชฎานาง ที่ไม่มีส่วนที่เป็นใบหน้า ยกเว้นแต่เราอยากจะขอครอบครูด้วยจริงๆ รับครูด้วยเลย ก็มีส่วนดี คือท่านจะช่วยเรา แต่ก็ต้องทำตามระเบียบของท่านครับ

การครอบครู หรือในประเด็นนี้ผมขอเรียกว่า “ครอบหมวก” ควรเรียนให้ครูประจำสำนักทราบว่า เราประสงค์จะครอบชฎาพระ หรือชฎานาง เท่านั้น และครอบเพื่อขอซื้อ “หมวกวิชชา” โดยเรียนถามท่านก่อนว่า มีหมวกแบบใดให้เลือกบ้าง ราคาเท่าใด (ราคาธาตุบุญ) เมื่อตกลงกันแล้ว ค่อยนัดหมายวันเวลา เพื่อทำพิธีครอบหมวก แล้วก็จ่ายค่าครอบ เป็นค่าเรียกหมวก และค่าประกอบพิธี ซึ่งต้องจ่ายทั้งองค์เทพ และอาจารย์ประจำสำนักผู้ครอบ ตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งการติดต่ออาจจะทำในวิชชา หรืออธิษฐานที่หน้าโต๊ะบูชา หรือเรียนให้อาจารย์ประจำสำนักทราบก็ได้ครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว ขณะที่อาจารย์กำลังครอบอยู่ องค์เทพท่านก็จะหยิบหมวกชฎาของทิพย์มาสวมให้กายในวิชชาของเรา ณ ตอนนั้น เมื่อได้หมวกมาแล้ว เราจะนำมาแต่งเติมเสริมเพิ่มอย่างไรก็ได้ อาจจะประดับมณี หรือเติมวิชชา เติมวิชา เติมขั้นหมวก เติมยอดหมวก ก็ได้ครับ ดังฉะนี้.