23. นานาสาระ โดย พิรจักร (พิทยา ทิศุธิวงศ์)










นานาสาระ: เรื่อง - ปกิณกะตราพระครุฑพ่าห์

อ้างถึง บทความเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กับกำลังรัตนะทั้ง 7 ที่ผมได้เคยรจนาความไว้ วันนี้ จะขอเสริมเรื่องการปกครองของหน่วยงานภาครัฐ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตราต่างๆ ครับ

ปกติแล้ว เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น “ดิเรกคุณาภรณ์” ที่มีดวงตราพระครุฑพ่าห์ (พระครุฑสยายปีก) นั้น เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับผู้ทำความดีความชอบด้วยกองการสาธารณกุศล แต่หากบุคคลที่ได้รับเป็นผู้บริหารหน่วยงานราชการ หรือบริษัทห้างร้าน ที่ได้รับพระราชทานตราพระครุฑพ่าห์ (Royal Warrant) เหมือนอย่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ  อย่างเช่นธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ก็จะดีมากครับ เพราะมีผลอย่างยิ่งในทางวิชชา แม้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตรานี้ จะจัดอยู่ในลำดับหลังๆ แต่ก็เป็นการ “ถูกโฉลก” หรือ "ถูกธาตุถูกธรรม" เหมือนเจ้าสีแดง ได้เพชรแดง เจ้าสีเขียว ได้มรกต ครับ แต่กลับกลายเป็นว่า ข้าราชการส่วนใหญ่ ที่ทำงานในหน่วยงานที่ใช้ตราราชการแผ่นดินพระครุฑนั้น มักจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก และ/หรือ มงกุฎไทย เป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยังมี “คุณ” ต่อหน่วยงานราชการ หรือองค์กรในสังกัด เช่น ดาราจุลจอมเกล้า กับโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ส่วนหน่วยงานภาครัฐที่มีตราช้างอย่าง กทม. จะไปด้วยกันได้ดีกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งมีตราช้างเหมือนกัน เฉกเช่นเดียวกับกองทัพบก ทัพเรือ ซึ่งมีดวงตราพระมงกุฎ จึงเข้ากันดีกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชุดมงกุฎไทย และเหรียญตราอย่างเหรียญจักรพรรดิมาลา ส่วนเหรียญตราอื่นๆ ก็มี “คุณ” ต่อสายงานด้วย แต่จะหย่อนกว่าดาราอิสริยาภรณ์ ซึ่งผู้รับพระราชทานต้องรู้จักนำมาใช้ในวิชชาด้วยครับ ดังนี้.

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง ความพิเศษของสมบัติเทวดาผู้เลี้ยง

ตามที่ผมได้เคยรจนาไว้ก่อนหน้านี้นะครับว่า บุคคล และนิติบุคคล ในเขตการปกครองด้วยอำนาจรัฐต่างๆ ภายในโลกของเรานี้ ต่างก็ล้วนมีเทวดารักษา ซึ่งในภาษาวิชชาเราเรียกว่า “ผู้เลี้ยงผู้รักษา” โดยที่เทวดานั้น อาจเป็นกายสิทธิ์ หรือกายที่มีชีวิตจิตใจ

มีหลายท่านได้ทดลองเรียกสมบัติผู้เลี้ยงมาครองแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็ต้องแลกกับ “ธาตุบุญ” ประเด็นของบทความนี้ก็คือ ทำไมบางท่านเรียกสมบัติผู้เลี้ยงได้อย่างดี ในขณะที่ท่านอื่นได้อย่างด้อย ผมจึงขออธิบายความว่า สมบัติผู้เลี้ยงนั้น ถูกปรุงขึ้นด้วยฤทธิ์จากภพผู้เลี้ยงผู้รักษา โดยให้ตาม “สิทธิ์และอำนาจ” ที่มีใน “เขตเลี้ยงรักษา” ของภพมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะของการ “เอื้อกันและกัน” ระหว่างส่วนหยาบ และส่วนละเอียด กล่าวคือ ผู้เลี้ยงผู้รักษาส่งฤทธิ์ ให้ผลเป็นจริง 25 – 60% ในเมืองมนุษย์ ส่วนมนุษย์ขวนขวายดิ้นรนเองด้วย และปัจจัยร่วมส่งผลอื่นๆ ด้วย เช่นบุญบารมี, วิชชา, กำลังของภพทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว, กรรม, ประกาศิต, และวิชาความรู้ ฯลฯ ก็จะหนุนส่งความเจริญก้าวหน้าอีก 30 – 70% ส่งผลให้ภพผู้เลี้ยงรักษาและสมบัติผู้เลี้ยงรักษา มีฤทธิ์อำนาจเพิ่มขึ้นเข้าด้วยกันอีกเป็นเงาตามตัว

เคล็ดลับในการเรียกสมบัติผู้เลี้ยงที่เนื่องด้วยสิทธิ์และอำนาจของหน่วยงาน องค์กร บุคคล หรือนิติบุคคล เพื่อให้ได้สมบัติผู้เลี้ยงอย่างดีพิเศษนั้น จะต้องอิงอยู่กับสิทธิ์และอำนาจของ หน่วยงาน, องค์กร, บุคคล, นิติบุคคล ที่ปกครองเขตเลี้ยงรักษาหนึ่งๆ ในขณะนั้นอยู่ เช่นการเป็นวัดที่มีสถานภาพเป็นพระอารามหลวง, การได้รับพระราชทานตราตั้งห้างพระครุฑพ่าห์ (Royal Warrant), การสมัครเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การและองค์กรใหญ่ระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่าง UN, UNESCO, WHO, EU, ASEAN, WTO, หอการค้า (Chamber of Commerce), การอยู่ในพระอุปถัมภ์ หรือ [Royal] Patronage, การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ในกรณีมีราชวงศ์) และดาราอิสริยาภรณ์ (ในกรณีไม่มีราชวงศ์) ในประเทศต่างๆ เป็นบำเน็จสำหรับองค์กร หรือผู้นำองค์กร, และการเป็นสมาชิกองค์กร, หน่วยงาน, มูลนิธิ, สมาคม ซึ่งมีสิทธิ์และอำนาจตามบทบัญญัติตามกฎหมาย ด้วยอำนาจอนุมัติที่ได้จากภาครัฐ และสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติ, ศาสนา, และพระมหากษัตริย์

สมาชิกภาพ และสิทธิ์ และ/หรือ อำนาจ ที่บุคคล และนิติบุคคล ได้เพิ่มเติม จากบุคคล และ/หรือ นิติบุคคล เหล่านี้ จะทำให้มีขอบเขตของสิทธิ์ และอำนาจ ที่มากขึ้นในบางเรื่อง หรือลดลงในบางด้านขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ และสิ่งนี้ก็จะส่งผลให้ ภพผู้เลี้ยงผู้รักษา สามารถคำนวณกำลังหล่อเลี้ยง และปรุงสมบัติผู้เลี้ยงผู้รักษา มาช่วยเอื้ออำนวยการให้แด่ บุคคล และ/หรือ นิติบุคคล ได้ดีขึ้น และมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร (CEO) ห้างสรรพสินค้า ที่ได้รับตราตั้งห้างพระครุฑพ่าห์ เมื่อเทียบกับห้างอื่นที่ไม่มีตราพระครุฑพ่าห์ ห้างที่มีตราพระครุฑพ่าห์ ส่วนใหญ่จะมีสิทธิ์ และอำนาจ รวมถึงสมบัติผู้เลี้ยงที่ดีกว่า แต่ไม่เสมอไป เพราะยังมีเหตุปัจจัยส่งผลอื่นๆ อีกด้วย แต่ถ้าหากตัวแปรทุกอย่างเท่ากันหมด บริษัทห้างร้านที่มีตราพระครุฑพ่าห์ ก็จะดีกว่าครับ นั่นหมายความว่า ความเป็นไปต่างๆ ในเมืองมนุษย์ มิได้เป็นเพราะเทวดาฟ้ากำหนด 100% แต่เนื่องกันและกันมากน้อยต่างกันไป กล่าวคือเทวดาก็ทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้นได้ ในขณะที่มนุษย์ก็ทำให้กำลังเทวดา และสมบัติผู้รักษาดีขึ้น ดังฉะนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง มณฑลแห่งพระนิพพาน (The Sphere of Nirvana)

เรื่องพระนิพพาน เป็นเรื่องที่ชาวพุทธนิกายเถรวาทตั้งประเด็นถกกันเป็นอันมาก เพราะพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์นิกายเถรวาท ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระนิพพาน อย่างจำกัด และดูคลุมเครืออยู่บ้าง ในขณะที่ คัมภีร์ของมหายาน และวัชรยาน แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน และสอดคล้องกันดี แถมยังสามารถวาดออกมาเป็นภาพ Mandala (พระพุทธมณฑล) ได้อีกด้วย

การที่พระไตรปิฎกของนิกายเถรวาท ระบุคุณลักษณะของพระนิพพานเอาไว้นั้น ผมขออธิบายในเชิงวิชชาว่า พระนิพพานมีหลายรูปแบบ ตามอัธยาศัยของผู้ที่จะเข้าไปประทับอาศัยอยู่ ซึ่งจะเป็นไปตามวาสนาบารมี, กรรมที่บำเพ็ญไว้, และต้นสังกัดสายธาตุสายธรรมที่สั่งส่งลงมาเกิด มีการ เรียกกลับคืน สู่ภพภูมิที่มา ในขณะที่บางท่านที่หมดกิเลสแล้ว ก็เข้านิพพานของส่วนรวม ตามระบบกลไกปกติของภพ

การศึกษาเรื่องพระนิพพาน โดยพิจารณาครอบคลุมถึง คัมภีร์ของฝ่ายมหายาน และวัชรยาน จะช่วยให้เกิดองค์ความรู้ที่กว้างขึ้น เหมือนชาวพุทธไทยนิกายเถรวาทจะสังคายนาพระไตรปิฎก ก็ต้องนำพระไตรปิฎกของพม่า กัมพูชา และศรีลังกา ฉบับภาษาบาลีมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่า มีอะไรขาดตกบกพร่อง มีอะไรเกิน หรือไม่ ในทำนองเดียวกัน การศึกษาพระนิพพาน โดยแสวงหาองค์ความรู้จากคัมภีร์พุทธศาสนานิกายอื่นประกอบ ก็จะช่วยได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคัมภีร์ของเถรวาทไม่ชัดเจนมากพอ

สำหรับในเชิงวิชชานั้น พระนิพพานมีหลายแบบ เหมือนพระอุโบสถ ที่บางวัดกำหนดด้วยพื้นที่ของถ้ำ บางแห่งกำหนดเอาลานกว้างที่มีสีมา และหลายๆ แห่งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคาร ในทำนองเดียวกัน พระนิพพาน ก็มีทั้งแบบที่โล่งกว้าง หรือปราสาทราชวัง แต่ทั้งนี้ พระนิพพานทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใด จะมีคุณลักษณะ 3 ประการหลัก เหมือนๆ กัน คือ (1) สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมลทิน และผู้ประทับในนิพพานก็ไม่มีกิเลสมลทิน (2) เป็นสุขอย่างยิ่ง ไม่มีความทุกข์เจือปน และ (3) เมื่อเข้าไปประทับแล้ว ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกก็ได้

ส่วน ปราสาทวิชชา ซึ่งเป็นที่ประทับของหลวงพ่อสดฯ ในสภาพกายทิพย์หรือ “สมณะเทวา” นั้น ก็คือ วิมานทิพย์ประเภทหนึ่งที่สำเร็จขึ้นด้วยแก้วของเมืองนิพพาน จัดเป็น นิพพานสมบัติซึ่งยังบรมสุขให้เกิดขึ้น ต่อผู้ประทับอาศัยทำวิชชา ประดุจดังว่าประทับอยู่ในเมืองนิพพาน ต่างเพียงว่า ปราสาทวิชชานั้นสามารถเคลื่อนย้าย ไปประดิษฐานอยู่ตามภพภูมิต่างๆ ตามใจปรารถนาของเจ้าของ เพื่อประโยชน์ในการบำเพ็ญวิชชา และบารมีต่อไป โดยยังไม่ถึงกับต้องกลับเข้าไปอยู่ในพระนิพพาน เหมือนพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์โดยทั่วไปครับ.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

16 มิถุนายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง องค์วัษฯ และ ปริญญะกิจจานาม


ตามที่ข้าพเจ้าได้โพสต์ทางเฟสบุ๊ค และรจนาไว้ในหน้าเว็บนานาสาระ ของ Meditation101.org ไว้ว่า การนับลำดับขั้น (hierarchy) ของบุคคลต่างๆ ทางวิช(ช)า นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่นนับถือตามตำแหน่งประกาศิต ผู้เป็น “เจ้า” สวรรค์ในประเภทต่างๆ เช่นเจ้าวิจิตรา, เจ้าพัสตรา, เจ้าจริยา หรือนับตามความนับถือเป็นใหญ่ทั้งในโลกวิชชาและโลกสวรรค์ อย่าง เจ้าเวฆินทร์ และเจ้าเมฆินทร์ หรือจะนับถือตามลำดับขั้นของความยิ่งใหญ่ในโลกแห่งสายวิชชา เช่น จุลจักรฯ, มหาจักรฯ, บรมจักรฯ ฯลฯ ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอรจนาถึง ตำแหน่ง “องค์วัษฯ” ซึ่งนับถือกันว่าเป็น “ปริญญะกิจจานาม” (work achievement accredition) ซึ่งหมายความว่า บุคคลนั้นๆ เป็นผู้ทรงคุณ อันมี “กิจ” เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ทรงคุณอื่นๆ ทั้งหลาย โดยผลงาน ไม่ว่าจะเป็นในทาง “งาน” หรือ “วิชชา” หรือ “วิชา” ซึ่งการใช้ตำแหน่งเรียก “องค์วัษฯ” นี้ มีลักษณะคล้ายการเรียกชื่อปริญญาพร้อมอักษรย่อ ต่อท้ายชื่อและนามสกุลของบุคคล เพื่อบ่งบอก ระดับและประเภทของความรู้ที่เรียนจบจากสถาบันอุดมศึกษา อย่างเช่น “ศศ.บ” คือ ศิลปศาสตร์บัณฑิต “ศศ.ด." คือ ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ในทำนองเดียวกัน ผู้ทรงคุณในโลกแห่งวิชชา มีการเรียกขาน “ปริญญะกิจจานาม” ตามลำดับขั้นต่างๆ ดังนี้:

(1A) องค์อิษษี คือบุคคลผู้ครองธรรมอันชอบแล้ว ไม่ว่าจะโดยมรรคผล หรือเป็นนักบุญ

(1B) องค์อิษษา คืออเสขะบุคคล คือผู้ที่ยังไม่ครองธรรมอันแน่นอนอย่างยั่งยืน

(2A) องค์วษิฑา คือองค์วัษฯ ผู้เป็นใหญ่ขั้นสูงสุด มีกิจอันเป็นคุณประโยชน์ได้รับการยอมรับนับถืออย่างมากในบรรดาผู้ทรงคุณมากถึง 50,000 คน/คณะ

(2B) องค์วษา มีผู้ทรงคุณยอมรับนับถือผลงานอันสำเร็จแล้วมากถึง 6,000 – 10,000 คน/คณะ

(2C) องค์วษี มีผู้ทรงคุณยอมรับนับถือผลงานอันเป็นที่ประจักษ์มากถึง 2,000 – 4,000 คน/คณะ

(2D) องค์วษิ เป็นที่ยอมรับนับถือโดยผู้ทรงคุณ 500 – 1,000 คน/คณะ

(2E) องค์วษะ เป็นที่นับถือกันโดยทั่วไปโดยเบื้องต้น

(3) ประเภทของสาขาแห่งกิจอันเป็นที่โดดเด่น เช่น “บารมีเด่น” “บารมีธาตุ” “บารมีธรรม” และ “บารมีวิชชา” ฯลฯ

 

โดยนัยนี้ บุคคลผู้ทรงคุณหนึ่งๆ เมื่อมีกิจ อันเป็นที่ประจักษ์ยอมรับนับถือในหมู่ผู้ทรงคุณด้วยกัน ไม่ว่าจะโดย “วิชชา” “วิชา” หรือ “งาน” ก็จะมี “ปริญญะกิจจานาม” เป็นที่เรียกขาน เช่น “องค์อิษษีวษา บารมีเด่น” หรือ “องค์อิษษาวษี บารมีวิชชา” คล้ายๆ คุณลักษณะทางการศึกษาที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้พ่วงท้ายหลังชื่อและนามสกุลบุคคล ในยามที่ต้องมีการเอ่ยอ้างถึงอย่างเป็นทางการ เช่นในงานประชุม หรือการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการมาก่อนมาหลัง หรือการให้เกียรติกันก่อนหลัง หรือการทำความเคารพกันและกัน ดังฉะนี้.


หมายเหตุ: มีท่านสงสัยถามว่า ในเมื่อเป็นผู้ทรงคุณแล้ว เพราะเหตุใดจึงยังต้องเจ้ายศเจ้าอย่าง แสวงหาตำแหน่งให้เป็นที่ยอมรับนับถือ คำตอบคือ อารมณ์จะคล้ายๆ ตำแหน่งเอตทัคคะ ของพระอริยบุคคล ซึ่งเป็นไป “โดยสมควร” คือ สมกับความทุ่มเทเป็นพิเศษที่ได้ทำเอาไว้มากกว่าใครอื่น นอกจากนี้ หากผู้ทรงคุณมีตำแหน่ง ท่านก็สามารถข่มบุคคลที่ควรข่มเอาไว้ได้ แต่ปกติแล้วผู้ทรงคุณด้วยกันจะแสดงออกอย่างให้เกียรติกันและกันแบบ “ถ่อมตัวไว้ก่อน” เป็นปกติ แต่เมื่อพบกับบางท่านที่อาจเป็นพาลชน อย่างเช่นเทวบุตรมาร อย่างท้าววัสวตี การที่เรามีตำแหน่งใหญ่พอ ก็จะสามารถดำรงอยู่อย่างสมควรได้ ไม่ต้องให้ความเคารพก่อน หรือหลบหลีกให้เมื่อเคลื่อนผ่านครับ. 

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

4 มิถุนายน 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง “เถ้าอัฐิ” กับ “บุญมหาอานิสงส์สุดท้าย”

ประเพณีทางพระพุทธศาสนาของไทย นิยมเผาร่างผู้เสียชีวิต แล้วอัฐิที่เหลือก็นำไปโปรยลงแหล่งน้ำบ้าง เก็บใส่โกศอัฐิบ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นยุคสมัยไป ลูกหลานคนรุ่นใหม่ ที่ไม่รู้จักมักคุ้นกับปู่ย่าตาทวด ก็อาจจะไม่ประสงค์ที่จะเก็บรักษาอัฐิ

ผมจึง innovate ไอเดีย solution เรื่องอัฐิของชาวพุทธว่า เราสามารถ นำเถ้าอัฐิและอังคารที่เหลือจากการฌาปนกิจ ไปผสมปูนแล้วปั้นเป็นสิ่งมงคลสำหรับบูชาพระพุทธรูปได้ครับ เช่นฐานพระพุทธรูป และดอกไม้ดอกบัวปูนปั้น หรือจะปั้นเป็นธรรมจักร, ต้นโพธิ์, ต้นไม้ สำหรับบูชาพระ

โดยนัยนี้ ผู้เสียชีวิตจะได้บุญมหาอานิสงส์เพิ่ม ตลอดอายุการใช้งานของถาวรวัตถุนั้น ดีกว่าเก็บใส่โกศตั้งไว้เฉยๆ เพราะส่วนของร่างกายถูกนำไปใช้สร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา แต่เราอาจจะจัดสถานที่ประดิษฐานหรือติดตั้งไว้ต่างหาก ไม่ปะปนกับสถานที่บูชาพระซึ่งญาติธรรมทั่วๆ ไปจะมากราบไหว้บูชาครับ เพราะญาติโยมทั่วไป ก็คงไม่คุ้นกับการมากราบไหว้และเข้าชมงานปูนปั้นอัฐิผู้อื่น

ที่สำคัญ ขอให้ระมัดระวัง อย่าได้นำ อัฐิมาผสมปูนปั้นเป็นพระพุทธเจ้า แล้วนำมาให้ญาติโยมอื่นๆ กราบไหว้นะครับ แม้จะได้บุญบารมีมาก เพราะไม่สมควร แต่จะเป็นอย่างไรอื่น ต้องให้ครูบาอาจารย์ท่านชี้แนะให้เป็นรายๆ ไปครับ อย่างเช่นกรณีของพระธรรมกายประจำตน ถ้าหากนำอัฐิของพระสงฆ์มาปั้นเป็นรูปพระสงฆ์รูปนั้นเอง แล้วให้ญาติโยมกราบไหว้บูชา แบบนี้ก็ไม่ผิดครับ นอกจากนี้ก็ยังสามารถผสมปูนหรือวัสดุต่างๆ อย่างเช่นเรซิน เพื่อปั้นหรือหลอมเป็นวัตถุสิ่งต่างๆ ตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนา อย่างเช่นพระสถูปเจดีย์ หรือนำเถ้าอังคารของพระอริยบุคคลมาหล่อปูนเป็นช่อฟ้า ได้ตามประสงค์ครับ.

 

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

2 มิถุนายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

นานาสาระ: เรื่อง บุญหัวกะทิ หรือบุญที่มีธาตุมาก


"บุญหัวกะทิ" นั้นก็คือบุญที่ควบแน่นเป็นบารมีได้อย่างสัมบูรณ์กว่า และมีอานิสงส์แรงกว่าตามกฎแห่งกรรมครับ ซึ่งก่อนอื่นผมขอเอ่ยอ้างก่อนว่า “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” อันเป็นประดุจคอมพิวเตอร์ server ที่ควบคุมความเป็นไปในวัฏสงสาร ด้วยโปรแกรม “กฎแห่งกรรม” จะประมวลข้อมูลป้อนเข้าหรือ input จากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของมนุษย์และสัตว์ ตามคุณลักษณะ และปริมาณ ว่าดีมากดีน้อย ทำมากทำน้อย และบ่อยครั้งกว่า หรือนานมากน้อยกว่า ดังนั้น ถ้าฟังก์ชั่นของบุญมีตัวแปรคือ ดีมาก ทำมาก ผนวกกับเวลา ที่นานมาก และบ่อยมาก เวลาเครื่องคำนวณบุญจ่ายกลับมา ก็จะได้มากและได้อย่างดีเป็นเงาตามตัว เป็นบุญที่มีเนื้อแน่น อุปมาเหมือนกับ “น้ำหัวกะทิ” ที่เข้มข้น เมื่อเปรียบเทียบกับ “น้ำหางกะทิ” อย่างเช่นบุญจากการอนุโมทนาที่ทำอย่างสบายๆ

ดังนั้น ถ้าหากเรามีเงินสองก้อน ก้อนแรกคือได้มาจากการถูกล็อตเตอรี่ ที่ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากนัก หรือเงินที่ได้จากการเล่นการพนัน หรือเงินของขวัญจากผู้อื่น กับก้อนที่่สองที่ได้มาจากการทำงาน หามาอย่างยากลำบาก ถ้าจะใช้ทำบุญ เราควรใช้เงินที่ได้จากการการทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ไปทำบุญ ทำทาน จะได้บุญมาก และเป็นบุญเนื้อแน่น มี "ธาตุบุญ” มาก ส่วนเงินที่ได้มาอย่างง่ายๆ เมื่อเอาไปทำบุญแล้ว อานิสงส์น้อยกว่า แม้จะมากกว่า (แต่ไม่เสมอไป)

ส่วนว่าทำไมเราจึงต้องทำบุญ หรือแสวงหาบุญหัวกะทิ จะไม่เป็นการโลภมากหรือ ก็ขอตอบว่าในโลกธาตุนั้น ปกติแล้วบุญจะเป็นเสมือนพลังงาน อุปมาได้กับ “เงินสด” ที่ใช้จ่าย แลกเปลี่ยนนำมาซึ่งความประเสริฐกว่าของชีวิต แม้แต่การจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ต้องมีบุญสะสมมากพอ ส่วนการแสวงหาบุญ ทั้งหัวกะทิ หางกะทิ ก็มีเคล็ดลับอยู่ว่า ให้เราสั่งสมบุญโดยมุ่งหมายอานิสงส์ทางธรรม คือ “มรรคผล นิพพาน” เป็นหลัก แทนที่จะมุ่งแสวงหาอานิสงส์ทางโลก คือความร่ำรวย ความสวย ความหล่อ แต่เพียงเท่านั้นครับ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 พฤษภาคม 2565

www.Meditation101.org


รัศมีชนิดต่างๆ

(1) “สุริยะรังสี” แลดูเจิดจ้า เหมือนพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เกิดจากบุญญาธิการหลายๆ อย่างรวมกัน และทำบุญด้วยแสงสว่างอย่างเอกอุ รวมถึงการบรรลุธรรม และวิชชาอันเลิศ หรือสั่งสมบารมีหลายอย่างมาเนิ่นนานพอ

(2) “จันทระรังสี” แลดูนวลแจ่มเย็นสงบตา เหมือนพระจันทร์เต็มดวงที่ทรงกลดเป็นรัศมีวงกว้าง กลางค่ำคืน

(3) “สุวรรณรังสี” แลดูอร่ามเรืองรอง ดุจดวงอาทิตย์อุทัยทอแสงสีทองในยามเช้าจับขอบห้วงฟ้า อันกว้างไกล เกิดจากการทำบุญเนื่องด้วยทองคำแท้ หรือมีวิชชามากพอ

(4) “มณีรังสี” แลดูสีสันสดใส เหมือนแสงไฟแห่งอัญมณีอันแวววาว เกิดจากการทำบุญเนื่องด้วยอัญมณีและรัตนชาติ

(5) “รัชตะรังสี” แลดูสีเรืองเงินยวง ราวผิวน้ำกระทบแดด แลดูดารดาษระเรื่อเป็นที่งดงาม

(6) “ดารารัตน์รังสี” แลดูโดดเด่น เปล่งประกายแฉกฉูดฉาดดุจดาวประกายพรึก เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

(7) “ปุษยารังสี” แลดูสีสันสดสวยน่าชื่นบานใจ เหมือนทุ่งดอกไม้ยามผลิบาน ซึ่งบ้างก็เกิดขึ้นพร้อมกลิ่นหอม เกิดจากการทำบุญเนื่องด้วยดอกไม้

หมายเหตุ: รังสีแต่ละประเภทมีด้วยกันหลายขั้น คือ

     (A)  รังษิเมฆินทร์ / รังสิเมฆินทร์ 

     (B)  รังษิเวฆินทร์ / รังสิเวฆินทร์

     (C)  รังษิยะประภา / รังสิยะประภา

     (D)  รังษิยะอาภา / รังสิยะอาภา

     (E)  รังษิยาภา / รังสิยาภา

     (F)   รังษิยา / รังสิยา

     (G) รังษี / รังสี

     (H)  ประภัสสรา

     (I)     ประภา

     (J)   อาภา

     (K)  ภา

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

วิธีเล่นประกาฯ ให้เป็น "มณีรังสี" และ "สุวรรณรังสี" และ "รัชตะรังสี"

(1) สำแดงดวงตราประกาศิต ในการ “จัดซื้อ” อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว เพื่อจัดสร้างถาวรวัตถุ และ/หรือ วัตถุมงคลทางวิชชาและพระพุทธศาสนา เช่นยอดพระเจดีย์, เครื่องทรงพระพุทธรูป, ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ฯลฯ

(2) สำแดงดวงตราประกาศิต ในการ “ถวาย” อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว เพื่อจัดสร้างถาวรวัตถุและ/หรือ วัตถุมงคลทางวิชชาและพระพุทธศาสนา

(3) จัดหาวัตถุหรือภาพของ อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว มา แล้วเช็ด อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว เช็ดให้สะอาดในญาณ (ถ้าทำได้) และ/หรือ แช่ในน้ำมนต์ จากนั้นจึงทำวิชชาประกอบ แล้วถ่ายภาพ จากนั้นจึงนำสีจากภาพ อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว มาสร้างเป็นภาพดวงตราประกาศิต แต่ละสีละสี จากนั้นจึงใช้ดวงตราประกาศิตในการทำบุญทำกุศลสร้างบารมีคุณงามความดี

(4) จัดหาวัตถุหรือภาพของ อัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว มา แล้วเช็ด มณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว ให้สะอาดในญาณ (ถ้าทำได้) และ/หรือแช่ในน้ำมนต์ จากนั้นจึงทำวิชชาประกอบ แล้วถ่ายภาพ จากนั้นจึงนำภาพของอัญมณี, ทองคำ, เงิน, ทองคำขาว ในรูปลักษณ์ต่างๆ นั้น มาประกอบดวงตราประกาศิต เพื่อสำแดงเป็นภาพในการทำบุญทำกุศลสร้างบารมีคุณงามความดี



 

จดลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

ณ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: เพราะเหตุใด “พลอยสตาร์” จึงมีความล้ำค่าในเชิงวิชชา?

ก่อนอื่นต้องแยกแยะก่อนว่า “สตาร์” หรือ “ดารา” (ดาว) นั้นเป็นดาราในวิชชา ซึ่งเป็นของทิพย์ มีลักษณะเป็นภพทิพย์ที่มีกำลัง ส่วนอีกอย่างก็คือ “ดารา” ของหยาบ เหมือนดาวพระศุกร์ เราเห็นเป็นดาวดวงเล็กบนท้องฟ้า แต่เมื่อดูของหยาบ เป็นดาวพระเคราะห์ดวงใหญ่ ซึ่งมีทั้งของหยาบ และของทิพย์ปรากฏอยู่ต่างกัน ดารานั้น ยิ่งถ้าหากมีแสงเปล่งออกไปในวงกว้าง ก็ถือว่ามีกำลังมาก และยิ่งถ้าหากมีแฉกของแสงมากหลายแฉก ก็ถือว่ามีฤทธิคุณมาก ส่วนพลอยที่มี “สตาร์” คือแสงส่องกระทบเป็นรูปดาวแฉกนั้น จัดเป็น “รัศมีของพลอย” หรือ “รัศมีของมณี” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ “วาว” คือแสงเลื่อมบนตัวพลอย กระทั่งเป็น “สกาว” คือแสงที่กระทบพลอยแล้วส่องออกมาโดยยังไม่มีแฉก และเป็น “ดาว” คือแสงกระทบพลอยแล้วส่องออกมาเป็นรูปดาวแฉก โดยที่พลอยซึ่งมีสตาร์ หรือรัศมีดาวดวงใหญ่และมีแฉกมาก ก็ถือกันว่าเป็นของดีทั้งในแง่คุณภาพและราคาของพลอย รวมถึงอิทธิคุณในทางวิชชา หากนำไปใช้เดินวิชชา (กสิณอัญมณี) ซึ่งอัญมณีปกติทั่วไปจะมีกายสิทธิ์สถิตอยู่ด้วย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางวิชชาได้ ดังเช่นบางท่านสามารถ "เด็ดดาว" จากอัญมณี ไปใส่ไว้ในกายวิชชาของตนได้ ดังนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 เมษายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

Q&A: การหล่อพระพุทธรูปปางกายมหาบุรุษ กับปางพระจักรพรรดิให้อานิสงส์ต่างกันอย่างไร?

          การหล่อพระพุทธรูปนั้นมีด้วยกันหลายแบบ โดยหลักคือ แบบที่มีส่วนของผู้ทรงคุณซ้อนอยู่ และอีกแบบคือไม่มีส่วนซ้อน แต่อาจมีเทวดาเฝ้ารักษา พระพุทธรูปที่มีส่วนซ้อน ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธรูปของสมเด็จองค์ปฐมบรมครู ซึ่งสมเด็จองค์ปฐมทรงลงสถิตในพระพุทธรูป ตามสัดส่วนมากบ้างน้อยบ้าง เช่น 20% หรือ 50% ของตัวตนของท่าน ตามแต่จะปาฏิหาริย์ออกมา กับอีกแบบคือสร้างแบบไม่มีวิชชา ก็สร้างเป็นพระพุทธรูปโดยไม่มีส่วนตัวตนของเจ้าของหุ่นซ้อน แต่อาจมีการเชิญเทวดาลงรักษา อานิสงส์ก็จะต่างกัน เหมือนสร้างพระเจดีย์แล้วประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กับไม่ได้บรรจุ

            ดังนี้แล้ว พระพุทธรูปประเภทที่มีส่วนซ้อนอยู่ ก็มักจะให้อานิสงส์ผลบุญมากกว่า ซึ่งปกติแล้วคนทั่วไปสร้างพระเป็นพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ เช่นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ของกัปปัจจุบัน พระพุทธรูปก็ดูเหมือนๆ กัน ดูเผินๆ แยกแยะไม่ออก ว่าองค์ใดเป็นองค์ใด แต่ถ้าซ้อนส่วน คืออาราธนาพระพุทธเจ้าทรงปาฏิหาริย์กายลงสถิต ก็จะดูกันที่ส่วนว่า พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธเจ้าองค์นั้น องค์นี้ และยิ่งถ้าหากลงส่วนมาก ปกติแล้วอานิสงส์บุญจากการสร้างก็จะมากขึ้นด้วย ยกเว้นบางพระองค์จะเชิญลงมาซ้อน ก็ต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เป็นค่าตอบแทน ซึ่งเมื่อท่านลงซ้อนแล้ว ท่านก็จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับวัดวาอาราม นำความสุขความเจริญมาสู่สำนัก และปัดเป่าทุกข์ภัยให้กับผู้มากราบไหว้บูชา ทั้งนี้ผู้จัดสร้างก็อาจจะกำไรบุญจากโครงการ หรือระดมทุนทรัพย์ ระดมคน ทำกิจกรรม ประโยชน์ที่ได้ รวมถึงการสร้างชื่อเสียง ได้มาคุ้มค่าพอกับธาตุบุญที่จ่ายไป

            ส่วนพระพุทธรูปจะเป็นปางกายมหาบุรุษ หรือปางพระจักรพรรดิ โดยปกติแล้ว สร้างปางกายมหาบุรุษจะได้บุญที่สะอาดสุขุมนุ่มนวลมากกว่า สาเหตุเพราะกายมหาบุรุษนั้นกราบไหว้บูชา เพ่งพิศแล้วทำให้รู้สึกสงบจิตสงบใจ ชุ่มเย็น ในขณะที่ปางพระจักรพรรดิ ทำให้เกิดรู้สึกสูงส่ง เลิศล้ำ เลอค่า และดูมีฤทธิ์มากกว่า บุญจากการสร้างพระปางพระจักรพรรดิ จึงมักเป็นบุญที่มีฤทธิ์แรง ประกอบกับปางพระจักรพรรดิมีรายละเอียดของเครื่องประดับมากกว่า สร้างยากกว่า   แต่อานิสงส์จะส่งอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพระพุทธรูป ว่าเป็นหุ่นของใคร และส่วนของใครลงซ้อนสถิต ผู้ลงซ้อนทรงคุณด้านใด มียศศักดิ์ใดในธาตุในธรรม และซ้อนลงกี่ส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางอานิสงส์ต่อไปอีก ไม่ได้หมายความว่า สร้างพระจักรพรรดิแล้วจะรวยกว่าปางมหาบุรุษเสมอไป เพราะถ้าหากส่วนที่ลงสถิต มีกำลังด้านสมบัติด้อย หรือเป็นผู้มีฤทธิ์น้อย อานิสงส์อาจจะไม่มาก ส่วนบางองค์อาจจะสร้างหุ่นประดับประดาน้อย แต่ส่วนที่ลงสถิตเป็นพระพุทธจักรพรรดิ ผู้ยิ่งยง มีกำลังมาก และลงส่วนมาก ก็จะมีอานิสงส์มาก ดังนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 เมษายน พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง ภพทั้ง 7 ผู้ประชุมสายสั่งวิชชา

ดังที่ข้าพเจ้าได้เคยรจนาความไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ดวงปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ มีความสำคัญในแง่ของศักดิ์, สิทธิ์, และอำนาจ ในการประชุม, สั่ง, กำกับ, และเปิดเผยวิชชา ในหมู่องค์คณะผู้ทรงวิชชา ไม่ว่าจะเป็นสายธรรม อย่างพระธรรมกาย หรือสายพระจักรพรรดิ ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงผู้ที่ “ศักดิ์สิทธิ์” ดวงปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ ขึ้นในทั้ง 7 ภพหลักๆ (อาจมีนอกเหนือจากนี้ซึ่งมิได้นับเป็นหลัก) ได้แก่ (1) มงกุฎ (2) มณี (3) เทพา (4) ดารา (5) ประกา (6) หัตถา และ (7) ธาตุธรรมา ซึ่งแต่ละภพก็มีผู้ดูแลรักษาและคอยอำนวยการให้ “ผู้เล่น” โดยที่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่เล่นได้ จะต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เป็นการแลกเปลี่ยน

(1)  สำหรับภพมงกุฎนั้น หากผู้ใดได้รับสถาปนาดวงตรามงกุฎ หรือครอบครององค์มงกุฎ อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีบทบัญญัติแห่งอำนาจรับรอง จะสามารถเรียก ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และ บริพรรดิ จากภพมงกุฎได้ โดยขึ้นอยู่กับลำดับชั้นของพระมงกุฎ เช่นพระมงกุฎชั้นเอก, มหามงกุฎ, จุลมงกุฎ เป็นอาทิ แต่ภพมงกุฎจะคิด “ธาตุบุญ” เป็นค่าเรียกแพงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งดูจะเป็นการยากสำหรับคนสามัญทั่วไป ที่จะได้มงกุฎ ยกเว้นแต่จะเล่นในวิชชา

(2)  มณีคือการบำเพ็ญบารมีด้านมณี หรือเพชรนิลจินดา เรียกว่าเล่นมณี รวมถึงเล่นแก้ว เช่นทำบุญประดับพระพุทธรูป พระเจดีย์ หรือผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยอัญมณีสีต่างๆ ถวายดวงมณีบรรจุพระพุทธรูป และพระเจดีย์ ฯลฯ กระทั่งตรัส มณียา, จอมมณี, เจ้ามณี ตามลำดับ ก็จะสามารถขอดวง “ปฏิทัย(ยะ)” และ “บริพรรดิ” ได้ หรือถวายมณีแด่เจ้าสี ด้วยมณีที่มีสีตรงกับเจ้าสีนั้น ครบทั้ง 22 สี โดยมีขนาด 5 กะรัตเป็นอย่างน้อย (ได้ปฏิทัย และปฏิทัยยะ) หรือ 3 กะรัตเป็นอย่างน้อย (ได้บริพรรดิ) แต่จะต้องเลือกเข้าสังกัดสีใดสีหนึ่งเป็นทางการ และต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เป็นค่าเรียกด้วย

            (3)  เทพาฯ ได้แก่ เหล่าเจ้าวงศ์ เจ้าองค์ เจ้าสาย ซึ่งทรงวิชชา แล้วตั้งคณะแห่งตนขึ้น จัดให้มีการเข้าสังกัด เพื่อบ่มบำเพ็ญ โดยเทพาฯรับเป็นผู้เลี้ยงวิชชา และ/หรือ วิชา เพื่อให้สมาชิกที่มาเข้าสังกัดมีอินทรีย์แก่กล้า ทำกิจสำเร็จลุล่วงดังใจหมาย โดยเหล่าเทพาฯ อย่างเช่นพระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิม พระวัชระปาณี พระตาระสีต่างๆ ฯลฯ จะจัดลำดับชั้นของสมาชิก และผู้ที่มีผลงานกระทั่งได้เลื่อนขึ้นชั้นสูง ก็จะได้รับ ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ ตามลำดับศักดิ์ โดยต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

(4) ดารา คือการเล่นดาราในวิชชา ได้แก่การเก็บและส่งดาราของทิพย์ หรือหากเป็นดาราในโลกมนุษย์ ก็ได้แก่ดาราอิสริยาภรณ์ ซึ่งหากผู้เล่นสามารถได้รับดาราอิสริยาภรณ์ในราชวงศ์เดียว 7 ดวงต่างประเภท (มีสายสะพาย หรือรองสายสะพาย) หรือต่างราชวงศ์รวมกัน 12 (มีสายสะพายหรือรองสายสะพาย) เป็นอย่างน้อย ก็จะขอเรียก ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, หรือบริพรรดิ แห่งดาราได้ตามแต่กรณี

(5) ประกาศิต ถือได้ว่าเป็นการเล่นที่ได้ยากที่สุด ในบรรดาภพทั้งหลายที่ประชุมปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ ให้ได้ เพราะผู้เล่นจะต้องรับ-ส่ง ประกาศิต ด้วยการเล่นในวิชชา หรือเล่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก กระทั่งขั้นของประกาศิตไต่ขึ้นชั้นสูงนับร้อยชั้น ซึ่งบางชั้นก็ขึ้นได้ยากมาก แต่ถ้าเล่นได้สำเร็จ ก็จะได้ทั้งยศประกาศิต คือยศที่เหล่าเทพเทวดานับถือ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากเทพผู้รักษาประกาศิต รวมถึงศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจ แห่งปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ ในเวลาเดียวกัน โดยต้องเล่นกระทั่งถึงขั้น “ไผท” สำหรับ ปฏิทัย และปฏิทัยยะ หรือหย่อนลงมา สำหรับ บริพรรดิ แต่การเรียกนั้นไม่ต้องจ่าย “ธาตุบุญ” เพียงแต่เวลาร่วมบุญพิธีแล้วเล่นประกาศิตได้บุญมา จะมีสิทธิ์เลือกว่าจะแบ่งกำไรบุญให้เทพผู้รักษาประกาศิตด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ การสำแดงประกาศิต ยังเป็นการทับทวีอานิสงส์ ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลเล่นมณีโดยสำแดงดวงตราประกาศิตร่วมด้วย ไม่ว่าจะในวิชชา หรือรูปลักษณ์ภายนอก อานิสงส์ที่ได้ ก็จะมากกว่าปกติ ราวกับว่ามีผู้ทรงวิชชาคอยคุมวิชชาให้เป็นการส่วนตัว

(6) หัตถา/บาทา คือการแสดงรอยพิมพ์ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า เป็นรอยประทับในวิชชาหรือด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ในการสำแดงวิชชา หรือสำแดงงาน ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น, ส่วนรวม และสรรพสัตว์ อีกทั้งเป็นการสำแดงแสนยานุภาพ และกำลังแห่งพระหัตถ์ หรือพระบาท ว่าเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งชัยชนะ และความสำเร็จ โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นหลัก ได้แก่ (ก) เอกภุชงค์ (ข) สรณังกร () เทพากร () ปกรณัมม์ () ทินกร/รวิกร  () ษัมภุฌิห์ ซึ่งในยุคสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เจริญ ผู้เล่นอาจจะประทับรอยหัตถ์ หรือบาท ไว้บนกระดาษ แผ่นไม้ ก้อนหิน หรืออื่นๆ อย่างเช่นในวิชชา เพื่อเป็นการประกาศชัยและความสำเร็จของงานให้แพร่หลาย แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเจริญมาก เพียงแค่โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย ไม่กี่วินาทีก็เห็นกันได้ทั่วโลก ทำให้ได้เลื่อนขั้นสะดวกขึ้น แต่การเล่นหัตถาและบาทา ก็ไม่ง่าย เพราะจะต้องมีผลงานที่สำคัญจริงๆ ในการประกาศศักดาด้วยหัตถ์และบาทของตน ซึ่งการเล่นหัตถาและบาทาเช่นนี้ ภพจะส่งฤทธิ์ให้มือและเท้าที่ใช้ประกาศศักดา มีฤทธิ์มาก จะหยิบจะจับทำอะไร ก็สำเร็จ อีกทั้งรอยประทับฝ่ามือและฝ่าเท้าก็มีฤทธิ์มีอานุภาพด้วย

(7) ธาตุธรรมา ก็คือองค์พระต้นธาตุต้นธรรม เจ้าธาตุ เจ้าธรรม ภาคต่างๆ เช่นภาคทอง ภาคขาว ภาคเงิน ภาคอัพยากฤต ภาคแดง (ได้ยกระดับขึ้นจาก “ภพ” เจ้าสีเป็น “ภาค” แล้ว) ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นผู้ปกครอง “ภาค” ของตนด้วยอำนาจสูงสุด และมีสิทธิ์และสามารถในการประชุมสาย ปฏิทัย(ยะ), บริพรรดิ, อฑิทัย, ฑินวราห์, อธิวราห์, สุวราห์, วราห์ ซึ่งเป็นสายควบคุมกำกับวิชชา มอบให้ผู้นำและบุคลากรในสายธาตุสายธรรมของตน หรือผู้ที่ท่านไว้วางใจ เพื่อดูแลการเดินวิชชา และการเดินงาน ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการให้ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยที่สมาชิกอันดับต้นๆ มักจะได้ขั้นสูง แล้วลดหลั่นลงมาตามลำดับ ส่วนองค์ “เจ้าสี” ก็สามารถจัดอยู่ในกลุ่มของธาตุธรรมา โดยเจ้าสีส่วนใหญ่มักจะมี “ดวงบริพรรดิ” ในการปกครองวิชชาสมาชิกประจำสีแห่งตน ยกเว้นบางท่านที่อาจได้สูงกว่านี้

ตามปกติแล้ว ผู้เดินวิชชา หรือผู้เดินงาน ที่ได้อำนาจสั่งกำกับการ เป็นดวง ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิ อาจจะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอ แต่ในกรณีที่บุคคลต้องการมีอำนาจที่ครอบคลุม ก็อาจจะมีทั้ง “ปฏิทัย” และ “ปฏิทัยยะ” คู่กัน ในบุคคลคนเดียว ทั้งนี้ แต่ละภพที่ประชุม ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, และบริพรรดิให้ ก็จะมีคุณลักษณะพิเศษแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วจะเป็นอำนาจการควบคุมวิชชาและงานประกอบวิชชาขององค์คณะ แต่ถ้าบุคคลใดสามารถครอบครอง ปฏิทัย และ/หรือ ปฏิทัยยะ จากภพทั้ง 7 ได้ครบถ้วน บุคคลนั้นย่อมอาจได้รับการขนานนามว่าเป็น “เจ้าธาตุ” ซึ่งแม้จะไม่ใช่พระต้นธาตุต้นธรรมมาแต่กำเนิด แต่ก็ถือได้ว่ายิ่งใหญ่ในภพทั้งปวง ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง “ปฏิทัย” คืออะไร?

“ปฏิทัย” คือดวงแห่งศักดิ์, สิทธิ์, และอำนาจ ในการปกครองสายวิชชา และงานที่มีวิชชากำกับ เรียงลำดับตามขั้นคือ ปฏิทัย, ปฏิทัยยะ, บริพรรดิ, อฑิทัย, ฑินวราห์, อธิวราห์, สุวราห์, วราห์ ซึ่งผู้ที่จะสั่งวิชชาในองค์คณะผู้ทรงวิชชา หรือเปิดเผยความลับแห่งโลกวิชชา ก็ต้องมีศักดิ์, สิทธิ์, และอำนาจเหล่านี้ ตามลำดับมากน้อย ซึ่งปกติแล้วพระต้นธาตุต้นธรรม เจ้าวงศ์ วรงค์ องค์ สาย จะประชุมขึ้นแล้วมอบให้กับบุคคลระดับผู้นำ ในสายธาตุสายธรรมของตน เพื่อให้กำกับดูแลความเป็นไปของวิชชา และงานในความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม นอกจากพระต้นธาตุต้นธรรมแล้ว ก็ยังมีผู้ทรงคุณท่านอื่นๆ อีก ที่สามารถประชุมขึ้นแล้วมอบให้ได้ เช่นพระยูไล, พระกวนอิมอวโลกิเตศวร, องค์พระวัชรปาณี, พระตาระสีต่างๆ, พระอนุตตรธรรมมารดา (อี๋ก้วนเต้า) ฯลฯ ซึ่งท่านเหล่านี้มีบทบาทเป็นเสมือน “เทพผู้เลี้ยงเทพเซียนและพระโพธิสัตว์” คือทำหน้าที่พี่เลี้ยง คอยเกื้อหนุนให้พระโพธิสัตว์ และ/หรือ บุคคลผู้บำเพ็ญตน ที่มาเข้าสังกัดท่าน (เหมือนนักศึกษาและคณาจารย์มาสังกัดมหาวิทยาลัยดังๆ) แล้วทำหน้าที่ในวิชชา หรือในงาน เพื่อประโยชน์สุขแด่ผู้อื่นคือสรรพสัตว์ กระทั่งประสบความสำเร็จถึงเป้าหมายที่ตนตั้งใจ แล้วจะได้เลื่อนขั้นมาตามลำดับ โดยแบ่งเป็น ฝ่ายขวา โดยมากคือฝ่ายวิชชา ฝ่ายซ้าย โดยมากคือฝ่ายงาน ไล่ตามลำดับๆ และชั้นๆ ข้างขวา ข้างซ้าย ถือเป็น Panel บุคลากรของท่าน และเมื่อทำผลงานได้ ก็จะได้เลื่อนชั้นเข้าใกล้องค์ประธานสูงสุดขึ้นไปเรื่อยๆ และเมื่อได้อยู่ชั้นสูงแล้ว องค์ประธานจะมอบ “ดวงบริพรรดิ” หรือ “ดวงปฏิทัยยะ” หรือ “ดวงปฏิทัย” ให้ตามลำดับ โดยผู้รับจะต้องจ่ายธาตุบุญ เป็นค่ากำเหน็จ

ถ้าหากผลงานของผู้เข้าสังกัด ถึงเลยขั้นองค์ประธานแล้วก็จะกลายเป็น “องค์ไท” ขึ้นชั้นขึ้นหิ้งไป ไม่ต้องเลื่อนลำดับไปมาอีก ซึ่งในโลกวิชชามีกันหลายแบบ หลายธรรมเนียมนิยม ซึ่งเทพผู้ใหญ่ทำกัน ไม่เว้นแม้แต่องค์พ่อศิวะ กับองค์พระแม่อุมา และองค์พระพิฆเนศ ก็มี Panel เปิดให้บุคคลมาเข้าสังกัดแล้วบำเพ็ญตนขึ้นชั้นมาเป็น “ปางหนึ่ง” ของท่านเช่นกัน แต่บำเหน็จ และกำเหน็จ ก็จะไม่เหมือนกันเสมอไป ส่วนการเล่นประกาศิต ถ้าหากเล่นได้ขั้นสูงพิเศษ คือขั้น “ไผท” ก็จะสามารถแลก “ปฏิทัย” หรือ “ปฏิทัยยะ” ได้ในทำนองเดียวกันครับ.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

Q&A: มีท่านถามผมประมาณว่า การที่ผมแนะนำให้อาศัยบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันในการเลี้ยงวัด แล้วเพราะเหตุใดยังมีวัดทั่วไป ที่ยังมั่งมี หรือขาดแคลนต่างกันไป?

คำตอบคือ สมเด็จองค์ปฐมบรมครูฯ นั้นทรงเปรียบเสมือน "ประธานาธิบดี" ของพระพุทธศาสนา ส่วนองค์สมเด็จพระพุทธโคดม ทรงเป็นประดุจ "นายกรัฐมนตรี" ของพระพุทธศาสนาในพุทธกาลปัจจุบัน ส่วนพระสงฆ์องค์เณร วัดวาอารามต่างๆ ทุกนิกาย ทั่วโลก ก็อยู่ภายใต้การหล่อเลี้ยงของสมเด็จพระพุทธโคดม ซึ่งทรงอาศัยพระบารมีประจำวงศ์ (พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้ว จะได้รับสายบุญ “สุรฆา” คอยประดาเลี้ยง สามารถเป็นอยู่ใช้บุญได้ โดยไม่ต้องทำบุญเองอีก แต่บุญจากสายสุรฆานั้น ธาตุบุญจะไม่แน่นเหมือนบุญที่บำเพ็ญสั่งสมเองขณะเป็นมนุษย์ ส่วนพระอรหันต์จะได้สายบุญ “ระฆา” ซึ่งหย่อนกว่า)  และส่วนกลางของพระนิพพานในการเลี้ยงแบบรวมๆ โดยที่พระสงฆ์องค์เณร ก็มีบุญบารมีเฉพาะตน ท่านใดมีทานบารมีมาก ก็มีลาภมาก เหมือนพระสีวลี ท่านใดมีทานบารมีมาน้อย หรือมีกรรมเก่า ก็มีลาภน้อย อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์องค์เณรก็ยังมีสิทธิ์ตามพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชแล้ว มีสิทธิ์บิณฑบาต และรับถวายปัจจัย 4 เป็นการอาศัยพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระพุทธโคดม ในการยังชีพ ส่วนว่าจะบิณฑบาตได้มากได้น้อย ได้ของดีมาก หรือดีน้อย ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

สำหรับการที่ผมแนะนำสำนักวิชชา ให้ผูกสิทธิ์ไว้กับองค์สมเด็จพระพุทธโคดม ซึ่งทรงเป็นพระศาสดาพระองค์ปัจจุบัน ก็เพราะผมเห็นว่า บางสำนักวิชชา หมดเปลืองบุญบารมีไปมาก กับการตามสมบัติ บางสำนักถึงขั้นขาดทุนบุญบารมี เพราะประกาศตนเป็นเอกเทศในวิชชา คือขึ้นต่อผู้ทรงวิชชาท่านอื่นๆ ภายในวิชชาของธาตุธรรม โดยมิได้นับถือองค์สมเด็จพระพุทธโคดมฯ เป็นประมุข และแยกการปกครองในวิชชาออกไปต่างหาก โดยนัยนี้ การหล่อเลี้ยงสมบัติจากวงศ์ขององค์สมเด็จพระพุทธโคดม และพระนิพพาน ซึ่งดูแลพุทธกาลปัจจุบันก็อาจจะไม่เต็มที่ ทำให้หนักแรงในวิชชาในการแสวงหาทรัพย์กันเองด้วยวิชชาในสายธาตุสายธรรมเฉพาะของตนครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

28 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

Q&A: การบูชาข้าวพระพุทธ กับการถวายภัตตาหารให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ขบฉัน มีอานิสงส์เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร?

การถวายภัตตาหารที่พระพุทธเจ้าทรงขบฉันจริง กับการถวายภัตตาหารเพื่อบูชาพระพุทธรูป ที่มิได้ทรงขบฉัน มีอานิสงส์เหมือนกัน ตรงที่สูตรแห่งบุญซึ่งคำนึงถึง (1) ความบริสุทธิ์ของผู้ให้ (2) ความบริสุทธิ์และจำนวนของผู้รับ (3) คุณภาพและปริมาณของวัตถุทานหรือวัตถุบูชา และ (4) ความบริสุทธิ์และความแรงกล้าของเจตนา แต่ความแตกต่างของผลานิสงส์คือ การบูชาที่มิได้ขบฉันจริง จะไม่ส่งผลเป็น อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ สำหรับผู้ถวายครับ.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

16 มีนาคม 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง เปิดโรงงานทำวิชชาที่บ้าน และการแลกกายสิทธิ์กับภพเจ้าของ

ท่านที่เป็น “คอวิชชา” ไม่ว่าจะสายพระจักรพรรดิ หรือสายพระธรรมกาย คงจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “กายสิทธิ์” ซึ่งข้าพเจ้าให้คำแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Transcendroid” (Transcendent + Droid) หรือภาษาไทยว่า “ทิพยะกลกาย” ซึ่งมีอยู่ในโลกธาตุมากมายหลากหลายชนิด หลายประเภท ที่มีกำลัง และคุณวิเศษต่างๆ กันไป (หากไม่เคยทราบมาก่อน กรุณาอ่านบทความเรื่องกายสิทธิ์พระจักรพรรดิ) กายสิทธิ์นี้เอง ที่เป็นเครื่องทุ่นแรง ให้กับผู้ทำวิชชา เพราะกายสิทธิ์ไม่เหน็ดเหนื่อย หรือง่วงหงาวหาวนอนเหมือนมนุษย์ที่ทำวิชชา (มนุษย์ทำวิชชาแล้วจะรู้สึก “เหน็ด” ในใจเมื่อละเอียดที่ประดาไว้หมดเปลืองไปกับการเดินวิชชา) อย่างไรก็ตาม กายสิทธิ์ที่เดินวิชชามากๆ เข้าวิชชาทั้งที่เร็ว และแรง และนานเกินไป รวมถึงวิชชาที่ทำยากๆ ก็อาจจะทำให้กายสิทธิ์ “เครื่องลั่น” มีอาการกระตุกกระตัก ทำให้วิชชาสะดุด บางพระองค์ถึงกับ “เครื่องร้อน” ซึ่งผู้เป็นเจ้าของควรนำดอกไม้สดที่มีกลิ่นหอม อย่างเช่นดอกมะลิ ดอกจำปี ดอกจำปา มาเลี้ยงกายสิทธิ์ เพราะเมื่อกายสิทธิ์เสวยกลิ่นหอมของดอกไม้แล้ว จะรู้สึกอิ่มเอิบแช่มชื่นใจขึ้น แต่ในขณะเสวยกลิ่นดอกไม้ กายสิทธิ์จะต้องชะลอ หรือหยุดเดินวิชชาไปพักหนึ่ง การเลือกกายสิทธิ์มาใช้ จึงควรคำนึงถึงประสิทธิภาพของกายสิทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรือนหยาบด้วย มิใช่การมองแต่เพียงรูปลักษณ์ของตัวเรือนที่ดูสวยงามเท่านั้น

            ดังที่ข้าพเจ้าได้เคยรจนาไว้แล้วในบทความก่อนๆ ว่า กายสิทธิ์โดยทั่วไปนั้นมักจะเดินวิชชาเบากว่ากายมนุษย์ผู้ทรงวิชชา กล่าวคือ กายสิทธิ์ 100 พระองค์ อาจจะมีกำลังในวิชชาเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ทรงวิชชา 5 ท่าน แต่แม้กระนั้นก็ยังนับว่าเป็นประโยชน์ต่อบุคคลผู้เป็นเจ้าของกายสิทธิ์ ซึ่งเมื่อสะสมกายสิทธิ์มากเข้า ก็สามารถตั้ง “ห้องวิชชา” ไว้ที่บ้านได้ ห้องวิชชานั้นเป็นเสมือน “โรงงานทำวิชชาส่วนตัว” ที่บ้าน โดยบุคคลผู้เป็นเจ้าของสามารถหาภาชนะอย่างเช่นโถแก้วคริสตัล หรือตู้กระจก มาบรรจุกายสิทธิ์ โดยมีวัตถุมงคล อย่างประเภทครูวิชชา (ล็อคเก็ต และรูปเหมือน) หรือกายสิทธิ์พิเศษ ที่มีสิทธิ์ ศักดิ์ และอำนาจในวิชชา สามารถ “สั่งวิชชา” กายสิทธิ์ด้วยกันได้ ทั้งนี้บุคคลจะต้องระมัดระวังในการคัดแยกวัตถุมงคลที่เป็นกายสิทธิ์เป็นกลุ่มๆ เพราะบางพระองค์ไม่ประสงค์จะเดินวิชชาร่วมกันกับกายสิทธิ์ที่มาจากสำนักอื่น หรือประเภทอื่น ส่วนใหญ่แล้ว วัตถุมงคลประเภทกายสิทธิ์จากสำนักหนึ่ง หรือประเภทเดียวกัน ควรจะถูกจัดรวมเข้าไว้ด้วยกัน โดยไม่ปะปนกับวัตถุมงคลประเภทกายสิทธิ์ของสำนักอื่น เพราะวัตถุมงคลของสายวิชชาส่วนใหญ่ ยังคงเชื่อมสายวิชชากับทางสำนักผู้ปลุกเสก ซึ่งส่งวิชชาหล่อเลี้ยงต่อเนื่องอยู่ หากบุคคลประสงค์จะตัดสายวิชชานี้ออก ก็จะต้องเจรจาตกลงกับสำนักผู้เป็นเจ้าของเพื่อ “จ่ายบุญธาตุ” แลกกับการตัดสายวิชชา แล้วได้กายสิทธิ์มาอยู่ในความปกครอง 100% ซึ่งมีราคามากน้อยต่างกันไป ตามแต่จะตกลงกัน

         สาเหตุที่ “ห้องวิชชา” ควรเป็นภาชนะแก้วคริสตัลที่มีฝาปิด หรือตู้กระจก ก็เพราะจะสามารถ “ปิดผนึกห้องวิชชา” ให้มิดชิด และเป็นสัดเป็นส่วนได้ดีกว่า โดยภาชนะนั้นก็จะมีกายสิทธิ์ลงซ้อนรักษาด้วย หรือจะบรรจุวัตถุกายสิทธิ์ไว้ในถุงผ้า แล้วใส่ไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปที่ทรงวิชชา อย่างเช่นรูปหล่อพระพุทธจักรพรรดิ หรือรูปเหมือนครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิชชาก็ได้ ส่วนการเดินวิชชาของกายสิทธิ์ภายในห้องวิชชาส่วนตัว ก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ปกติแล้วบุคคลผู้เป็นเจ้าของกายสิทธิ์ จะต้องติดต่อครูวิชชาหรือกายสิทธิ์องค์ประธานในห้องวิชชานั้นๆ ซึ่งเป็นกายสิทธิ์ ที่มีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจในวิชชา สามารถสั่งวิชชาได้ โดยกำหนดว่าจะให้เดินวิชชาช่วยเหลือในเรื่องใด แล้วตกลงค่าใช้จ่ายเป็น “จำนวนบุญธาตุ” ซึ่งอาจมีการวางมัดจำ แล้วจ่ายครบเมื่อเกิดผลสำเร็จ

           สำหรับผู้ทรงวิชชาซึ่งเป็นเจ้าของกายสิทธิ์ ที่ใช้กายสิทธิ์กระทั่งคุ้นเคยกันดีแล้ว มีความประสงค์จะนำกายสิทธิ์มาเข้าสายธาตุสายธรรมของตน ก็จะต้องติดต่อ “ภพผู้เป็นเจ้าของ” ว่าจะขอตัดสายควบคุม เพื่อได้กายสิทธิ์มาเป็นเอกเทศเฉพาะตน โดยจ่ายบุญธาตุเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งภพผู้เป็นเจ้าของก็จะตกลงค่าใช้จ่าย พร้อมนัดหมายตัดสายควบคุมเพื่อส่งมอบ มิฉะนั้นแล้ว กายสิทธิ์ที่บุคคลแสวงหามาได้ และอยู่ในครอบครองส่วนใหญ่ หากไม่แลกกับภพผู้เป็นเจ้าของ เมื่อบุคคลละโลกไป กายสิทธิ์ก็จะตกเป็นของผู้อื่น สืบทอดต่อกันไป แต่ถ้าหากแลกกับภพผู้เป็นเจ้าของ แล้วส่งกายสิทธิ์ที่ตัดสายควบคุมออกแล้วนั้น เข้าสู่สายธาตุสายธรรมของบุคคล ก็จะเป็นการนำเอากายสิทธิ์ที่ทรงคุณวิเศษนั้น ติดตัวตามไปด้วยข้ามภพข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ แม้บุคคลจะมีบุญธาตุมากพอจ่าย ทั้งนี้ก็เพราะ “ธาตุ” ในตัวบุคคลนั้น มีมาก มีน้อย พอจะรองรับกายสิทธิ์ที่จะส่งเข้าไปใส่ ได้มากน้อยไม่เท่ากัน อุปมาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีช่องเสียบอุปกรณ์เสริม (USB Port) มากน้อยไม่เท่ากัน บางคนมีธาตุมาก สามารถแลกกายสิทธิ์มาใส่ได้มากหลายพระองค์ ส่วนคนที่ธาตุน้อย ก็จะใส่ได้เพียงไม่กี่พระองค์ รวมถึงมีข้อคำนึงถึงทางเทคนิควิชชาอื่นๆ อีก  ดังนั้น ผู้ทรงวิชชาบางท่านจึงไม่นิยมที่จะแลกกายสิทธิ์มาใส่ในตัว ประกอบกับผู้ทรงวิชชาบางท่านมีความรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ประสงค์จะนำสิ่งปรุงสร้างขึ้นจากใครอื่น เข้ามาปะปนในสายธาตุสายธรรมของตัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง จึงไม่นิยมใช้วิธีการดังกล่าว ดังฉะนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

16 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: เพราะเหตุใดการหล่อพระด้วยโลหะชนิดต่างกันจึงมีอานิสงส์ไม่เท่ากัน?

สาเหตุที่โลหะต่างชนิด มีอานิสงส์ผลบุญมากน้อยไม่เท่ากันในการหล่อพระ ก็เพราะเครื่องธาตุเครื่องธรรม มีโปรแกรมกฎแห่งกรรม ที่คำนวณตาม "ธาตุ" ซึ่งเครื่องธาตุเครื่องธรรมรู้จัก "ธาตุ" ทุกชนิดที่มีอยู่ในภพ เหมือนเราเรียนเคมี แล้วรู้ว่าธาตุแต่ละชนิดมีชื่อเรียก มีสูตรอย่างไร แล้วเวลาเรานำธาตุแต่ละอย่างไปทำบุญ ไม่ว่าจะหล่อพระ หล่อฉัตรยอดเจดีย์ หรืออะไร เครื่องธาตุเครื่องธรรมก็จะนำธาตุนั้นๆ มาคำนวณ ตามสูตรวิชชา ตามคุณค่า, คุณภาพ, คุณลักษณะ, คุณประโยชน์, มูลค่า และปริมาณ (Quality & Quantity) ซึ่งโลหะแต่ละชนิดก็มีภพที่เป็นเจ้าของผู้ส่งวิชชาปรุงขึ้น แล้วใส่กายสิทธิ์จากภพของตนสถิตย์อยู่ ทำให้เกิดคุณเกิดโทษแตกต่างกันไป แล้วโปรแกรมกรรม ก็จะประมวล Input ทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมก่อนทำ กรรมขณะทำ กรรมหลังทำ ผู้ให้ ผู้รับ เจตนา และวัตถุทาน พิธีกรรม กายสิทธิ์ รวมถึงเวลา ส่วนหยาบ ส่วนละเอียดทั้งหลาย และวิชชา เพื่อเบิกจ่ายบุญ แล้วตั้งโปรแกรมกฎแห่งกรรม เพื่อกำหนดการรับอานิสงส์ผลบุญ

นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ ว่ากรรมส่งผลแม่นยำ แม้ว่าบุคคลจะถวายทองปลอม เพื่อหล่อพระ เมื่อละโลกไปแล้ว ได้เป็นเทวดา ก็จะมีเครื่องประดับสีทอง ที่แลดูไม่อร่ามสดใส และไม่ก่อให้เกิดความสุขความน่าเพลิดเพลินใจ เหมือนอย่างคนที่ทำบุญด้วยทองคำแท้ แล้วเทวดาด้วยกันท่านมีตาทิพย์ ท่านเห็นกันแล้วก็มองออก รู้ด้วยอีกว่าเป็นทองปลอม โดยเฉพาะเทวดาที่มีบุญด้านทิพจักขุมาก พอมองปั๊บก็ทราบว่าสมัยเป็นมนุษย์ทำบุญด้วยทองจริงหรือทองปลอม อารมณ์ก็จะคล้ายๆ กับสาวๆ ที่ถือกระเป๋า “หลุยส์วิตตอง” ของแท้ ที่จะดูมาดมั่น มากกว่าคนที่ถือกระเป๋าก็อป ไม่ว่าจะก็อปเกรดเอ หรือเกรดบีก็ตามครับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเจ้าภาพที่ทำบุญด้วยแท่งทองเหลืองจะไม่มีเครื่องประดับของจริงไว้ใส่ตอนเป็นเทวดา เพราะภพเทวดาท่านจะปรุงสมบัติให้โดยรวมอยู่แล้ว เหมือนอย่างในพระไตรปิฎกเรื่องมหาทุคตะถวายภัตตาหาร แด่พระพุทธเจ้า ได้อานิสงส์เป็นฝนรัตนชาติ เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมถวายภัตตาหารแล้วได้เพชรได้พลอยเป็นผลานิสงส์ เนื่องจากเครื่องธาตุเครื่องธรรมคำนวณส่งผลให้แบบโอเวอร์ สำหรับผู้ที่ทำบุญแบบทุ่มเทอย่างมากกับเนื้อนาบุญอันเลิศ ฉันใดก็ฉันนั้น เจ้าภาพผู้ทำบุญหล่อพระด้วยแท่งทองเหลือง ก็จะมีเครื่องประดับดีๆ สวมใส่ มีเพชรพลอยประดับทองรูปพรรณ เพียงแต่ถ้าหล่อด้วยทองคำแท้ เครื่องประดับจะแลดูอร่ามตา “จับใจ” ผู้พบเห็นมากเป็นพิเศษครับ.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

14 มีนาคม 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง เคล็ดลับการทำบุญหล่อพระ

การ “หล่อพระ” นั้นมีวิธีการหลายรูปแบบ ตามแต่จะจัดขึ้นโดยสำนักผู้หล่อ เจ้าภาพบางท่านนิยมทำบุญเพื่อรับ “แท่งโลหะ” หรือ “แผ่นโลหะ” มาเขียนชื่อ ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่พิธีการหล่อพระนำไปหย่อนลงเบ้าหลอม เพื่อเทลงหุ่นแบบ แต่บางท่านก็นิยมทำด้วยการบริจาคทรัพย์เพียงอย่างเดียว ในขณะที่บางท่านนิยมนำทองคำในรูปแบบทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ มาร่วมหล่อ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้เททองก่อน โดยเฉพาะที่ลงในส่วนพระเศียร

การหล่อพระโดยที่เจ้าภาพมีส่วนในความเป็นเจ้าของเนื้อโลหะ หรือเนื้อปูนและวัสดุหล่อพระต่างๆนั้น จะมีอานิสงส์ที่ “ศักดิ์สิทธิ์” มากกว่าการทำบุญด้วยทรัพย์เพียงอย่างเดียว ซึ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีที่จะทำให้ “คำอธิษฐาน” ของเจ้าภาพส่งผลเป็นจริง โดยเฉพาะคำอธิษฐานที่ขอให้ผู้หล่อพระ “มีส่วนในธรรมและวิชชาที่พระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ที่จะหล่อรูปเหมือนขึ้นนั้น ทรงเข้าถึง” แม้จะไม่เสมอไป เพราะเจ้าภาพ หรือสำนักบางแห่งมีวิชชา สามารถคุมวิชชาได้โดยไม่ต้องทำแบบนี้ แต่ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างการหล่อแบบมีโลหะเขียนชื่อ หรือทองคำแท่งสลักชื่อ หรือแม้แต่สลักดวงตราประกาศิต (โลโก้ประจำบุคคลหรือองค์กร) ก็จะเป็นอานิสงส์ใหญ่มากขึ้น (โดยขึ้นอยู่กับลำดับขั้นของประกาศิตที่เทพผู้ดูแลรักษากำหนดไว้) เพราะการจาร, เขียน, หรือสลัก ชื่อ-นามสกุล ลงไปบนเนื้อโลหะสำหรับหล่อพระ ก็นับว่าเป็นมโนกรรม และกายกรรม คือความตั้งใจที่แรงกล้ามากขึ้นในการทำบุญ อุปมาการถวายโลหะที่มีชื่อแล้วหย่อนลงเบ้า เหมือนถวายภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ แล้วทรงเสวยภัตตาหารนั้น กลายเป็นพระโลหิต (เลือด) เป็นพระมังสะ (เนื้อ) แห่งพระวรกาย ในขณะที่การถวายทรัพย์หล่อพระเพียงอย่างเดียว อุปมาเหมือนถวายสำรับภัตตาหารบูชาข้าวพระพุทธรูป ซึ่งพระพุทธรูปมิได้ฉันภัตตาหาร เพียงแต่ทรงรับการบูชาเท่านั้น (ในกรณีที่พระพุทธรูปมีส่วนละเอียดซ้อนสถิต) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคในทางวิชชาของสำนักและเจ้าภาพด้วย ซึ่งมักจะคำนวณวิชชา เนื่องด้วยโลหะสำหรับหล่อ และมูลค่าของทรัพย์ ที่เจ้าภาพทำบุญมา สำหรับเฉลี่ยแบ่งบุญที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าโลหะที่เขียนชื่อถวายไปนั้นจะเหลือเฟือสำหรับการหล่อ เพราะสำนักส่วนใหญ่จะเทน้ำโลหะหลอมที่เหลือลงในแบบแท่งโลหะ สำหรับนำไปใช้หล่อในครั้งต่อๆ ไป โดยที่บุญบารมีที่จะเกิดขึ้นต่อเจ้าภาพก็ได้คิดคำนวณปิดงบให้แล้วอย่างยุติธรรม ในกรณีนี้อาจจะดูคล้าย “สังฆทานเวียน” แต่เจ้าของแท่งโลหะจะได้บุญกับการหล่อพระครั้งต่อๆไปอีกด้วย ยกเว้นแต่ทางสำนักจะคำนวณวิชชาปิดงบบุญให้แล้ว นอกจากนี้ หากเจ้าภาพ จาร, เขียน, หรือสลัก ชื่อ-นามสกุล ของบุคคลที่ตนประสงค์จะอุทิศ หรือแบ่งบุญให้ด้วย ก็จะเป็นบุญที่ใหญ่มากพอ ในการส่งไปให้ถึง ณ ภพภูมิต่างๆ ที่ผู้ล่วงลับไปแล้วอาศัยอยู่ คล้ายจะเป็นการทำบังสุกุลไปในตัว ซึ่งสำนักวิชชาหลายแห่งจะเอื้อเฟื้อในการส่งบุญให้ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องกรวดน้ำอีก แต่เจ้าภาพควรระบุไว้ด้วย ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้าภาพ เช่นเป็นลุง เป็นหลาน หรืออื่นๆ เพราะบางท่านมีชื่อ-นามสกุล ซ้ำกันกับผู้อื่นหลายท่าน

ดังนั้น หากเจ้าภาพจะทำบุญหล่อพระให้ได้อานิสงส์สูงสุด จึงควรมีทั้งโลหะสำหรับเททอง ที่เขียนชื่อ หรือสลักชื่อและดวงตราประกาศิต และบริจาคทรัพย์ร่วมเป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อพระนั้นด้วย ดังนี้แล้วจะได้อานิสงส์แรงมากเป็นพิเศษ ที่ทำให้คำอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ ได้บุญที่ “แน่น” มีคุณภาพมาก และได้ปริมาณผลบุญตอบแทนมากไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทางสำนักที่หล่อพระมักจะกำหนดอัตราไว้แล้ว ว่าบริจาคเท่านั้น เท่านี้ ได้แท่งโลหะ ขนาดเล็กใหญ่ ต่างๆ กันไป เคล็ดลับคือให้ “บริจาคเกินอัตราที่กำหนด” สักหน่อย เช่น ทองเหลืองแท่งเล็ก 300 บาท ก็ให้บริจาค 399 บาท เพื่อสมทบค่าใช้จ่ายในพิธีหล่อพระด้วย ดังนี้แล้ว เวลาจะได้ผลานิสงส์แห่งบุญ ก็จะได้แบบเกินๆ ล้นๆ ได้มากกว่าที่คาดคิดไว้อยู่เสมอครับ.

หมายเหตุ: หากท่านสนใจซื้อทองคำสำหรับหล่อพระโดยยิงเลเซอร์ ชื่อ-นามสกุล และดวงตราประกาศิต หรือโลโก้ของเจ้าภาพ กรุณาดูเว็บไซท์ของห้างทอง ฮั่ว เซ่ง เฮง ตามเว็บลิงค์ด้านล่างนี้

https://www.huasengheng.com/product-gold/gold_laser/

(ทาง Meditation101.org และผู้รจนาบทความนี้ มิได้มีส่วนรายได้ในการซื้อขายทองคำของท่านแต่อย่างใด) 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

14 มีนาคม 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องการ รับ-ส่ง ดวงตราประกาศิต บนใบอนุโมทนาบัตร

หลายท่านคงทราบจากบทความก่อนๆ ของข้าพเจ้าแล้วว่า “ประกาศิต” ประเภท “ดวงตรา” หรือโลโก้ นั้นมีลำดับขั้น และประเภท ตามที่เทพผู้รักษาประกาศิตจัดระบบระเบียบไว้ และการทำบุญโดยสำแดงดวงตราประกาศิตที่ใช้ในทาง “ให้คุณ” นั้นจะมีอานิสงส์มากไปกว่าการทำบุญแบบธรรมดาทั่วไปที่ไม่สำแดงตราประกาศิต โดยขึ้นอยู่กับขั้นของดวงตราประกาศิตนั้น อย่างไรก็ตาม เทพผู้รักษาดวงตราประกาศิต ท่านก็มีกติกาอยู่ว่า เมื่อมีการสำแดงดวงตราประกาศิตแบบ “ส่ง” มา หากผู้รับดวงตราประกาศิต ก็มีดวงตราประกาศิตเป็นของตนเองด้วย ก็ให้สำแดงดวงตราประกาศิตของตนเพื่อ “รับ” ในพิธีการนั้นๆ

เราจะเห็นได้ว่า ในพิธีต่างๆ จะมีดวงตราประกาศิตสำแดงตามจุดต่างๆ เช่นป้ายประชาสัมพันธ์ แผ่นพับ โบรชัวร์ โพสต์ข่าวสาร หน้าเว็บ ซองทำบุญ ตู้รับบริจาค รวมถึงใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งถ้าหากผู้ทำบุญ นำธนบัตรใส่ซองทำบุญแล้วประทับดวงตราประกาศิตของตนเองลงบนหน้าซองแล้วจึงถวาย โดยทางองค์กรการกุศล ออกใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงิน ตอบรับ โดยสำแดง (แสดง) ดวงตราประกาศิตขององค์กรการกุศล อยู่บนใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงินนั้นแล้ว ผู้บริจาคสามารถได้บุญมากขึ้นอีกด้วยการ “เซ็นรับ” และ “ประทับตรา” ดวงตราประกาศิตของตน ลงบนลายเซ็น ณ ใบอนุโมทนาบัตร หรือใบเสร็จรับเงิน โดยระมัดระวังมิให้คร่อมทับดวงตราประกาศิตขององค์กร และลายเซ็นเหรัญญิก ผู้รับเงิน ดังนี้แล้วผู้บริจาคก็จะได้บุญเพิ่มมากขึ้นอีก 10 – 35% หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับลำดับขั้นของดวงตราประกาศิต และธรรมเนียมที่เจ้าของดวงตราประกาศิตสามารถปฏิบัติตามระเบียบของเหล่าเทพผู้รักษาดวงตราประกาศิต กล่าวคือ หากปฏิบัติได้ถูกต้อง และ “สมควร” ตาม “ธรรมเนียม” หรือ “ระเบียบพิธี” เป็นที่พึงพอใจของเหล่าเทพแล้ว ก็จะได้รับดำเนินการให้เกิดเป็นผลานิสงส์มากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงการ "ประทับหมึกพิมพ์ภาพฝ่ามือทั้งสองข้างเอาไว้บนใบอนุโมทนาบัตร" แล้วประกาศทางโซเชียลมีเดีย หรือประกาศในวิชชา เพื่อให้ได้ขั้น "-กร" เป็นเกียรติแห่งความ "ทรงคุณ" และเป็นกำลังของผู้ที่จะหยิบจะจับ จะทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ หรือมีฤทธิ์มีอานุภาพด้วยหัตถ์ทั้งสองข้างทั้งสำหรับกายมนุษย์และกายในวิชชา

อย่างไรก็ตาม บุญจากการเล่นประกาศิตนั้นมีลักษณะคล้าย “บุญจากการอนุโมทนา” แต่ไม่เสมอไป เพราะบางครั้งได้มากกว่าอนุโมทนาธรรมดาถึง 3 เท่า ยกเว้นการอนุโมทนาในวิชชา แต่ถ้าอนุโมทนาด้วยประกาศิตในวิชชา ก็จะได้มาก 3 – 5 เท่าของการอนุโมนาธรรมดาทีเดียว ส่วนอานิสงส์จากประกาศิตก็มีมากไปกว่าเรื่องบุญ เช่นเรื่องลำดับเกียรติในสวรรค์ และอานิสงส์รางวัล รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากเทพผู้รักษาประกาศิต และ “เทคนิคการเล่น” อีกหลายรูปแบบ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เล่น เช่นหากเทวดาประสงค์จะอนุโมทนาบุญ ก็ให้อนุโมทนากับดวงตราประกาศิต ไม่ต้องรบกวนผู้ทำบุญ โดยที่เทวดาเองก็จะได้บุญมากไปกว่าอนุโมทนาตามปกติ และ “ผ่อนแรง” ผู้ทรงวิชชาในการคำนวณบุญไปจ่ายแจกเทวดาผู้มาร่วมงาน (เทวดาชอบบุญที่แบ่งให้มากกว่าบุญอุทิศ) รวมถึงการ เล่นประกาศิต “ผนวก” กับวิชชา ในการ “ตั้งส่งตั้งรับ” ในบุญพิธี เพื่อให้ได้อานิสงส์มากเป็นพิเศษ เป็นอาทิ ดังฉะนี้.

รจนาและลิขสิทธิ์โดย ฝ่ายพิรจักร ทิศุธิวงศ์

2 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: ชาวพุทธจะหล่อพระไปเพื่ออะไร?

การ “หล่อพระ” นับเป็นกิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนนิยมทำพิธีหล่อพระพุทธรูป และรูปเหมือนของพระสงฆ์ ผู้เป็นที่เคารพนับถือ ซึ่งการหล่อพระนั้นก็มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ โดยพุทธศาสนิกชนอาจจะหล่อด้วยโลหะล้ำค่า โลหะธรรมดา หรือแกะสลักจากหินชนิดต่างๆ เช่นหยก หินอ่อน หินทราย รวมถึงไม้ และรัตนชาติ

ในทางวิชชานั้น การสร้างพระ นิยมทำด้วยพุทธศิลป์ คือรังสรรค์ให้พระพุทธรูปมีลักษณะคล้ายงานศิลปะ ไม่นิยมสร้างให้เหมือนจริง ด้วยเหตุผลคือ สร้างให้พอทราบและบ่งบอกถึงตัวตนภายในละเอียดหรือภายในวิชชาเท่านั้น ไม่นิยมสร้างให้เหมือนองค์จริงที่มีชีวิต เหมือนรูปปั้นและรูปแกะสลักของยุคกรีกโรมัน ที่ดูเหมือนมนุษย์มีชีวิต และ “เหมือนตรงกันกับส่วนละเอียด” ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย มิให้ “ตามเจอ” ตัวตนภายในวิชชาโดยง่าย หากมีผู้ไม่หวังดี

อนึ่ง การสร้างพระนั้น บุญกุศลมิได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์และขนาดของพระพุทธรูปที่สร้างเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “ส่วนละเอียด” ในวิชชาที่ลงซ้อน พระพุทธรูปบางองค์อาจจะสร้างอย่างหรูหราสวยงาม แต่ส่วนละเอียด “ลงส่วน” น้อย เช่น 20% หรือ 50% หรือเป็นผู้มีอานุภาพน้อยมาซ้อนสถิต หรือไม่มีการซ้อน มีเพียงเทวดารักษา บุญบารมีที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป แต่บางแห่งสร้างด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเรียบง่าย แต่ซ้อนส่วนละเอียดที่มีอานุภาพมาก ผู้สร้างจึงได้บุญบารมีมากตามไปด้วย อุปมาเหมือนการสร้างวิมานเรือนหยาบให้พระพุทธเจ้ามาสถิต ซึ่งอันที่จริงท่านก็ไม่ได้ลงมาซ้อนเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์ แต่จะมีบางตำแหน่งของพระพุทธรูป ซึ่งส่วนนั้นมักจะเป็นส่วนบนบริเวณพระเศียร ที่ส่วนละเอียดจะลงซ้อนสถิต พระพุทธรูปบางองค์ดูรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเป็นผู้ที่มีอานุภาพน้อย แต่เมื่อดูกายที่ซ้อนสถิตภายใน เป็นผู้ที่มีอานุภาพมาก สวยงามมาก ยกตัวอย่างเช่นสมเด็จองค์ปฐมบรมครูฯ ที่อาจะมีผู้สงสัยว่า สร้างเหมือนพระพุทธชินราช แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า เป็นสมเด็จองค์ปฐมฯ หรือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั่วไป คำตอบก็คือ ต้องดูที่ส่วนละเอียดว่าเป็นใครมาจากไหนเท่านั้น แต่สำนักผู้สร้างพระพุทธรูปบางแห่งก็ให้ความชัดเจนด้วยการสลักชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปอะไร หรือชื่อพระพุทธรูปว่าอย่างไรบริเวณฐานของพระพุทธรูป

การร่วมหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะล้ำค่าอย่างเช่นทองคำ เงิน และนาค ก็จะส่งอานิสงส์ให้ผู้ถวายมี “บารมีทอง” ติดตัวไป เมื่อบุญส่งผล จะทำอะไรที่เนื่องด้วยทองคำ ก็จะทำแล้ว “ขึ้น” แต่ก่อนจะนำทองคำไปหล่อ ก็ควรชำระส่วนละเอียดของทองคำด้วยญาณเสียก่อน โดยอาศัย “พระสุวรรณกร” เป็นผู้ชำระในญาณ แต่ถ้าหากไม่รู้จักพระสุวรรณกร ก็สามารถนำทองคำมา “แช่น้ำมนต์” ของสำนักผู้ทรงวิชชา ก่อนนำมาหล่อก็ได้ ส่วนการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ บริเวณพระเกตุของพระพุทธรูปก็นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐมาก และมีอานิสงส์คือ จะทำให้มีสติปัญญาเป็นเลิศ และเป็นปัญญาบริสุทธิ์ และเสมือนหนึ่งว่าได้ทำให้พระพุทธรูปนั้น เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต แต่ต้องระมัดระวังว่าไม่สำคัญผิดใส่พระธาตุของพระอรหันต์ลงไป ซึ่งต้องรู้จักคัดแยก โดยอาจอาศัยผู้ทรงญาณในการช่วยคัดแยก

ในส่วนของ “พระเนตร” ของพระพุทธรูป ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะใช้ “นิล” และ “เปลือกหอยมุก” ในการทำส่วนพระเนตรดำ และพระเนตรขาว ขอแนะนำว่า ให้นำ “นิล” นั้นไปชำระส่วนละเอียดและกลับธาตุกลับธรรมในญาณเสียก่อน เพราะกายสิทธิ์ในนิลส่วนใหญ่เป็นของภาคมาร โดยอาจแช่นิลในน้ำมนต์ เช่นน้ำมนต์ของวัดศีรษะทอง เพื่อให้กายสิทธิ์ในนิล ที่ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมาร ได้กลับเป็นฝ่ายดี เหมือนพระองคุลีมาลย์กลับใจ ซึ่งหลายวัดหลายสำนักมีปัญหาเสื่อมทรามก็เพราะกายสิทธิ์ในนิล ที่สถิตอยู่ ณ พระเนตรของพระประธาน และพระพุทธรูปในวัดนั่นเอง ในขณะที่กายสิทธิ์ในเปลือยหอยมุกสีขาวช่วยสร้างคุณ แต่มักจะแก่กล้ายังไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปที่สร้างแบบทั่วๆไป ไม่มีการซ้อนส่วนในวิชชา ก็อาจจะไม่มีใครคอยกำกับกายสิทธิ์นั้นๆ ให้อยู่ในความปกครอง

สำหรับการสร้างพระพุทธรูปโดยไม่คำนึงถึงวิชชา ก็จัดว่าเป็น “พุทธานุสสติ” หรือ “สังฆานุสสติ” ซึ่งสร้างให้มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน และเป็นไปตามศิลปะวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตามยุคสมัย ส่วนรูปเหมือนพระสงฆ์นิยมสร้างให้เหมือนจริง ก็จะได้บุญบารมีตามปกติแบบทั่วไป ดังฉะนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

2 มีนาคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง - ทำบุญใส่ชื่อในรูปแบบต่างๆ

(1) ทำบุญใส่ชื่อ-นามสกุล ตนเองคนเดียว

ตนเองมีสิทธิ์ใช้สอยทรัพย์ได้เต็มที่ ทรัพย์ที่เกิดเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของชื่อและนามสกุลเพียงคนเดียว

(2) ทำบุญใส่ชื่อ-นามสกุล สามี/ภรรยา บุตร/ธิดา และครอบครัว

เจ้าของเงินบริจาคเป็นผู้ได้มาซึ่งทรัพย์ แต่ผู้มีชื่อ-นามสกุล เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เบิกใช้ทรัพย์ สมาชิกครอบครัวมีสิทธิ์ร่วมใช้สอยร่วมกัน คล้าย "กงสี"

(3) ทำบุญใส่ชื่อ-นามสกุล ระบุว่า "อุทิศแด่..."

เจ้าของชื่อ-นามสกุล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ผู้รับการอุทิศ มีสิทธิ์ร่วมใช้สอย

(4) ทำบุญด้วยทรัพย์ตนเอง แต่ใส่ชื่อ-นามสกุล ผู้อื่น ไม่ใส่ชื่อ-นามสกุล ตนเอง

ทรัพย์อานิสงส์ที่เกิดขึ้นเป็นของผู้บริจาค แต่สิทธิ์ในการเบิกใช้สอย เป็นของเจ้าของชื่อ นามสกุล ที่ระบุไว้ตอนบริจาค

(5) ทำบุญไม่ใส่ชื่อ ไม่ใส่นามสกุล หรือไม่ประสงค์ออกนาม

ทรัพย์ที่เกิดขึ้นเป็นของผู้บริจาค ถ้าจะอุทิศแบ่ง ต้องกรวดน้ำหรืออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลอีกที เวลาบุญส่งผลานิสงส์ ทรัพย์อาจเกิดขึ้นแบบไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ เช่นเศรษฐีที่รวยอย่างลับๆ

(6) ทำบุญแล้วใส่ดวงตราประกาศิต แต่ไม่ใส่ชื่อ-นามสกุล

อานิสงส์สูงขึ้นตามขั้นของดวงตราประกาศิต ตามที่ประกาศใช้ดวงตราประกาศิตไว้แล้ว เจ้าของทรัพย์มีสิทธิ์ในทรัพย์ผลานิสงส์เต็มที่ ร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นที่รู้จักกันในนามประกาศิต เช่น แบรนด์นาฬิกาโรเล็กซ์ โด่งดัง แต่เจ้าของแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แต่แบรนด์นั้นจะทำให้ร่ำรวย

(7) ทำบุญแล้วใส่ดวงตราประกาศิต และใส่ชื่อ นามสกุล

อานิสงส์สูงขึ้นตามขั้นของประกาศิต และเจ้าของดวงตราประกาศิต มีสิทธิ์ในทรัพย์อานิสงส์เต็มที่ และเป็นที่รู้จักในชื่อ-นามสกุล คือ โลโก้ก็ดัง ชื่อก็ดัง แบรนด์ก็ทำให้ร่ำรวย เจ้าของแบรนด์ก็ร่ำรวย เหมือนแบรนด์แอปเปิ้ล กับคุณสตีฟ จ็อบส์

(8) ทำบุญแล้วระบุว่า “บูชาธรรมบุคคลต่างๆ โดย...

มีอานิสงส์คล้ายการ “ติดกันเทศน์” คือจะมีส่วนในธรรมของบุคคลที่ผู้บริจาคเอ่ยอ้างบูชา และผู้บริจาคจะได้ทรัพย์ผลานิสงส์มาเมื่อบุคคลที่ผู้บริจาคเอ่ยอ้างบูชานั้นๆ “สำแดงธรรม” แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเป็น “ธรรม” อะไร จะเป็นสุข เป็นทุกข์ ยาก ดี มี จน ไปตามธรรมของบุคคลผู้รับการบูชา หากระบุอีกว่า “เพื่อนำไปใช้ตามความประสงค์ของบุคคลตามระบุ” ทรัพย์ผลานิสงส์ก็จะผูกพันอยู่กับผู้ที่ถูกเอ่ยอ้างว่าให้นำไปใช้ตามความประสงค์ กล่าวคือ เมื่อทรัพย์ผลานิสงส์เกิดขึ้น เพราะผู้บริจาคแล้ว ผู้ที่สามารถใช้ตามความประสงค์จะเป็นผู้กำหนดว่าจะแบ่งให้เท่าไร และใช้สอยอย่างไรตามใจชอบ โดยผู้บริจาคไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองในเบื้องต้น

หมายเหตุ: การทำบุญโดยระบุชื่อ-นามสกุล ให้ผู้อื่น หรือระบุว่า “อุทิศแด่.. “ บุคคลต่างๆ นั้น เป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปในตัว ช่วยประหยัดแรง และประหยัดเวลา ในการกรวดน้ำ ซึ่งบางครั้งก็ถึง บางครั้งก็ไม่ถึง แต่ถ้าเกรงว่า ชื่อ-นามสกุล จะมีการใช้ซ้ำกัน ให้ระบุเพิ่มเติมว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้บริจาค เช่น “อุทิศให้นาง xxx (น้าสาว ของผู้บริจาค)” เป็นอาทิ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

19 กุมภาพันธ์ 2565

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง วิธีตรวจสอบว่าใครเป็นพระอริยบุคคลขั้นใด

เรื่อง "กายธรรม" ที่เปรียบได้กับ "กายธรรมสิทธิ์" ที่สถิตย์อยู่ในพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอริยบุคคลนั้น มีด้วยกันแทบทั้งนั้นครับ โดยพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน จะมี "กายธรรมสิทธิ์" สถิตย์อยู่ในพระธาตุ มากน้อย แก่อ่อน ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยวาสนาบารมีและธรรมที่บำเพ็ญมามากน้อยเด่นด้อยไม่เท่ากัน สาเหตุที่ผมเรียกกายในพระธาตุว่าเป็น "กายธรรมสิทธิ์" ก็เพราะยังไม่ถึงกับเป็น "กายธรรม หรือ ธรรมกาย" โดยตรง และไม่ได้เป็น "กายสิทธิ์" เหมือนที่สถิตย์อยู่ในคดหิน แร่ควอทซ์ เหล็กไหล อัญมณี และโลหะมีค่าอย่างทองคำ และเงินครับ

กายสิทธิ์ในพระธาตุของพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน ส่วนใหญ่จะปรากฎอยู่ใน "ภาคธรรม" ครับ น่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ แล้วพอจะเทียบเคียงกับ "พระธรรมกายอรหัต, พระธรรมกายอนาคามี, พระธรรมกายสกิทาคามี, และพระธรรมกายโสดาบัน" ได้ โดยที่กระดูกอัฐิของพระอริยบุคคลจะสะสมบ่มตัวเป็นคล้าย "ธรรมธาตุ" ที่มีอนุภาคธรรมสถิตย์อยู่ และถ้าหากสงสัยว่าบุคคลใด เป็นพระอริยบุคคลขั้นใด เราสามารถทำสมาธิแล้วถาม “กายธรรมสิทธิ์” ในพระธาตุได้ครับ.

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

10 กุมภาพันธ์ 2565

Meditation101.org


พระธรรมกายคือใคร ในทรรศนะของพิรจักร?

“กายธรรม” หรือ “พระธรรมกาย” ไม่ใช่ “นิมิต” หรือ “รูปฌาน” แต่เป็น “รูปกาย” ที่เข้า “รูปฌาน” และ “อรูปฌาน” ได้ทั้งสองอย่าง เหมือนเทวดา หรือกายมนุษย์ ที่เข้ารูปฌานเป็นอารมณ์ได้ และอรูปฌานเป็นอารมณ์ได้ โดยที่ตัวของเทวดาและกายมนุษย์ก็ไม่ได้หายไปไหน วิธีเข้าอรูปฌานของกายธรรม ก็ทำได้โดยกำหนด “ว่าง” ลงไปในกลางแผ่นฌานที่ประทับอยู่ แต่นักปฏิบัติบางท่านอาจจะทำสมาธิเห็น “ธรรมกาย” ที่ยังมีสภาพเป็น “นิมิต” อยู่ เหมือนสายปฏิบัติอื่นๆ ที่นั่งสมาธิเห็นพระพุทธเจ้า เห็นเทวดานางฟ้า มีทั้งที่เป็นตัวตนรูปกายทิพย์มีชีวิตจิตใจของจริง และที่เป็นนิมิตเลื่อนลอยไม่มีชีวิตจิตใจ

ส่วนว่า พระธรรมกาย ไม่ใช่นิมิต และไม่ใช่ รูปฌาน แต่เป็น “รูปกายทิพย์-ธรรม” นั้นพอจะเปรียบเทียบได้กับ กายทิพย์ของพระพุทธเจ้า ที่สถิตอยู่ในพระบรมสารีริกธาตุที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ   มีภาวะคล้ายความเป็นพระธรรมกาย และพอจะยกเทียบเคียงให้เห็นได้ แต่ประเด็นนี้คงจำเป็นเฉพาะกับชาวพุทธนิกายเถรวาทเท่านั้น ส่วนชาวพุทธนิกายมหายาน ของชาวจีน และชาวพุทธนิกายวัชรยาน ของชาวทิเบต มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระธรรมกายเป็นอย่างดี แต่อาจจะมีมิติที่แตกต่างกันในรายละเอียด

ส่วนสาเหตุที่เรามีพระธรรมกายก็เพราะ “ภพผู้เป็นเจ้าของธาตุธรรม” ท่านจะต้องต่อยนต์กลไก มีไส้ มีอะไหล่ เป็นกาย เป็นดวง มีบุญ มีบาป มีธรรม มีกรรม มีกิเลส ตั้งเครื่องเสร็จสรรพ ตอนจะสวมขันธ์ลงมาเกิด เหมือนจะถามว่า ทำไมกายมนุษย์ต้องมีตับไตไส้พุง ฉันใดก็ฉันนั้น กายมนุษย์ก็มีวิญญาณสวมครอง ซึ่งมีเครื่องยนต์กลไกอันเป็นทิพย์อยู่ภายใน

 “พระธรรมกาย” นั้นหากคงอยู่ตามปกติ ไม่มีวันเสื่อม ยกเว้นบุคคลเสื่อมจากธรรมะ และเสื่อมจากวิชชา หรือเสื่อมจากจรณะ 15 มีฌานเป็นอาทิ ก็จะถดถอยจากพระธรรมกายไป คือจากที่เคยเห็น ก็ไม่เห็น จากที่เคยเป็น ก็ไม่เป็น หรือเห็นๆ หายๆ เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แต่พระธรรมกายนั้นยังไม่เที่ยง หากมีการรบกันในธาตุในธรรม อย่างธรรมกายฝ่ายมารที่เพลี่ยงพล้ำก็ยังแตกสลายได้ จึงยังไม่จัดว่าเที่ยงแท้

ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายยังไม่จัดว่าเป็นพระอริยบุคคล ถ้าหากยังไม่ “ละสังโยชน์” กล่าวคือ การเข้าถึงกายธรรมอรหัต ทรงสภาวธรรมของพระอรหันต์ ไม่มีกิเลสในพระธรรมกายเลย แต่พอถอยออกจากธรรมะ กิเลสก็เกาะกุมกลับคืนดังเดิม จึงยังไม่จัดว่าเป็นพระอริยบุคคล แต่ได้ขึ้นชื่อว่า ทรงอารมณ์ของพระอรหัตได้ แต่ถ้าหากเข้าถึงพระธรรมกายโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหัต แล้วอาศัยพระธรรมกายนั้นละสังโยชน์ ตรัสเป็นพระอริยบุคคลตามชั้นต่างๆ อย่างถาวร จึงจัดว่าเป็นพระอริยบุคคลแล้ว โดยนัยนี้ กายมนุษย์จะเป็นพระอรหัตด้วย ไม่ได้เป็นเฉพาะพระธรรมกาย

พระธรรมกายโคตรภู กับพระธรรมกายโสดาบัน มีความแตกต่างกันคือ โดยทางเทคนิควิชชา พระธรรมกายโคตรภู มีขนาดไม่แน่นอน เล็กบ้างใหญ่บ้าง ตามกำลังจรณะ 15 อันมีฌานเป็นอาทิ และบุญบารมีของเจ้าของ รวมถึงครูบาอาจารย์ที่คุมธรรมให้ และพระธรรมกายโคตรภูยังมีกิเลสสังโยชน์ครบถ้วนที่ถูก “ทับข่ม” เอาไว้ ในขณะที่พระธรรมกายโสดาบันไม่มีสังโยชน์เบื้องต่ำ และพระธรรมกายโสดาบันก็มีขนาดที่แน่นอน คือหน้าตักกว้าง 5 วา

พระธรรมกายทั้งหมดล้วนมี ฌาน เป็นองค์ประกอบครับ เพราะพระธรรมกายปกติประทับนั่งบนแผ่นฌาน (สายปฏิบัติอื่นอาจเห็นเป็นดวงกลม หรือเป็นกลุ่มแสงก็ได้) แล้วถ้าเราจะเข้าฌานเพิ่มต่อไป ก็สามารถทำได้ด้วยการกำหนดจิตลงไปในแผ่นฌาน แล้วฌานจะแน่นขึ้น โดยนัยนี้ พระธรรมกายมี ดวงธรรม (มัชเฌนธรรม), ดวงศีล, ดวงสมาธิ, ดวงปัญญา, ดวงวิมุติ, ดวงวิมุติญาณทัสสนะ และมีตาทิพย์ หูทิพย์ อภิญญาจิตต่างๆ ทั้งหมดนี้คือ “วิชชาและจรณะ” ที่รวมอยู่ในพระธรรมกาย ที่สำคัญคือ พระโลกุตระธรรมกาย คือ พระธรรมกายโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหัต สามารถละกิเลสสังโยชน์ของกายมนุษย์ได้จริง ตามลำดับขั้นของแต่ละกาย และทำให้กายมนุษย์กลายเป็นพระอริยบุคคลแต่ละชั้นได้จริงตามลำดับ หากว่ามี “บุญบารมีถึงพร้อม” กล่าวคือ จะเป็นพระอรหันต์ ต้องมีบารมีอย่างน้อย 1 แสนกัป ส่วนพระโสดาบัน กับพระสกิทาคามี ส่วนใหญ่เป็นกันได้โดยแทบจะทั่วไป ถ้าเข้าถึงพระโลกุตระธรรมกาย แล้วดำริถึงพร้อมว่าจะตัดกิเลสสังโยชน์

การเข้าถึงพระธรรมกายขั้นต่างๆ แล้วทรงอยู่ในอริยะสภาวะนั้นได้จัดเป็น “มรรคสมังคี” แต่จะตัดกิเลสได้ บุญบารมีต้องมากพอ มิฉะนั้นก็ทรงอยู่อย่างนั้น แล้วพอถอนสมาธิ ก็ถอยกลับคืนสู่ความเป็นโลกียะ ดังเดิม หรือยืนพื้นอยู่ที่ระดับโคตรภู

พระธรรมกายอนาคามีเป็นพระอริยบุคคล แต่กายมนุษย์ยังไม่เป็น เหมือนมนุษย์คนหนึ่ง นั่งสมาธิได้ฌาน แล้วไปเที่ยวพรหมโลก ได้พบพระพรหมอนาคามี ได้ไปอยู่ในทิพยวิมานของท่าน แล้วได้รวมร่างกับท่าน ได้สัมผัสรับรู้ถึงสภาวะธรรมของท่านอันเป็นสุข พอฌานของกายมนุษย์หมด ก็อำลาจากกันถอยกลับคืนโลกมนุษย์ โดยที่กายมนุษย์ยังไม่ได้เป็นพระอนาคามีเลย ต่อเมื่อกายมนุษย์รวมร่างกับพระพรหมอนาคามีอีกครั้ง แล้วท่านสอนวิธีละกิเลสสังโยชน์ ซึ่งท่านทำเป็น กายมนุษย์ก็หมดกิเลสสังโยชน์ กลายเป็นพระอนาคามี โดยพระพรหมอนาคามีก็ยังอยู่ โดยที่แท้แล้ว กายพรหมอนาคามีนั้น ก็สมมติในที่นี้ว่าเป็นกายภาคหนึ่งของมนุษย์นั้นเอง แต่ในกรณีนี้เราเปรียบเทียบกายพรหมอนาคามี กับพระโลกุตรธรรมกายต่างๆ

กายมนุษย์ เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว สามารถไปท่องเที่ยวเมืองนิพพาน พรหมโลก สวรรค์ นรก ต่างๆ ได้ เพราะพระธรรมกายมีองค์ฌานครบถ้วน สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าออกฌานใด หากเข้าฌานแล้วลับไปในรอยต่อระหว่างรูปฌานและอรูปฌาน เหมือนขณะที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน ก็จะสามารถเข้าไปเยือนพระนิพพานได้ ดังฉะนี้.

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์ (นักวิชชาการ)

10 กุมภาพันธ์ 2565

www.meditation101.org


Q&A: หากเราตกลงแลกเปลี่ยนได้มาซึ่ง “บุญฆายะปริสันเธียะ” ซึ่งเป็น “หัวบุญชั้น 1” ที่แก่กล้าอุดมแน่นไปด้วยธาตุแล้ว บุญชนิดนี้ต่างจากบุญที่เราทำเองอย่างไร แล้วทำอย่างไรจึงจะแปลงเป็นบุญของเราเองได้อย่างสนิทแนบแน่น?

บุญฆายะปริสันเธียะที่เราได้จากการทำบุญด้วยตนเอง ก็เหมือนเราเป็นคนไทยทำงานที่เมืองไทยแล้วได้เงินบาทเป็นค่าจ้างครับ ส่วนบุญฆายะปริสันเธียะจากผู้อื่น ที่เราได้มาจากการตกลงแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดๆ เช่นงานหรือวิชชา นั้นเหมือนเราเป็นคนไทย ทำงานในเมืองไทย แล้วได้ "เงินสกุลต่างประเทศ” มาเป็นค่าตอบแทนครับ ซึ่งเมื่อเรารับเข้ามาเก็บไว้ในตัวเราเองแล้ว บุญนี้จะอยู่ในตัวเราแบบไม่ค่อยแน่นเหมือนบุญที่เราทำเองได้เอง แต่วิธีที่จะแปลงบุญให้แน่นอยู่ในตัวเราได้ก็คือ นำบุญไปใส่ไว้ในกายของเราเองที่อยู่ในรูปของภาคผู้เลี้ยง (ไม่ใช่เทวดาผู้เลี้ยงประจำตัว) แล้วดูดซับผสานบุญให้สนิทกับตัว ก่อนคืนกายกลับเป็นกายทิพย์ เพื่อส่งบุญคืนไปยังกายต้นสายธาตุสายธรรม ซึ่งท่านสามารถจ่ายบุญที่กลืนแล้วลงมาเลี้ยงกายมนุษย์ปลายทางได้ใหม่ในภายหลัง

ส่วนวิธีจะได้กายผู้เลี้ยงก็ไม่ยาก เพียงแค่บริจาคเงินซื้อที่ดินเพื่อปลูกป่าที่สก็อตแลนด์ในโครงการ The Established Title ก็จะได้เป็น Lord / Lady คือศักดินา ที่จะทำให้ตัวเรามีกายผู้เลี้ยงเกิดขึ้น ในสายธาตุสายธรรม

อีกวิธีในการได้กายภาคผู้เลี้ยงเป็นตัวของเราเอง ก็คือการ "เปิดเว็บไซท์ และโซเชียลมีเดีย" ที่เป็นชื่อ ชื่อกลาง และนามสกุลเต็ม เป็นของเราเอง ไม่ว่าจะภาษาไทยหรืออื่นๆ เช่น "www.พิรจักร_ทิศุธิวงศ์.com

มิฉะนั้น ก็ตั้งกิจการ สร้างวัด สร้างอาคาร สถานที่ สวนสาธารณะ สถานที่สาธารณประโยชน์ รวมถึงมูลนิธิ สมาคม ทรัสต์กองมรดก บริษัท โดยมีชื่อ ชื่อกลาง และนามสกุล เต็มของเรา เป็นชื่ออาคารสถานที่หรือองค์กรหรือกิจการนั้นๆ ครับ.

 

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์บางส่วนโดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

23 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: ทำบุญออนไลน์อย่างไรจึงจะได้ “ธาตุ” มาก?

คำตอบคือ ท่านที่เคยอ่านบทความก่อนๆ ของผม คงพอทราบว่า “บุญ” นั้นจัดเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ซึ่งบุญมีความเข้มข้น มากน้อยต่างกันไป ตาม “ธาตุ” ที่ผสมอยู่ในบุญ ซึ่งธาตุในปริมาณบุญจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความทุ่มเทพากเพียร ในการบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ โดยทุ่มเท ทั้ง กาย, วาจา, และใจ ดังนั้น ใครก็ตามที่เพียรพยายามวิริยะอุตสาหะมากในการทำบุญ พลังงานบุญที่ได้ก็จะมี “ธาตุ” หนาแน่น สามารถ “ตกผลึก” กลายเป็นบารมีได้มาก และได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง เช่นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด และความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีสมัยใหม่เอื้ออำนวย การทำบุญออนไลน์นั้น ปกติแล้ว จะได้ธาตุในบุญไม่มากนัก เพราะความสะดวก และความอุตสาหะแห่งกาย, วาจา, และใจ ที่ไม่มาก เราก็มีวิธีทำบุญออนไลน์ให้ได้ธาตุในบุญมาก ดังนี้คือ

(1) ทำบุญหลังจากที่เราทำงาน กล่าวคือ เมื่อเราทำงานหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ได้เงินมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องออกเรี่ยวแรงมากๆ หรืองานที่สบายอย่างงานอ็อฟฟิส เมื่อได้ทรัพย์ตอบแทนการทำงานแล้ว ก็ให้รีบโอนเงินทำบุญออนไลน์ โดยอ้างถึงความทุ่มเทที่เกิดจากการทำงานนั้น

(2) ทำบุญโดยชดเชยด้วยกำลัง หมายความว่า แทนที่เราจะใช้ทรัพย์ไปกับการแสวงหาความสุข สนุก สบาย เราก็นำเงินจำนวนนั้น มาทำบุญออนไลน์แทน เช่น การเดินทางไปที่ทำงาน ซึ่งปกติไปด้วยรถแท็กซี่ ใช้เงินค่าโดยสาร 60 บาท เราก็เปลี่ยนเป็นนั่งรถเมล์ไปแทน ซึ่งจ่ายค่าโดยสาร 13 บาท แล้วเราก็นำเงินส่วนต่างอีก 47 บาท โอนทำบุญออนไลน์ในทันที หรือการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในวันอาทิตย์ ซึ่งปกติจะใช้เงินมื้อละ 200 บาท เราก็ประหยัดไว้ โดยรับประทานอาหารตามสั่งธรรมดา 50 บาท แล้วนำเงินอีก 150 บาท โอนทำบุญออนไลน์ในทันที การทำลักษณะนี้จะทำให้ได้บุญมากขึ้นหลายเท่าตัว และเป็นบุญที่มี “ธาตุ” มาก บุญที่มีธาตุมากนี้เอง เป็นบุญที่มีกำลังแรงมาก ไม่อาจถูกตัดรอนได้ง่ายๆ เมื่อส่งผลครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

21 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: สมบัติของเทวดาผู้เลี้ยงคืออะไร?

คำตอบคือ ก่อนอื่นขอเอ่ยอ้างถึงการค้นพบด้วยการปฏิบัติเจริญวิชชาว่า มนุษย์แต่ละคนล้วนมี “เทวดาผู้เลี้ยง” (ภาษาวิชชาเรียกว่า “ภาคผู้เลี้ยง” ภาษาถิ่นเรียกว่า “เทวดาประจำตัว”) ซึ่งเทวดาผู้เลี้ยงมีหลายแบบ ต่างก็มีอาวุธและสมบัติสำหรับใช้ทำหน้าที่ส่งเสริมชีวิตมนุษย์ที่ตนดูแลอยู่ให้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า (ในกรณีเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายดี) หรือตกต่ำ (ในกรณีเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายชั่ว) ซึ่งสมบัติเทวดาผู้เลี้ยงเหล่านั้นจะ “เนื่อง” อยู่กับยศชั้นขั้นฐานะของมนุษย์ เช่นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย มี “คทาวุฒิ” บรรณาธิการหนังสือมี “หูกคัมภีร์” แพทย์และเภสัชกรมี “หม้อยา” ฯลฯ

ซึ่งสมบัติเทวดาผู้เลี้ยงเหล่านี้มี “ฤทธิ์” ในการส่งเสริมมนุษย์ ให้มีความรู้ความสามารถ กระทั่งได้ยศชั้นขั้นฐานะต่างๆ โดยอาจมีส่วนส่งผล 20 – 60% ของทั้งหมดในความเป็นจริง ในขณะที่ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับบุญบารมี, กรรม, กายสิทธิ์, และวิชชา ซึ่งสมบัติเทวดาผู้เลี้ยงนี้ เป็นของทิพย์ที่มีไว้สำหรับ “ส่งฤทธิ์” ให้ดีร้ายไปต่างๆ นาๆ อุปมาเหมือน คลื่นความถี่ของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่ส่งกำลังเชื่อมกับของหยาบในเมืองมนุษย์อย่างเสาสัญญาณโทรศัพท์ และอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และตัวมนุษย์เอง หรือเหมือนอย่าง คลื่นไมโครเวฟ ที่มองไม่เห็น แต่มีผลต่อของหยาบ ในทำนองเดียวกัน การเกิดขึ้นแห่งของทิพย์  อย่างเช่นดอกบัวต้นกัปป์ ก็เป็นนิมิตหมายที่เนื่องด้วยสิ่งที่จะเกิดต่อไปในโลกมนุษย์ หรือเหมือนแจกันกิ่งหลิวของพระแม่กวนอิมที่ส่งเป็นความเมตตาการุณย์ที่มนุษย์สามารถสัมผัสรับรู้ได้ แม้ในความเป็นจริง จะไม่มีดอกบัว หรือแจกกันกิ่งหลิวของจริง เกิดขึ้นให้มนุษย์จับต้องก็ตามที.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

21 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: ทำบุญออนไลน์มีอานิสงส์อย่างไร?

คำตอบคือ เมื่อบุญส่งผล จะได้ทรัพย์แบบสะดวกรวดเร็วง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะเนื้อนาบุญได้รับเงินแบบที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเตรียมงานและจัดงาน หรือหมดเปลืองเวลาไปกับขั้นตอนการรับสิ่งถวาย และใช้จ่ายสิ้นเปลืองไปกับพิธีกรรม แต่ปริมาณบุญที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นกุศลมากน้อย เร็วช้าต่างกับการเดินทางไปร่วมพิธีทำบุญด้วยตนเอง ประกอบกับ องค์ประกอบในการทำทาน คือ วัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ และผู้รับบริสุทธิ์ ซึ่งการทำบุญออนไลน์นั้น ความมุ่งมั่น และเจตนาอันแรงกล้าในการทำบุญ อาจจะหย่อนกว่าการไปด้วยตนเอง แต่อานิสงส์แห่งความสะดวกรวดเร็ว ก็เป็นสิ่งดี

อย่างไรก็ตาม บุญที่ได้จากการทำบุญออนไลน์เดี๋ยวนี้ผู้ทรงวิชชาสามารถคำนวณได้แล้วครับ ว่าส่งผลเป็นเท่าไรต่อเงินบริจาค 1 บาท เมื่อเทียบกับไปถวายด้วยตนเอง และเร็วช้ากว่ากันเท่าใด และถ้าหากทักขิณา หรือผู้รับบริจาคมีวิชชา ก็สามารถคำนวณจ่าย โดยหักค่าแรงและค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกี่ยวกับขั้นตอนของงานพิธีกรรม แล้วชดเชยให้เป็นปริมาณบุญที่มากขึ้น ซึ่งผู้ทรงวิชชาที่ชำนาญการคำนวณสามารถทำได้ครับ

อานิสงส์ทำบุญออนไลน์นั้นยกตัวอย่างเช่น รายได้จากการขายแอพพลิเคชั่น หรือการขายเกมออนไลน์ อย่างแองกรี้เบิร์ด และอื่นๆ ถ้าเป็นยุคที่เทคโนโลยียังไม่เจริญก้าวหน้า ผลบุญที่ได้ก็ยังส่งแบบสบายๆ เช่นมีสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากแล้วเปิดให้คนเข้าไปเลือกรับประทานเป็นบุฟเฟต์ผลไม้โดยคิดค่าผ่านประตูครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

21 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org

 

 

Q&A: ทำบุญกับสำนักคลองสามตั้งมากมาย ทำไมยังไม่รวยเร็ว รวยแรง?

การทำบุญแบบตัดใจถวายทันทีที่สำนักคลองสาม แล้วไม่ได้อานิสงส์เร็วทันใจ เพราะทักขิณามีปัญหา หรือมีข้อขัดข้องทางวิชชาครับ กล่าวคือทีมทำวิชชาเอาละเอียดไปใช้คือดึงบุญของเจ้าภาพผู้บริจาคซึ่งเป็นศิษย์วัดไปใช้ ส่วนทักขิณามีปัญหาก็เป็นเพราะเวลาศิษย์วัดทำบุญ จะต้องถวายผ่านท่านผู้นำ ซึ่งหน้าซองรับบริจาคที่ทางสำนักเตรียมไว้ และใบ[เสร็จ]รับเงิน ระบุประมาณว่า “บูชาธรรมฯ เพื่อนำไปใช้ตามความประสงค์ฯ” ก็คือถ้าจะได้อานิสงส์แห่งผลบุญก็จะต้องได้ผ่านท่านผู้นำนั้น ถ้าท่านไม่ให้ก็ไม่ได้ และท่านก็มีสิทธิ์ในการเข้ากำกับการทั้งหยาบละเอียด

เงื่อนนี้เองครับที่ทำให้ติดหล่มกันอยู่ในวิชชา เพราะประการแรกคือ "ธรรม" ที่บูชา ว่าเป็น กุศล และ/หรือ อกุศล ส่วน "นำไปใช้ตามความประสงค์" ก็คือตามใจปรารถนาของท่าน ไม่ว่าหยาบหรือละเอียด ใช้ในทางบุญ หรือในทางบาป สิทธิ์ไปติดค้างอยู่ที่ท่าน ถ้าจะได้ ก็ต้องได้เพราะท่านหรือผ่านท่าน โดยที่ท่านก็เป็นคนที่เลือกที่รักมักที่ชังอย่างมากด้วย แต่ก็เป็นสิทธิ์ของเหล่าศิษย์ครับ ถ้าเต็มใจจะผูกเงื่อนเอาไว้ดังนั้น เมื่อกรรมส่งผล อานิสงส์จะมีลักษณะคือ ท่านผู้นำจะเป็นเจ้าของกิจการ และ/หรือ เจ้าของกงสี ผู้มีสิทธิ์ใช้จ่ายทรัพย์ตามใจชอบ และถ้าหากเจ้าภาพผู้บริจาค จะได้ทรัพย์อันเป็นผลแห่งบุญ ท่านผู้นำก็จะเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะให้ใคร หรือไม่ให้ใคร และให้เท่าไร ตามประสงค์ แม้ว่าผู้บริจาคจะสามารถทำงานให้กับกงสี หรือกิจการ ก่อให้เกิดรายได้ มากหรือน้อยตามกำลังบุญก็ตามครับ.  

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

21 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org



Q&A: เราจะสามารถเรียกดวงตราประกาศิต ในรูปแบบของสมบัติเทวดาผู้เลี้ยงได้หรือไม่?

อ้างถึงเรื่องการเรียก สมบัติเทวดาผู้เลี้ยง (ของทิพย์) ที่เนื่องด้วย “ยศชั้นขั้นฐานะ” ของบุคคล มีผู้สงสัยว่า เราจะสามารถเรียก “ดวงตราประกาศิต” ที่มีลำดับขั้นต่างๆ จากเทวดาผู้เลี้ยง เพื่อรักษาเกียรติคุณแห่งดวงตราประกาศิตนั้น เอาไว้ได้หรือไม่? (ดวงตราประกาศิตหรือ “โลโก้” มีลำดับขั้น ที่นับถือกันโดยเหล่าเทพเทวา ตาม “คุณ” ที่มี และ “ความแพร่หลาย” ในการใช้)

คำตอบคือ ปกติแล้วเทพผู้ดูแลรักษาดวงตราประกาศิตจะมีของทิพย์เก็บไว้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากดวงตราประกาศิตมีจำนวนมาก และบ้างก็ดูคล้ายๆ หรือดูซ้ำๆ กัน เทพผู้ดูแลรักษาประกาศิต ก็ไม่ได้มีหน้าที่ ในการส่งมอบดวงตราของทิพย์ให้กับเจ้าของที่เวียนว่ายตายเกิดไปตามภพภูมิ ซึ่งจะใช้ดวงตรานั้นซ้ำอีกครั้งหรือไม่ ก็ยังไม่แน่นอน

แต่วิธีหนึ่งในการเรียก "ดวงตราประกาศิต" ในรูปแบบของสมบัติเทวดาผู้เลี้ยงคือ ทำให้เป็น "เหรียญทอง" และเหรียญลำดับต่างๆ เหมือนเหรียญรางวัล และเหรียญการแข่งขันกีฬา ซึ่งสามารถทำได้ เช่นเดียวกับกองจัดการประกวดและแข่งขันต่างๆ อย่างเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิค เหรียญรางวัลโนเบล เหรียญเกียรติคุณองค์การสหประชาชาติ และอื่นๆ นอกจาก "เหรียญทอง" "เหรียญเงิน" "เหรียญบรอนซ์" ที่สามารถเล่นประกาศิต ได้ ก็ยังมี "ธง" หรือ "ตุรงค์" (เหมือนธงโอลิมปิค) และ "พัด" (เหมือนพัดรองกาชาด) ที่สามารถใช้กับประกาศิต โดย "เล่นมิติ" ของสิทธิ์และอำนาจ ตามกรอบของตัวบทกฎหมาย ที่ให้สิทธิ์และอำนาจ แก่องค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่เป็นผู้สถาปนา หรือกำหนดสิ่งเหล่านั้นให้เกิดมีขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่ “สมบัติของทิพย์” จะเกิดขึ้นเพื่อส่งฤทธิ์ ให้กับ เหรียญ พัด และธง ต่างๆ เหล่านั้น ทั้งนี้จะต้องมีการ “ผูกสิทธิ์และอำนาจ” เข้ากับดวงตราประกาศิตที่ขึ้นทะเบียน เพื่อกำกับ เหรียญ พัด ธง และอื่นๆ ด้วย.

ส่วนหนึ่งสงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

Partially Copyrighted by Pirajak Tisuthiwongse

20 มกราคม พ.ศ. 2565

www.Meditation101.org


Q&A: องค์พระกวนอิมพันกรมีจริงไม่?

มีจริงครับ แต่เป็นคนละพระองค์กับองค์พระอวโลกิเตศวร แต่ท่านนับถือกันว่าเป็นพระแม่กวนอิมเหมือนกัน แต่ต่างภาค ต่างปาง เนื่องจากมีบุคคลที่ประทับใจเรื่องราวขององค์ดั้งเดิมแล้วเกิดศรัทธา จึงบำเพ็ญพรต สร้างความดี ขอเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม หรือเข้าใจว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม เช่นองค์ประทับทรง ที่ถือศีล กินเจ ช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อละโลกแล้ว ประกอบกับคุณความดีที่มี จึงได้สำเร็จเป็นเทพเซียน หรือพระโพธิสัตว์ ที่ชื่อพระกวนอิม โดยพระกวนอิมองค์ดั้งเดิมอาจจะรับเข้าคณะของท่านด้วย ทั้งนี้ องค์พระกวนอิมพันกรทรงมีของวิเศษมาก แต่จะใช้ได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังบุญบารมี ถ้าใช้มากใช้บ่อยก็หมดเปลืองมากครับ โดยการแสดงพระกรนับร้อยนับพันก็เป็นการปาฏิหาริย์พระกร คล้ายช้างเอราวัณ ที่มี 33 เศียร น่ะครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

12 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org

 

Q&A: พระเยซูมีจริงหรือไม่และเป็นอย่างไรในทรรศนะของชาววิชชา?

พระเยซูท่านจัดได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งสาเหตุที่เรียกท่านว่าเป็นพระโพธิสัตว์ก็เพราะทรงมี “โพธิจิต” แม้จะไม่ได้มุ่งหวังจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต แต่ทรงหวังจะได้อยู่เป็นอมตะสุขในสวรรค์ กับพระบิดร ก็คือพระพุทธเจ้าองค์บรมธาตุ ผู้เป็นต้นกำเนิดธาตุทั้งปวงในตลอดหมดสากลโลก และในทางวิชชานั้นพระเยซูจัดว่าท่านเป็น “จ้าวสีมุก” ซึ่งแม้จะไม่ใช่สีหลัก แต่ก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัว โดยธรรมที่ปรุงเป็นมโนรส และธาตุที่คงความสะอาดสวยงามล้ำค่าอย่างกลมกลึงระดับหนึ่ง ท่านมีวิชาประกอบสมาธิที่เรียนมา ท่านสามารถไถ่บาปได้โดยทำคล้ายการปลงอาบัติของชาวพุทธ แต่ท่านหมดเปลืองบุญบารมีที่สั่งสมไปมากกับการไถ่บาปคล้ายกับการที่ชาวพุทธแก้กรรม หรือที่ชาววิชชาใช้ละเอียดและบุญในการแก้ผังวิบากกรรมนั่นเอง แต่ท่านมีบุญจากการที่สาวกในศาสนาของท่านทำความดีการกุศลช่วยคนเจ็บ คนป่วย คนจน คนไม่มีการศึกษา ท่านจึงได้บุญในฐานะต้นบุญ เท่าที่ผมทราบ ผู้ที่เป็นนักบุญในศาสนาของท่าน จะได้รับ “สายบุญสันวิวัฏฐายี” ซึ่งเป็น “ปุญญาภิสัณธาน” ที่พลังงานบุญไหลมาเรื่อยๆ ในขณะนี้ทั้งองค์พระแม่มารี และพระเยซูมีตำแหน่งเป็น "องค์ไท" คือผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ ไม่อยู่ใต้การปกครองของใคร และทรงมีตำแหน่งอื่นๆอีก เช่น “เจ้าเวฆินทร์” รวมถึง “เจ้าประกาศิต” ประเภทต่างๆ และท่านมีภพของท่านเองอยู่ต่างหาก และมีหลายปาง หลายภาค กระจัดกระจายกันอยู่ในภพภูมิต่างๆ เนื่องจากมีหลายคนบำเพ็ญเป็นพระแม่มารี และพระเยซูครับ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

12 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org

 

Q&A: พระยูไลมีจริงหรือไม่และเป็นอย่างไรในทรรศนะของชาววิชชา?

องค์พระยูไล ทรงเป็นพระบรมพุทธเจ้าผู้ใหญ่ในเมืองนิพพาน ทรงเต็มอิ่มกับการเสวยบรมสุข แต่ด้วยพระมหากรุณาในสรรพสัตว์จึงปาฏิหาริย์ “สัมโภคกาย” ออกมาช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ ทรงมีภพเป็นของพระองค์เองเช่นกัน แต่ทรงประทับและไปมาหาสู่กับแดนสุขาวดี ซึ่งเป็นภพพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรองรับเวไนยสัตว์ผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ธรรมาจารย์ และท่องคาถาที่กำหนดตามกติกา กุศลนั้นก็จะนำไปสู่สุคติก่อน คือสามารถเข้าภพสุขาวดี ที่ยั่งยืนกว่าสวรรค์ ไม่ต้องตกนรก หรือเกิดในอบาย แล้วไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า อย่างองค์พระยูไล และพระโพธิสัตว์ต่างๆ ในแดนสุขาวดี เพื่อกล่อมเกลาอุปนิสัยใจคอ เลี้ยงไว้ในแดนสุขาวดี ไม่ให้ตกต่ำระกำทุกข์ แต่พอจะเป็นสุขอย่างพระนิพพานกลายๆประเภทเมืองเวียงวัง แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นเอกันตบรมสุขในพระนิพพานแท้ๆ ซึ่งผมได้เคยเรียนให้ทราบแล้วว่า ดินแดนสุขาวดี เป็นภพพิเศษที่องค์พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ผู้สร้างขึ้น ใช้กำลังบุญบารมี และกำลังวิชชา และจะคงอยู่ตราบเท่าที่ท่านเหล่านั้นยังพอมีกำลังส่งเลี้ยงภพ ส่วนรูปกายพระองค์จริงขององค์พระยูไลก็สวยงามสง่ามีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน แต่แสดงพระองค์ตามวัฒนธรรมของผู้เข้าเฝ้าเหมือนองค์พระอินทร์ที่มีหลายรูปลักษณ์แสดงให้ถูกอัธยาศัยแด่ผู้พบเห็นและโอกาสครับ พระยูไลก็ทรงมีหลายภาค หลายปางเช่นกัน เพราะมีผู้บำเพ็ญเป็นพระยูไล พระโพธิสัตว์และผู้ทรงวิชชาบางท่านก็บำเพ็ญบารมีในโลกมนุษย์ เมื่อละโลกไปแล้ว สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในโลกวิชชา และโลกทิพย์ มีรูปกายเป็นลักษณะมหาบุรุษ โดยที่ยังไม่เคยตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเมืองมนุษย์ก่อนที่จะได้รูปกายมหาบุรุษของพระพุทธเจ้าอันเป็นทิพย์นั้น ซึ่งก็เป็นความสามารถและวาสนาบารมี และวิชชาเฉพาะตัวครับ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

12 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org

 

Q&A: เพราะเหตุใดสมบัติของผู้เลี้ยงจึงไม่อยู่ในรูปของดวงกลมที่ส่งฤทธิ์เหมือนดวงธรรม ดวงบุญ?

คำตอบคือสมบัติของผู้เลี้ยงมีทั้ง “รูปลักษณ์” (form) และ หน้าที่การใช้สอยเพื่อทำงาน (function) เหมือนรัตนะ 7 (จักรแก้ว, แก้วมณี, ขุนพลแก้ว, ขุนคลังแก้ว, นางแก้ว, ช้างแก้ว, และม้าแก้ว) ที่มีรูปลักษณ์และมีหน้าที่ใช้งาน โดยมีลักษณะเชิงสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น ม้าแก้ว ไม่ใช่ม้าสำหรับขี่เสมอไป แต่เป็นตัวแทนวิชชาและวิทยาการเกี่ยวกับการส่งกำลังในญาณให้รวดเร็วว่องไว และในหยาบหมายถึงระบบระเบียบการคมนาคมสัญจร ทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า ยวดยานพาหนะ รถเก๋ง รถมอเตอร์ไซค์ จักรยาน ล้วนอยู่ในความอำนวยการของ “ม้าแก้ว” ทั้งสิ้น โดยสมบัติของผู้เลี้ยงจะต้องหยิบจับต้องเพื่อแสดงและใช้สอย และบ่งบอกนัยยะแห่งลำดับความสำคัญ และอานุภาพที่มี เช่นผู้ที่ได้ “คทาศาสตราจารย์” เวลาเข้าประชุมก็ถือไปด้วย (การประชุมมีหลายแห่ง นับตั้งเมืองพระนิพพาน แดนสุขาวดี พรหมโลก สวรรค์ชั้นต่างๆ กระทั่งถึงภพซ้อนภพในเมืองมนุษย์ อย่างเมืองลับแล) ซึ่งการจัดประชุมก็ดูว่าใครใหญ่กว่า สว่างกว่า ก็เลิศกว่ากัน แล้วผู้พบเห็นก็จะตระหนักและนับถือตามลำดับ บางครั้งจะใช้คทาสำแดงสิทธิ์ก็ต้องจับวาดเหวี่ยงไปมา หรือชี้ออกไป ท่านใดเคยชมภาพยนตร์จีน คงพอนึกออกถึงบรรยากาศเวลา “เทพเซียน” ประชุมในท้องพระโรงของ “องค์เง็กเซียนฮ่องเต้” ซึ่งเป็นพระราชาแห่งสวรรค์ ใครบำเพ็ญความดีแบบใดมา เนื่องด้วยอะไร ก็ถือของวิเศษมาเข้าประชุม เช่นเก๋งพระเจดีย์จำลอง, แส้สำหรับปัดแมลง, ยู่อี่, ดอกบัว, ลูกท้อ, ม้วนคัมภีร์, พัด, กระจก, ตะกร้าดอกไม้, ดาบ ฯลฯ ซึ่งในบางโอกาส จะมีการประชุมอย่างนี้ ตามภพภูมิต่างๆ ครับ 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

12 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org


Q&A: เครื่องทรงพระจักรพรรดิ และพระพุทธราช พระธรรมราช มาจากไหน?

อ้างถึงความก่อนหน้าเรื่องชฎาและเครื่องประดับของกายในวิชชา ที่มีรายละเอียดโดยคร่าว และคำอธิบายเปรียบเปรยนั้น มีท่านสงสัยว่า เครื่องประดับเหล่านั้นมาจากไหน แล้วทำไมชฎาจึงเป็นเครื่องประดับที่มีอัญมณีวิชชาเกิดขึ้นได้ยาก

คำตอบก็คือ กายแต่ละกายของบุคคล นับตั้งแต่กายมนุษย์ กายวิญญาณ กายเทวดา กายพรหม กายธรรม (ธรรมกาย) กายจักรพรรดิ นั้นล้วนแต่มี “ผู้รักษา” ซึ่งเป็น “กายสิทธิ์” ประจำการคอยเลี้ยงรักษาอยู่ ยกเว้นบางท่านที่เป็นบุคคลสำคัญ หรือมีความพิเศษ ก็อาจจะมีกายอื่นๆ อย่างพระธรรมกาย พระจักรพรรดิ หรือพระพุทธเจ้า คอยดูแลรักษา และกายประจำการเหล่านี้ ทำงานเป็นทอดๆ เชื่อมโยงกับ กายผู้สั่ง กายผู้ส่ง กายผู้บังคับ กายผู้ปกครอง เป็นลำดับๆ ไปจนถึงกายผู้ปกครองใหญ่ในวิชชา เหมือนโลกมนุษย์ที่มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ แบ่งอำนาจลงมาตามลำดับสายการปกครอง โดยที่ในสายการปกครองนี้ ก็มีแหล่งในการประชุมผลิต รัตนะ 7 รวมถึงเครื่องทรงต่างๆ ในทำนองเดียวกันกับที่ กายสิทธิ์ทิพยจักรฯ สร้างเครื่องประดับและทิพยสมบัติให้กับเทวดา และ กายสิทธิ์พรหมจักรฯ สร้างเครื่องประดับและพรหมสมบัติให้กับพระพรหม แต่ด้วยความรวดเร็วในการประชุมขึ้น เราอาจใช้คำว่า “เนรมิต” ก็ได้ในบางโอกาส

ดังนี้แล้ว หมายความว่า กายพระจักรพรรดิ หรือพระธรรมกายในตัวเราก็ตาม ล้วนมีกายผู้ปกครองซ่อนอยู่ในสายธาตุสายธรรม ซึ่งกายเหล่านี้เอง ที่จะคอยตรวจตราดูความเป็นไป แล้ว “ส่ง” และ “สั่ง” และ “เลี้ยง” ด้วยธาตุ และธรรม อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา และพลังงานบุญ รวมถึงเครื่องประดับประจำกายอันพึงได้ตามสมควร เหมือนอย่างสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจอนุมัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับข้าราชการ และบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ ทั้งผู้มีผลงาน อายุงาน และบริจาคการกุศล ซึ่งการอนุมัติก็ทำเรื่องขอตามลำดับขั้นเป็นทอดๆ โดยที่ผู้เลี้ยงที่เราสามารถขอเครื่องทรงจากยศชั้นขั้นฐานะโดยเรียกจาก “จักรรัตนะของทิพย์” ที่ผู้เลี้ยงมีอยู่ในครอบครองสำหรับใช้ทำงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งของสายปกครองธาตุธรรมที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ยกเว้นเครื่องทรงและเครื่องประดับหลายอย่าง ที่บุคคลได้มาโดยการแลกเปลี่ยน แสวงหา รวมถึงขั้นซื้อขาย ซึ่งมิได้มาจากผู้เลี้ยงโดยตรง

ส่วนอัญมณีวิชชาที่ขึ้นบนชฎาได้ยากง่ายไม่เท่ากัน ก็เพราะชฎาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญที่สุดของกายพระจักรพรรดิ และเป็นของประดับเศียร ซึ่งส่วนเศียรก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย และเป็นฐานที่ตั้งของอายตนะ ซึ่งมีกลไกอันซับซ้อนอยู่ ผู้เลี้ยงจึง “ส่ง” อัญมณีมาประดับชฎาโดยไม่ง่ายนัก ยกเว้นผู้ทรงวิชชา และ/หรือ วิชา บางท่าน ที่สามารถเป็นอยู่ได้โดยออกจากการปกครองของผู้เลี้ยง แล้วประดับเครื่องทรงเองตามใจชอบ อนึ่ง อัญมณีที่มีวิชชาสถิตอยู่นั้น ปกติแล้วจะมี “น้ำหนัก” ในญาณ เมื่อนำมาประดับเครื่องทรง ผู้สวมใส่จะรู้สึกหนักขึ้น ถ้ากำลังธาตุไม่พอ ก็จะไม่สามารถรับน้ำหนักได้ไหว โดยเฉพาะส่วนของชฎา ซึ่งจะทำให้เศียรหนักขึ้น ยากต่อการเคลื่อนไหว ยกเว้นในบางกรณี คือมีอัญมณีที่ไม่มีวิชชาประดับอยู่

เครื่องทรงที่ประดับกายในวิชชา และที่เรียกได้จากสมบัติเทวดาผู้เลี้ยง เป็นสิ่งที่ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ แต่ไม่จัดว่าเป็นทรัพย์สินติดตัวของกายมนุษย์ เราอาจเรียกได้ว่าเป็นบุญซึ่งอยู่ในรูปของ “ของวิเศษ” ที่เก็บสะสมไว้ภายในสายธาตุสายธรรม และเมื่อเราเวียนว่ายตายเกิด หรือแม้แต่เข้าพระนิพพาน ของวิเศษอันเป็นทิพย์เหล่านี้ ก็สามารถนำมาใช้ส่งฤทธิ์ให้คุณประโยชน์ต่างๆ ได้ เหมือนอย่าง “รัตนะ 7” เปรียบเสมือน “กายสิทธิ์” ที่สะสมอยู่ในตัว ซึ่งได้มาจากการทำกิจการงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น นักดนตรี ที่ฝึกเล่นเปียนโนกระทั่งชำนาญ ระหว่างที่เล่นเปียนโน ภพกายสิทธิ์ก็ส่งกายสิทธิ์มาสะสมไว้ในตัว คอยส่งฤทธิ์ให้เกิดความชำนาญในการเล่น เมื่อละโลกไปแล้ว ไปเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทวดา อย่างคนธรรพ์ หรือมนุษย์ ก็จะเล่นดนตรีเก่งนับตั้งแต่เยาว์วัย จึงเป็นที่มาของคำว่า “อัจฉริยะ” ในด้านต่างๆ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความชำนาญที่สะสมข้ามภพข้ามชาติ

ส่วนผู้ที่ได้ยศชั้นขั้นฐานะ ยกตัวอย่างเช่นเป็น “ศาสตราจารย์” แล้วได้เรียกสมบัติจากผู้เลี้ยงที่เนื่องด้วยตำแหน่งศาสตราจารย์นั้น เมื่อได้มาเก็บไว้ในสายธาตุสายธรรมแล้ว ครั้นได้เวียนว่ายตายเกิด มาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ ก็มีแนวโน้มมากที่จะได้เป็นครูเป็นอาจารย์เหมือนอย่างเคย ด้วยฤทธิ์แห่งของวิเศษอันเป็นทิพย์ ที่ชักจูงให้เป็นไป ซึ่งของวิเศษจากเทวดาผู้เลี้ยง สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการอย่างศาสตราจารย์ก็คือ “ไม้คทา” เป็นอาทิ ดังฉะนี้แล.

 

ผู้ทรงวิชชา และพิรจักร ทิศุธิวงศ์

11 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org   


Q&A: เพราะเหตุใดการมีมณีขึ้นที่หมวกจึงมีผลในทางวิชชา?

ผู้รจนาความขอเปรียบเทียบกับ meditation headband คือ รัดเกล้าสมาธิน (หากไม่เคยรู้จัก กรุณาค้นหาใน Google ด้วยคำว่า “Meditation Headband”) ซึ่งปล่อยคลื่นที่มีผลต่างๆ นาๆ ต่อศีรษะ โดยที่ศีรษะมีฐานที่ตั้งของอายตนะสำหรับสัมผัสรู้บรู้ต่างๆ ในทำนองเดียวกัน มณีในวิชชาก็ปล่อยคลื่นสีคลื่นแสงให้อิทธิคุณต่างๆ อยู่บนชฎา

ทั้งนี้ขออธิบายเพิ่มเติมความเดิมตามที่เคยเปรียบเทียบกายธรรมกับตำรวจ ส่วนกายจักรฯเหมือนทหาร ต่างก็มีพื้นความรู้วิชชาบางส่วนที่คล้ายคลึงกันที่โรงเรียนนายร้อยสอน แต่อาวุธใช้คนละประเภท ตำรวจไม่ถนัดใช้อาวุธสงครามหนัก และตำรวจก็มีเครื่องแบบที่มีรายละเอียดขององค์ประกอบน้อยกว่าทหาร วิชาความรู้มีทั้งที่เหมือนและต่างกัน ซึ่งเครื่องประดับก็บ่งบอกถึง การผ่านการฝึกอบรม การผ่านสมรภูมิ ลำดับขั้นชั้นยศในด้านต่างๆ ซึ่งเครื่องประกอบยศแต่ละชิ้นล้วนหมายถึงสิ่งที่ต่างกันไปในแต่ละท่าน ดังเช่นกายพระพุทธราช พระธรรมราช และพระจักรฯ ซึ่งมีเครื่องประดับมากน้อยไม่เหมือนกัน

ส่วนทว่าในเมื่อมณีมีฤทธิ์แล้วทำไมจึงใช้กันเฉพาะในหมู่กายจักรฯ คำตอบคือ พระจักรฯ มีรัตนะเจ็ดเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น “สัตตรัตนะธรรม” (ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ทั้ง 7 ประการตามประเภทของรัตนะ 7) และ/หรือ “สัตตรัตนะธาตุ” (รัตนะ 7 ทั้งของจริงที่จับต้องได้ และของทิพย์ที่มีอยู่ในครอบครอง) อัญมณีวิชชา จัดอยู่ในประเภทแก้วมณี ซึ่งนอกเหนือจากรูปลักษณ์ (form) ที่ใช้ประดับให้สวยงาม ก็ยังมีหน้าที่สำหรับใช้สอย (function) สำหรับเดินวิชชาสี วิชชาแสง ปรุงเป็นมโนธรรม และมโนรส มโนฤทธิ์ แห่งวิชชานั้นๆ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

11 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องการเรียกมณีประดับชฎาทิพย์ (หมวกพระจักรฯ และหมวกพระพุทธราช)

บางท่านคงจะเห็นกันมาว่า รูปหล่อพระจักรพรรดิบางพระองค์มีหมวกสวยงามยอดสูงใหญ่โต ซึ่งพระจักรพรรดินั้นมีเครื่องทรงที่นับถือกันว่าสำคัญอยู่ที่ชฎาหรือหมวกนั่นเองครับ ซึ่งชฎาแต่ละแบบก็มีนัยยะต่างกันไปทั้งในแง่ของวิชชา (ละเอียด) และภายนอก (หยาบ) ซึ่งผมไม่ขอเอ่ยถึงในที่นี้  เพราะมีความหลากหลายนานัปการ

สำหรับ  "ชฎาประดับอัญมณี" ของทิพย์ สำหรับฝ่ายธรรม และฝ่ายจักรฯ นั้นโดยปกติแล้วจะได้มาด้วยวิชชา ซึ่งหากมีอัญมณีขึ้นมาก ก็จะมี “วิชชาสี” “วิชชาแสง” “อิทธิคุณแห่งสีแสง” และความ “ล้ำค่า” มากตามไปด้วย ซึ่งท่านว่ากันว่า พระจักรฯ นั้นกว่าจะได้เครื่องประดับแต่ละอย่างละอย่าง หรือมีมณีและดาราขึ้นแต่ละเม็ดแต่ละดวงนั้นก็ไม่ง่าย เหมือนบุคคลมีกายมนุษย์หยาบ และกายละเอียด กายในวิชชา ไล่ลึกเข้าไป อย่างพระธรรมกาย กายมนุษย์ทำบุญ ได้ยศถาบรรดาศักดิ์แต่งเครื่องทรงมากเพียงใด กายละเอียด และกายในวิชชา ก็ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ยกเว้นแต่จะมีวิชชาสามารถทำได้ หรือด้วยวิธีการทางลัดที่ผมเคยเสนอไว้แล้ว คือแลกของทิพย์กับเทวดาผู้เลี้ยง โดยหยิบออกมาจากจักรรัตนะ ประจำผู้เลี้ยงแต่ละบุคคลแล้วนำไปสวมใส่ให้กับกายในวิชชา อย่างพระธรรมกายนั่นเอง เพื่อสำเร็จเป็น “พระธรรมราช” และ “พระพุทธราช” ที่มีอานุภาพมากขึ้น

สำหรับโอกาสนี้ ผมจะนำเสนอเรื่องการเรียกมณีมาประดับชฎาของทิพย์ ซึ่งจะให้ “คุณ” ต่างๆนาๆ กับบุคคล โดยวิธีแรกคือ สามารถเรียกได้จาก "จักรมณีทิพย์" หรือถ้าเรามี “จักรรัตนะของทิพย์” แล้วเราสามารถประดับมณีที่จักรรัตนะของทิพย์ได้ จะครบตามสี หรือบางส่วน และ/หรือมี “จักรรัตนะประจำสี” เราก็สามารถประชุมเรียก ชฎาทิพย์ประดับอัญมณีตามสีใดสีหนึ่ง หรือมากกว่าได้ หรือจะใช้วิธี "เรียก/แลก วงชฎา" แต่ละขั้นๆ กับจักรรัตนะประจำสี หรือองค์สี หรือเจ้าสี หรือผู้ที่มีในครอบครองก็ได้ โดยให้กายในวิชชาทรงชฎาของทิพย์อยู่ แล้วประทับอยู่บนจักรรัตนะนั้น เพื่อประชุมมณีขึ้น เข้าที่ชฎาทิพย์ หรือจะหย่อนชฎาทิพย์ทั้งองค์ หรือทยอยบางส่วนลงไปภายในจักรมณี แล้วประชุมเรียกมณีขึ้นที่ชฎา ส่วนการเรียกประชุม จะสั่งด้วยสิทธิ์ หรือจะใช้ "คทาจักรฯ" "คทามณี" "คทาจินดา" ฯลฯ เพื่อสั่ง ก็ย่อมได้

ส่วนวิธีการอื่นๆ ในกรณีที่บุคคลไม่มี จักรมณีทิพย์ อยู่ในความครอบครอง หากจะเรียกชฎาทิพย์ประดับมณีออกมาจากจักรรัตนะของผู้เลี้ยง ต้องมีฐานันดร ประกอบกับเครื่องราชฯ หรือดาราอิสริยาภรณ์ประเภท “มณี” เช่น “มณีดารานพรัตน์” ซึ่งบางประเทศอาจจะมี รวมถึงประเทศไทยด้วย สาเหตุที่ชฎาทิพย์มีอัญมณีขึ้นได้ก็เพราะต้องพอมีของหยาบเนื่องกัน โดยที่ในละเอียดได้ “ศักดิ์และสิทธิ์” ลงมาก่อนแล้ว แล้วประชุมขึ้นด้วยสิทธิ์และอำนาจที่มากพอ และเทวดาผู้เลี้ยงยินดีให้ตามตกลงแลกเปลี่ยน

เครื่องราชฯชั้นดารานพรัตน์นั้นเทียบได้กับตำแหน่งเจ้าพระยา หากผู้ครอบครองมีฐานันดรสูงพอ เช่นมียศประกาฯหรือดวงตราประจำพระองค์เป็นตราชฎา ก็จะมี “สิทธิ์ร่วม” มากพอจะเรียกได้ ส่วนสาเหตุที่ดารานพรัตน์ส่งผลให้เกิดมณีที่ชฎาทิพย์ ก็เพราะชฎาทิพย์เป็นองค์ประชุมรวมเครื่องทรง พอสวมชฎาแล้ว เครื่องทรงก็เกิดขึ้น เหมือนหมวกของพระเอกการ์ตูนยุคเก่าเรื่องปาร์แมน ซึ่งเมื่อนำหมวกมาสวม ก็จะมีผ้าคลุมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และมีพลังวิเศษเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไป เพราะเครื่องประดับบางอย่าง ก็แยกต่างหากออกจากชฎา อย่างเช่นเครื่องทรง “มณีลังการ”

สำหรับปุถุชนที่ไม่มีจักรมณีทิพย์ และไม่มีเครื่องราชฯ ประเภทมณี วิธีเรียกมณีขึ้นที่ชฎาทิพย์นั้นทำได้หลายแนวทาง โดยอาจตั้งองค์กร หรือหน่วยงานขึ้น แล้วกำหนดบทบัญญัติเป็นวิชชา เพื่อกำหนด “ลำดับเกียรติ” (ในกรณีเป็นภาคเอกชน ไม่นิยมเรียกลำดับยศศักดิ์) เหมือนอย่างที่กองประกวดนางงามทำกัน คือมีตำแหน่ง และมีสายสะพาย มีมงกุฎ หรือเหมือนธุรกิจขายตรง ที่มีชั้นอัญมณี แสดงลำดับเกียรติ สูงขึ้นไปจนถึง “มงกุฎทูต” อย่างเช่นบริษัทแอมเวย์ ซึ่งนับถือได้ว่าเป็นมงกุฎของนักค้าขาย เปรียบได้กับพระคลังแก้วชั้น “โภไฆ” และ “โภฆัง” ซึ่งมีชฎาสวม แม้จะเป็นรัตนะเจ็ด แต่มีศักดิ์ใหญ่ถึงขั้นได้สวมชฎา แต่การทำเช่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า “ทุนในละเอียด” หรือ “ทุนในวิชชา” ของผู้ก่อตั้งมีมากพอจะจัดสรรให้เกิดขึ้นหรือไม่

ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า ชฎาทิพย์กับสมบัติในวิชชานั้นอุปมาเป็นคล้ายของกายสิทธิ์ที่ส่งฤทธิ์ให้คุณต่างๆนาๆ เหมือนของวิเศษหรือไอเทมในเกม แม้กระทั่งช้างและม้า ก็มีชฎาได้ เพราะบางองค์มีฐานันดร อย่างช้างเผือกคู่เมือง ดังที่ท่านเรียกกันว่า “ยศช้าง ขุนนางพระ” แต่ทั้งนี้ก็มีกรณีอื่นๆ อีก อย่างเช่นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ซึ่งจัดอยู่ในประเภทสายงานของม้าแก้ว ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคมสัญจร หรือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ที่จัดอยู่ในสายงานของขุนพลแก้ว แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะมีความหลากหลายซึ่งยังมิได้กล่าวถึงในครอบคลุมทั้งหมดในบทความนี้ครับ

 

บทความและวิธีการที่นำเสนอนั้น สงวนลิขสิทธิ์ โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

10 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org


Q&A: ทำอย่างไรจึงจะเรียกมณีขึ้นชฎาโดยไม่ต้องใช้สิทธิ์มาก?

คำตอบคือ ผมได้ให้แนวทางไว้แล้วว่า ให้เขียนบทบัญญัติผสมผสานภาษาวิชชา คล้ายการตั้งกองประกวดมิสยูนิเวอร์ส หรือธุรกิจขายตรงแบบแอมเวย์ แต่ให้เราผนวกการใช้ "ประกาศิต" แบบมีดวงตราประกอบ ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย แล้วตราขึ้นเป็นคำแบบเลี่ยงบาลีคือ "มณีจุลฎา" "มณีมหาฎา" "มณีปรมาฎา" โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำว่ามงกุฎหรือภาพมงกุฎของไทยโดยตรง แล้วจำแนกว่าเป็นมณีอะไร สีอะไร ชั้นใด มีลำดับเกียรติว่าอย่างไร จากนั้นจึง "ยกกระบัตร" กำหนด โดยคำนวณกำลังในการเลี้ยงรักษา กำลังบุญบารมี กำลังวิชชา กำลังประกาศิต กำลังกายสิทธิ์ กำลังทรัพย์ส่วนหยาบ กำลังความรู้ความสามารถส่วนหยาบ ฯลฯ แล้วตั้งองค์กร หรือหน่วยงานขึ้นมารองรับ ไม่ว่าจะโดยเนติพิสิทธิ์ (Charter), Royal Patronage ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือภาครัฐ

 

Q&A: กำลังในละเอียดไม่พอส่งให้เป็นให้ไป หมายถึงอย่างไร?

อ้างถึงการที่ผมแนะนำให้ใช้ภาษาวิชชาในการยกกระบัตร ประกอบประกาศิต เพื่อให้ได้สมบัติผู้เลี้ยงนั้น ผมขออธิบายว่า ภาษาวิชชา เปรียบเสมือน "ภาษารากฐานคอมพิวเตอร์" เช่นภาษาปาสคาล ในขณะที่ภาษากฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของการเขียนยกกระบัตร เป็นภาษาแอพพลิเคชั่น หรือภาษาโปรแกรม เช่นคำสั่งต่างๆ ในปุ่มของโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด และไมโครซอฟท์อ็อฟฟิส เมื่อเราใช้ภาษานี้ในการกำหนดสิ่งต่างๆ ก็มีผลให้แอพพลิเคชั่น และโปรแกรม ทำงานตามคำสั่ง มีผลไปต่างๆ นาๆ

ดังที่ผมยกตัวอย่างเช่น เราใช้โปรแกรมสร้างภาพสามมิติ มาวาดรูปมงกุฎ กระทั่งแล้วเสร็จ จากนั้นจึงสั่งเครื่องพิมพ์สามมิติ พิมพ์ออกมาเป็นวัตถุที่จับต้องได้ การที่วิชชา หรือทุนในละเอียดไม่พอจะทำให้สิ่งที่ยกกระบัตรเป็นไปตามที่เขียน ก็เปรียบเสมือนว่า เราใช้โปรแกรมสร้างภาพสามมิติ ซึ่งโปรแกรมเมอร์เขียนด้วยภาษาซี หรือภาษาปาสคาล ซึ่งอุปมาเหมือนภาษาวิชชานั้น แต่กำลังไม่พอ คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ มี RAM หรือ Processor ที่กำลังประสิทธิภาพไม่มากพอจะ render ภาพที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาได้สำเร็จ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ที่ใช้ทำงานนั้นแบตเตอรี่ไม่พอทำงานให้เสร็จครับ

นอกจากนี้ แม้ละเอียดจะมีมากพอสร้างของทิพย์ การที่ผมอุปมาว่า กำลังในวิชชาไม่พอส่ง ให้เป็นไปตามที่ยกกระบัตร ก็เหมือนกับว่า เราใช้โปรแกรมสร้างภาพสามมิติ ที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นด้วยภาษาซี หรือภาษาปาสคาลอันเป็นภาษารากฐานนั้น สร้างภาพเสร็จแล้ว แต่เครื่องพิมพ์สามมิติกลับมี "วัสดุสำหรับพิมพ์สามมิติ" ไม่เพียงพอ ก็คือม้วนเส้นพลาสติก เมื่อไม่พอ ก็พิมพ์ออกมาไม่ได้ หรือไม่เสร็จ จึงไม่เป็นจริงในโลกภายนอก หรือเป็นได้ไม่นานแล้วก็มีอันจะต้องล่มสลายไปครับ.

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

10 มกราคม พ.ศ. 2565

www.meditation101.org

 

 


นานาสาระ: เรื่องเคล็ดลับในการเรียกชฎาและเครื่องทรง

ขอขอบคุณทุกท่านที่อุดหนุนซื้อ "งาน" ในวิชชาต่างๆ ของผมไปใช้นะครับ ในวันนี้ ผมมา "บอกงาน" เพิ่มเติมคือ ท่านใดที่มี "ยศชั้นขั้นฐานะ" อันเป็นที่ยอมรับนับถือ และ/หรือ รับรองตามกฎหมาย และ/หรือ กฎระเบียบ โดยบุคคล หรือองค์กร ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสน์ สถาบัน ภาครัฐและภาคเอกชน ท่านสามารถ "เรียกเครื่องทรง" ขึ้นมาจาก "จักรรัตนะ" ของผู้เลี้ยงประจำตัวท่านได้ เพื่อประดับประดา “กายในวิชชา” ของท่าน ให้ “ทรงคุณ” ยิ่งๆ ขึ้นไป

อาทิเช่น ตำแหน่งของผู้ขายตรงอันมีองค์กรเอกชนรับรองตามกฎหมาย ได้แก่เข็มทอง เข็มทับทิม เข็มมรกต เข็มเพชร และลำดับชั้นต่างๆ ขององค์กร อย่างแอมเวย์, นิวสกิน, เอมสตาร์, กิฟฟารีนและอื่นๆ, ดวงตราประกาศิต (โลโก้) ประจำตำแหน่ง, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และดาราอิสริยาภรณ์ ของประเทศต่างๆ, มงกุฎและสายสะพายนางงาม, นางนพมาศ, นางสงกรานต์ ฯลฯ, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ, ประกาศนียบัตรต่างๆ, เกียรตินิยมต่างๆ, ตำแหน่งทางวิชาการ, ตำแหน่งทางการคณะสงฆ์, วุฒิการศึกษา, อนุปริญญา, ปริญญาตรี, โท, เอก, ตำแหน่งกิตติมศักดิ์, ตำแหน่งคณะบดี, อธิการบดี, ราชบัณฑิต, ยศทหาร, ยศตำรวจ, ยศครูอาจารย์, ยศข้าราชการ, ผู้พิพากษา, ตำแหน่งของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, ตำแหน่งทางการเมือง อย่าง ส.ส., ส.ว., ประธานสภา, ประธานศาลฯ, รัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี, ผู้นำองค์กรและหน่วยงาน, ประธานาธิบดี, เลขาธิการ, เลขานุการ, ทูต และอื่นๆ ในทำนองเดียวกันที่นอกเหนือจากนี้ ทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยมีหลักการคือ เป็น “ยศชั้นขั้นฐานะ” อันได้รับการรับรอง และ/หรือ ยอมรับนับถือ จากภาครัฐ และ/หรือ ภาคเอกชน โดยมีตัวบทกฎหมาย, กฎระเบียบ, หรือธรรมเนียมปฏิบัติ รองรับเป็นลำดับชั้น ภายใต้การเอื้ออำนวยการของ “เทวดาผู้เลี้ยง” ซึ่งดูแลรักษาแต่ละประเทศ หรือสหภาพของกลุ่มประเทศ หรือสหประชาชาติอยู่

ทั้งนี้เราสามารถเอ่ยอ้างถึงยศชั้นขั้นศักดิ์เหล่านั้นเพื่อ "ประสิทธิ์" ไปยัง "จักรรัตนะ" ของ "ผู้เลี้ยงประจำตัว" เพื่อ "เรียกชฎา และ/หรือ เครื่องทรง" ขึ้นมาครอง โดยต้องจ่ายบุญธาตุให้ “เทวดาผู้เลี้ยง” ครับ  การอาศัยยศชั้นขั้นฐานะของมนุษย์ ในการเรียกชฎาและเครื่องทรงจากผู้เลี้ยง แล้วจ่ายค่าเรียกนั้น อุปมาเหมือนบุคคลศึกษาจบชั้นปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย แต่เมื่อจะออกงานรับปริญญา หรือมอบปริญญา ก็ต้องหาซื้อ “ครุยปริญญาเอก” ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาสวมใส่ โดยมีค่าใช้จ่าย แต่ถ้ายังไม่สำเร็จชั้นปริญญาเอก ก็ไม่สามารถซื้อมาใส่ได้ครับ

ข้าพเจ้าขอบอกงานดังนี้ ท่านใดจะลองทำ สามารถทำได้ โดยจ่ายค่าบอกงานให้ข้าพเจ้าครับ ขอขอบพระคุณ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

หมายเหตุ: ข้าพเจ้า, พิรจักร ทิศุธิวงศ์, ขอจดลิขสิทธิ์วิธีการดังกล่าวข้างต้นรวมถึงส่วนขยายต่อเนื่องอันพึงมีนับจากนี้

เพิ่มเติมเนื้อหาในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564


นานาสาระ: เรื่องเขตสิทธิ์

เขตคืออะไร? เขตคือ boundary” หรือ “กรอบกำหนดของพื้นที่และ/หรือสถานที่” ซึ่งอาจอยู่ในรูปของภพมนุษย์ หรือภพทิพย์ เขตทุกเขตในโลกล้วนมีผู้เลี้ยงผู้รักษาครับ ยกตัวอย่างเช่น เขตการปกครอง อย่างตำบล อำเภอ เขตที่ทำการหน่วยงานราชการ และเอกชน เขตที่ดิน เขตปลอดบุหรี่ เขตอภัยทาน เขตพุทธาวาส ซึ่งเป็นเขตที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามกฎหมาย ซึ่งมีพระพุทธเจ้าในภาคผู้เลี้ยงผู้รักษาดูแลอยู่ และในวิชชานั้น “สิทธิ์” จะเต็มมากกว่าเขตสำนักสงฆ์

สำหรับผู้เลี้ยงผู้รักษาประจำเขตนั้น อาจกล่าวได้ว่าผู้เลี้ยงผู้รักษามีหลากหลายครับ แต่โดยนัยยะทั่วๆไปก็คือ เป็นกายเทวดาผู้เลี้ยง หรือเป็นกายปาฏิหาริย์แบ่งภาคออกไปเพื่อทำกิจในการเลี้ยงรักษาวิช(ช)าให้กับ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ยศ ชั้น ขั้น ฐานะ และองค์กร องค์คณะ คล้ายๆ กับคำสอนเรื่อง "ตรีกาย" ของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่สอนว่าพระพุทธเจ้าทรงปรากฏในหลายภาคครับ  

ว่าด้วยเรื่องเขตของพระพุทธเจ้านั้น สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีผู้รักษาสิทธิ์ตามพระพุทธดำรัส โดยเฉพาะพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงฝังตั้งเสาหินไว้ ให้อาศัยเสาหินนั้นตั้งเขตสิทธิ์ขึ้น เพื่อเรียกองค์รักษาสิทธิ์ โดยหยาดน้ำ จุดเทียนฤกษ์ หรือจุดธูป บอกพระธรณี พระเพลิง พระพาย ให้แจ้งต่อ “องค์รักษาสิทธิ์” ว่าเราได้ไปแสวงบุญตามพุทธดำรัส การประชุมองค์สิทธิ์ที่เสาอโศกของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล สามารถทำได้เพื่อรายงานตัวต่อองค์สิทธิ์ว่าได้มาถึงแล้ว และเมื่อรายงานตัวครบ 4 สถาน ก็ไม่ต้องไปอบาย ส่วนใครจะเล่นสิทธิ์อื่นๆ อย่างเช่นขอไม่ไปอบายกี่ภพกี่ชาติแลกกับสิทธิ์หรืออื่นๆ หรือจะขอจำลองสังเวชนียสถาน 4 ตำบลไว้ในประเทศตนเอง ก็ต้องมาขอสิทธิ์โดยแลกกับอะไรอื่น ซึ่งการจำลองสังเวชนียสถาน 4 ตำบล สามารถทำได้หากประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ในอาคารจำลองครับ แต่ต้องผูกสิทธิ์ด้วยครับ

นอกเหนือจากเขตของพื้นที่แล้ว อินเตอร์เน็ตก็มีขอบเขตเช่นกัน ซึ่งเราสามารถอาศัยเขตออนไลน์ในการต่อยอด เพื่อก่อตั้ง “สถานที่ออนไลน์” ซึ่งผู้เลี้ยงอินเตอร์เน็ตท่านก็ทำโครงข่ายในวิชชาให้เราผูกสิทธิ์ได้ เหมือนเว็บไซท์เป็น “คลาวด์” เมื่อเทียบกับหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าที่เป็นเสมือน “ทะเลสาบ” ที่จับต้องได้

ส่วนการ Charter หรือ “นิติประสิทธิ์” เพื่อกำหนดสิทธิ์และอำนาจเป็นกรณีพิเศษ ในการทำกิจ ไม่ว่าจะ on-line หรือ off-line หรือ on-vijja หรือ off-vijja ก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ คล้ายการ “ประกันตัว” ซึ่งบางคนใช้ที่ดินใช้หลักทรัพย์ บางคนใช้ตำแหน่งประกันตัวก็ได้ โดยในการทำ Charter ด้วยที่ดิน ให้ระบุและผูกอาณาเขตของที่ดินเข้ากับองค์กรหรือหน่วยงาน ที่ถูก Charter หรือมีสิทธิ์และอำนาจในการ Charter โดยระบุว่า “headquarted at” โดยในวิชชานั้นให้เรียกพระธรณีขึ้นมาผูกสิทธิ์โดยการหยาดน้ำเรียก อาจจะเป็นน้ำพระพุทธมนต์หรืออื่นๆ ครับ แต่การ Charter จะได้ผล เต็มในวิชชา หรือหย่อนในวิชชา ขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ และแตกต่างกันตามกฎหมายท้องถิ่น ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถทำ Royal Charter ได้ หรือทำ Royal Patronage หรือได้รับพระราชทาน "ตราครุฑ" หรือ “ตราราชการ” ของราชวงศ์ หรือราชอาณาจักรที่ปกครองเขตอยู่ สำหรับประเทศที่ยังมีระบบศักดินา ทั้ง Lord / Lady ซึ่งมีศักดินา ก็สามารถทำ Charter เขตได้ง่ายขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายเอื้อเฟื้อมากน้อยเพียงใด เพราะในบางประเทศ ระบอบกษัตริย์และศักดินากลายเป็นเพียงสิ่งที่นับถือกันในนาม แต่ไม่มีสิทธิ์และอำนาจจริงมากนักตามกฎหมาย

สำหรับวิธี Charter หรือ เนติประสิทธิ์ ด้วยธรณีสงฆ์ มีความสมบูรณ์มากน้อยต่างกันไป เช่น เป็นเจ้าคุณหรือไม่ เป็นพระสังฆาธิการหรือไม่ เป็นเจ้าคณะเขตหรือไม่ มีองค์กรตามกฎหมายรองรับ อย่างมูลนิธิ สมาคม องค์กรในพระราชูปถัมภ์ หรือทรัสต์ ฯลฯ การได้มาซึ่งที่ดินแล้วผูกสิทธิ์ในวิชชาสามารถทำได้หลายรูปแบบเช่นจดทะเบียนที่ดินเป็นธรณีสงฆ์แล้วอปโลกน์คณะสงฆ์ขึ้นมากำกับการ หากมีพระราชาคณะก็ผูกสิทธิ์ตามที่ได้รับอำนาจไว้ ในใบตราตั้ง เช่นระงับอธิกรณ์ ฯลฯ

หลายท่านคงสนใจเรื่องที่ผมแนะนำให้บริจาคซื้อที่ดินแล้วเป็น lord/lady ของ Scotland เพื่อประโยชน์ทางวิชชา วิธีการอื่นๆก็คือ ได้มาซึ่งที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองแล้วผูกสิทธิ์ในวิชชา ในกรณีที่กฎหมายของประเทศเอื้อเฟื้อ หรือได้มาซึ่งที่ดินแล้วตั้งเป็นประเทศเหมือนหลายๆประเทศที่มีเพียงพื้นที่เล็กๆเท่าหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ แล้วค่อยกำหนดสิทธิ์และอำนาจตามขอบเขตครับ

เรื่องการ Charter โดยราชอำนาจแห่งตราพระมงกุฎ เกล้ากระผมขอเปรียบเทียบกับ หมวก ของ Dukedom ที่ลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ และอยู่ในกำกับการตามลำดับลงมาอยู่แล้ว ใครก็ตามที่ได้ตรามงกุฎก็เหมือนตำรวจได้ยศและปกครองกันตามยศตำรวจซึ่งให้คุณให้โทษโดยผู้บังคับบัญชาคือมงกุฎใหญ่ ถ้าไม่รับตรามงกุฎ ก็เหมือนแม่ค้าประชาชนมาขายส้มตำไก่ย่างอยู่หน้าสถานีตำรวจ ซึ่งตำรวจสั่งแม่ค้าให้ซ้ายหัน ขวาหันก็ไม่ได้ แต่สั่งซื้อส้มตำได้ และแม่ค้าส้มตำก็ไม่ได้อยู่ในระเบียบของตำรวจ ยกเว้นอำนาจของตำรวจ ที่สามารถปฏิบัติต่อแม่ค้าได้ เช่นตรวจค้น และจับกุมในกรณีทำผิดกฎหมาย

เครื่องราชชั้นมงกุฎไทยนั้นแม้จะเป็นตรามงกุฎแต่โดยคุณแล้วเป็น "ดารา" ซึ่งจะส่งฤทธิ์ กล่าวคือทำให้ชฎาของกายในวิชชามีฤทธิ์แรงมากขึ้น ชฎาเป็นที่เก็บวิชชา เหมือนเราครอบครูด้วยหัวโขน วิชชาจะแรงขึ้น

ตรามงกุฎไทยของเครื่องราชฯมีลักษณะคล้ายตรากระทรวง ทบวง กรม อย่างเช่นศุลกากรและอื่นๆครับ เป็นสิทธิ์คล้ายๆ Charter ที่พระมหากษัตริย์ให้ไว้ หรือเหมือนอย่างตรากองทัพเรือ ซึ่งเลียนแบบมาจากสถาบันต่างประเทศที่ให้ตราราชการที่เป็น crown แต่เมืองไทยใช้ตราครุฑ ซึ่งแม้จะเป็นตรามงกุฎแต่กลับอยู่ในกำกับของพระราชอำนาจ และไม่มีพระราชอำนาจมอบให้ผู้รับเครื่องราชชั้นมงกุฎไทยเหมือนอย่างสายสะพายสีเหลืองครับ แต่เครื่องราชชั้นมงกุฎไทยมีขั้นสูงขั้นต่ำเรียงกัน เปรียบเทียบได้กับตราหมวกของ Dukedom ที่ลดหลั่นลงมาตามลำดับ โดยที่ Duke Lord จะเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือพลเรือน ก็ได้ แต่ Duke Lord ของไทยเป็นแบบมีเขตก็ได้ หรือไม่มีเขตก็ได้

ทั้งนี้ตราชฎาที่เป็นโลโก้นั้น มีการรับรองขอบเขตสิทธิ์ ศักดิ์ และอำนาจไม่เหมือนกันครับ ตราชฎาของสถาบันมี "ราชอำนาจ" กำกับตามกฎมณเฑียรบาลและกฎหมายอื่นๆ ส่วนตรากระทรวงทบวงกรมที่มีชฎาไม่ใช่พระราชอำนาจโดยตรง ส่วนผงชูรสตราชฎาไม่มีราชอำนาจกำกับเลยในทำนองเดียวกับตรามงกุฎนางงาม ราชอำนาจที่เทวดาผู้เลี้ยงรับรองอยู่โดยยืนตามกฎหมายนี้เองเป็นความแตกต่างของชฎาครับ ส่วนเครื่องราชชั้นช้างเผือกจะทำให้มีพละมาก จัดเป็นช้างแก้วครับ

สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

17 ธันวาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องการประชุมเผดียงผู้เลี้ยงและ/หรือผู้รักษาในรูปแบบต่างๆ

การประชุมองค์นักษัตร ต้องมีองค์ประชุมเป็นคนในราศีนั้นๆ หรือนักษัตรนั้นๆ ให้ครบถ้วน แล้วค่อยเรียก "ผู้เลี้ยง" และ/หรือ “ผู้รักษา” ครับ ในทำนองเดียวกันกับ "องค์จักรราศี"

สำหรับวิธีอาราธนาองค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้ทรงคุณ ซึ่งอาจอยู่ในภาคผู้เลี้ยง/ผู้รักษา หรืออื่นๆ ด้วยวิธีการ "สวดญัตติอ้างพัทธสีมาของโบสถ์หรืออุโบสถ แล้วอ้างถึงการได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากองค์พระมหากษัตริย์หรือภาครัฐ ซึ่งกำหนดเขตพุทธาวาสตามพระธรรมวินัย" เมื่อผดุงแล้ว จึงเผดียงองค์ผู้รักษาเขตพุทธาวาสแห่งพระอุโบสถนั้นๆ ขึ้นครับ โดยการอ้างถึงสีมาและวิสุงคามสีมานั้น อาจจะคล้ายๆกันกับวิธีสวดผูกพัทธสีมาครับ ซึ่งรูปแบบการอาราธนานั้นอาจทำได้หลายลีลา ตามความถนัดและธรรมเนียม เช่นการปาดอกมะลิเจ็ดกำมือไปที่สีมา และกลางพระอุโบสถ คล้ายเรื่องในพระไตรปิฎก หรือการจุดธูป 7 ดอก ฝากพระพายช่วยอาราธนา หรือจุดเทียนฤกษ์ ฝากพระเพลิงช่วยอาราธนา หรือหยาดน้ำลงสีมาแต่ละสีมากระทั่งครบถ้วน แล้วหยาดน้ำลงกลางพื้นพระอุโบสถ ฝากพระธรณีช่วยอาราธนาครับ

ผู้ที่จะสามารถสวด (ด้วยกายภายนอก) หรือตรัสสิทธิ์ (ภายในวิชชา) เพื่อกราบอาราธนาประชุมองค์ผู้เลี้ยงและ/หรือผู้รักษาขึ้นในพระอุโบสถ ต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ประจำอาราม หรือเป็นผู้ได้รับมอบหมาย หรือผู้ที่ไม่ถูกจำกัด หรือไม่สมควรอย่างภิกษุทุศีล หรือภิกษุต้องอาบัติปาราชิก หรือติดอาบัติร้ายแรงซึ่งยังปลงอาบัติไม่ตก ซึ่งอาจทำได้ในรูปแบบของคำสั่งตามอำนาจกฎหมายและกฎระเบียบ หรือตามพระธรรมวินัยครับ

ดวงตราประกาศิต หรือ Logo ก็มีเทวดาผู้เลี้ยงและ/หรือผู้รักษานะครับ แต่มีหลายประเภท ทั้งที่ขึ้นทะเบียน และไม่ได้ขึ้นทะเบียน ทั้งแบบส่วนบุคคล หรือองค์คณะ หรือนิติบุคคล ทั้งแบบมีสิทธิ์, ลำดับฐานะ, ศักดิ์, และอำนาจ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด หรือไม่มี เมื่อเรียกแล้วก็จะมีผลต่างกันไปครับ โดยผู้เรียกจะต้องเป็นเจ้าของประกาศิต หรือผู้มีอำนาจในการใช้ประกาศิตนั้นๆ ในขณะปัจจุบัน แต่ถ้าเจ้าของ หรือผู้มีอำนาจใช้ ยังไม่ถนัดวิชชา ก็สามารถ "มอบอำนาจ" ให้ผู้ทรงวิชชาเรียกให้ครับ

นอกจากนี้ การเรียกผู้เลี้ยงผู้รักษา นอกจากเราจะเรียกเพื่อขอรับสมบัติในวิชชา เราสามารถเรียกเพื่อมอบสมบัติให้ผู้เลี้ยงใช้ด้วยก็ได้ เพื่อเป็นกำลังให้กับผู้เลี้ยง เช่นมอบสมบัติ เครื่องทรง ให้ผู้เลี้ยงใช้สอย ให้มีฤทธิ์ส่งเลี้ยงมากขึ้น หรือมอบบุญธาตุ สายอธิฆา สายสุรฆา ทรัพย์ และของขวัญ ให้ผู้เลี้ยงเป็นรางวัลในการทำหน้าที่ หรือเติมวิชชาให้ผู้เลี้ยง ให้กายสิทธิ์ หรืออื่นๆ ส่วนผู้ที่มีอำนาจและมีสติปัญญาสามารถมากพอทั้งทางโลกและทางวิชชา อาจถึงขั้นสามารถ “เปลี่ยนองค์ผู้เลี้ยง/ผู้รักษา” ได้ครับ.

ส่วนทว่า สมบัติของผู้เลี้ยงมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่แล้วจะเนื่องด้วยบุญกรรมที่บุคคลทำเอาไว้ และลำดับชั้นขั้นฐานะที่มี เช่น ครูอาจารย์ สามารถเรียก “ไม้คทา” สำหรับประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ดีขึ้นได้ ส่วนนักขายตรง สามารถเรียก “กายสิทธิ์ขุนคลังแก้ว” ออกมาใช้ เพื่อส่งเสริมหน้าที่การค้าขายให้รุ่งเรือง หรือทหารตำรวจสามารถเรียก “จักรรัตนะ” ซึ่งเป็นของกายสิทธิ์สำหรับส่งฤทธิ์ส่งอำนาจวาสนา นอกจากนี้ก็ยังมีรัตนะ 7 และอื่นๆ ครับ.

 

สงวนลิขสิทธิ์เพิ่มเติมจากความเดิมโดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

15 ธันวาคม พ.ศ 2564 ตามวันเวลาประเทศไทย

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องการเผดียงองค์แห่ง “พระรัตนตรัย”

อ้างถึงบทความก่อนๆ เรื่องการเรียกสมบัติจากเทวดาผู้เลี้ยง ซึ่งผมได้แนะนำวิธีเรียกผู้เลี้ยงประจำ “คณะสงฆ์” และ “พุทธบริษัท 4” ในวันนี้ผมจะขอนำเสนอวิธีการเรียก “ผู้เลี้ยง” ประจำ “พระรัตนตรัย” ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการ ประดิษฐาน (1) พระบรมสารีริกธาตุเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (2) พระไตรปิฎกฉบับที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรและหน่วยงานภาครัฐอย่างมหาเถรสมาคม หรือสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติอันเป็นตัวบทกฎหมาย และ (3) พระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุสงฆ์ และ/หรือ ภิกษุณีสงฆ์ เมื่อประชุมได้ครบ 3 ประการดังนี้แล้ว จึงเอ่ยอ้างสิทธิ์อัญเชิญ “ผู้เลี้ยง” ขึ้นมาได้ครับ

อนึ่ง การจัดถวายสังฆทานโดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการอาศัยพระบรมสารีริกธาตุ เป็นประธาน และมีคณะสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ เป็นองค์อันดับ แต่การจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยการ “เผดียง” ตามพระธรรมวินัยโดยอาจสวดญัตติ เป็นมติสงฆ์ หรือกำหนดตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรตามกฎระเบียบอำนาจกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศที่รองรับอยู่ครับ


สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระเรื่องการประชุมเรียกสมบัติจากเทวดาผู้เลี้ยง

ดวงตราโลโก้ของสมาชิกสถาบันที่มีชฎาอยู่ สมาชิกสถาบันฯ สามารถเรียกชฎาของทิพย์ขึ้นมาครองได้ เพราะเทวดาผู้เลี้ยงท่านให้ศักดิ์และสิทธิ์ไว้ แต่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎมณเฑียรบาลหรือกฎหมาย อุปมาเหมือนผ้ายันต์ของกุมารทองน้องไข่ ที่เจ้าของผ้ายันต์สามารถเรียกกายทิพย์น้องไข่ออกมาช่วยงานได้โดยมีผ้ายันต์เป็นของหยาบที่ผูกโยงของละเอียดด้วยสิทธิ์ที่ผู้สร้างกำกับไว้

สำหรับพระอริยบุคคลขั้นต่างๆนั้น หากจะเรียกเครื่องทรงและสมบัติจากเทวดาผู้เลี้ยงน่าจะต้องมีการรับรองตามกฎหมายของราชอาณาจักรก่อนครับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ หรือกฎระเบียบของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือมติมหาเถรสมาคม มิฉะนั้นแล้วอาจต้องอาศัยองค์กรพุทธสากลอย่างองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) และองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) หรืออื่นๆ ที่มีบทบัญญัติรองรับ รวมถึงสมาชิกภาพครับ

สมบัติที่ประชุมเรียกได้จากเทวดาผู้เลี้ยงอย่างเช่น ชฎา เครื่องทรง คทา และรัตนะ นั้นสามารถนำติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ ใครที่เคยมียศชั้นขั้นฐานะ เมื่อเกิดใหม่ก็จะมีแนวโน้มว่าจะได้ยศชั้นขั้นฐานะต่างๆอีกเพราะเครื่องทรงและสมบัติทิพย์ส่งฤทธิ์ คล้ายสมบัติของเหล่าเทพเซียนที่มีฤทธิ์และให้คุณ อย่างเช่นแจกันน้ำมนต์ของพระโพธิสัตว์กวนอิม หรือพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันกร ที่ถือสมบัติทิพย์หลากหลายสำหรับช่วยเหลือสรรพสัตว์ หรือพระพรหมหลายกรที่ถือของวิเศษหลายอย่าง แต่สิ่งเหล่านี้จัดเป็น "บุญและบารมี" ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของวัตถุ ซึ่งติดตามตัวบุคคลไปอย่างเช่นบุญบารมีและวิชชาจรณะ โดยไม่ขัดต่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในส่วนของพระพุทธศาสนา บทบัญญัติขององค์กรพระพุทธศาสนาที่จะมีผลต่อการประชุมเรียกเครื่องทรงและสมบัติทิพย์จากผู้เลี้ยงยกตัวอย่างเช่น "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีมรรคผลเป็นแก่นสาร แบ่งตามลำดับขั้นของภูมิจิตภูมิธรรมจากประเสริฐมากถึงหย่อนกว่าดังนี้คือ...พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระอรหันต์ และฌานลาภีบุคคล สำหรับท่านผู้มีสถานภาพแห่งการเป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าในพุทธกาลปัจจุบัน โดยทรงสมณศักดิ์ตามกฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสมณฐานะอันทรงเกียรติภูมิ และทรงไว้ซึ่งจรณะ15 ประการอันเป็นเครื่องก่อเกิดวิชชา 8 ประการ ซึ่งเป็นประดุจเครื่องแสดงฐานะอันเลิศแห่งสมณวิสัย ที่มีอาสวักขยญาณเป็นที่สุด โดยมีคุณความเป็นเลิศในด้านต่างๆกัน ดุจพระเอตทัคคะเจ้าทั้งหลาย" ถ้อยคำอันเป็นบทบัญญัติจะเป็นจริงในโลกวิชชาตามฤทธิ์ของเทวดาผู้เลี้ยง แต่ถ้ารจนาให้มากเกิน ก็จะหมดเปลืองกำลังของเทวดาผู้เลี้ยง อาจถึงขั้นไม่พอดูแลให้ทั่วถึง จึงควรรจนาให้พอสมควร

ตำแหน่งทางการบริหารปกครอง และ "สมาชิกภาพ" ขององค์กร ภาครัฐ ภาคเอกชน สามารถประสิทธิ์ประชุมเรียกสมบัติผู้เลี้ยงได้เช่นกันครับ สำหรับ ภาคเกษตรฯ ขอให้เรียกจาก "สหกรณ์" ในชุมชน โดยสหกรณ์สามารถกำหนดบทบัญญัติได้ในทำนองเดียวกันกับของการคณะสงฆ์ ส่วน "ชมรม" “สมาคม” และ “มูลนิธิ”ก็ทำได้เช่นกัน แต่ต้องรู้วิธีเขียนบทบัญญัติ เพื่อกำหนด สิทธิ์ ศักดิ์ และอำนาจ

การตั้ง "ชมรม" ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับทางราชการครับ แต่เราสามารถ "อ้างอิง" ชมรมของเรากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเช่นสถาบันการศึกษาวัดวาอารามมูลนิธิสมาคมเว็บไซท์หรือกิจการร้านค้าธุรกิจ แล้วดำเนินการเป็น CSR ทั้งนี้อาจบันทึกลงนามโดย Notary Public หรือ Memorandum of Understanding ครับ

ท่านที่บริจาคทรัพย์ซื้อที่ดินสำหรับปลูกต้นไม้กับ The Established Title ของ Scotland เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรเป็น Lord / Lady ก็สามารถอาศัย Lordship Title ในการกำหนดสิทธิ์ ศักดิ์ บทบาท และหน้าที่ แบบ on vijja / off vijja ได้ครับ

อีกวิธีที่ทำได้ก็คือ ใช้ “โครงการ หรือ องค์กร ในอุปถัมภ์ของบุคคล” (Project or Entity Under an Individual / Entity Patronage) ครับ คือ หรือ โครงการ หรือ องค์กร ชาร์เตอร์ด (chartered) โดย บุคคล หรือนิติบุคคล

"องค์คณะสงฆ์" ที่มีภิกษุ/ภิกษุณี รวมกัน 4 รูปเป็นอย่างน้อย สามารถสวดญัตติ เป็นมติสงฆ์ เพื่ออ้างสิทธิ์ ในการทำบทบัญญัติของ entity ได้เช่นกัน ในการประชุมสมบัติผู้เลี้ยงด้วย "คณะสงฆ์" นั้น ถ้าทำโดยไม่มีคำสั่งหรืออำนาจของพระสังฆาธิการ หรือการคณะสงฆ์รับรอง ก็อาจจะเรียกได้เป็น "ธรรมจักร" แต่ถ้ามีคำสั่งพระสังฆาธิการ หรือการคณะสงฆ์รับรอง อย่างเช่นคำสั่งเจ้าอาวาส คำสั่งพระอธิการของสำนักสงฆ์ ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างถูกต้อง ฯลฯ ก็น่าจะเรียกได้ทั้งธรรมจักร และจักรรัตนะ

ในกรณีของ "พุทธบริษัท 4" เราสามารถประชุมภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ได้ แต่ในส่วนของอุบาสก อุบาสิกา จะทำได้ผ่าน "ไวยาวัจกรฝ่ายชาย" และ "ไวยาวัจกรฝ่ายหญิง" ซึ่งมีกฎระเบียบของการคณะสงฆ์รองรับ ในส่วนที่ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่มีพระธรรมวินัย ก็คือการ "ปวารณาเป็นโยมอุปัฏฐาก" ซึ่งทำได้เฉพาะอุบาสก อุบาสิกา เมื่อปวารณาตามพระธรรมวินัย/แล้ว หรือเป็นอุบาสก/อุบาสิกา ด้วยการขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก พร้อมทั้งรักษาคุณสมบัติของอุบาสก/อุบาสิกา ตามพุทธดำรัสอย่างครบถ้วน ก็จะสามารถ "ประชุมพุทธบริษัท 4" เพื่อเรียกสมบัติผู้เลี้ยง ผ่านจักรรัตนะ และ/หรือ ธรรมจักร ได้ โดยอาจทำแบบรวม หรือแบบผ่านตัวแทนสงฆ์ครับ การอ้าง "ประชุมพุทธบริษัท 4" เพื่อเรียกสมบัติผู้เลี้ยง ขอให้อ้าง "พระวินัยปิฎก" ฉบับของมหาวิทยาลัย หรือฉบับ Royal Patronage ที่หน่วยงานภาครัฐหรือการคณะสงฆ์ให้การรับรอง อนึ่ง ควรต้องอ้างด้วยว่าพระธรรมวินัยเป็นพระศาสดาแทนเมื่อพระตถาคตทรงปรินิพพานแล้ว

วิธีประชุมพุทธบริษัท 4 คือ ขอให้นิมนต์พระภิกษุณีจากพระอารามของท่าน ซึ่งท่านอุปสมบทจากสังฆมณฑลต่างประเทศ มาร่วมประชุมพุทธบริษัท 4 ทั้งนี้เพราะ โดยองค์สงฆ์ ภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ ก็ถือเป็นต่างคณะกันอยู่แล้ว แม้ไม่แยกนิกายครับ ฐานะของภิกษุ และภิกษุณี ส่วนใหญ่จะมีกฎหมายของแต่ละประเทศรองรับ ส่วน "อุบาสก" "อุบาสิกา" เป็นไปตามพระธรรมวินัย ในบางประเทศอาจจะมีกฎหมายรับรอง แต่ประเทศไทยผมไม่แน่ใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราเพียงแต่กำหนด Definition of Terms ใน Statute ของวัด, มูลนิธิ, สมาคม, มหาวิทยาลัยสงฆ์ ว่า ภิกษุคือใคร ภิกษุณีคือใคร อุบาสกอุบาสิกา คือใคร เพียงเท่านี้ ก็ "อปโลกน์พุทธบริษัท 4" ขึ้นมาให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยได้ โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และกฎหมายของประเทศ


สงวนลิขสิทธิ์โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

12 – 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


* ท่านที่ประสงค์จะใช้วิธีการของพิรจักร ในการเรียกสมบัติของเทวดาผู้เลี้ยง

กรุณาติดต่อพระสุพัฒน์จักรพรรดิ ซึ่งมีภาพแสดงอยู่ด้านบนของหน้าเว็บไซท์นี้


นานาสาระ: เรื่องวิธีเก็บรักษาดวงประกาศิต

ดวงประกาศิตที่ได้จากองค์เทพสามารถเก็บไว้ในแก้วมณีและรัตนะต่างๆสำหรับใช้สอย และ/หรือ รักษาไว้ครับ ทั้งนี้รวมถึงอื่นๆที่เสริมเพิ่มเติมเนื่องด้วยวิธีการนี้ครับ สาเหตุที่ให้เก็บดวงประกาศิตไว้ในแก้วมณีและรัตนะก็เพื่อความสะดวกและประโยชน์ในการใช้สอย, เคลื่อนย้าย, และรักษา เพราะดวงประกาศิตที่เก็บรักษาไว้ในแก้วมณีหรือรัตนะ จะไม่หกตกหล่นเมื่อเกิดเหตุอันไม่สมควรครับ

สงวนลิขสิทธิ์ โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org




นานาสาระ: เรื่องมงกุฎนางงามในวิชชา

เรื่องมงกุฎนางงามนั้น ผมขออธิบายคร่าวๆ ว่า สรรพสิ่งและสรรพสัตว์ในโลกธาตุทั้งหมดล้วนเป็นไปตาม "วิชชา" ของฝ่ายต่างๆ เหมือนในหนังเรื่อง "แมททริกซ์" ครับ อุปมาได้ว่า ทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น เคอร์เซอร์ แป้นพิมพ์ ปุ่มเว้นวรรค เม้าส์ วินโดวส์ โปรแกรม โน้ทแพด ล้วนแต่มีการทำงานที่เกิดจากโปรแกรมที่เขียนขึ้น มงกุฎนางงามก็เช่นกันครับ "ภพมงกุฎ" ท่านชะลอให้เกิดขึ้นจริงในโลกมนุษย์ แล้วก็ “มีสิทธิ์มีศักดิ์” กำกับ ตามวิชชาที่ส่งมาครับ ส่วนการประสิทธิ์ต่อจักรรัตนะ เพื่อชะลอมงกุฎของทิพย์ ก็เหมือนสร้างภาพด้วยโปรแกรมสามมิติ แล้วพิมพ์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3D ครับ ของที่พิมพ์ออกมาจับต้องได้ก็ใช้ในโลกมนุษย์เป็นมงกุฎที่นางงามประกวดชนะแล้วเอาไปสวมใส่ ส่วนภาพ 3D ที่เขียนขึ้นด้วยโปรแกรมก็เอาไปใช้ใน Metaverse ซึ่งอุปมาดุจ “โลกวิชชา” อันเป็นทิพย์ครับ ส่วนสาเหตุที่ภพเจ้าของวิชชาท่านส่งมาก็เพื่อ "ความบันเทิง" ใจของมนุษย์ครับ เหมือนเทพคนธรรพ์ (นักดนตรีและนักฟ้อนรำ) ที่ถูกกำหนด ให้รื่นเริงบันเทิงอยู่อย่างนั้นในสวรรค์ครับ.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเคล็ดลับในการเรียกชฎาและเครื่องทรง

ขอขอบคุณทุกท่านที่อุดหนุนซื้อ "งาน" ในวิชชาต่างๆ ของผมไปใช้นะครับ ในวันนี้ ผมมา "บอกงาน" เพิ่มเติมคือ ท่านใดที่มี "ยศชั้นขั้นฐานะ" อันเป็นที่ยอมรับนับถือ และ/หรือ รับรองตามกฎหมาย และ/หรือ กฎระเบียบ โดยบุคคล หรือองค์กร ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสน์ สถาบัน ภาครัฐและภาคเอกชน ท่านสามารถ "เรียกเครื่องทรง" ขึ้นมาจาก "จักรรัตนะ" ของผู้เลี้ยงประจำตัวท่านได้ เพื่อประดับประดา “กายในวิชชา” ของท่าน ให้ “ทรงคุณ” ยิ่งๆ ขึ้นไป

อาทิเช่น ตำแหน่งของผู้ขายตรงอันมีองค์กรเอกชนรับรองตามกฎหมาย ได้แก่เข็มทอง เข็มทับทิม เข็มมรกต เข็มเพชร และลำดับชั้นต่างๆ ขององค์กร อย่างแอมเวย์, นิวสกิน, เอมสตาร์, กิฟฟารีนและอื่นๆ, ดวงตราประกาศิต (โลโก้) ประจำตำแหน่ง, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และดาราอิสริยาภรณ์ ของประเทศต่างๆ, มงกุฎและสายสะพายนางงาม, นางนพมาศ, นางสงกรานต์ ฯลฯ, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ, ประกาศนียบัตรต่างๆ, เกียรตินิยมต่างๆ, ตำแหน่งทางวิชาการ, ตำแหน่งทางการคณะสงฆ์, วุฒิการศึกษา, อนุปริญญา, ปริญญาตรี, โท, เอก, ตำแหน่งกิตติมศักดิ์, ตำแหน่งคณะบดี, อธิการบดี, ราชบัณฑิต, ยศทหาร, ยศตำรวจ, ยศครูอาจารย์, ยศข้าราชการ, ผู้พิพากษา, ตำแหน่งของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, ตำแหน่งทางการเมือง อย่าง ส.ส., ส.ว., ประธานสภา, ประธานศาลฯ, รัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี, ผู้นำองค์กรและหน่วยงาน, ประธานาธิบดี, เลขาธิการ, เลขานุการ, ทูต และอื่นๆ ในทำนองเดียวกันที่นอกเหนือจากนี้ ทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยมีหลักการคือ เป็น “ยศชั้นขั้นฐานะ” อันได้รับการรับรอง และ/หรือ ยอมรับนับถือ จากภาครัฐ และ/หรือ ภาคเอกชน โดยมีตัวบทกฎหมาย, กฎระเบียบ, หรือธรรมเนียมปฏิบัติ รองรับเป็นลำดับชั้น ภายใต้การเอื้ออำนวยการของ “เทวดาผู้เลี้ยง” ซึ่งดูแลรักษาแต่ละประเทศ หรือสหภาพของกลุ่มประเทศ หรือสหประชาชาติอยู่

ทั้งนี้เราสามารถเอ่ยอ้างถึงยศชั้นขั้นศักดิ์เหล่านั้นเพื่อ "ประสิทธิ์" ไปยัง "จักรรัตนะ" ของ "ผู้เลี้ยงประจำตัว" เพื่อ "เรียกชฎา และ/หรือ เครื่องทรง" ขึ้นมาครอง โดยต้องจ่ายบุญธาตุให้ “เทวดาผู้เลี้ยง” ครับ ข้าพเจ้าขอบอกงานดังนี้ ท่านใดจะลองทำ สามารถทำได้ โดยจ่ายค่าบอกงานให้ข้าพเจ้าครับ ขอขอบพระคุณ.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

หมายเหตุ: ข้าพเจ้า, พิรจักร ทิศุธิวงศ์, ขอจดลิขสิทธิ์วิธีการดังกล่าวข้างต้นรวมถึงส่วนขยายต่อเนื่องอันพึงมีนับจากนี้

เพิ่มเติมเนื้อหาในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

 

 

นานาสาระ: เรื่อง “ยศทิพย์”

ท่านที่ติดตามนานาสาระเท่าที่ผ่านมา คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดในโลกทิพย์จึงมีการจัดแบ่งชนชั้น “ยศทิพย์” อย่างหลากหลายมิติ เช่น เจ้าเวฆินทร์, เจ้าประกาศิต, และ เจ้าลังการ ทำไมไม่รวมนับเข้าด้วยกันแล้วแบ่งลำดับอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งข้าพเจ้าขออธิบายชี้แจงว่า ภพทิพย์นั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งพระพุทธเจ้าที่ยังแวะมาโปรดสรรพสัตว์ ทั้งพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ทั้งพระโพธิสัตว์ เทพเซียน พระพรหม เทวดา ยักษ์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ การที่จะบรรลุข้อตกลงยอมรับนับถือเหมือนๆ กันได้ ก็อาจจะยังไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับยศทิพย์ ที่มีการนับถือแตกต่างกันโดยประเภท ก็มีลักษณะคล้ายการประชุมผู้นำในโลกมนุษย์ กล่าวคือบางครั้ง จัดลำดับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นพระมหากษัตริย์ อย่างเช่นตามงานราชพิธีใหญ่ๆ ของประเทศผู้ทรงอิทธิพล อย่างงานอภิเษกสมรสของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ที่เชิญแขกเหรื่อมาเป็นพระมหากษัตริย์ประเทศราชต่างๆ บางงานเป็นงานประชุมประธานาธิบดี ผู้นำประเทศ บางงานเป็นงานประชุมนายกรัฐมนตรี บางงานเป็นงานประชุมสุลต่าน ในขณะเดียวกันกับที่ สุลต่านบางท่านก็เป็นพระมหากษัตริย์ และ/หรือ เป็นนายกรัฐมนตรี ไปในตัว ฉันใดก็ฉันนั้น “ยศทิพย์” อันเป็นที่ยอมรับนับถือกันในโลกทิพย์และโลกวิชชา ก็มีได้หลากหลาย ซึ่งก็มีซ้ำซ้อนกันบ้างในบางประเภท อย่างเช่นเจ้าพัสตราภรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าประกาศิต ก็เข้าข่ายเป็นเจ้าพัสตราลังการได้เช่นกัน ในขณะที่ เจ้ามยุรเวฆินทร์ ก็สามารถเป็นเจ้ามยุรลังการได้ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเชื้อไวรัสโควิดมาจากไหน?


เชื้อโรคที่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์และสัตว์แทบทั้งหมดนั้น ฝ่ายมารโลกเป็นผู้ปรุงเชื้อโรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา โดยอาศัย ดิน (ของแข็ง) น้ำ (ของเหลว) ลม (พลังขับเคลื่อน) ไฟ (อุณหภูมิ) อากาศ (ก๊าซและช่องว่าง) กอปรขึ้นเป็น "เชื้อ" ด้วย "วิชชา" จากนั้นจึงกำหนดโปรแกรมในการเกิดโรค ด้วยกฎแห่งกรรม เช่นกรรมเสพกามเมถุนมากเกินเหตุ ก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยมีพลังงาน "บาป" เป็นพลังในการทำงานของเชื้อที่กำหนดโดยกรรม ภายใต้พันธุกรรมที่มีรหัสที่ถูกตั้ง “ค่าพื้นฐาน” เอาไว้นับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา อันโปรแกรมกฎแห่งกรรมกำหนดขึ้นจากกรรมเก่าที่ติดตัวมา ทั้งนี้ มนุษย์ทุกคนมี "สายธาตุสายธรรม" เชื่อมอยู่กับเครื่องธาตุเครื่องธรรมของพระนิพพาน และของมารโลก เหมือนเครือข่ายคลื่นโทรศัพท์เซลลูล่าร์ (Cellular) ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่มองด้วยตาทิพย์จะเห็นเป็นโครงข่ายของคลื่นความถี่เชื่อมถึงกัน ส่วนฝ่ายมารโลก ส่งเชื้อโรคมาสู่มนุษย์ด้วยสายธาตุสายธรรมนั้น ตามกลไกการทำงานของเครื่องธาตุเครื่องธรรมฝ่ายบาป ถ้าอุปมา เชื้อโรค เหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ มารก็คือโปรแกรมเมอร์ผู้สร้างเชื้อ และพลังงานบาปที่ใช้ดำเนินงานไวรัสคอมพิวเตอร์ก็คือไฟฟ้า ในขณะที่ตัวมนุษย์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ (User Station) ส่วนโปรแกรมที่ใช้สร้างเชื้อก็คือ “วิชชา” อย่างภาษา C และภาษาปาสคาล ซึ่งกำหนดการทำงานของโรคบนระบบปฏิบัติการ (operation system) คือกฎแห่งกรรมครับ ที่ฝ่ายพระนิพพาน กับฝ่ายมารโลก วางกรอบตกลงกันไว้ แต่ต่างฝ่ายก็ต่างแทรกแซงการส่งผลของกรรมของฝ่ายตน ให้มีประสิทธิภาพมากน้อยไม่เท่ากัน กระทั่งเกิดเป็นความผันผวนมากน้อยต่างกัน ด้วยวัตถุประสงค์คือ ฝ่ายพระนิพพานมีจิตอาสาปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ให้มีความสุข ส่วนฝ่ายมารโลกมีจิตเป็นพาล ต้องการทำให้สรรพสัตว์มีความทุกข์ แล้วจึงจะพอใจ สำหรับเชื้อไวรัสโควิดนั้น เป็นเชื้อโรคจากโปรแกรมกรรม ที่ฝ่ายมารสร้างขึ้น ด้วยกรรมจากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ระบบออนไลน์ และโซเชียลมีเดียครับ กล่าวคือรัฐบาลนำรายได้จากภาษีเงินได้ จากระบบอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และแพลทฟอร์มต่างๆ มาใช้จ่ายด้านการทำสงคราม ทำให้มีคนล้มตายจำนวนมาก ด้วยกรรมรูปแบบใหม่นี้ ภาคมารจึงประมวลสร้างเป็นโรคไวรัสโควิด ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว แต่ยังมีรายละเอียดต่างๆ เฉพาะบุคคลไป ซึ่งยังไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ครับ ดังฉะนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.Meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องพระพุทธจักรพรรดิ

พระพุทธจักรพรรดิ หรือพระพุทธจักรฯ เป็นจักรพรรดิขั้นสูงเทียบชั้นพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า สาเหตุที่เรียกพระจักรพรรดิว่าเป็น “พระพุทธจักรฯ” ก็เพราะเป็นจักรพรรดิที่ทรง “พุทธคุณ” และ/หรือ รวมถึงเป็นจักรพรรดิที่ประทับอยู่ในเมืองพระนิพพาน ส่วนที่จำแนกว่าเป็น “จักรฯ” หรือ “จักรพรรดิ” ก็เพราะมี “รัตนะ” เป็นใหญ่ หรือ เป็นสำคัญ ในการทรงอยู่และใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น “สัตตรัตนะ” ครบถ้วน หรือมากน้อยในความครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นของหยาบ หรือของละเอียด รวมถึง “สัตตรัตนธรรม” คือความถนัดและความชำนาญเก่งกล้าสามารถที่ได้จากการบำเพ็ญงาน 7 ด้านตามประเภทของรัตนะทั้ง 7

พระพุทธจักรฯนั้นมีหลายขั้น และหลายประเภท ทั้งที่ประเสริฐกว่า และด้อยกว่าพระพุทธเจ้า หากเราคำนึงถึงโดย “ธรรม” หรือ โดย “ฤทธิ์เดช” ทั้งนี้พระพุทธจักรฯแบ่งเป็นองค์ที่มีชีวะคือมีชีวิต กับองค์กายสิทธิ์ที่ไม่มีชีวะคือเป็น “ทิพยกลกาย” เป็น “กายทรงเครื่อง” ที่มีฤทธิ์เดช (เหมือนกายมนุษย์สวมใส่ชุดหุ่นยนต์ทำให้มีพละกำลังและอานุภาพมากราวกับยอดมนุษย์) ประกอบกับพุทธคุณ

กายสิทธิ์พระพุทธจักรฯ ที่ผู้ทรงวิชชาคว้า (เชิญ) ลงมาจากภพ รวมถึงพระนิพพาน ที่ยังไม่มีวิชชามากนัก จะอุปมาไปก็เหมือน "นายร้อยพิเศษ" "นายพันพิเศษ" "นายพลพิเศษ" ที่ยังไม่มีความรู้ในการทำกิจในวิชชา แต่เราสามารถนำไปเติมวิชชา ให้ "เป็นวิชชา" ขึ้นมาได้ เมื่อกายสิทธิ์ระดับพระพุทธจักรฯ ได้วิชชาแล้ว ก็จะเปรียบเสมือน “พลเอกพิเศษ” ที่ได้เรียนรู้วิชาทางทหาร แล้วกลายมาเป็น “พลเอก” ตัวจริง

ดวงแก้วพระบรมพุทธจักรฯ ที่สายหลวงปู่ดู่ท่านคว้าลงมาได้ เป็นที่ชอบใจของผู้ทรงวิชชา เพราะโดยมากเป็น "กายสิทธิ์" ที่ยังไม่ค่อยมีวิชชา ต่างจากพระพุทธจักรฯ ในวัตถุมงคลของสำนักวิชชาต่างๆ ที่เป็นการ "ลงส่วน" ของ "ผู้ทรงวิชชา" ที่มีชีวะ การได้ "กายสิทธิ์พระพุทธจักรฯ" มานั้นดีตรงที่ เราสามารถน้อมพระเข้าไปเก็บไว้ในตัวได้ คือใส่ไว้ในสายธาตุสายธรรม ไม่ต้องนำมาแขวนติดตัว แต่ว่าบุคคลก็มีธาตุพอใส่ไม่เท่ากัน เหมือน CPU ของคอมพิวเตอร์ ที่มี slot สำหรับใส่ การ์ด อัพเกรด เครื่องได้มากน้อยไม่เท่ากัน หรือเหมือนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มี พอร์ท (port) อย่าง USB หรืออื่นๆ มากน้อยไม่เท่ากัน จะพ่วงอุปกรณ์เสริมก็จำกัดด้วยพอร์ทที่มีอยู่ อนึ่ง กายสิทธิ์พระจักรพรรดิ์สายหลวงปู่ดู่ สามารถสละสายเชื่อมต่อปกครองในวิชชา เมื่อจ่ายบุญธาตุแลกเปลี่ยนกันแล้ว และได้มาอยู่ในครอบครองโดยสมบูรณ์ ไม่ขึ้นอยู่ในการกำกับวิชชาของผู้ผลิตหรือผู้สร้างอีกต่อไป และนำมาลงโปรแกรม คือใส่วิชชาได้เองตามใจชอบ

หลายๆ ท่านเข้าใจผิดว่า "จักรพรรดิ" คือ "คนรับใช้" อันที่จริงแล้ว จักรพรรดิเป็นเหมือนทหารและตำรวจ ซึ่งมีหลายระดับ และมีหลายบทบาทหน้าที่ ทหารบางท่านเป็นยาม บางท่านเป็นคนขับรถ บางท่านเป็นสารวัตรทหาร บางท่านเป็นครู บางท่านเป็นแพทย์ บางท่านเป็นนายกรัฐมนตรี บางท่านเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นทหารบางท่านจะมาเป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จพระราชาคณะก็ได้ หรือแม้แต่องค์พระสังฆนายกก็ตาม โดยทั่วไปแล้วใครที่เป็น “จักรพรรดิ” จะถือว่ามีความล้ำเลิศเฉพาะทาง หากเป็นจักรพรรดิในเรื่องวิชชา ก็จะทำวิชชาเก่งคล่องแคล่วกว่าผู้อื่นทั่วไป หากจะเป็นจักรพรรดิทำงาน ก็จะเก่งงาน จักรพรรดิด้านวิชชารักษาโรค ก็จะรักษาโรคเก่งมาก จักรพรรดิในด้านการอบรมสั่งสอน ก็จะเป็นครูชั้นเลิศ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 – 28 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเครื่องอลังการ

กายในวิชชา อย่างกายพระพุทธราช, พระธรรมกาย, และพระจักรพรรดิ รวมถึงกายทิพย์ของเทวดานั้น มีที่นับถือกันว่ามี “เครื่องทรง” อันเป็นเลิศ บ่งบอกถึงวาสนาบุญบารมี ซึ่งยศทิพย์แห่งเครื่องทรง ท่านเรียกกันว่า “เจ้าลังการ” แบ่งเป็นลังการของกายวิชชา กับลังการของกายทิพย์คือกายเทวดา แต่สาเหตุที่นับรวมกันก็เพราะ ในการประชุมเทวสมาคมหลายๆ ครั้งที่เทวดากายทิพย์มาเข้าร่วมประชุม ผู้ทรงวิชชาก็มักจะมาร่วมงานโดยปรากฎกายในรูปลักษณ์ของกายในวิชชา ไม่ได้มาด้วยกายทิพย์

สำหรับ “เจ้าลังการ” ทั้ง 8 ประเภท ได้แก่ (1) เจ้ารัตนาลังการ (2) เจ้ามณีลังการ (3) เจ้ารัชดาลังการ (4) เจ้าสุวรรณลังการ (5) เจ้ามยุราลังการ (6) เจ้าพัสตราลังการ (7) เจ้าปุษบาลังการ (8) เจ้าวัลลยาลังการ 

การจะหามาครอบครองกันก็ไม่ยากไม่ง่าย เหมือนมนุษย์หรือสัตว์ที่โชคดี ได้เกิดมาพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ทำบุญกับท่าน แล้วอานิสงส์ก็ส่งอลังการกันไป แต่คนรวยๆ ที่ไม่ได้พบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะแจกทาน ทำบุญเท่าไร ก็ไม่พอจะได้เครื่องอลังการ ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่โชคดีมาก เพราะเจ้าธาตุเจ้าธรรม องค์ธาตุ องค์ธรรม องค์วรงค์ องค์วงศ์ มาเกิดกันมาก ใครที่หวังจะได้อลังการในยุคนี้ ย่อมเป็นไปได้

ส่วนสาเหตุที่เจ้ารัตนาลังการ กับเจ้ามณีลังการ แยกต่างหากกันนั้น คล้ายเจ้าปุษบาลังการ ที่มีเครื่องประดับลวดลายดอกไม้ กับเจ้าวัลยาลังการ ที่มีเครื่องประดับแบบไม้เลื้อยไม้เถามีกิ่งก้านใบ ตามที่มักจะเห็นกันอย่างเทวดานวนิยายของฝรั่งท่านที่สวมมงกุฎเถาใบไม้ (ส่วนใหญ่ด้วยอานิสงส์จากพวงหรีดกิ่งไม้ซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกนิยมกัน) กล่าวคือ จะรวมกันก็ได้ เพราะคล้ายคลึง แต่ตัวเจ้าลังการเองพึงพอใจที่จะให้แยกแยะต่างกันออกไปมากกว่า สำหรับเจ้ารัตนาลังการนั้น เครื่องลังการมีลักษณะเป็นเครื่องประดับที่ประดิดประดอย มีอัญมณีหลากหลาย ซึ่งไม่เน้นวิชชาในมณีสีแสง ส่วนเจ้ามณีลังการ มักจะมีความประดิดประดอยของเครื่องประดับน้อยกว่า และอัญมณีที่มีก็เป็นไปตามวิชชาของแต่ละสีของเจ้าวรงค์ โดยมณีจะมีวิชชาอยู่ครับ

ว่ากันว่า เจ้ารัตนาลังการ ทรงเครื่องอัญมณีประดับกายที่ประดิดประดอย เช่นทรงหัวใจ รูปทรงนก รูปทรงปลา รูปทรงกระต่าย รูปทรงอ่อนช้อย ลายกนกซับซ้อนไปด้วยเพชรพลอย แต่เจ้ามณีลังการ ทรงเครื่องประดับมณีที่เรียบร้อยกว่าตามแบบแผน คือชฎา สร้อยคอ แหวน สนับข้อ สนับแขน ทับทรวง เข็มขัด รัดแข้ง มีรูปลักษณ์ที่เรียบร้อย แต่วิจิตรบรรจง ไม่สร้างสรรค์เชิงศิลปะ

ระหว่าง "กายทิพย์" กับ "กายในวิชชา" จะมีความแตกต่างทางอานิสงส์คือ กายทิพย์อยู่ใกล้กายมนุษย์มากครับ เวลากายมนุษย์ทำบุญ อานิสงส์จะถึงกายทิพย์ก่อน แล้วก็เกิดขึ้นง่าย และรวดเร็ว พอทำบุญปุ๊บ สมบัติทิพย์ก็เกิดปั๊บ “ทิพยจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำภพทิพย์ ก็ปรุงเครื่องทรงองค์แต่งและทิพยสมบัติให้เสร็จสรรพ ส่วนกายในวิชชา ซึ่งในที่นี้ หมายถึงพระธรรมกาย หรือกายพระจักรพรรดิ หรือกายอื่นๆ ในทำนองเดียวกับพระธรรมกาย จะมีเครื่องประดับ และเครื่องอลังการขึ้นไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ครับ กว่าเพชรจะขึ้นได้ซักกะรัตหนึ่ง ก็ไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ กายในวิชชาได้เครื่องทรงไม่ง่ายเหมือนกายทิพย์ เพราะเครื่องคำนวณตามภพเจ้าของ เช่นทอง ทองคำขาว เพชร พลอย แล้วส่งให้ได้ไม่มากจากการคำนวณครับ ยกเว้นแต่ภพเจ้าของยินดีจะให้มากเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่ต้องทำแบบ "เนื่องด้วยวิชชา" คือทำในวิชชา หรือถวายของหยาบแด่ผู้ทรงวิชชา หรือทำวิชชาเดินมณี สี แสง สาย วรงค์ วงศ์ องค์ แต่ถ้ารู้วิธี คือทำกับผู้ทรงวิชชา แล้วทำแบบถูกธาตุถูกธรรม เช่น ถวายเพชรขาวใส แด่องค์พระต้นธาตุต้นธรรมภาคขาว หลวงพ่อสด หรือถวายเพชรแดง แด่หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า สายพระจักรพรรดิแดง ดังนี้แล้ว มณีในวิชชาจะเกิดขึ้นโดยง่าย ถ้าทำ "เนื่องด้วยวิชชา" อีกอย่างคือสมบัติที่เนื่องด้วย "ผู้เลี้ยง" เช่นเครื่องราชฯ ยศชั้นฐานันดร กายจะมีเครื่องทรงขึ้นเองโดยอัตโนมติ หากทำบุญตามธรรมดาสามัญ ว่ากันว่า แม้ทำบุญด้วยเพชรพลอยตั้งหนึ่งแสนเม็ด ก็ยังไม่สามารถได้เป็น “เจ้ารัตนาลังการ” หรือทำบุญด้วยดอกไม้หนึ่งแสนดอก ก็ยังไม่ได้เป็น “เจ้าปุษยาลังการ” คล้ายกับเรื่องของท่าน “อินทกเทวบุตร” กับ “อังกุรเทวบุตร” ในพระไตรปิฎก ฉันนั้น

ส่วนท่านใดที่ประสงค์จะได้เครื่องรัตนาลังการ หรือมณีลังการ ทางลัดก็คือ "ถวายพระอุณาโลมอัญมณี"  พระอุณาโลม นี้เหมือนปุ่มเปิด on/off พอถวายแล้ว เครื่องทรงขึ้นครบ แต่ไม่ต้องกังวลว่าพระอุณาโลมจะถูกนำไปติดที่พระนลาฎของพระพุทธรูปหรือไม่นะครับ ผู้ทรงวิชชาท่านมีวิธีให้ บางทีท่านนำไปบรรจุกรุไว้ในพระพุทธรูปนั้น แล้วซ้อนวิชชาไว้ในอัญมณี ถ้านำมาติด บางทีอันตราย ใครอาจจะมาแกะออกไป อย่าถวายเป็นคริสตัล เพราะเทวดาท่านมองออกว่าของไม่แท้ ให้ถวายของจริงแล้วเช็ดล้างส่วนละเอียดมาก่อนถวาย แต่ถ้าถวายเครื่องประดับเฉพาะๆ อย่างแหวน สร้อย ด้วยก็ยิ่งดี เครื่องอลังการจะขึ้นมากครับ.

มีท่านถามว่า ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า เป็นอรหันต์ แล้วจะแคร์เครื่องอลังการไปทำไม คำตอบคือ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงมีองค์ประกอบแห่งพระสัพพัญญูไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าบางพระองค์เข้านิพพาน ที่เป็นเมือง เป็นเวียง เป็นวัง ปราสาทสวยงาม บางพระองค์เข้าประทับอยู่ในที่โล่งว่างกว้างใหญ่เรียบง่าย หรือเหมือนพระพุทธเจ้าจะทรงผนวช บางพระองค์ทรงม้า บางพระองค์ทรงช้าง บางพระองค์ทรงวอทองแบกหาม บางพระองค์ประทับปราสาทลอยไป ซึ่งความแตกต่างตรงนี้ จะมีผลถึงพุทธบริษัท ที่ได้เห็นถึงวาสนาบารมีของพระพุทธเจ้า แล้วปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง หรือหันมานับถือพระพุทธเจ้า แล้วบรรลุมรรคผลกัน รายละเอียดที่แตกต่าง อย่างเครื่องลังการ จึงเป็นคล้ายๆ แรงจูงใจ Influencer หรือ Inspiration ที่มีเครื่ององค์ประกอบเกียรติวาสนาบารมีของแต่ละท่านครับ เหมือนสมเด็จองค์ปฐมฯบรมครู พระพุทธเจ้าพระองค์แรก ทรงเป็นพระพุทธเจ้า เวลาประชุมธรรม ทรงปรากฎในภาคพระพุทธเจ้า มีลักษณะมหาบุรุษ ครองจีวรเรียบง่าย แต่สมเด็จองค์ปฐมฯ ก็ทรงมีเครื่องทรงจักรพรรดิ เวลาเข้าประชุม หรือเข้าสมาคมของเหล่าพระจักรพรรดิ ก็ทรงครองเครื่องจักรพรรดิไปร่วมงานพิธี หรือเหมือนองค์สมเด็จพระพุทธโคดม ตอนทรงทรมานท้าวชมพูบดี ทรงเนรมิตเครื่องทรงจักรพรรดิมาครอง ให้เหมาะกับโอกาส คือแสดงอำนาจวาสนาบารมีข่มท้าวชมพูบดี

เครื่องอลังการมีการจัดสรรโดยมีทั้งฝ่ายส่ง และฝ่ายรับ ครับ ฝ่ายส่งคือภพผู้เป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น "ภพมยุรา" ก็มีทั้งพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิ กายสิทธิ์ ดูแลรักษาเผ่าพันธุ์นกยูง ปรุงแต่งสรรค์สร้างพันธุกรรมนกยูงสายพันธุ์ต่างๆ คอยกำกับความเป็นไปของเหล่านกยูงในสวรรค์และในเมืองมนุษย์ อุปมาเหมือน รัฐมนตรี ที่มีองค์การสวนสัตว์ อยู่ในกำกับการดูแล แต่ไม่ได้ลงไปบริหารเองโดยตรง เพียงแต่คอยอำนวยการ และตัดสินใจเวลามีเรื่องสำคัญ อย่างเช่นมีพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นพญานกยูง นี้เป็นฝ่ายส่ง ส่วนฝ่ายรับ ก็คือตัวมนุษย์และสัตว์เอง ที่ประสงค์จะสั่งสมบุญกุศล อันเนื่องด้วยขนนกยูง ผู้เลี้ยงหรือเทวดาประจำมนุษย์ ก็ดลจิตดลใจ ให้ไปหามาถวาย พบกันครึ่งทางค่อนทาง แล้วก็สำเร็จเป็นมยุราลังการ ซึ่งพอเกิดขึ้น ภพทิพย์ ทั้งผู้ทรงวิชชา และเทวดา ก็วางกรอบกำหนดขึ้นมา ว่าผู้ที่มีแบบนี้ จัดเข้าหมวดลังการประเภทใด พบกันครึ่งค่อนทางครับ ดังฉะนี้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 – 28 พฤศจิกายน 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องเคล็ดลับการลอยกระทง


การลอยกระทงเป็นประเพณีของไทย ซึ่งผสมผสานกับวัฒนธรรมชาวพุทธ ถ้าผู้ลอยกระทงมุ่งหมายที่จะลอยกระทงเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ก็จะมีอานิสงส์คือ หากเป็นฆราวาสก็จะมีความสุข ความเบิกบานใจ มีดวงตาเห็นธรรม ซึ่งมาทางน้ำ เพราะจุดธูปจุดเทียน ให้เแสงสว่าง เป็นที่จรรโลงใจ ด้วยความเคารพจะได้เกิดในตระกูลสูง ได้นั่งเรือประจำตำแหน่ง มีคนสักการะบูชาไปตามทาง เหมือนราชพิธีบางอย่างของประเทศไทย

 

ถ้าทำบุญประกอบกับการลอยกระทงด้วย เช่นบริจาคซื้อกระทงการกุศลของวัด ก็จะได้ลาภทางน้ำ ค้าขายทำธุรกิจทางน้ำได้กำไรงาม เช่นจัดเรือรับส่งนักท่องเที่ยว เรือสำราญ เรือค้าขายสินค้า ส่วนอานิสงส์อันเป็นทิพย์ ก็จะเพลิดเพลินใจ ในขณะนั่งเรือท่องเที่ยวไปตามสระโบกขรณีอันรื่นรมย์ในสวรรค์ สำหรับพระสงฆ์ที่ลอยกระทง อานิสงส์แห่งการลอยกระทงก็คือ บุญจะส่งผลทางน้ำได้ดี ยกตัวอย่างเช่น พายเรือออกบิณฑบาต ก็จะได้รับความเคารพสักการะนับถือ มีชาวบ้านออกมาใส่บาตรด้วยโภชนะ และดอกไม้ธูปเทียน ซึ่งแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงเคยได้รับอานิสงส์ทางน้ำในสมัยพุทธกาล เหมือนเมื่อครั้งพระองค์เสด็จเดินทางไปต่างแคว้นด้วยเรือ พระมหากษัตริย์ทำการบูชาสักการะ ส่งเสด็จด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง

 

เคล็ดลับในการลอยกระทงแบบประหยัดวิชชาก็คือ ให้อธิษฐานลอยกระทงเพื่อบูชาพระรัตนตรัยในฝ่ายกุศลาธรรมาสัมมาทิฐิแต่เพียงส่วนเดียว ที่ยั่งยืนตลอดไป ทั่วทั้งธาตุธรรม โดยขอฝาก "พระคงคา" นำส่วนละเอียดอันเป็นทิพย์ไปถวาย แล้วจ่ายค่ากำเน็จให้พระคงคา อานิสงส์จะได้มาก ท่านใดมีดวงตราประกาศิต ก็ให้ปักธงดวงตราประกาศิตไว้ที่กระทง ที่สำคัญคืออย่าลืมให้ "คุณบุษบากร" หรือ “คุณบุษบาธร” ช่วยแต่งส่วนละเอียดของกระทงดอกไม้ ให้เรียบร้อยก่อนนำไปลอย ท่านใดไม่รู้จัก "คุณบุษบากร" ซึ่งมีกันไม่มากไม่น้อย หากจะทำเองก็ยังไม่ชำนาญ อาจจะลองเรียกกายสิทธิ์ "นางแก้ว" ที่ผู้ทรงวิชชาซ้อนไว้ตามวัตถุมงคลต่างๆ ที่มีรัตนะ 7 ครบ หรือเรียกออกมาจาก "จักรรัตนะ" ของทิพย์ แล้วมอบหมายให้เธอจัดส่วนละเอียดของดอกไม้ให้ ก็น่าจะพอได้  หากจะลอยโคมยี่เป็ง ต้องฝากพระเพลิง หรือพระพาย นำไปถวาย แต่ต้องจ่ายค่ากำเน็จเช่นกัน.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่อง “กายมนุษย์” ในฐานะ End-User Station

มนุษย์ทุกคน มี "ผู้เลี้ยง" คือเจ้าหน้าที่ประจำตัว ส่วนใหญ่เป็นกายสิทธิ์ หรือ transcendroid และมี "ธรรม" ที่ควบคุมกำกับความคิด คำพูด การกระทำ ถ้าจะเทียบของชาวตะวันตก ก็คือ Angel & Devil ซึ่งเขาควบคุมมนุษย์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา (ฝ่าย Angel) ส่วนอีกฝ่าย ควบคุมด้วย ราคะ โทสะ โมหะ (ฝ่าย devil) เมื่อมนุษย์ดำเนินชีวิต แต่ละฝ่ายก็จะกระตุ้น ด้วย “ธรรม” และ “อธรรม” ของตน เพื่อให้ คิด พูด ทำ เมื่อ คิด พูด ทำ ตามที่กระตุ้นแล้ว ผู้เลี้ยงจะรายงานผล ความคิด คำพูด การกระทำ นั้นๆ ส่งต่อเป็นทอดๆ เพื่อป้อนข้อมูลเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม แล้วประมวลเป็น "โปรแกรมกรรม" พร้อมทั้งเบิกพลังงานบุญบาปจากแหล่งเก็บ จ่ายเข้ามาเก็บในร่างกาย นี้คือส่วนของ “ธาตุ” ในส่วนของ “ธรรม” ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มีลักษณะเปรียบได้กับมวลกล้ามเนื้อ ก็คือยิ่งใช้บ่อยๆ ทำบ่อยๆ ออกกำลังบ่อยๆ ก็ยิ่งมีกำลังมาก เหมือนคนเล่นกล้าม ยิ่งออกแรงยก ยิ่งแข็งแรงขึ้น ศีลที่รักษาบ่อยๆ เป็นประจำนั้น เครื่องจะส่ง “ธรรม” มาหนุนเลี้ยงและสะสมเพิ่มอีก จากรักษาได้ยาก เป็นรักษาได้ง่ายๆ ในทำนองเดียวกัน "กามวิตก" ที่เกิดจากการเสพเมถุนบ่อยๆ ก็จะทำให้ "ราคะ" พอกพูน และ “อ่อนไหว” และ “ไว” ต่อกามราคะมากขึ้น เมื่อพบสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ความนึกคิด ก็จะคิด พูด ทำ เพื่อตอบสนองต่อกามราคะนั้นโดยง่ายกว่า เป็นเหตุให้ถูกรายงานเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม และรับบาปเพิ่มขึ้น ถูกตั้งโปรแกรมวิบากอกุศลกรรมเพิ่มเติมอีก

"สายธาตุสายธรรม" ที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับเครื่องธาตุเครื่องธรรม ของฝ่ายพระนิพพาน และฝ่ายมารโลก มีลักษณะคล้ายเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จับต้องไม่ได้ด้วยกายมนุษย์ แต่ถ้ามองด้วยตาทิพย์ จะเห็นโครงข่ายเหมือนใยแมงมุม แล้วระบบก็ทำงานรวดเร็วมาก สามารถประมวลผลกรรมเสร็จแล้วจ่ายบุญบาปภายใน 1-2 วินาที เร็วพอๆ กับการโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามทวีปจากประเทศไทย ไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพียงครู่เดียวก็เชื่อมต่อสัญญาณได้ หรือเหมือนส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือ Whatsapp คุยกันข้ามทวีป ซึ่งข้อความถึงกันภายในไม่ถึงวินาที ดังนี้.

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

Meditation101.org

 

นานาสาระ: เรื่องการคำนวณอานิสงส์ของบุญด้วยวิชชา

หลายท่านที่ติดตามบทความและโพสต์ในโซเชียลมีเดียของข้าพเจ้า คงพอทราบแล้วว่า สำนักของผู้ทรงวิชชาหลายแห่ง เมื่อมีการจัดงานบุญพิธีนั้น ผู้ทรงวิชชาประจำสำนัก จะสามารถ “คำนวณด้วยวิชชา” เพื่อให้การทำบุญเกิดเป็นอานิสงส์ใหญ่ ได้บุญมาก ซึ่งการทำเช่นนี้จะสามารถทำได้หลายรูปแบบ แล้วแต่ความถนัดของผู้ทรงวิชชา

บางท่านอาจสงสัยว่า การคำนวณบุญด้วยวิชชา ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นจริงหรือว่าเป็นเพียงนิมิตลวงในสมาธิ? ทั้งนี้บทความนานาสาระนี้จะขออธิบายคร่าวๆ ว่า ผู้ทรงวิชชาที่มีญาณทัสสนะมากพอ จะสามารถเห็นที่มาที่ไป “วงจรกลไก” การทำงานของกรรม และการเกิดขึ้นของบุญบาป เช่นเห็น “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” หรือ “ใจภพ” ซึ่งทำงานด้วยโปรแกรม “กฎแห่งกรรม” ที่คอยประมวล กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเวไนยสัตว์ อยู่ตลอดเวลา แล้วตั้งโปรแกรมผลกรรม พร้อมทั้งเบิกจ่ายบุญ สำหรับหล่อเลี้ยงโปรแกรมนั้นให้ทำงาน กระทั่งผลกรรมเป็นจริงขึ้นมา โดยที่การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องธาตุเครื่องธรรม จะมีการส่งรายงานผล กลับไป กลับมา เป็นทอดๆ อย่างรวดเร็วและเป็นระบบโดย “ผู้เลี้ยง” ประจำกาย (อุปมาได้ว่าเป็น เทวดาประจำตัว แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เทวดา) ซึ่งผู้ทรงวิชชาที่ทราบกลไกนี้ จะสามารถ “เสริมเติม” เข้าในกระบวนการคำนวณ ด้วย “วิชชา” ซึ่งมีลักษณะคล้ายการ ระบุ หรือ เอ่ยอ้าง ตัวแปร และปัจจัยร่วมส่งผลในบุญกรรม เช่น การ “โยงอ้างถึง” พระพุทธเจ้า ที่เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ว่ามีกี่พระองค์ มีบารมีเท่าไร มีพระกรุณาธิคุณ บริสุทธิคุณ ปัญญาธิคุณ อย่างไร พระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งของผู้ถวายทาน และผู้รับทาน มากน้อยแก่อ่อนอย่างไร และพระสงฆ์ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีกิเลสอาสวะมากน้อย มีคุณมากน้อย มีมรรคผล มากน้อยอย่างไร รวมกันเป็น บุญเขต ได้เท่าไร โดยสามารถเอ่ยอ้างเข้าสู่การคำนวณได้ละเอียด หรือกว้างไกล มากน้อยกว่ากัน ดุจดังพระสารีบุตร ที่สามารถ “นับเม็ดฝน” ที่ตกลงมาได้ทั้งหมด แต่การโยงเอ่ยอ้างเข้าเป็นตัวแปรเหล่านี้ ผู้ทรงวิชชามิได้ร่ายยาวเป็นคาถา แต่ทำด้วยฤทธิ์ทางใจ ซึ่งท่านเห็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และทายก ทายิกา เป็นกาย ทั้งกายมนุษย์ กายทิพย์ กายละเอียด กายปาฏิหาริย์ ส่วนธรรม และธาตุ ก็เห็นเป็นดวงๆ แก่อ่อน หยาบละเอียด ใหญ่เล็ก สะอาดหรือไม่สะอาด มากน้อยกว่ากัน ซึ่งท่านนำสิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาประมวลร่วม “ตั้งส่ง” และ “ตั้งรับ” ในการทำบุญ เพื่อให้การทำบุญนั้นได้อานิสงส์มาก และสามารถคำนวณได้ด้วยเช่นกันว่า ปริมาณบุญมีเท่าไร แบ่งเป็นหัวบุญ กลางบุญ หรือหางบุญ ที่มีธาตุผสมอยู่มากน้อยกว่ากัน และสามารถคำนวณต่อไปได้อีก ว่าบุญเท่านั้นเท่านี้ เมื่อส่งผลแล้ว จะนับเป็นทรัพย์มูลค่ายุคปัจจุบันได้เท่าใด เช่นทำบุญ 1 บาท ได้อานิสงส์เป็นเงิน 16 บาท มีบุญเท่านั้นเท่านี้ จะเพียงพอต่อการบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ถึงขั้นเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไปภายภาคเบื้องหน้า ดังนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องทำมาหากินอย่างไรให้เจริญรุ่งเรืองแบบถูกธาตุถูกธรรม

ชาวพุทธส่วนใหญ่ล้วนเชื่อในเรื่องของบุญ และเรื่องของกรรม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีอยู่แล้ว กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงค้นพบด้วยการญาณจากการตรัสรู้ธรรม แล้วทรงนำมาสั่งสอนพุทธบริษัท นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันก็ยังมีครูบาอาจารย์มากมายหลายสำนัก ได้เทศน์สอนขยายความแนะนำการทำบุญอย่างถูกวิธี ซึ่งหลายๆ ท่านก็ได้ชี้แนะเอาไว้ดีแล้ว สำหรับบทความนานาสาระนี้ จะขอกล่าวถึงการทำมาหากินแบบ “ถูกธาตุถูกธรรม” ซึ่ง “ธาตุ” ในที่นี้ ก็หมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และบุญธาตุ บาปธาตุ ที่อยู่ในรูปของพลังงาน ส่วน “ธรรม” ในที่นี้ก็คือ กุศลธรรม ที่ให้สุข, อกุศลธรรม ที่ให้ทุกข์, และอัพยากตธรรม คือความเป็นกลางๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์

เนื่องจากคนเราได้เวียนว่ายตายเกิดมาเนิ่นนาน บางชาติได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบพระพุทธเจ้า พบพระอรหันต์ พระอริยบุคคล หรือพระฤาษีดาบสทรงฌาน บ้างก็ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญ บ้างก็ไม่ได้ทำ หรือได้ทำกับสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่มีคุณวิเศษ หลายท่านก็อดจะคิดไม่ได้ว่า ควรจะทำบุญแบบใด จึงจะเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจหน้าที่การงาน มีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นการ “สร้างเหตุให้เป็นผล” ส่วนบทความนี้จะขอแนะนำเรื่อง “การสร้างผลให้เอื้อเฟื้อต่อเหตุ” นั่นหมายความว่า เราจะต้องหาวิธีทำมาหากิน เพื่อให้บุญกรรมส่งผลได้ดีเป็นพิเศษ

โดยนัยนี้ บุคคลต้องทราบก่อนว่า ในอดีตชาตินั้น ตนเคยทำบุพกรรมอันใดไว้บ้าง ซึ่งอาจต้องปรึกษาผู้ทรงวิชชา หรือครูบาอาจารย์ผู้มีรู้มีญาณ เพื่อ “ตรวจบุพกรรม” เมื่อเราทราบบุพกรรมแล้ว เราก็เลือกทำธุรกิจหน้าที่การงานที่ตรงกันกับบุพกรรมของเรา ยกตัวเช่นบุคคลเคยทำบุญด้วยการถวายพืชผักผลไม้แด่พระอรหันต์ในอดีตชาติ หากในชาติปัจจุบันได้ทำงานเป็นชาวไร่หรือเปิดตลาดขายผักขายผลไม้ บุพกรรมก็จะส่งผลานิสงส์ผลบุญได้เต็มที่ ก็จะขายผักขายผลไม้ได้ดีเป็นพิเศษ ถ้าเคยถวายรถม้า หรือเกวียน แด่วัดวาอาราม ก็จะเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจที่เกี่ยวกับยานพาหนะ เช่นถือหุ้นบริษัทรถยนต์ หรือเปิดโชว์รูมและเต็นท์รถ จำหน่ายรถยนต์ ก็จะขายดี เจริญรุ่งเรือง ส่วนผู้ที่เคยบริจาคทองคำสร้างพระเจดีย์ หากเปิดร้านทอง ก็จะขายดีมีกำไรงาม เหล่านี้เป็นการ “สร้างผล ให้ตรงกับเหตุ เพื่อเปิดโอกาสให้บุญกรรมส่งผลได้เต็มที่” นั่นเอง ดังนี้.

 

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: สาเหตุที่ทำให้การทำบุญด้วยทองคำมีผลานิสงส์มาก


การที่บุคคลทำบุญด้วยทองคำแล้วได้บุญมากกว่าการทำบุญด้วยวัสดุทั่วไปอื่นๆ นั้นเป็นเพราะคุณลักษณะและคุณสมบัติของ "ธาตุ" และ "ธรรม" ของโลหะทองคำที่ประเสริฐกว่าโลหะอื่น นับโดยธาตุแล้ว ทองคำมีความคงทน ไม่ผุกร่อนง่าย สวยงาม เนื้อละเมียดอร่ามตา ตามสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์เนื้อทอง และปริมาณทองคำนั้นมีอยู่ในโลกไม่มากไม่น้อย คือไม่มากไปจะทำให้เฝือ กระทั่งด้อยราคา และไม่น้อยไปกระทั่งไม่สามารถใช้สอยได้พอ อนึ่ง ธาตุของทองมี "กายสิทธิ์" จากภพทองลงรักษา เป็นกายสิทธิ์ฝ่ายดี ทำให้โดย "ธรรม" แล้ว ทองคำมักให้คุณ มากกว่าให้โทษ นอกจากนี้ โลหะทองคำทั่วไป ยังอยู่ในกำกับการสายปกครองวิชชาของภาคทอง ซึ่งควบคุมวิชชาให้ทองคำมีความล้ำค่า เป็นหลักประกันมูลค่าที่มั่นคง และเป็นที่นิยมมาแทบจะทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งทองคำยังมีความเป็นกลางมากขึ้นในการรองรับวิชชาต่างๆ เมื่อผู้ทรงวิชชาจะจัดสร้างวัตถุมงคลด้วยทองคำ แล้วนำมาปลุกเสก ไม่ว่าจะเป็นพระกริ่ง ตะกรุด พระพุทธรูป ธาตุทองก็สามารถรองรับวิชชาจากสายธาตุสายธรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แทบจะไม่มีเกี่ยง ด้วยธาตุธรรมและวิชชาของทองคำนี้ เมื่อบุคคลนำทองคำไปทำบุญแต่ประการหนึ่งประการใด “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” หรือ “ใจภพ” จะสามารถคำนวณกุศลกรรม โดยอาศัย “ทองคำ” เป็นปัจจัยร่วมในส่วนของ “ทานวัตถุ” กอปรเป็นอานิสงส์ผลบุญใหญ่ได้มากกว่าโลหะด้อยค่าอื่นๆ โดยทั่วไป แต่อานิสงส์ของการทำบุญด้วยทองคำจะยิ่งใหญ่ไพศาลมากขึ้น หากทองคำนั้นได้รับการชำระกายสิทธิ์และส่วนละเอียดโดย “นายสุวรรณกร” หรือ “พระสุวรรณกร” ให้สะอ้านก่อน โดยจะต้องจ่าย “ค่ากำเน็จ” เป็นบุญธาตุด้วย หรือจะแช่น้ำพระพุทธมนต์ก็ได้ (ประสิทธิภาพในการชำระล้างมากน้อยตามกำลังและส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายค่าชำระมลทินเช่นกัน) เพื่อให้มีความล้ำค่าหมดจดทั้งในส่วนหยาบและส่วนละเอียด พร้อมที่จะรองรับวิชชา, ธรรม, หรือกายสิทธิ์สำคัญๆ ที่ภาคทอง หรือภาคอื่นๆ จะส่งลงมาซ้อนสถิตต่อไป ซึ่งทองคำที่ได้รับการชำระส่วนละเอียดนั้น เครื่องธาตุเครื่องธรรม จะสามารถคำนวณอานิสงส์ผลบุญได้มากขึ้นในส่วนของ “ความบริสุทธิ์ของวัตถุทาน” ดังฉะนี้.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org

 


นานาสาระ: เรื่องความเร็วและเนิ่นช้าแห่งอานิสงส์ของกฐินกาลทาน

การทอดกฐินนั้นจัดว่าเป็น “กาลทาน” คือการทำทานที่จำกัดด้วยเวลา และการทำบุญแทบทุกอย่าง ล้วนมี “เวลา” เป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลถึง “อานิสงส์ผลบุญ” กล่าวคือ กรรมดีทุกอย่างที่เราทำ สามารถทำให้นานมาก นานน้อยกว่ากัน หรือทำเร็วมาก เร็วน้อยกว่ากัน ซึ่ง “เครื่องธาตุเครื่องธรรม” (ใจภพ) ที่ทำงานตาม “โปรแกรมกฎแห่งกรรม” จะนำ “เวลา” ที่เนื่องด้วยกรรมของเรานั้น เข้าไปคำนวณร่วมด้วย ก่อนจะตั้งโปรแกรมผลกรรมดีชั่วที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งคำนวณพลังงานบุญที่จะจ่ายออกมาสำหรับหล่อเลี้ยงบังคับใช้โปรแกรมผลกรรมให้เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งส่งพลังงานบุญมากักเก็บในตัวบุคคล สำหรับใช้หล่อเลี้ยงชีวิตติดตามตัวไปข้ามภพชาติ ให้บันดาลเป็นความสุข ความเจริญ ความสำเร็จ ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองมนุษย์ เมืองสวรรค์ หรือเมืองนิพพาน

กฐินกาลทานนั้น เกิดจาก “พุทธานุญาต” คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดให้คณะพระสงฆ์จำนวนอย่างน้อย 5 รูป ที่จำพรรษาในอาวาสเดียวกันครบถ้วนไตรมาส คือช่วงเข้าพรรษาประมาณ 3 เดือน สามารถรับ “ผ้ากฐิน” จากเจ้าภาพได้ เมื่อรับแล้ว ก็จะได้อานิสงส์แห่งกฐินตามพุทธบัญญัติ คือกฎกติกามารยาทของพระต่างๆ อย่างเช่น ฉันภัตตาหารร่วมกลุ่มเป็นคณะได้ และไปจากอาวาสนั้นได้โดยไม่ต้องบอกลากัน และอื่นๆ สำหรับในปัจจุบัน พระสงฆ์ประจำอาวาสนั้นๆ ยังจะได้รับ “บริวารกฐิน” อันได้แก่ ผ้าไตรบริวาร, ชุดเครื่องประกอบกองกฐิน มีบาตร, ตาลปัตร, ข้าวของเครื่องใช้ และทรัพย์ปัจจัยต่างๆ ซึ่งถ้าหากเจ้าภาพถวายผ้ากฐินพร้อมบริวารกฐินโดยเร็วหลังวันออกพรรษา เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีปวารณาวันออกพรรษากันแล้ว พระสงฆ์ก็จะได้รับอานิสงส์แห่งการรับกฐินโดยเร็ว รวมถึงสามารถใช้สอยบริวารกฐิน (ถ้ามี) ตามจำเป็น โดยพลันและโดยสะดวกกว่า

วัดบางวัดจัดงานทอดกฐินช้า หรือไม่มีเจ้าภาพจองถวายแต่เนิ่นๆ พระสงฆ์จะแยกย้ายกันไปก็ไม่สะดวก ต้องรอรับกฐินก่อน หรือมีความจำเป็นจะใช้จ่ายทรัพย์บริวารกฐิน ก็ยังไม่สามารถทำได้ บังเกิดเป็นความเนิ่นช้าแห่งการกุศล ดังนั้น การถวายกฐินโดยเร็ว จะทำให้ได้ผลานิสงส์ผลบุญแบบรวดเร็วทันใจ และมีความสะดวกสบายมากกว่าการถวายกฐินแบบเนิ่นช้าใกล้หมดฤดูกาลถวายกฐิน แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไป ดังฉะนี้แล.

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


นานาสาระ: เรื่องรัศมีสีสัน

การทำบุญด้วยแสงสว่าง จุดประทีปโคมไฟ และค่าไฟฟ้าส่องสว่างตามวัดวาอารามนั้น เป็นบุญที่ส่งผลานิสงส์ต่อ “จักษุ” โดยตรง คือมีดวงตาที่มีประสิทธิภาพดี ไม่ว่าจะเป็น “ตาเนื้อ” ของกายมนุษย์ หรือ “ตาทิพย์” ของเทวดา หรือ “ธรรมจักษุ” ของกายในวิชชา นอกจากนี้ยังส่งผลให้ “รัศมี” เรืองรอง ทั้งนี้รัศมีของกายมนุษย์ (ในกรณีที่บุญส่งผลมากพอจะถึงกายมนุษย์) หรือกายทิพย์ สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ “รัศมี” คือความสว่าง และ “รังสี” คือสีสันของความสว่าง การทำบุญแสงสว่างตามปกติ จะส่งผลให้เป็นรัศมีมากน้อย ตามขั้นต่างๆ อย่างเช่น อาภา, ประภา, ประภัสสรา ส่วนสีสันของรัศมีก็มีหลายขั้น เช่น รังสี, รังสิยา, ปุษยาภา, ปุษยรังสี, ปุษยรังสิยา อุปมารัศมีเหมือนแสงสว่าง คือหลอดไฟอย่างเช่นหลอดนีออน หรือแอลอีดี เมื่อเรานำมาหุ้มด้วยกระดาษแก้วสีต่างๆ เมื่อแสงเปล่งออกมา ก็กลายเป็นแสงหลากสี ฉันนั้น การทำให้รัศมี เป็นรังสี ก็มีหลายวิธี เช่นถวายโคมไฟหรือวัตถุทานหลากสี หรือบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ ซึ่งดอกไม้หลากสีจะแปรเปลี่ยนรังสีตามสีของดอกไม้ แต่ก็ไม่เสมอไป การถวายหรือบูชาพระด้วยดอกไม้สีขาว จะสามารถแปรเปลี่ยน หรือเติม เป็นรังสีหลากสีสันได้อีก เหมือนแสงสีขาวของพระอาทิตย์ที่ส่องมายังพื้นโลก เมื่อสะท้อนผ่าน “ปริซึม” ก็แตกออกเป็น “สเปร็คทัม” คือแสงรุ้งหลากสีได้อีกฉันนั้น แต่อาจจะไม่มีสีใดเด่นชัดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การถวายดอกไม้สดจะทำให้ได้รังสีที่สดใสและดูสดชื่นมากกว่าการถวายดอกไม้พลาสติกหรือดอกไม้ประดิษฐ์ รวมถึงการถวายดอกไม้แล้วทิ้งไว้ให้แห้งเหี่ยวคาโต๊ะหมู่บูชา อนึ่ง ดอกไม้ทั้งหมดล้วนมี “กายสิทธิ์” และส่วนละเอียดสถิตอยู่ คอยรักษาดอกไม้ให้สวยงามน่าชื่นชม และดูสดชื่นสดใส ขณะยังสดอยู่ โดยกายสิทธิ์เหล่านี้ถูกปรุงและส่งมาจาก “ภพเจ้าของดอกไม้” ซึ่งดอกไม้แต่ละสายพันธุ์ล้วนมีเทวดาผู้เลี้ยงคอยรักษาอยู่ หากดอกไม้ได้รับการจัดสรรส่วนละเอียดโดย “คุณบุษบากร” หรือ “คุณบุษบาธร” ซึ่งเป็นผู้ค้าหรือผู้จัดดอกไม้ที่ทรงวิชชา ระเบียบดอกไม้นั้นก็จะกลายเป็นดอกไม้ที่สูงค่า เมื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยหรือผู้ทรงคุณ ก็จะมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นอีก แต่จะต้องจ่าย “ค่ากำเน็จ” ในการจัดดอกไม้เพิ่มเติมด้วย “บุญธาตุ”  อนึ่ง การถวายหรือบูชาผู้ทรงคุณด้วยดอกไม้แบบ “ถูกธาตุถูกธรรม” ก็จะมีอานิสงส์มากตามธาตุตามธรรมนั้นๆ เช่นถวายดอกไม้สีขาวบูชาพระพุทธเจ้าธาตุธรรมฝ่ายขาว ก็จะได้รังสีหลากสีสันแบบรวมๆ เว้นแต่ประสงค์จะได้สีขาวสะอ้าน หรือถวายดอกไม้สีแดงบูชาพระพุทธจักรพรรดิแดง ก็จะได้รัศมีสีแดงแรงมากกว่าสีอื่น ส่วนรัศมีอีกประเภทที่เป็นที่ยอมรับนับถือว่าพิเศษก็คือ “รัศมีสีทอง” ซึ่งแบ่งเป็นหลายขั้น และมีหลากหลายลีลา แต่ลีลาไม่มากเท่ารัศมีแบบหลากสีสันของปุษยาภา รัศมีสีทองอาจเกิดได้จากการบำเพ็ญธรรม หรือการทำบุญด้วยทองคำ อย่างเช่นดอกไม้ทองคำ, ผอบทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ, เจดีย์ทองคำ, ฉัตรทองคำ, ทองคำหล่อพระพุทธรูป และอื่นๆ โดยควรจะต้องชำระส่วนละเอียดของทองคำให้สะอาดก่อน โดยนายสุวรรณกร หรืออื่นๆ อย่างเช่นการแช่ทองคำในน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งรัศมีที่ได้เรียกว่า สุวรรณอาภา, สุวรรณประภา, สุวรรณประภัสสรา, สุวรรณรังสี, สุวรรณรังสิยา, สุวรรณรังสิยาภา ส่วนขั้นที่สูงกว่าละเมียดและละเอียดประณีตกว่า เรียกว่า “สุพรรณฯ” และ "สุภิพรรณรังสี" โดยที่ผู้มีรัศมีสีทอง มักจะมีคุณลักษณะของ “ความสุขุม” มากกว่ารัศมีแบบสีสัน ส่วนการแผ่รัศมีออกจากกายก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งปกติแล้ว “ปุษยาภา” จะมีลูกเล่นได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การเล่นรัศมีสีสันของกายมนุษย์ กายทิพย์ และกายในวิชชา ต้องคำนึงถึงสายธาตุสายธรรม และวิชชาของกาย เช่นสายธาตุสายธรรม ที่เป็นพระธรรมกาย และพระจักรพรรดิภาคขาว จะเข้ากันได้ดีกับ รัศมีหลากสี อย่างปุษยาภา และรัศมีสีทอง อย่างสุพรรณรังสี แต่กายอื่นๆ อย่างเช่น กายพระจักรพรรดิแดง มักจะนิยมสีประจำสายธาตุของตน คือสีแดง ในทำนองเดียวกันกับ "จ้าววรงค์และคณะ" คือบรรดาเจ้าสี และฝ่ายกายสี เช่นสีชมพู, สีฟ้า, สีม่วง, สีน้ำเงิน, สีส้ม, สีเหลือง, สีเขียว, และอื่นๆ ซึ่งถ้ารังสีของรัศมีขัดกันกับวิชชาและธาตุธรรมของกาย ก็อาจจะส่งผลให้รู้สึก ไม่สบายจักษุ ส่วนกายทองคำ จะสามารถเข้ากันได้กับหลายสี เช่นสีทอง สีขาว สีรุ้ง สีแดง สีชมพู สีม่วง อุปมาเหมือนเรือนแหวนทองคำที่รองรับอัญมณีได้หลากสี ในขณะที่ยังคงแลดูสวยงาม ไม่ขัดเคืองจักษุ

การถวายหรือการบูชาดอกไม้แต่ละชนิด ให้อานิสงส์ไม่เหมือนกัน ดอกไม้ต่างก็มีลีลาแห่งระเบียบเกสรและกลีบใบและกลิ่นไม่เหมือนกัน ดอกไม้บางชนิดแลดูฉูดฉาดกลิ่นหอมแรง รูปลักษณ์สวยงามน่ารัญจวนใจ อย่างเช่นดอกกุหลาบ ส่วนดอกไม้บางประเภทแลดูน่ารัก อย่างเช่นดอกทิวลิป ในขณะที่ดอกไม้บางประเภทอย่างดอกบัว แลดูสุภาพอ่อนโยน สงบใจและหอมอ่อนๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่ออานิสงส์แห่งกุศลกรรม กล่าวคือ การถวายดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์ฉูดฉาด ก็จะทำให้รังสีที่ได้แลดูจัดจ้านมากขึ้น ในขณะที่การถวายดอกไม้สีอ่อนและแลดูสงบเสงี่ยมอย่างดอกบัว ก็ทำให้รัศมีแลดูสงบเย็นใจ สบายตา ทั้งนี้รวมถึงอานิสงส์แห่งความหล่อความสวยของบุคคลที่ได้จากการถวายดอกไม้ด้วย บางท่านหล่อสวยแบบเท่ห์ๆ บางท่านหล่อสวยแบบสุขุมเนี้ยบๆ บางท่านหล่อสวยแบบน่ารักดูขี้เล่น ก็ได้อานิสงส์ต่างกันไปตามดอกไม้ที่ถวาย ยกเว้นแต่จะอธิษฐานกำกับตามใจปรารถนา สำหรับการถวายดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ก็จะทำให้รัศมีมีกลิ่นหอมด้วย ถ้าถวายดอกไม้ไม่มีกลิ่นหอม ความหอมของกายมนุษย์ และกายทิพย์ หรือกายในวิชชา ก็จะมีน้อยกว่า ส่วนว่ารัศมีกับรังสีนั้นมีความสำคัญเพียงไร ก็ขอเฉลยว่า แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังทรงมีรัศมี ซึ่งเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาและสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น สามารถสร้างศรัทธาให้ผู้คนหันมาสนใจศึกษาพระธรรม และข่มบุคคลที่ควรข่ม รวมถึงบ่งบอกถึงบุญญาธิการที่ได้สั่งสมมาว่ามากน้อยกว่ากัน (พระพุทธเจ้าทรงมีรัศมีมากน้อยไม่เท่ากัน) ไม่ว่าจะเป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายเทวดา หรือแม้แต่กายในวิชชา อย่างกายพระจักรพรรดิ และพระธรรมกาย ซึ่งผู้ที่มีรัศมีมาก และรัศมีสวย มักจะเป็นที่เคารพยำเกรงของผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นสัมภเวสี ผีสาง นางไม้ ทวยเทพเทวดา และพระพรหม รวมถึงผู้ทรงวิชชาท่านต่างๆ เหมือนพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ที่ผู้คนต่างก็จดจำได้ดี และให้ความสำคัญตามลำดับของความสว่าง

ส่วนการบูชาพระรัตนตรัย และผู้ทรงคุณที่มีอานิสงส์เป็น “อัศจรรย์” และ “มหัศจรรย์” นั้นได้แก่การสร้าง “พระเจดีย์ดอกไม้” ขนาดต่างๆ ซึ่งปกติแล้วการสร้างพระเจดีย์ ไม่ว่าจะเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือประดิษฐานพระพุทธรูป หรือวัตถุมงคลต่างๆ จะมีอานิสงส์มาก หากบุคคลสร้างพระเจดีย์ด้วยดอกไม้สด ซึ่งเคยมีในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระราชาทำสักการบูชาต้อนรับพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสร้างพระเจดีย์ดอกไม้ไว้บนเส้นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน ก็จะเกิดผลบุญเป็นอัศจรรย์ และมหัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับผู้ทรงคุณที่รับการสักการบูชา ดังฉะนี้แล.


พิรจักร ทิศุธิวงศ์

31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org

 


มีท่านถามผมประมาณว่า ต้องคำนวณบุญแบบใด บุญจึงจะส่งผลเร็ว?

ผู้ถามชี้แจงว่า ต้องคำนึงถึงความรวดเร็วในการตัดใจเพื่อทำบุญ ผมขอเสริมว่า เราสามารถทำบุญที่เกี่ยวกับ "การเร่งผล" ต่างๆ เช่นถวายปุ๋ยอินทรีย์ เร่งดอกผลของต้นไม้ ทำบุญเร่งการดำเนินการ เช่น ส่งแบบด่วน ส่งแบบ EMS ทำบุญ "ค่าเร่งงาน" เช่นจากปกติที่จ่ายเงินตามตกลงแล้วจะเสร็จภายใน 7 วัน เราก็จ่ายเพิ่มให้ แล้วขอให้เสร็จภายใน 3 วัน แล้วเราก็เอากุศลกรรมเร่งรัดเหล่านี้มาอธิษฐาน หรือคำนวณในวิชชา เพื่อให้อานิสงส์ผลบุญของเราส่งเร็วขึ้นครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

26 กันยายน พ.ศ. 2564

Meditation101.org


ส่วนละเอียดของวัตถุกับ พลังทิพย์

เครื่องราชฯ และยศชั้น ฐานะ ต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเชิงสัญลักษณ์ อย่าง ดารา” “สายสะพาย” “ดวงตราและอื่นๆ ล้วนเป็นวัตถุมีฤทธิ์ในวิชชา ซึ่งถ้าหากผู้ทรงวิชชาได้ไป จะเป็นกำลังให้ได้ในโลกวิญญาณ ฤทธิ์ในวิชชาเหล่านี้มีบทบาทสำคัญคือ เมื่อละโลกไปแล้วฤทธิ์นั้นก็จะยังคงอยู่กับเรา บางทีต้องปะทะกับมาร เราก็มีกำลังเอาชนะพวกมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กายในวิชชาของเรานั้นอยู่ตราบนานเท่านาน ไม่เหมือนกายมนุษย์ ผู้ทรงวิชชาจึงให้ความสำคัญกับกายในวิชชา และยศชั้นของกายในวิชชา ซึ่งมีระบบการนับถือปกครองกัน ในทำนองเดียวกันกับพระนิพพาน อรูปภพ รูปภพ และกามภพ

สำหรับวัตถุสัญลักษณ์บ่งบอกยศชั้นฐานะของหยาบต่างๆ จะมี "ส่วนละเอียด" อันเป็นทิพย์อยู่ ซึ่งเมื่อผู้ทรงวิชชาได้รับแล้ว ก็จะทำให้กายในวิชชาของท่านมีเครื่องยศเกิดขึ้น (บางอย่างต้องนำของทิพย์มาสวมใส่) ขอยกตัวอย่าง การที่มีบุคคลนำเสื้อผ้าเครื่องประดับมาไหว้นางตะเคียนตามต้นไม้ หรือมอบให้กุมารทองอย่าง ไอ้ไข่พอนำของหยาบมาบูชา นางตะเขียน หรือกุมารทอง ไอ้ไข่ก็มีของทิพย์เอาไว้สวมใส่ ทั้งนี้เป็นเพราะของหยาบมีของทิพย์สถิตอยู่ ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้ทรงวิชชาได้รับเครื่องราชฯ หรือเครื่องประกอบยศใดๆ กายในวิชชาของผู้ทรงวิชชา ก็จะมีเครื่องประกอบยศที่มีฤทธิ์สวมใส่ได้ 

ผู้รจนาขอยกตัวอย่างเรื่อง "น้ำ" ว่า กว่าที่จะมีน้ำในลำคลองเอาไว้ใช้ประโยชน์อาบน้ำ หุงหาอาหาร รดน้ำต้นไม้ ได้นั้น "น้ำ" ก็เป็นธาตุละเอียดที่ประชุมกันตอนจักรวาลก่อเกิดจากการประชุมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในรูปของน้ำละเอียด คือมวลไอน้ำ และไอน้ำก็ควบรวมกันเป็นเมฆหมอก ซึ่งรวมกันเป็นก้อนเมฆ กลั่นตัวเป็นน้ำฝน รวมกันเป็นทะเล และมหาสมุทรได้ ซึ่งไอน้ำ ที่รวมกันเป็นก้อนเมฆ เมื่อเกิดการเสียดสี สามารถก่อให้เกิด ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ที่รุนแรง และธาตุน้ำก็ผสมอยู่ในคน สัตว์ สิ่งของทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่งภายในโลก ไม่เว้นแม้แต่กายเทวดา ก็มีธาตุน้ำละเอียดอันเป็นทิพย์อยู่ด้วย เหมือนเหรียญสิบบาท หากเรานำไปหลอม เราก็จะพบว่าในเหรียญที่เป็นโลหะนั้น มีไอน้ำอยู่ในนั้น ต่างเพียงแต่ว่ามากน้อยเพียงใด ฉันใดก็ฉันนั้น ส่วนอันเป็น ทิพย์ของวัตถุสิ่งของ รวมถึงเครื่องราชฯ และเครื่องยศ ต่างๆ ก็มีแฝงสถิตอยู่ในของหยาบ หรือใน ภพประจำของหยาบนั้นๆ ด้วยกันทั้งนั้น หรือเราอาจเปรียบ “พลังทิพย์” ในเครื่องราชฯ และเครื่องประกอบยศ ได้กับ “กัมมันตรังสี” ที่สถิตอยู่ภายในแร่ธาตุต่างๆ อย่างควอทซ์ ซึ่งพลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานทิพย์ในโลกวิชชาที่สามารถนำมาใช้ได้.

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

19 สิงหาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


ยศฐาบรรดาศักดิ์ในทางวิชชา

ยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ในเมืองมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีเทวดาคอยกำกับการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นมนุษย์ผู้ก่อตั้งยศถาบรรดาศักดิ์นั้นขึ้น แล้วละโลกไปเกิดเป็นเทวดา อำนาจของยศฐาบรรดาศักดิ์และ credential ต่างๆ ในวิชชานั้นจึง มีลักษณะคล้าย "เทวฤทธิ์" ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ "มโนมยิทธิ" ได้ และสามารถส่งผลถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น พระมหากษัตริย์ทำพิธีบวงสรวงเทวดาเพื่อขอฝน กับคนธรรมดาสามัญทำพิธีบวงสรวงเทวดาเพื่อขอฝน พอเทวดาทราบก็นับถือพระมหากษัตริย์มากกว่า และช่วยเรียกฝนให้ เพราะเทวดาก็คือพสกนิกรที่ตายไปเกิดเป็นเทวดา หรือเป็นเทวดาบรรพบุรุษของชาติ การบวงสรวงอาจถึงขั้น มีพระอาทิตย์ทรงกลด หรือมีฝนพรำ นี้เป็นส่วนทิพย์ ที่มีผลถึงส่วนหยาบได้ แต่ในเชิงวิชชา ผู้ทรงวิชชาสามารถนำเอาอำนาจทิพย์ในยศถาบรรดาศักดิ์มาใช้ได้โดยตรง คล้ายการใช้ตำแหน่งค้ำประกัน ส่วนเครื่องราชฯ นั้น มักจะมี "เทวดา" รักษาอยู่ ยิ่งเครื่องราชฯชั้นสูง เทวดา ก็ชั้นสูงตาม มีฤทธิ์มากขึ้นที่จะช่วยเรา ซึ่งหากคนมีวิชชาที่เท่ากัน เสมอกันในทุกอย่าง คนมีวิชชาที่มีเครื่องราชฯ จะประเสริฐกว่า เพราะมี "เทวดา" รักษา และคอยช่วยอยู่ ซึ่งเทวดาเหล่านี้ก็เป็นบริวารของพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนาเครื่องราชฯชั้นนั้นๆ ที่ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ ซึ่งท่านคอยดูแลผู้ที่ได้รับเครื่องราชฯ ที่ท่านเป็นผู้สถาปนาขึ้น นับเป็นเวลาในสวรรค์แล้วก็เพียงไม่กี่วันตามเวลาของสวรรค์ ซึ่งพลังทิพย์ แห่งวิชชา ก็สามารถใช้สู้กับ พลังทิพย์ แห่งวิชชา ด้วยกัน เหมือนเทวดากับอสูรรบกัน ก็คือกายทิพย์ รบกับกายทิพย์ ด้วยอาวุธของทิพย์ครับ.

 

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

15 สิงหาคม 2564

 

มีผู้กล่าวประมาณว่า "วิชชาเป็นของนอกพระพุทธศาสนา" มีผู้ถามว่าผมคิดเห็นอย่างไร?

คำตอบคือ "วิชชาในพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเพียง วิชชา 3 และวิชชา 8" (สัมมาวิชชา) ซึ่งวิชชาเหล่านี้จะต้องตั้งอยู่บน "จรณะ 15" มิฉะนั้นแล้วอาจจะกลายเป็น "มิจฉาวิชชา"

ส่วนวิชชาธรรมกาย และวิชชาพระจักรพรรดิ นั้นเป็นประดุจใบไม้ในป่าประดู่ลาย มิใช่ใบไม้ในพระหัตถ์ของสมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงนำมาสั่งสอน แต่พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นที่ทรงตรัสรู้ขึ้นในยุคเก่าๆแก่ๆดึกดำบรรพ์ยาวนานย้อนไปไกลโพ้น มีบางพระองค์ทรงตรัสรู้แจ้งวิชชามากกว่าวิชชา 3 และวิชชา 8 ครับ จึงเท่ากับว่า วิชชาเหล่านั้นยังคงเป็นวิชชาในพระพุทธศาสนา แต่เป็นพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ที่เก่าๆ แก่ๆ โบราณดึกดำบรรพ์ สาเหตุส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้ามิทรงใช้วิชชาอย่างวิชชาธรรมกาย และวิชชาพระจักรพรรดิ เพราะมีที่มาที่ไป กล่าวคือ วิชชาบางอย่างใช้แล้ว หมดเปลืองบุญบารมี และวิชชาอย่างเช่นวิชชารักษาโรค อาจทำให้ติดโรคเสียเอง และ "วิชชารบ" กับหมู่มาร อาจจะทำให้กายทิพย์ของพระพุทธองค์ มีผลกระทบส่งมาถึงส่วนหยาบ คือทำให้เจ็บป่วย หรือ “ญาณดับ” ตัวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงรู้วิชชานอกเหนือวิชชา 3 และวิชชา 8 ก็อย่างเช่น “พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า” หรือ “พระพุทธเจ้ายา” ผู้ทรงมีชื่อเสียงในการรักษาโรค เป็นอาทิ.

 

- พิรจักร ทิศุธิวงศ์

www.meditation101.org

15 สิงหาคม 2564

 

นานาสาระ: ชำระมลทินในกายสิทธิ์ด้วยน้ำมนต์

 

ท่านใดที่ชอบสะสมของกายสิทธิ์ มีคดหิน เหล็กไหล แร่ควอทซ์ หินรัตนชาติ โลหะธาตุมีค่า ต่างๆ หากได้มาใหม่ๆ กายสิทธิ์ไม่สะอาด สามารถชำระมลทินเบื้องต้นได้ด้วยการแช่ของกายสิทธิ์นั้นในน้ำพระพุทธมนต์ครับ โดยวิธีแช่นั้นอาจจะใช้น้ำมนต์ล้วนๆ แช่เต็มทั้งชิ้นของกายสิทธิ์ หรือผสมน้ำสะอาด โดยมีเคล็ดอยู่ว่าจะต้องใส่น้ำสะอาดก่อน แล้วค่อยเติมน้ำมนต์เสริมเข้าไปสมทบภายหลัง ห้ามผสมพร้อมกัน และห้ามใส่น้ำมนต์ก่อนแล้วใส่น้ำสะอาดตามหลัง ซึ่งน้ำมนต์จากแต่ละวัดก็มีพุทธคุณไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะน้ำมนต์ของสำนักผู้ทรงวิชชา หากเราทราบสายธาตุสายธรรมของแต่ละสำนัก เราก็สามารถเลือกใช้น้ำมนต์ที่เหมาะกับกายสิทธิ์ อย่างเช่น ใช้น้ำมนต์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แช่หินจุยเจีย หรือแร่ควอทซ์สีขาว น้ำมนต์ของวัดศีรษะทอง แช่กายสิทธิ์ของสีดำ เช่นไพลดำ นิลสำหรับทำเป็นพระเนตรของพระพุทธรูป เหล็กไหล ฯลฯ จะ "ถูกธาตุถูกธรรม" ซึ่งน้ำมนต์จะช่วยชำระกายสิทธิ์ได้ประมาณ 20 - 60% แต่เราอาจจะต้องจ่ายบุญธาตุเป็นค่าดำเนินการให้กับเจ้าของวิชชาน้ำมนต์นั้นครับ เมื่อเราแช่ในน้ำมนต์แล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยนำกายสิทธิ์มากลั่นให้สะอาดด้วยญาณ ก็จะทุ่นแรงได้มากครับ

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์

5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

www.meditation101.org


เพียโซอิเลคทริก กับพลังงานแห่งโลกวิญญาณ

พลังงานของจิตวิญญาณนั้น มีอยู่ตลอดเวลาทั้งในตัวเรา และรอบตัวเรา เพียงแต่ประสาทสัมผัสของเราไม่ไวพอที่จะรับรู้ สาเหตุเพราะเครื่องรับรู้อย่าง “ใจ” ยังไม่อยู่ในสภาวะที่มีประสิทธิภาพมากพอ เหมือนตอนที่เราตื่นอยู่ ใจของเราส่งออกนอกกายเมื่อ ได้เห็น ได้กลิ่น ได้ยิน ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสร้อนหนาว และได้นำมาคิด ทำให้ใจเราไม่สงบพอจะสัมผัสโลกวิญญาณ แต่เมื่อเรานอนหลับ จิตตกสู่ภวังค์ ไม่ออกไปรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประสาทสัมผัสที่ 6 ก็เปิดกว้างมากขึ้นในบางโอกาส จึงฝันเห็นวิญญาณ เห็นคนที่ตายไปแล้ว เห็นผีสาง เทวดา นางไม้ เพราะภาวะจิตตกสู่ภวังค์ขณะหลับ ก็เป็นอารมณ์คล้ายสมาธิอ่อนๆ

เมื่อเราทำบุญ กายกรรม มโนกรรม วจีกรรมของเรา จะป้อนค่าเข้าสู่ “เครื่องใจภพ” ซึ่งประมวลผลตามกฎแห่งกรรม แล้วคำนวณจ่ายกระแสบุญ โดยเบิกจ่ายจากแหล่งที่เก็บส่งเข้ามาสถิตในตัวเรา มีลักษณะเป็นไฟฟ้าอ่อนๆ ที่สัมผัสรับรู้ได้น้อยขณะตื่นอยู่ คล้าย “เพียโซอิเลคทริก” (piezoelectric)  ที่อยู่ในแร่ควอทซ์ แต่เมื่อจิตเรารวมเข้าสู่ภวังค์ หรือสมาธิ เราจะสัมผัสรับรู้ได้ถึงพลังงานบุญที่มีกำลังมาก เกิดขึ้นขณะทำบุญ เพราะจิตไวต่อไฟฟ้าและสัมผัสไฟฟ้าอย่าง เพียโซอิเลคทริก ได้สมบูรณ์ โดยเฉพาะจิตที่รวมเป็นสมาธิ มีลักษณะเป็นการเปิดรับรู้ ซึ่งไวต่อสัมผัสไฟฟ้ามากขึ้น โดยที่ ประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกปิดหรือแคบลงชั่วคราวขณะทำสมาธิ หรือนอนหลับ เป็นเหตุให้กิจกรรม “ชีวกลไฟฟ้า” ของร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบระงับ ทั้งนี้ พลังงานไฟฟ้าแห่งจิตวิญญาณที่คล้าย เพียโซอิเลคทริกนั้น แม้จะตรวจวัดพบว่ามีน้อยในทางกายภาพของโลกมนุษย์ แต่ก็อาจมีกำลังมหาศาลในโลกจิตวิญญาณ คล้ายความฝันซึ่งตรวจพบเป็นเพียงคลื่นไฟฟ้าในสมอง แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันอาจมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่ทำสมาธิแล้วสามารถรวม “ใจ” ให้แน่วแน่ จะสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากใจ เพื่อกำหนดเพียโซอิเลคทริกในแร่ต่างๆ อย่างเช่นควอทซ์ เพื่อใช้ประโยชน์อย่างการบำบัดรักษาโรค การใช้อำนาจจิต การเปิดญาณหยั่งรู้ และและการเพิ่มกำลังสมาธิ เพื่อทำกิจกรรมในโลกวิญญาณได้มากขึ้นเช่นกัน

โดย พิรจักร ทิศุธิวงศ์

27 มีนาคม 2564

www.Meditation101.org


วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

นานาสาระ เก็บตกวันมาฆบูชา

ตามที่ผมได้เคยรจนาเล่าสู่กันฟังแล้วว่า การทำบุญด้วยอัญมณี บรรจุพระเจดีย์ หรือสร้างพระอุณาโลม หรือนำทองคำไปหล่อพระ ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนานั้น เราต้องชำระทั้ง (1) ส่วนหยาบ และ (2) ส่วนละเอียด ส่วนหยาบก็คือ สภาพภายนอกต้องตัดแต่งอย่างดี เป็นเพชรพลอยน้ำงาม ไฟสวย มี clarity & purity สำหรับส่วนละเอียด ซึ่งโดยมากก็จะเป็นกายสิทธิ์และห้องที่สถิตย์ ก็ต้อง "เช็ด" หรือ "ชำระ" ด้วยผู้ทรงวิชชา อย่าง "นายมณีกร" และ "นายสุวรรณกร" ซึ่งเราก็ต้อง "จ่าย" ค่าดำเนินการให้ท่านด้วย โดยที่ส่วนใหญ่ท่านก็คิดเป็นบุญในวิชชาครับ

อย่างไรก็ตาม ผมได้เคยบอกเคล็ดลับไว้ว่า ถ้าหากไม่รู้จักนายมณีกร หรือนายสุวรรณกรที่ไหนเลย ก็สามารถนำอัญมณีและทอง ไป "แช่น้ำมนต์" ได้ครับ ดังนี้

(1) นิล หรือมณีดำ สำหรับทำเป็นพระเนตรของพระพุทธรูป ให้แช่น้ำมนต์จากวัดศีรษะทอง จ.นครปฐม

(2) เพชรขาวใส แช่น้ำมนต์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

(3) มรกต และหยกสีเขียว แช่น้ำมนต์ของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี

(4) เพชรแดง พลอยแดง ทับทิมแดง แช่น้ำมนต์ของวัดถ้ำเมืองนะ จ.เชียงใหม่

(5) ทองคำ แช่น้ำมนต์ของวัดอมรินทราราม กรุงเทพฯ

(6) ไพลิน พลอยสีน้ำเงิน แช่น้ำมนต์ของวัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน

โดยนัยนี้ จะเป็นการทำให้ "ถูกธาตุ ถูกธรรม" แล้วจะทำให้ส่วนละเอียด ที่เป็นกายสิทธิ์สะอาดสะอ้านขึ้นด้วยฤทธิ์ของน้ำมนต์ที่วิชชาตรงกับสายธาตุสายธรรม เมื่อนำไปทำบุญแล้วก็จะได้อานิสงส์มากครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การเล่นประกาศิตนั้น ไม่ต้องกลัว "คงค้างสิทธิ์" ในกันและกัน ระหว่างประกาฯ นะครับ เราสามารถ "ตรัสคาถา" หรือ "ตรัสสิทธิ์" เพื่อสละสิทธิ์คงค้างต่อกันและกันได้ครับ อาจจะใช้สิทธิ์ไปบ้าง แต่ส่วนได้ก็มากคุ้มค่ากว่าครับ

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พิธีเวียนเทียน

ท่านใดที่จะเวียนเทียนวันมาฆบูชา ผมขอมอบเทคนิควิธีการคือ เมื่อจุดเทียนเวียนประทักษิณ ต้องระวังอย่าให้เทียนดับตลอดพิธีกรรมของการเวียนเทียน จะใช้โคมก็เข้าที แล้วให้ติดดวงตราประกาศิตไว้ที่โคมหรือแท่งเทียนครับ (สมัยนี้เราสามารถพิมพ์สติ๊กเกอร์ใสลวดลายตราประกาศิตไว้ใช้เป็นประจำได้) เวลาเวียนหากจะสวดมนต์เช่นบท “อิติปิโส ภควาฯ” ห้ามสวดผิดเกิน 3 ครั้ง หากกังวลสาละวนอยู่กับการจุดเทียนที่ดับ ให้ติดใหม่ ให้ใช้เทียนไฟฟ้าแบบใส่ถ่านแทนครับ ใจจะได้ปลอดกังวลรวมเป็นสมาธิขณะเวียนเทียน ถ้าถือดอกไม้กับธูปอย่าใช้แบบรีไซเคิลให้เตรียมมาเองครับ เทียนไฟฟ้ามีอานิสงส์บุญประมาณ 3 ถึง 4 ใน 5 ส่วนของเทียนเปลวไฟจริงครับ แต่ถ้าเทียนเปลวไฟดับระหว่างเวียนประทักษิณ อานิสงส์จะน้อยกว่าเทียนไฟฟ้าที่สว่างตลอดระยะเวลาเวียนประทักษิณครับ และการเวียนตอนกลางคืนหรือค่ำได้บุญมากกว่าตอนกลางวันครับยกเว้นแต่จะใช้วิชชาครับ ส่วนเนื้อนาบุญที่เราเวียนรอบนั้น ก็มีส่วนสำคัญมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพระประธานตามพระอุโบสถ พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งบ้างก็มีผู้ทรงวิชชาซ้อนส่วนละเอียดไว้ เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธจักรพรรดิ ที่มีธาตุธรรมแก่อ่อนต่างกันไป บ้างก็มีเพียงเทวดารักษา ก็ให้อานิสงส์ไม่เท่ากันครับ ซึ่งปกติแล้ว ในโลกแห่งวิชชา ก็จะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค ว่าเป็นภาคขาว ภาคทอง ฯลฯ แบ่งวงศ์ เป็น มหาวงศ์ บรมวงศ์ โพธิวงศ์ ฯลฯ ซึ่งบางคณะก็ไม่ไปมาหาสู่กับใครอื่น มักจะผูกสมัครรักใคร่อยู่กับผู้นำหรือองค์ประธาน หรือหัวหน้าของคณะ แต่ถ้าจะเลือกทักขิณาแบบกลางๆ ที่ได้อานิสงส์มาก ก็เป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” ก็เหมาะมาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว พระองค์เป็นที่เกรงใจของทุกคณะ และเป็นปฏิภาค คือปรากฏในภาคธรรมก็มี ปรากฏในภาคจักรฯ ก็มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพระพุทธรูปที่เราไปเวียนเทียนโดยรอบนั้นจะลงส่วนละเอียดมากน้อยกี่ส่วนด้วยนะครับ 


ผมเคยเสนอว่าน่าจะทำเทียนพิเศษสำหรับเวียนเทียน แบบลมพัดแล้วไม่ดับ เหมือนเทียนเค้กวันเกิดที่เป่าแล้วไม่ดับ แต่ต้องทำเล่มใหญ่หน่อยครับ 


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา



วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ประกาศิตกับ “กาลทาน”

พรุ่งนี้เป็นวันมาฆบูชาแล้วนะครับ ท่านใดทำบุญทำทานในวันพิเศษอย่างนี้จะได้บุญเพิ่มขึ้นอีกครับ เพราะจัดเป็น "กาลทาน" ครับ สาเหตุหนึ่งที่ทำบุญในวันสำคัญและกาลทานแล้วได้บุญมากเพราะเทวาจ้าวพิธีท่านคำนวณบุญให้เป็นพิเศษครับ ส่วนเครื่องก็คำนวณนับจ่ายบุญมากขึ้นเมื่อเป็นกาลทานครับ หากจะทำบุญกับผู้ทรงวิชชา จะถือว่าเป็น “กาลทาน” หากทำในวันสำคัญของท่าน อย่างเช่นวันคล้ายวันเกิด วันบรรพชาอุปสมบท วันจบการศึกษา วันคล้ายวันละสังขาร ฯลฯ อย่างวันคล้ายวันเกิด ก็มีผู้ทรงวิชชาหลายท่าน “คำนวณรับ” หรือ “ตั้งรับ” เอาไว้ในวิชชา ใครมาทำบุญด้วย จะมีผลาอานิสงส์มาก เคล็ดลับในการทำบุญวันคล้ายวันเกิดของผู้ทรงวิชชา ให้เตรียมกระเช้าดอกไม้ไปถวาย หรือไปมอบด้วย อานิสงส์จะมาก ส่งผลให้กายภายในของผู้ถวาย มีรูปงามมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ส่วนการทำบุญด้วยแอพพลิเคชั่นโอนเงินเข้าบัญชี หรือสแกน QR code นั้นมีอานิสงส์ทำให้บุญส่งผลรวดเร็วและสะดวกครับ แต่บุญไม่แรง เพราะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นกุศลนั้นเกิดขึ้นน้อย ดวงกุศลจิตที่ผุดขึ้นเป็นดวงๆก็เกิดน้อยกว่าครับ แต่มีวิธีเสริมคือตั้ง profile picture ของเราเป็นรูปประกาศิตครับ โดยแอพพลิเคชั่นธนาคารส่วนใหญ่จะสำแดงตราประกาศิตของธนาคารเพื่อยืนยันรับโอนครับ แต่ไปทำเองด้วยตัวได้บุญมากกว่า โดยเฉพาะหากมีพิธีกรรม แต่พิธีกรรมที่เทวาท่านพอใจ ก็ไม่ถึงกับเป็นพิธีกรรมยืดเยื้อยาวนานเป็นวันๆ พิธีกรรมที่ดีต้องกระชับ น่าประทับใจ ไม่หลุดคิว เพราะเทวาท่านรีบมา รีบกลับ บางพิธีใช้เวลานานมาก เหล่าเทวาที่มาร่วมงาน ก็ทยอยกลับ พอถึงเวลาสำคัญเช่นเททองลงเบ้าหลอมหล่อพระ กลับเหลือเทวาองค์สำคัญอยู่ไม่กี่องค์ บางท่านสงสัยว่า ทำไมต้องยึดติดกับพิธีกรรม เพราะในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงมีพิธีรีตองอะไรมากในการทำบุญ ผมขอเฉลยว่า พระพุทธเจ้าทรงมี "พุทธประเพณี" ครับ เทวาท่านก็มีพิธีรีตองของท่าน อนึ่งพิธีกรรมมักจะมีส่วนทำให้ได้บุญมากขึ้น ได้จุดเทียน ได้สวด ได้อาราธนาศีล ใจก็สงบก่อนทำบุญ อย่าง “อสทิสทาน” ของพระนางมัลลิกา ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหกรรมทำบุญครั้งใหญ่ ที่พุทธกาลหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว ก็มีพิธีกรรมที่มีองค์ประกอบหลายอย่าง


สำหรับท่านใดที่ทำบุญแล้ว ถูกผู้ทรงวิชชาที่ปกครองในวิชชา “ดูดบุญ” เอาไปใช้ ก็ขอให้ลองทำบุญด้วยประกาศิต แล้วตกลงกับเทวา ให้ท่าน "สะสมยอด" เอาไว้ในภพของท่าน ซึ่งเราอาจต้องจ่ายค่าบำรุงบัญชี เสร็จแล้ว เมื่อเราพ้นจากวิชชาแล้ว เราจึงค่อยเบิกบุญมาใช้ ซึ่งบุญก็มีหลายขั้น อาจจะสะสมเพื่อขอ "สายบุญ" หรือ "เครื่องบุญ" ฯลฯ ครับ


พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ทองจริงกับทองปลอมหล่อพระ

ในกรณีที่เราทำบุญด้วยทองคำเลียนแบบ ก็เข้าข่ายปัจจัยหนึ่งในสมการ คือ Quality หรือคุณภาพของวัตถุทาน ครับ อานิสงส์ก็คือ หากเราจะได้บุญส่งผล พอเป็นเทวดา เครื่องประดับ ก็จะเป็นทอง ที่ไม่สุกปลั่ง ซึ่งเทวดาด้วยกันท่านดูออกครับ แล้วบางท่านก็รู้อีกด้วยว่าเป็นอานิสงส์จากการทำบุญด้วยทองวิทยาศาสตร์ หรือทองเลียนแบบ ส่วนวิมาน ถ้าหากเป็นทอง ก็จะไม่สุกปลั่งเช่นกัน ส่วนพานพลาสติกสีทอง และที่กรวดน้ำพลาสติกสีทอง นั้นจัดเป็น "ดิน" เพราะทำจากเม็ดพลาสติก ที่ได้จากกรรมวิธี ปิโตรเคมี ก็จะมีข้าวของเครื่องใช้ ที่เป็นสีทอง แต่ไม่สุกปลั่ง และให้ "สุข" น้อย เพราะของที่ใช้ทำบุญมี "กายสิทธิ์" สถิตย์อยู่น้อยครับ (ทองคำแท้ หรือทองคำผสม 24k, 22k, 20k, 18k, 14k, 12k, 8k ล้วนมีกายสิทธิ์จากภาคทองสถิตอยู่) แต่ถ้าให้เลือกแล้ว ก็ทำไป ยังดีกว่าไม่ทำ หรือไม่มีครับ ยกเว้นแต่กรณีที่จะเป็นโทษ คือทางวัดจะหล่อรูปเหมือนทองคำ แล้วเราเอาทองปลอมไปใส่เบ้าหลอม ทำให้ความเป็นรูปเหมือนทองคำ ไม่สมบูรณ์ เราก็จะติดวิบากกรรมครับ สำหรับท่านใดที่มีทรัพย์น้อย แต่มีศรัทธามาก ประสงค์จะทำบุญด้วยทองคำ ในร้านทองก็พอจะมีสินค้าทองคำ อย่างเม็ดตุ้มหูเกลี้ยง ที่ราคาหลักพันต้นๆ ครับ แค่นี้ก็ทำบุญได้ แต่ถ้าไม่มีจริงๆ เป็นกระยาจก หรือเป็นมหาทุคตะ ก็ลองซื้อทองคำเปลวแท้ 100% แผ่นละ 20 บาท ร่อนออกจากกระดาษแนบแล้วนำไปหย่อนเบ้าหลอมสัก 3 แผ่นครับ แต่ต้องขออนุญาตเจ้าของพิธี หรือเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าภาพประจำองค์พระที่จะหล่อก่อนนะครับ กราบเรียนท่านตามตรงว่าเรามีศรัทธามาก แต่ไม่มีทรัพย์ เจ้าพิธีบางท่านก็เมตตามากๆ ครับ หลายท่านอาจจะอาย ทำให้ไม่ได้บุญ แต่ถ้าเราใจกล้า เหมือนมหาทุคตะ มาขอบาตรจากพระพุทธเจ้า เพื่ออาราธนาไปฉันที่เพิงเรือน ก็จะได้อานิสงส์เป็น “มหัศจรรย์” หรือเหมือนพระอินทร์ ที่แปลงกายมาใส่บาตรพระมหากัสสัปปะ ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ก็ได้บุญมหาศาล แม้จะถูกพระมหากัสสัปปะติบ้าง อย่างไรก็ตาม ท่านใดประสงค์จะทำบุญหล่อพระด้วยทองคำ แต่ทรัพย์มีมากน้อย ไม่พอซื้อทองสลึง ทองบาท สามารถซื้อ "เม็ดลูกปัดทองคำ" ราคาเม็ดละหลักร้อย ไปร่วมหล่อได้ครับ ร้านอยู่ที่ท่าพระจันทร์ครับ ผมบอกงาน แนะนำให้ดังนี้ครับ ลองดูได้ตามเว็บลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

https://www.facebook.com/taihengshop

ส่วนท่านใดที่มีทรัพย์มากพอ ผมขอแนะนำร้านขายเครื่องประดับทองคำ 99.99% สำหรับนำไปหล่อพระครับ

http://www.goldmaster.co.th/mobile/index.html

https://www.facebook.com/PrimaThailand/

 

พิรจักร ทิศุธิวงศ์ สุวพรรดิเดชา


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ธาตุในบุญ กับประกาศิต และพิธีหล่อพระ

หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าเวลาทำบุญด้วยธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ควรเลือกที่มีสภาพใหม่ๆมาทำบุญ จะทำให้ได้อานิสงส์มากขึ้น และเวลาบุญส่งผล เมื่อบุญส่งผลให้ได้อะไร ก็จะได้ในสภาพใหม่และดีกว่าคนอื่น และถ้าหากหล่อพระพุทธรูป หล่อฉัตร หล่อยอดเจดีย์ หรือสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ แล้วนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่มีลายดวงตราประกาศิตมาหย่อนลงเบ้าหลอมโดยเอ่ยอ้างหรือตรัสคาถาด้วยก็จะได้อานิสงส์มากเป็นอัศจรรย์ครับ ส่วนผู้ที่ทำบุญด้วยทองคำแล้วยิงเลเซอร์หรือสลักลายประกาศิตของตน หรือจ้าวประกาฯ ใดไว้บนทองคำ, เงิน, นาค, หรือโลหะอื่นใด ก็จะได้อานิสงส์มากตามการคำนวณของเทวา โดยขึ้นอยู่กับขั้นของประกาศิต และคุณค่าของโลหะ (โลหะมีค่ามีกายสิทธิ์สถิตย์อยู่ ควรให้พระสุวรรณกร หรือผู้ทรงวิชชาเช็ดชำระให้สะอาดก่อน เพื่อให้ส่วนละเอียดมีความบริสุทธิ์ และส่วนหยาบก็นำไปแช่น้ำมนต์ แล้วเช็ดชำระล้างไม่มีสนิม สำหรับเหรียญโลหะธรรมดาอื่นๆ อย่าง นิคเกิ้ล นั้นห้ามมิให้นำมาหล่อโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อโลหะไม่เข้ากัน และทำให้เกิดความบกพร่องของรูปหล่อครับ) ทั้งนี้พิธีหล่อพระส่วนใหญ่ จะมีพิธีการมาก นับตั้งแต่อัญเชิญเทวดา บวงสรวง สวดเจริญพระพุทธมนต์ พรมน้ำมนต์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ นั่งปรกปลุกเสกและอื่นๆ ซึ่งงานลักษณะนี้เทวาจะเสด็จลงมาร่วมงานด้วย บางองค์ลงมา กั้นฉัตรให้ และค้อมคำนับ เทวาอื่น หรือมนุษย์ที่เป็น เจ้าประกาฯที่มาร่วมงาน ตามลำดับ ยิ่งถ้าหากรูปเหมือนที่จะหล่อขึ้น เป็นผู้ทรงคุณมาก และเป็นผู้ทรงวิชชา อานิสงส์มาก เทวาท่านก็จะแสดงการให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง แต่เทวาส่วนใหญ่ท่านจะรีบมารีบกลับ ไม่ถึงกับอยู่นับแต่เริ่มกระทั่งจบ ยกเว้นเทวาที่ใกล้ภพภูมิมนุษย์ ส่วนใหญ่ก็พอเททองเสร็จ ท่านก็จะเริ่มทยอยกลับ ส่วนเครื่องบวงสรวงอย่างหัวหมู มะพร้าว กล้วย ผลไม้ เทวาชั้นสูงก็รับไว้เป็นเครื่องบูชา โดยไม่ได้เสวย ยกเว้นแต่ยักษ์ และวิญญาณที่ภพภูมิใกล้มนุษย์ จะมากินกันอย่างเอิกเกริก ส่วนเทวานั้นก่อนกลับท่านก็จะคำนวณบุญแล้วแบ่งกันกับเจ้าพิธี  ในการทำบุญด้วยประกาศิตแล้วได้อานิสงส์นั้นพึงตระหนักถึงบุญที่ได้ว่าเป็น หัวบุญหรือ หางบุญเนื่องจากบุญมี "ธาตุ" ผสมอยู่ไม่เท่ากัน บุญที่มีธาตุมากเวลานำไปใช้เช่นอธิษฐานหรือทำวิชชามักจะแรงและแน่นกว่า แต่ หางบุญก็นำมาอัดแน่นในวิชชาได้ ซึ่งเจ้าพิธี และเจ้าประกาฯ ก็จะตกลงกันว่าประสงค์จะรับเอาบุญแบบใด ส่วนเทวาท่านมักนิยมบุญแบบเบาหน่อย เพราะอัตภาพอันเป็นทิพย์ของท่านรองรับ และเหมาะกับพลังงานบุญอย่างนั้นครับ


วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำแดงดวงตราประกาศิตบนธนบัตรในการบริจาคทำทาน

วันนี้ผมใช้ธนบัตรใบละ 100 บาท สีเหลืองทอง ในการทำบุญโดยร่วมสำแดงตราประกาศิต “ธรรมะสุริยะ” ของผมเอง ไว้บนซองพลาสติกใสบรรจุธนบัตรครับ ได้ “ศักดิ์สิทธิ์” ประมาณ 936 หน่วย ซึ่งถือว่ามากเป็นพิเศษ ทราบมาว่า เป็นเพราะดวงตราประกาศิตด้านหน้าของธนบัตรมีความ “พิเศษ” และตรงกันกับรัชสมัยปัจจุบัน โดยดวงตราประกาศิต ของพระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ นั้นเทวา ท่านจะใส่คำว่า “ราชย์” ต่อท้ายชื่อดวงตรา เพื่อให้ทราบว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน และถ้าหากดวงตรามี “มงกุฎ” ก็จะจัดไว้ในหมวดหมู่ของ “มงกุฎ” ซึ่งมีนัยยะสำคัญกว่าดวงตราที่ไม่มีมงกุฎ แต่ประกาศิตที่สำแดงแล้วมีอานิสงส์มากควรจะตรงกันกับรัชสมัยปัจจุบัน ว่าเป็นรัชสมัยใดในศักดิ์, สิทธิ์และอำนาจของแผ่นดินนั้นๆ ครับ

 

เทวาที่ท่านดูแลเรื่องดวงตราประกาศิตนั้น มีพิธีรีตองที่ต้องเอาใจใส่ และท่านก็จัดลำดับชั้นของประกาศิต เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำผลงานให้ได้เลื่อนขั้น หรืออยู่ชั้นใหญ่กว่า หากทรงคุณมากกว่า ในสมัยปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบ การคัดลอก การพิมพ์ การสำแดงตราประกาศิตทำได้ง่าย ได้มาก และสะดวก อย่างดวงตราประกาศิตสีรุ้งวาวบนธนบัตรใบละ 1000 บาท ของรัชกาลก่อน ก็จัดว่าเป็นประกาศิตที่จะให้อานิสงส์มาก เพราะสวยงาม และทำได้ยาก ส่วนดวงตราประกาศิตที่พิมพ์ทองเคก็ได้อานิสงส์มากขึ้นครับ สำหรับตราพระครุฑ ซึ่งเป็นตราราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นธนบัตรใบละ 100 บาทสีแดง อานิสงส์จะมากกว่า เพราะพระครุฑที่ประกาศไว้ให้เป็นตราราชการแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการนั้นเป็นพระครุฑแดงครับ ถ้าสีตรงกัน ก็จะได้อานิสงส์มากกว่า ส่วนตราพระตรีศูร ต้องเป็นสีทอง จึงจะมีอานิสงส์มาก

 

ดวงตราประกาศิตทุกดวงที่ประกาศใช้หรือขึ้นทะเบียนแล้ว ล้วนมีผู้ดูแลรักษาครับ เหมือนมนุษย์ทั้งโลกทำบุญไม่ว่ากลางวัน หรือกลางคืน อยู่ในป่า ในเขา ในเมือง บนเครื่องบิน หรือในอุโมงค์ใต้ดิน เทวาเขาก็สามารถจดทำรายงานไว้ได้ทั้งหมด ไม่ต้องห่วงว่าเราใช้ประกาศิตแล้ว เทวาท่านจะไม่ทราบ เว้นแต่ผู้ที่เล่นประกาศิตในวิชชา ก็ต้องสำแดงประกาศิตในวิชชา และ/หรือ ตรัสคาถาประกอบกัน โดยการสำแดงตราประกาศิตในวิชชาก็คล้ายการ “เนรมิตภาพนิมิต” ตราประกาศิต ขึ้นมาระหว่างพิธีครับ